สายธารแห่งศรัทธาชนในพิธีกุมภ์เมลา

0
117
พิธีกุมภ์เมลา
ผู้จาริกแสวงบุญรอลงอาบนํ้าเพื่อชำระล้างบาปในพิธีกุมภ์เมลาเมื่อปี 2013 ที่เมืองอัลลาฮาบาด ประเทศอินเดีย แม้นํ้าจะปนเปื้อนมลพิษ อากาศเย็นยะเยือก และเต็มไปด้วยความแออัดยัดเยียด แต่พวกเขาก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า กลับถึงบ้านพร้อมกับสุขภาพที่ดีกว่าตอนมาถึง

สายธารแห่งศรัทธาชนใน พิธีกุมภ์เมลา

เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ ปี 2013 ผู้คนแออัดเกินขนาดที่สถานีรถไฟแห่งหนึ่งในเมืองอัลลาฮาบาดทางตอนเหนือของอินเดีย นำไปสู่เหตุเหยียบกันตายที่ทำให้มีผู้เสียชีวิต 36 คน ขณะนั้นเมืองกำลังเป็นเจ้าภาพการชุมนุมทางศาสนาที่ใหญ่ที่สุดในโลก นั่นคือ พิธีกุมภ์เมลา (Kumbh Mela) หรือมหากุมภ์เมลาซึ่งจัดขึ้นทุก 12 ปี [หมุนเวียนทุก ๆ 3 ปีไปตามเมืองแสวงบุญสำคัญในศาสนาฮินดู 4 เมือง ได้แก่ อัลลาฮาบาด อุชเชน นาสิก และหริทวาระ] เจ้าหน้าที่ประเมินจำนวนผู้จาริกแสวงบุญในวันนั้นว่ามีจำนวนสูงสุดถึง 30 ล้านคน เหตุเศร้าสลดนี้เป็นข่าวพาดหัวไปทั่วโลก แต่ยังมีอีกเรื่องที่เกี่ยวข้องกับพิธีกุมภ์เมลาซึ่งยังไม่ได้รับการบอกเล่า

เรื่องนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อสองสัปดาห์ก่อนหน้านั้น ณ ริมฝั่งแม่นํ้าคงคา ห่างจากสถานีรถไฟที่เกิดเหตุราว 6.5 กิโลเมตร วันนั้นเป็นวันอาบนํ้าครั้งใหญ่วันที่สองของเทศกาล แม้ฟ้ายังไม่สาง แต่ก็มีผู้คนรวมตัวกันอยู่ตรงนั้นหลายพันคนแล้ว พวกเขาดูสงบนิ่งและเป็นหนึ่งเดียวกัน ไร้วี่แววของการเบียดเสียดผลักดันใด ๆ เรื่องความโกลาหลแตกตื่นยิ่งไม่ต้องพูดถึง สิ่งเดียวที่สัมผัสได้คือกระแสธารแห่งความมุ่งมั่นระหว่างที่พวกเขาเดินแหวกนํ้าลงไป หย่อนกาย อิ่มเอิบในสายนํ้าเย็นเยียบ  ก่อนจะเดินแหวกนํ้ากลับขึ้นมา ผู้คนหลีกทางให้กัน เอื้อเฟื้อเกื้อกูลกัน “รู้สึกยังไงบ้างคะ” ฉันถามชายนุ่งผ้าโธตีที่ชุ่มโชกไปด้วยนํ้าผู้หนึ่ง  “รู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาเลยครับ” เขาตอบ ขณะผู้มาใหม่สองคน จากนั้นก็เพิ่มเป็นสามและสี่คนลุยลงนํ้าไปแทนที่เขา

ตำรวจนายหนึ่งเฝ้าสังเกตการณ์อยู่ เขามีหน้าที่คอยต้อนฝูงชน เนื่องจากคาดกันว่าวันนี้จะมีคนมาอาบนํ้าตรงจุดนี้ไม่ตํ่ากว่าเจ็ดล้านคน “ถ้าต่างคนต่างลุยก็คงไม่ได้อาบกันหรอกครับ” เขาบอก “พวกเขาได้กำลังใจจากกันและกัน” ฉันสัมผัสได้ถึงพลังงานบางอย่างที่แผ่ออกมาจากฝูงชน เอมีล ดูร์แคม นักสังคมวิทยาชาวฝรั่งเศสสมัยศตวรรษที่สิบเก้า นิยามปรากฏการณ์นี้ว่า ความร่าเริงบันเทิงใจหมู่ (collective effervescence) เขาเชื่อว่าสิ่งนี้ส่งผลกระทบเชิงบวกต่อสุขภาพของปัจเจกบุคคล แนวคิดของดูร์แคมจมหายไปท่ามกลางเหตุการณ์รุนแรงแห่งศตวรรษที่ยี่สิบ บางทีเขาอาจค้นพบความจริงสำคัญบางอย่างก็เป็นได้ เราเข้าใจความเป็นฝูงชนผิดไปหรือไม่

พิธีกุมภ์เมลา
สะพานโป๊ะ 18 สะพานพาดผ่านแม่นํ้าคงคาเพื่อรองรับผู้มาร่วมเทศกาล

ในโลกตะวันตกมีความคิดที่แพร่หลายอยู่อย่างหนึ่งว่า   เมื่อผู้คนมารวมตัวกันมาก ๆ พวกเขาจะทิ้งอัตลักษณ์ของแต่ละบุคคล รวมทั้งความสามารถในการใช้เหตุผลและการประพฤติตนอย่างถูกทำนองคลองธรรม “ผลการวิจัยของเราชี้ว่า แท้จริงแล้วฝูงชนเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อสังคมครับ” สตีเฟน ไรเคอร์ นักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยเซนต์แอนดรูว์สในสหราชอาณาจักร อธิบาย “ฝูงชนช่วยก่อร่างสร้างสำนึกร่วมว่าเราคือใครรวมถึงความสัมพันธ์ของเรากับคนอื่น ๆ กระทั่งช่วยบ่งบอกถึงสุขภาพอนามัยของเราด้วย”

เพื่อพิสูจน์ความคิดดังกล่าว ไรเคอร์และเพื่อนร่วมงานเดินทางมายังสถานที่ซึ่งมีความสำคัญและเปี่ยมพลังทางจิตวิญญาณสำหรับชาวฮินดูแห่งนี้ นี่คือบริเวณที่สายนํ้าคงคาอันศักดิ์สิทธิ์ไหลมาบรรจบกับแม่นํ้ายมุนา และแม่นํ้าสายที่สามที่ดำรงอยู่ในตำนานนามว่า สุรัสวดี ตามท้องเรื่อง

ในคัมภีร์โบราณ เมื่อทวยเทพกับเหล่าอสูรต่อสู้แย่งชิงนํ้าทิพย์แห่งชีวิตอมตะ หรือ นํ้าอมฤต ที่เกิดจากการกวนเกษียรสมุทร นํ้าอมฤตส่วนหนึ่งได้กระเด็นตกลงสู่พื้นโลกบริเวณนี้ [รวมทั้งอีกสามเมืองที่กล่าวถึงข้างต้น] ชาวฮินดูที่มาอาบนํ้าในสายนํ้าเหล่านี้เท่ากับได้ชำระล้างบาปของตน และเข้าใกล้สวรรค์มากขึ้นอีกก้าวหนึ่ง

ทุกปีผู้คนหลายล้านคนจาริกแสวงบุญมายังเมืองอัลลาฮาบาดเพื่อประกอบพิธีอาบนํ้าชำระล้างบาปในการชุมนุมที่เรียกว่า เทศกาลเมลา และทุก 12 ปีเมื่อดวงดาวเรียงตัวกันในตำแหน่งซึ่งถือว่าเป็นมงคลฤกษ์พิเศษ การชุมนุมจะยกระดับใหญ่โตขึ้นหลายเท่าตัว แล้วเมืองของกระโจมซึ่งกินพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาลจะผุดขึ้นเหนือที่ราบนํ้าท่วมถึงริมแม่นํ้าคงคา เพื่อจัด พิธีกุมภ์เมลา หรือพิธีกุมภ์ เมื่อปี 2013 ที่ผ่านมามีผู้คนเดินทางมาร่วมพิธีนี้ราว 70 ล้านคนในช่วงเวลา 56 วัน เทศกาลเมลาจุดประกายความสงสัยใคร่รู้ของคนนอกเสมอมา โดยเฉพาะขบวนผู้จาริกแสวงบุญที่ดูแปลกตา ประกอบด้วยเหล่าฤๅษีชีไพรนุ่งลมห่มฟ้าส่งเสียงคำราม และทาเนื้อตัวด้วยขี้เถ้า แต่ไรเคอร์และทีมงานพุ่งความสนใจไปที่ศรัทธาชนทั่วไปที่ผสมกลมกลืนไปกับฝูงชนมากกว่า

พิธีกุมภ์เมลา
ขบวนผู้ขอบวชกำลังมุ่งหน้าไปประกอบพิธีบวช หลังจากนั้น พวกเขาจะละซึ่งประโยชน์ส่วนตน และอุทิศชีวิตเพื่อประโยชน์ส่วนรวม

ห่างจากจุดบรรจบของแม่นํ้าคงคาและยมุนาออกไปราวครึ่งชั่วโมงทางรถยนต์ แต่ยังอยู่ในอาณาบริเวณของพื้นที่จัดพิธีกุมภ์ พิชัมเบย์ นาถ ปัณเดย์ ชายวัย 70 ปี กับพิมลา ภรรยาวัย 65 ปี เชื้อเชิญฉันเข้าไปในกระโจมของพวกเขา สามีภรรยาปัณเดย์เป็น กัลป์วาสี หรือผู้จาริกแสวงบุญที่อยู่ร่วมเทศกาลเมลามาอย่างน้อยหนึ่งเดือนและใช้ชีวิตอย่างสมถะเรียบง่ายระหว่างพำนักอยู่ที่นี่

“คุณเคยป่วยระหว่างอยู่ในเทศกาลไหมคะ” ฉันถาม แม่นํ้าคงคาซึ่งตามข้อมูลการตรวจวัดค่าของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นเองพบว่า ปนเปื้อนนํ้าเสียจากท่อระบายนํ้าและของเสียจากโรงงานอุตสาหกรรมมากเสียจนไม่สามารถใช้ดื่มกินหรือลงไปอาบได้ (บรรดากัลป์วาสีทำทั้งสองอย่าง) อีกทั้งระบบการกระจายเสียงส่วนกลางซึ่งมีทั้งเสียงดนตรีการแสดงธรรม และประกาศสำคัญต่าง ๆ วนเวียนตลอด 24 ชั่วโมง ทำให้ระดับเสียงในกระโจมที่พักของพวกเขาอยู่ในช่วง 76 ถึง 95 เดซิเบล ซึ่งมากพอที่จะทำให้สูญเสียการได้ยินอย่างถาวรหากฟังต่อเนื่องเป็นเวลานาน

ปัณเดย์ส่ายศีรษะ เขามาร่วมเทศกาลเมลาปีนี้เป็นครั้งที่ 12 แล้ว และทุกครั้งเขาก็กลับบ้านพร้อมสภาพจิตใจที่ดีกว่าตอนเดินทางมาถึงเสมอ ก่อนหน้าที่เทศกาลเมลาเมื่อปี 2011 จะเริ่มขึ้น ศรุติ เตวารี เพื่อนร่วมงานของสตีเฟน ไรเคอร์ จากมหาวิทยาลัยอัลลาฮาบาด ส่งทีมงานภาคสนามออกไปยังชนบทเพื่อสอบถามกัลป์วาสีที่คาดว่าจะไปร่วมเทศกาลจำนวน 416 ตัวอย่างเกี่ยวกับเรื่องสุขภาพร่างกายและจิตใจ พวกเขาถามคำถามชุดเดียวกันกับเพื่อนบ้านของกัลป์วาสีเหล่านั้นจำนวน 127 ตัวอย่าง และหลังเทศกาลเมลาจบไปแล้วหนึ่งเดือน พวกเขาหวนกลับไปอีกครั้งเพื่อถามคำถามชุดเดิมกับทั้งสองกลุ่ม นอกจากนี้ ทีมงานยังสัมภาษณ์บรรดากัลป์วาสีระหว่างเข้าร่วมเทศกาลเพื่อบันทึกประสบการณ์ของพวกเขาไว้ด้วย

พิธีกุมภ์เมลา
ก่อนฟ้าสาง หญิงชราผู้หนึ่งประกอบพิธีบูชาเพื่อบวงสรวงทวยเทพ ผู้จาริกแสวงบุญที่เปี่ยมศรัทธาที่สุดส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ พวกเขาอยู่ร่วมงานตลอดทั้งเทศกาลและละทิ้งความสะดวกสบายทั้งปวงระหว่างพำนักอยู่ที่นั่น

กลุ่มตอบแบบสอบถามที่อยู่เฝ้าหมู่บ้านรายงานว่า ไม่มีความเปลี่ยนแปลงที่รู้สึกได้ระหว่างระยะเวลาการศึกษา ในทางกลับกัน กลุ่มกัลป์วาสีรายงานว่า สุขภาพของพวกเขาดีขึ้นร้อยละ 10 ซึ่งรวมถึงอาการเจ็บปวดและหายใจขัดลดน้อยลง เช่นเดียวกับระดับความวิตกกังวลที่ลดลง และกำลังวังชาดีขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น ผลกระทบเชิงบวกของ “โอสถ” ฝูงชน ยังคงอยู่ต่อไปเป็นเวลานาน ที่แน่ ๆ คือหลายสัปดาห์ และอาจนานหลายเดือน

เพราะเหตุใดการเป็นส่วนหนึ่งของฝูงชนจึงช่วยให้สุขภาพของเราดีขึ้นได้ นักจิตวิทยาเชื่อว่า ปัจจัยหลักที่ก่อให้เกิดผลกระทบดังกล่าวคืออัตลักษณ์ร่วม “คุณจะคิดในฐานะ ‘เรา’ มากกว่าในฐานะ ‘ฉัน’” นิก ฮอปกินส์ เพื่อนร่วมงานของไรเคอร์ อธิบาย ผลที่ต่อเนื่องตามมาคือ การคิดแบบนั้นจะทำให้ความสัมพันธ์ของคุณกับคนอื่น ๆ เปลี่ยนแปลงไป “สิ่งที่เกิดขึ้นคือการเปลี่ยนแปลงในระดับพื้นฐาน จากที่มองหรือเห็นผู้คนเป็น ‘คนอื่น’ มาเป็นคนใกล้ชิดสนิทสนม” ทำให้เกิดการให้และรับความช่วยเหลือ การแข่งขันกลายเป็นการร่วมมือ และผู้คนจะสามารถบรรลุถึงเป้าหมายของพวกเขาได้แบบที่ไม่อาจทำได้โดยลำพัง กระบวนการที่ว่านี้กระตุ้นให้เกิดอารมณ์เชิงบวก  ซึ่งไม่เพียงทำให้พวกเขาเผชิญหรือต้านทานความยากลำบากได้ดีขึ้น แต่ยังทำให้สุขภาพแข็งแรงขึ้นด้วย

การเป็นส่วนหนึ่งของฝูงชน (อย่างน้อยน่าจะหมายถึงฝูงชนที่อยู่ในทำนองคลองธรรม) จึงอาจยังประโยชน์แก่ปัจเจกบุคคลได้ในทำนองเดียวกับที่เกิดจากความสัมพันธ์ทางสังคมในระดับที่ลึกซึ้งกว่า เรารู้กันว่า กลไกต้านทานความเครียดอาจถูกกระตุ้นให้ทำงานด้วยปฏิสัมพันธ์ทางสังคม และส่งผลกระทบเชิงบวกต่อระบบภูมิคุ้มกันและระบบไหลเวียนโลหิต

ไรเคอร์แบ่งแยกฝูงชนเชิงกายภาพ (physical crowd) กับฝูงชนเชิงจิตวิทยา (psychological crowd) ออกจากกันอย่างชัดเจน ฝูงชนเชิงกายภาพ เช่น ผู้โดยสารที่เบียด-เสียดกันในรถไฟใต้ดิน ขาดอัตลักษณ์ร่วมกัน แม้ระดับความสัมพันธ์ทางสังคมที่สูงอาจไม่ใช่สิ่งเดียวกับการถูกผู้อื่นรายล้อมทางกายภาพ แต่ก็มีหลายอย่างร่วมกันกับการเป็นส่วนหนึ่งของฝูงชนเชิงจิตวิทยา นั่นคือการมีอัตลักษณ์ร่วม  และไม่ใช่แค่ระบบทางร่างกายเท่านั้นที่เปลี่ยนไป

“การเป็นส่วนหนึ่งของฝูงชนสามารถเปลี่ยนมุมมองต่อโลกของคุณได้” มาร์ก เลวีน นักจิตวิทยาเพื่อนร่วมงานอีกคนของไรเคอร์ กล่าวและเสริมว่า “สิ่งนี้อาจเปลี่ยนการรับรู้ของคุณไปเลยครับ” ระหว่างการสัมภาษณ์เก็บข้อมูล บ่อยครั้งที่เหล่ากัลป์วาสีบรรยายเสียงอึกทึกในเทศกาลเมลาว่าไพเราะเสนาะหู “นั่นคือเสียงพระนามของพระเจ้าที่ก้องกังวานอยู่ในหูเรา” ดังเช่นที่คนหนึ่งอธิบาย

การศึกษานี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เหมาะสม นับตั้งแต่พิธีกุมภ์ครั้งล่าสุดเมื่อปี 2001 เป็นต้นมา มนุษยชาติได้ก้าวข้ามหมุดหมายสำคัญ กล่าวคือ เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ประชากรมากกว่าครึ่งหนึ่งของโลกอาศัยอยู่ในเขตเมือง แม้ระดับอาชญากรรม มลพิษ และความแออัดในเมืองจะเพิ่มสูงขึ้น แต่นักวิทยาศาสตร์ต่างพูดถึง “ข้อได้เปรียบของการอยู่อาศัยในเมือง” เมื่อพิจารณาในแง่ของสุขภาพ และไม่ใช่แค่เรื่องสุขภาพเท่านั้น