สิ่งที่ควรรู้หากอยากจบชีวิตในสวิสเซอร์แลนด์

0
6498
จบชีวิตในสวิสเซอร์แลนด์
ภาพประกอบจาก Gary Waters, Ikon Images, Corbis

สิ่งที่ควรรู้หากอยากจบชีวิตในสวิสเซอร์แลนด์

ความตายของเดวิด กู๊ดดอล นักวิทยาศาสตร์ชาวออสเตรเลียวัย 104 ปี ผู้เดินทางไปจบชีวิตตัวเองในสวิสเซอร์แลนด์กลายเป็นข่าวดังไปทั่วโลก แม้จะมีคนฆ่าตัวตายอยู่แล้วทุกวัน แต่ความปรารถนาของกู๊ดดอลนั้นแตกต่าง เพราะเขาต้องการจากโลกนี้ไปอย่างสงบและมีเกียรติ ทว่าเมื่อกฎหมายในประเทศบ้านเกิดไม่เอื้ออำนวยให้เขาทำตามความต้องการได้ ชายผู้นี้จึงจำเป็นต้องเลือกจบชีวิตไกลจากประเทศตนเองหลายพันกิโลเมตร ท่ามกลางคำถามตามมามากมายเนื่องด้วยในวัย 104 ปี สุขภาพของเขายังคงแข็งแรง เมื่อเทียบกับคนในวัยเดียวกัน และชีวิตครอบครัวของกู๊ดดอลก็สมบูรณ์พูนสุขดี

กู๊ดดอลให้เหตุผลว่าตัวเขาไม่มีความสุข ไม่มีชีวิตชีวาเหมือนเมื่อ 2- 3 ปีก่อน และสุขภาพที่เสื่อมโทรมลง คือเหตุผลที่ทำให้เขารู้สึกอยากตาย “ด้วยวัยแบบผม ชีวิตก็มีแค่ตื่นเช้า กินอาหารเช้า นั่งเฉยๆ แล้วก็รอกินอาหารกลางวัน นี่มันชีวิตที่ไหน” เขากล่าว

จบชีวิตในสวิสเซอร์แลนด์
เดวิด กู๊ดดอล นักวิทยาศาสตร์ชาวออสเตรเลียวัย 104 ปี ผู้เลือกจบชีวิตตนเองอย่างถูกต้องตามกฎหมายในสวิสเซอร์แลนด์
ภาพถ่ายโดย AFP, Exit International

สวิสเซอร์แลนด์คือหนึ่งในไม่กี่ประเทศทั่วโลกที่อนุญาตให้ประชาชนและชาวต่างชาติเลือกจบชีวิตตัวเองได้อย่างถูกกฎหมาย โดยมีเงื่อนไขที่ว่าความตายนั้นต้องเป็นความปรารถนาของผู้ต้องการจบชีวิตเอง ไม่ใช่การตัดสินใจภายใต้อิทธิพลของผู้อื่น ปัจจุบันมีองค์กรที่ให้บริการความตายตามปรารถนาอยู่สามแห่งได้แก่ Exit (ก่อตั้งปี 1982), Dignitas (ก่อตั้งปี 1998) และ Life Circle (ก่อตั้งปี 2011) ซึ่งทั้งหมดดำเนินการโดยบุคลากรทางการแพทย์

รายงานจาก Exit เมื่อปี 2017 ระบุว่าในปีเดียวมีผู้คนทั่วไปสมัครเป็นสมาชิกถึง 10,000 คน ยอดรวมทั้งหมดขณะนี้น่าจะราว 110,000 คน ในปีเดียวกันนั้นทาง Exit ได้รับข้อเรียกร้องบริการความตายตามปรารถนาจากสมาชิกจำนวน 3,500 คน แต่มีเพียง 1,031 คนที่ได้รับการอนุมัติจากการประเมินของแพทย์ เพื่อที่จะมั่นใจได้ว่าการให้บริการความตายนั้นๆ ไม่ขัดต่อข้อกฎหมาย

ทั้งนี้หากคุณผู้อ่านต้องการที่จะจบชีวิตตนเองใช่ว่าจะสามารถเดินเข้าไปรับบริการ และนอนรอความตายอย่างสงบได้เลย ตัวอย่างของกระบวนการจาก Dignitas กล่าวว่า กว่าจะดำเนินไปถึงจุดหมายปลายทางนั้นต้องใช้เวลาถึง 3 เดือนด้วยกัน ซึ่งในขั้นตอนต่างๆ มีตั้งแต่การติดต่อเพื่อพูดคุยกับครอบครัวของผู้ตาย, สัมภาษณ์ผู้ต้องการรับความตายแบบละเอียด, การเก็บข้อมูลทางการแพทย์ซึ่งในที่นี้รวมถึงการสำรวจทางเลือกอื่นๆ ในการรักษาหากผู้เข้ารับบริการนั้นๆ กำลังทุกข์ทรมานจากโรคร้าย และสุดท้ายแล้วหากความตายคือทางออกสุดท้ายพวกเขาจะได้รับเอกสารอย่างเป็นทางการจากแพทย์

ในสวิสเซอร์แลนด์เมื่อเข้าสู่กระบวนการเตรียมพร้อมที่จะตาย แพทย์จะให้ผู้เข้ารับบริการดื่มโซเดียมเพนโทบาร์บิทอล ยากล่อมประสาทที่หากใช้ในปริมาณมากจะมีผลทำให้หัวใจหยุดเต้นได้ จากนั้นแพทย์จะเตรียมเข็มฉีดยาบรรจุน้ำเกลือผสมเข้ากับยา barbiturate ฉีดเข้าไปในหลอดเลือดดำ ซึ่งในอีก 20 – 30 วินาทีต่อมาผู้เข้ารับบริการจะหลับไปตลอดกาล กระบวนการเหล่านี้มีค่าใช้จ่ายราว 240,000 บาท ครอบคุลมตั้งแต่ค่าสมัครสมาชิกไปจนถึงบริการทางการแพทย์ แต่ยังไม่รวมค่าบริการสำหรับงานศพ ซึ่งหากรวมแล้วจะมีค่าใช้จ่ายทั้งหมดราว 330,000 บาท ซึ่งแน่นอนว่ามีตัวเลือกให้ตัดทิ้งได้มากมาย เพื่อบริการที่ถูกลงกว่านี้สำหรับผู้ที่อยากตายแต่ไม่มีเงินมากขนาดนั้น

 

จบชีวิตที่ไหนได้บ้าง?

ไม่ใช่แค่ในสวิสเซอร์แลนด์ที่สิทธิในการเลือกจบชีวิตตนเอง หรือจบชีวิตของผู้ป่วยที่ทุกข์ทรมานจากโรคร้ายสามารถทำได้ถูกต้องตามกฎหมาย แต่ยังรวมถึงเบลเยียม, ลักเซมเบิร์ก และเนเธอร์แลนด์ ด้วยเช่นกัน (บางประเทศได้ทั้งสองแบบ ส่วนบางประเทศได้แค่สำหรับผู้ป่วยทุกข์ทรมานเพียงแบบเดียว) อันที่จริงในออสเตรเลียบ้านเกิดของกู๊ดดอลเองก็สามารถทำได้ โดยในรัฐวิคตอเรียเป็นรัฐแรกของประเทศที่เพิ่งอนุญาต เพียงแต่มีเงื่อนไขว่าผู้ที่เข้ารับบริการต้องเกิดในรัฐดังกล่าว

สำหรับในสหรัฐอเมริกามีเพียง 6 รัฐเท่านั้นได้แก่ รัฐแคลิฟอร์เนีย, โคโลราโด, ฮาวาย, โอเรกอน, เวอร์มอนต์และวอชิงตัน รัฐเหล่านี้มีกฏหมายรองรับสำหรับการจากไปแก่บรรดาผู้ป่วยที่ทุกข์ทรมาน

ในเอเชียปัจจุบันญี่ปุ่นเป็นเพียงประเทศเดียวที่สามารถทำได้ โดยมีเงื่อนไขสำหรับผู้ป่วยว่า:

1. ผู้ป่วยที่ต้องการจบชีวิตตนเองต้องเจ็บป่วยด้วยโรคที่รักษาไม่หาย และอยู่ในขั้นตอนสุดท้ายที่ไม่อาจฟื้นฟูได้แล้ว

2. ผู้ป่วยต้องแสดงเจตจำนงความต้องการตายอย่างชัดเจน แต่หากไม่สามารถแสดงความต้องการได้อาจพิจารณาจากบันทึก, เอกสาร หรือการยืนยันจากครอบครัวแทน และ

3. กระบวนการไปสู่ความตายอาจเกิดขึ้นในลักษณะใดภายใต้เงื่อนไขการหยุดให้การรักษาทางการแพทย์ เช่นหยุดเครื่องช่วยหายใจเป็นต้น ในขณะที่บริการสำหรับผู้ที่อยากตายแต่ไม่ได้เจ็บป่วยร้ายแรงนั้นคล้ายคลึงกันเพียงแต่ผู้เข้ารับบริการต้องแสดงความตั้งใจอย่างชัดเจนแทน (ความต้องการหรือคำยืนยันจากครอบครัวไม่สามารถใช้ได้ในกรณีนี้)

 

ทำไมคนเราถึงอยากตาย?

จากสถิติในปี 2015 Dignitas มีผู้เข้ารับบริการรวม 956 คน (ผู้หญิง 539 คน และผู้ชาย 426 คน) จำนวนนี้เพิ่มขึ้นมา 187 คนจากปี 2003 และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แม้ว่าในภาพรวมแล้วการเลือกจบชีวิตตนเองด้วยบริการแบบนี้จะคิดเป็นสัดส่วนน้อยมาก เมื่อเทียบกับการเสียชีวิตทั้งหมดในแต่ละปีของสวิสเซอร์แลนด์

78.1% ของผู้รับบริการจาก Dignitas ระบุว่าเหตุผลของพวกเขาคือความทุกข์ทรมานจากโรคมะเร็งที่ไม่สามารถรักษาได้ อีก 25% คือโรคอื่นๆ และ 7% ระบุมาจากอาการเจ็บป่วยเรื้อรัง อย่างไรก็ดีความเจ็บปวดจากโรคไม่ใช่เหตุผลทั้งหมด แต่ยังรวมถึงการสูญเสียการควบคุมร่างกายของตัวเองไปอีกด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับบรรดาผู้สูงอายุ เมื่อร่างกายของพวกเขาทำงานได้ไม่เหมือนเดิม และมีทีท่าว่าจะย่ำแย่ลงเรื่อยๆ

จบชีวิตในสวิสเซอร์แลนด์
ศูนย์ให้บริการความตาย Dignitas ในเขตเทศบาล Pfäffikon ของนครซูริค ในสวิสเซอร์แลนด์
ภาพถ่ายโดย AFP

ด้านศาสตราจารย์นายแพทย์ Robert Pearlman ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์การแพทย์และจริยธรรมจากมหาวิทยาลัยวอชิงตันกล่าวว่า “เหตุผลหลักสำหรับบรรดาผู้ที่ต้องการจบชีวิตตนเองมีตั้งแต่ โรคที่รักษาไม่หาย, ซึมเศร้า, สิ้นหวัง ไปจนถึงความเครียดจากเศรษฐกิจและสังคม เช่นความกังวลจากค่าใช้จ่ายทางสุขภาพ หรือการรู้สึกว่าตนเป็นภาระให้แก่สมาชิกครอบครัว เป็นต้น” โดยตัวเขาเป็นผู้เขียนหนังสือ Physician-Assisted Dying: The Case for Palliative Care and Patient Choice

ในการสัมภาษณ์ครอบครัวจำนวน 35 ครอบครัวระหว่างการเก็บข้อมูล Pearlman สรุปแรงจูงในที่ทำให้ใครสักคนต้องการจบชีวิตตนเองได้ดังนี้

1. แรงจูใจจากประสบการณ์จากความเจ็บป่วย: รู้สึกเหนื่อยหน่าย อ่อนแอ เจ็บปวด ไม่สบายตัว (69%), ร่างกายทำงานเสื่อมถอย (66%) และความเจ็บปวดที่เป็นผลกระทบจากยาและการรักษา (40%)

2. แรงจูงใจจากความรู้สึกภายใน: ประสาทสัมผัสทำงานบกพร่องลง (63%), ควบคุมร่างกายไม่ได้ ร่างกายทำงานไม่เหมือนเดิม (60%) และเชื่อว่าตายตอนนี้ดีกว่าตายทรมานในอนาคต (14%)

3. แรงจูงใจจากความหวาดกลัวอนาคต: กังวลเกี่ยวกับคุณภาพชีวิต (60%), เคยมีประสบการณ์ไม่ดีในอดีตเกี่ยวกับความตาย (49%) และกังวลที่จะถูกทิ้งอย่างโดดเดี่ยว (9%)

และเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2018 ในที่สุดกู๊ดดอลก็ได้จากไปอย่างสงบตามความปรารถนา ในเมือง Basel ของสวิสเซอร์แลนด์ ด้วยความช่วยเหลือจากองค์กร Exit ที่เขาเป็นสมาชิก โดยกู๊ดดอลเลือกที่จะฟังเพลง “Ode to Joy” ของบีโธเฟนเป็นสิ่งสุดท้ายก่อนตาย เขาเล่าให้ผู้สื่อข่าวฟังว่าตนคิดทบทวนเรื่องความตายนี้มานานถึง 20 ปีแล้ว และปฏิเสธอาหารมื้อสุดท้าย หลังระบบย่อยอาหารของเขามีปัญหาและทำให้เขาไม่อยากอาหารอีกต่อไป

ก่อนหน้านี้เขาเคยให้สัมภาษณ์ว่าถ้าเลือกได้ ตัวเขาก็อยากที่จะเลือกออสเตรเลียเป็นสถานที่จบชีวิต และคาดหวังว่าเรื่องราวของเขาจะกระตุ้นให้ประเทศต่างๆ หันมาให้ความสำคัญต่อสิทธิการตายที่ทุกคนพึงมี เนื่องจากใช่ว่าผู้ต้องการความตายทุกคนจะมีทรัพย์สินพอที่จะเดินทางไปจบชีวิตของตนเองยังต่างประเทศเช่นเขา…เพราะสิทธิความตายที่พึงปรารถนาเองก็เป็นสิ่งที่รัฐควรช่วยเหลือเราไม่ต่างอะไรจากสิทธิในการศึกษา และสิทธิในการรักษาพยาบาลมิใช่หรือ?

 

อ่านเพิ่มเติม

จากตรุษจีนถึงเช็งเม้ง: แนวคิดชีวิตหลังความตายของชาวจีน

 

แหล่งข้อมูล

Australian scientist, 104, dies after travel to Switzerland for assisted suicide

David Goodall, 104, just took his own life, after making a powerful statement about assisted death

Why Do Patients Request Physician-Assisted Death (a.k.a. Physician-Assisted Suicide)?

Assisted suicide – Switzerland in the headlines

What you need to know about assisted suicide in Switzerland

Reasons for Seeking Physician-Assisted Suicide

10 Countries Where Euthanasia and Assisted Suicide Are Legal