ราคาแสนแพงของอุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทย

0
81
เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ
หลังจากวางอวนล้อมจับมาได้ ลูกเรือประมงช่วยกันขนถ่ายปลากะตักลงใต้ท้องเรือก่อนนำไปตากแห้งและส่งขายต่อไป

ราคาแสนแพงของอุตสาหกรรม เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ไทย

หลายปีมานี้ สถิติจากกรมประมงรายงานว่า ปริมาณผลผลิตสัตว์น้ำจากการจับในธรรมชาติลดลงอย่างต่อเนื่อง สาเหตุหลักมีตั้งแต่แหล่งน้ำในธรรมชาติเสื่อมโทรม สัตว์นํ้าร่อยหรอ อันเป็นผลมาจากการทำประมงเกินขนาดตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา เรื่อยไปจนถึงมลภาวะและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สวนทางกับผลผลิตจากการ เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ที่เพิ่มขึ้นทุกปี และกำลังกลายเป็นความหวังใหม่สำหรับโลกที่หิวโหย

อุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงสัตว์นํ้าของไทยส่งออกผลผลิตปีละประมาณ 1.5 ล้านตัน เป็นอันดับ 4 ในภูมิภาคอาเซียน รองจากอินโดนีเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์ ที่น่าสนใจคือ ผลผลิตเกือบครึ่งหนึ่งของทั้งหมดคือกุ้ง ซึ่งเป็นผลพวงจากการพัฒนาองค์ความรู้มากว่า 30 ปี ทุกวันนี้ ไทยส่งออกกุ้งเป็นอันดับหนึ่งของโลกด้วยปริมาณสูงถึงปีละกว่าสามแสนตัน เคยทำรายได้ถึงปีละกว่าแปดหมื่นล้านบาท กุ้งชนิดนี้คือกุ้งแวนนาไมหรือกุ้งขาว (Litopenaeus vannamei) ซึ่งทนทานต่อโรคและปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดี ใช้เวลาเติบโตประมาณ 90 วัน กุ้งขาวเข้ามาทดแทนกุ้งกุลาดำซึ่งเป็นชนิดพันธุ์ท้องถิ่นเดิมหลังอุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงกุ้งกุลาดำแทบล่มสลายจากโรคระบาดเมื่อหลายปีก่อน

เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ
แสงแรกของวันอาบไล้ผิวนํ้าและอวนล้อม ขณะที่ลูกเรือประมงคนหนึ่งกำลังลงไปแก้อวนที่พันกัน เครื่องมือประมงของเรือประมงพาณิชย์เช่นนี้มักมีขนาดใหญ่และนํ้าหนักมาก อีกทั้งมีศักยภาพในการจับปลาสูง การทำประมงขนาดใหญ่คือต้นเหตุสำคัญที่ทำให้ทรัพยากรทางทะเลในอ่าวไทยร่อยหรอลงอย่างมาก

ความนิยมในการเพาะเลี้ยงและบริโภคกุ้งจัดว่าเหนือสัตว์นํ้าชนิดอื่นหลายเท่าตัว แต่ก็มีราคาที่ต้องจ่าย ที่ผ่านมาตลอดแนวชายฝั่งทะเลของไทยต้องเผชิญกับปัญหาฟาร์มกุ้งบุกรุกป่าชายเลนนับล้าน ๆ ไร่ จนหลายฝ่ายตั้งคำถามว่า เรากำลังล้มช้างทั้งตัวเพื่อเอางาหรือไม่ นํ้าเสียจากบ่อกุ้งยังก่อปัญหาใหญ่ในระบบนิเวศ ชาวประมงพื้นบ้านตามแนวชายฝั่งจากอำเภอบางสะพานน้อยจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ลงไปถึงอำเภอปะทิว จังหวัดชุมพรต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า หลังฟาร์มกุ้งรายใหญ่ในพื้นที่ถึงกำหนดจับขาย จะมีการระบายนํ้าเสียออกมาตามลำคลองลงสู่ทะเล นํ้าสีดำนั้นระคายเคืองผิวหนังและบางครั้งมีกลิ่นเหม็น ปลาในลำคลองตายตามมา ขณะที่การเลี้ยงกุ้งในพื้นที่นํ้าจืดเป็นที่มาของข้อพิพาทรุนแรงกว่านั้น เมื่อนํ้าเสียระบายสู่พื้นที่เกษตรกรรมหรือปนเปื้อนนํ้าใต้ดิน เมล็ดข้าวในนาเล็กลีบ จนเป็นต้นเหตุของนาข้าวล่มสลาย

ทุกวันนี้ บ่อกุ้งกว่าครึ่งประเทศกำลังประสบปัญหาโรคตายด่วน (Early Mortality Syndrome หรือ EMS) ทำให้ตับและตับอ่อนกุ้งเสื่อมอย่างเฉียบพลันและตายเกือบยกฟาร์ม โรคนี้ยังคงไร้หนทางเยียวยาและเป็นวิกฤติระลอกใหม่ของอุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงสัตว์นํ้าของไทย

อีกด้านหนึ่ง อุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงสัตว์นํ้าของไทยซึ่งรวมถึงกุ้งและสัตว์นํ้าอื่น ๆ เป็นส่วนหนึ่งของวงจรที่สนับสนุนการประมงแบบทำลายล้าง เนื่องจากอาหารสัตว์ในฟาร์มกว่าสองหมื่นแห่งทั่วประเทศทุกวันนี้ มีส่วนประกอบหลักคือปลาป่น อันเป็นส่วนผสมระหว่างเศษปลาจากโรงงานแปรรูปสัตว์นํ้า และปลาส่วนที่เหลือจากการทำประมงตามธรรมชาติ หรือที่เรียกว่า “ปลาเป็ด” (trash fish) ประเด็นของเรื่องนี้คือปลาเป็ดซึ่งไม่ใช่ปลาเศรษฐกิจ และไม่เป็นที่ต้องการในตลาดคนบริโภค แต่มีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ อาจมีที่มาส่วนหนึ่งจากการทำประมงที่ผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (Illegal, Unreported and Unregulated: IUU) ซึ่งเป็นข้อห้ามร้ายแรงในระดับสากล

เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ
คนงานของบริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหาร กำลังตรวจสอบไส้ในตัวกุ้งผ่านแสงจากตู้ ไฟ เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่สะอาดและตรงตามมาตรฐานความปลอดภัยสำหรับส่งออกไปยังประเทศญี่ปุ่น

ในแต่ละปีไทยผลิตปลาป่นได้ประมาณห้าแสนตันในจำนวนนี้ใช้ปลาเป็ดราว 1.75 แสนตัน หรือคิดเป็นร้อยละ 35 ผลการศึกษาชิ้นหนึ่งในจังหวัดสงขลาชี้ว่า เรือประมงที่นั่นออกทะเลแต่ละครั้งจับปลาเศรษฐกิจเฉลี่ยได้ 5 ตันแต่จับปลาเป็ดได้มากถึง 6.5 ตัน นั่นอาจสะท้อนให้เห็นว่า ทะเลของเราแทบไม่เหลือปลาเศรษฐกิจให้จับแล้ว หรือไม่ก็เรือประมงเบนเข็มไปหาปลาเป็ดเพราะลงทุนน้อยกว่าการจับปลาเศรษฐกิจมาก

กระนั้น เรือประมงหลายลำที่ใช้เครื่องมือทำลายล้างอย่างอวนรุนตาถี่และอวนลากก็แย้งว่า ปลาเป็ดเป็นเพียงผลพลอยได้เท่านั้น ที่จริงพวกเขาต้องการจับสัตว์นํ้าเศรษฐกิจมากกว่า ทว่าในมุมมองของระบบนิเวศอาจไม่เป็นเช่นนั้น เพราะการใช้เครื่องมือทำลายล้างจะกวาดเอาสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลขึ้นมาชนิดไม่เลือกหน้า ทั้งปลาเบญจพรรณ สัตว์นํ้าเศรษฐกิจวัยอ่อน ไข่ปลา ปะการังกัลปังหา ฟองนํ้า และสัตว์เปลือกแข็ง สัตว์ทะเลทั้งหมดนี้คือส่วนหนึ่งในห่วงโซ่อาหาร พวกที่ให้โปรตีนจะถูกนำไปผลิตปลาป่น ส่วนที่เหลือจะถูกทำลายทิ้งหรือนำไปทำปุ๋ย

(แสงแอลอีดีช่วยชีวิตนกทะเลจากอวนจับปลา)

บรรจง นะแส จากสมาคมรักษ์ทะเลไทย เคยอธิบายให้ผมฟังว่า อุตสาหกรรมอาหารสัตว์เป็นผู้กำหนดราคารับซื้อตามคุณภาพของปลาป่น ซึ่งหมายความว่าโรงงานปลาป่นจะต้องหาวัตถุดิบที่ให้โปรตีนคุณภาพดีที่สุดเท่าที่จะหาได้ ซึ่งส่วนใหญ่มักจะมาจากปลาเป็ด เรื่องนี้ซับซ้อนเกินกว่าอุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงสัตว์นํ้าจะคาดถึง แต่พวกเราต้องยอมรับความจริงว่า สัตว์นํ้าในฟาร์มต้องการอาหารคุณภาพสูงเพื่อให้ทันทั้งความต้องการของตลาดและเงินหมุนของฟาร์ม อุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงสัตว์นํ้าต้องการอาหารสำเร็จรูปถึงปีละราวหนึ่งล้านตัน จึงไม่ต่างอะไรกับการล่าโปรตีนไปเลี้ยงสัตว์เพื่อผลิตโปรตีนซํ้า

ที่จริงผู้ผลิตปลาป่นพยายามชี้ว่า โรงงานปลาป่นเป็นเพียงปลายทางเท่านั้น และไม่ใช่ต้นตอหรือแรงจูงใจของการทำประมงทำลายล้าง ที่จริงพวกเขาพึ่งพาปลาเป็ดน้อยกว่าเศษปลาจากโรงงานแปรรูปด้วยซํ้า แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธว่าพวกเขาต้องการโปรตีนจากปลาคุณภาพดี เพื่อผลิตเป็นปลาป่นเกรดสูงสำหรับขายต่อให้อุตสาหกรรมอาหารสัตว์

(เอเลี่ยนสปีชีส์เดินทางข้ามมหาสมุทรด้วยขยะพลาสติก)

ท่าทีล่าสุดของอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ คือออกมาตรการจูงใจเพิ่มราคารับซื้อปลาป่นที่ได้มาจากการทำประมงอย่างถูกกฎหมาย และสามารถตรวจสอบย้อนกลับไปถึงแหล่งที่มาได้ นั่นเป็นกลยุทธ์ที่ดีสำหรับภาพลักษณ์ แต่ก็ถูกวิจารณ์ว่า เป็นเพียงความสมัครใจของเรือประมง ไม่ถือเป็นข้อบังคับ และขาดการตรวจสอบรายละเอียด เช่น พิกัดดาวเทียม เวลา และเครื่องมือที่ใช้ หลายฝ่ายตั้งคำถามว่าภาครัฐควรเข้ามาดูแลเรื่องนี้อย่างไร แน่นอนว่ากฎหมายประมงซึ่งใช้มาตั้งแต่ พ.ศ. 2490 ล้าสมัยเกินกว่าจะไล่ตามการประมงยุคใหม่ได้ทัน แต่ที่น่าเศร้าที่สุดคือ ผู้มีอำนาจแก้กฎหมายได้หลายคน กลับมีผลประโยชน์ในอุตสาหกรรมประมงเสียเอง

อุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงสัตว์นํ้าอาจเป็นทางรอดของโลกที่กำลังหิวโหย แต่จะคุ้มค่าจริงหรือกับราคาที่ต้องจ่ายถ้ากระบวนการผลิตโปรตีนที่ง่ายและราคาแสนถูกนี้ตกอยู่ในมือของผู้ประกอบการเพียงไม่กี่ราย และกลวิธีอันซับซ้อนของพวกเขากำลัง “ตักตวง” ประโยชน์จากทรัพยากรที่พวกเราเป็นเจ้าของร่วมกัน รวมถึงความหลากหลายทางอาหารซึ่งเราในฐานะผู้บริโภคแทบไม่มีตัวเลือก

เรื่อง ราชศักดิ์ นิลศิริ

ภาพ เอกรัตน์ ปัญญะธารา

 

อ่านเพิ่มเติม

มหาสมุทรจะพอเลี้ยงประชากรโลกที่เพิ่มขึ้นไหม?