สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ ทั่วโลกกำลังถูกล้างบางจากเชื้อราที่เดินทางข้ามทวีปโดยมนุษย์

หายนะกำลังล้างบางสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำทั่วโลก

หายนะกำลังล้างบาง สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ ทั่วโลก

บรรดา สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ ทั่วโลกกำลังเผชิญกับหายนะภัยครั้งใหญ่ มันคือเชื้อราสายพันธุ์โบราณที่แทะกินผิวหนังเป็นอาหาร และสามารถล้างบางประชากรกบในผืนป่าให้สูญสิ้นไปได้ในพริบตา

เจ้าวายร้ายตัวนี้เป็นฟังไจในกลุ่มไคทริด (chytrid) ที่มีชื่อว่า Batrachochytrium dendrobatidis ซึ่งขณะนี้กำลังเป็นสาเหตุของการสูญพันธุ์และเกือบสูญพันธุ์ในสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำกว่า 200 สายพันธุ์ ภายในระบบนิเวศสมบูรณ์หลายแห่งทั่วโลก

“เท่าที่เราบอกได้ตอนนี้ นี่เป็นเชื้อโรคที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ ในแง่ของผลกระทบด้านความหลากหลายทางชีวภาพ” Mat Fisher นักพฤกษศาสตร์จาก Imperial College London ผู้ศึกษาราชนิดนี้กล่าว

ขณะนี้ทีมวิจัยนานาชาติจากนักวิจัยจำนวน 58 คน กำลังพยายามหาคำตอบ และรายงานการค้นพบครั้งนี้ถูกเผยแพร่ลงในวารสาร Science เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 10 พฤษภาคม 2018 เผยให้เห็นช่วงเวลาและสถานที่ที่มีการอุบัติของเชื้อรา นั่นคือบริเวณคาบสมุทรเกาหลีในช่วงทศวรรษ 1950 และกิจกรรมของมนุษย์เรานั้นมีส่วนช่วยให้เชื้อราเกิดการแพร่ระบาด จนนำไปสู่การตายของสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำจำนวนมากทั่วทวีปอเมริกา, แอฟริกา, ยุโรป ตลอดจนในออสเตรเลีย

“การแพร่กระจายของเชื้อราอาจมาจากเหตุการณ์ใหญ่ ไม่แน่ว่าอาจจะเป็นสงครามเกาหลี” Simon O’Hanlon นักวิจัยจาก Imperial College London หนึ่งในผู้ร่วมวิจัยกล่าว จากการศึกษาค้นคว้า ตอนนี้พวกเขาทราบแล้วว่าเชื้อราเหล่านี้มาจากไหน ทั้งยังสามารถติดตามความหลากหลายของเชื้อราในกลุ่มไคทริดเหล่านี้ ตลอดจนมองหาสายพันธุ์ที่อันตรายที่สุด อีกทั้งการค้นพบครั้งนี้ยังสะท้อนให้เห็นว่า การค้าที่เชื่อมต่อโลกทั้งใบสามารถก่อให้เกิดผลกระทบรุนแรงต่อระบบนิเวศได้อย่างไร

สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ
นับตั้งแต่ทศวรรษ 1970 เชื้อรา Batrachochytrium dendrobatidis คร่าชีวิตของสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำไปแล้วมากกว่าร้อยสายพันธุ์ ในจำนวนนี้รวมถึงคางคกหมอตำแย (Alytes obstetricans) บริเวณเทือกเขาพิเรนีส ของฝรั่งเศสตามภาพ ร่างของพวกมันถูกนักวิจัยที่เดินทางไปเก็บข้อมูลนำมาวางเรียงกัน
ภาพถ่ายโดย Matthew Fisher

 

กบตายเกลื่อนกลาด

เชื้อราชนิดนี้ถูกเรียกชื่อสั้นๆ ว่า Bd มันอันตรายก็เพราะมันพุ่งเป้าไปที่ผิวหนังของบรรดาสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ ปกติแล้วสัตว์เหล่านี้ใช้ผิวของมันในการหายใจและดูดซึมความชื้น เมื่อพวกมันติดโรคจากเชื้อราอาการของโรคจะมีลักษณะหลากหลายตามแต่สายพันธุ์ตั้งแต่ ง่วงซึม ไม่กินอาหาร ผิวหนังบริเวณท้องมีสีแดง เกิดอาการชักเกร็ง หรือมีการก่อตัวหนาขึ้นของผิวหนังตามมา ซึ่งในที่สุดแล้วสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำตัวนั้นๆ ที่ติดเชื้อจะตายลงในเวลาไม่ถึงสัปดาห์ อาจมีบางสายพันธุ์ที่สามารถทนทานต่อเชื้อราได้ แต่เท่าที่ทราบมีสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำกว่า 695 สายพันธุ์แล้วที่ได้รับผลกระทบจากเชื้อรา Bd ในระดับที่แตกต่างกัน

สำหรับมนุษย์เราแล้วการระบาดของเชื้อรา Bd อาจมีลักษณะเทียบได้กับวันสิ้นโลกตามคัมภีร์ไบเบิล ทุกๆ ปีในช่วงเดือนสิงหาคมบรรดาคางคกในทะเลสาบของเทือกเขาพิเรนีส ในฝรั่งเศส จะพากันปีนออกมาจากสถานที่ที่พวกมันเกิดเพื่อสำรวจโลกกว้างใหญ่เป็นครั้งแรก แต่สำหรับคางคกที่ติดเชื้อพวกมันจะไปได้ไม่ไกลนัก “พวกมันจะกระโดดได้ไม่กี่ครั้งและตายลงตรงนั้น” Fisher หนึ่งในผู้ร่วมวิจัยกล่าว “ถ้าคุณมีโอกาสได้ไปที่ทะเลสาบจะเห็นกบนอนตายเกลื่อนกลาด เหมือนพื้นตรงนั้นปูพรมที่สร้างจากกบตายไม่มีผิด”

ความตายในลักษณะนี้เริ่มปรากฏขึ้นครั้งแรกเมื่อทศวรรษ 1970 แต่ในตอนนั้นนักวิจัยยังไม่ทราบว่ามันจะเป็นหายนะครั้งใหญ่ จนกระทั่งเมื่อทศวรรษ 1990 เป็นครั้งแรกที่นักวิทยาศาสตร์ได้รู้จักกับเชื้อรา Bd และอีกสิบปีต่อมามันก็ได้ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ประชากรสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำไปจำนวนมาก โดยกระบวนการล้างบางยังคงดำเนินต่อไปจนวันนี้ จากปี 2004 – 2008 แค่ภูมิภาคเดียวในปานามา มีสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำมากถึง 41 สายพันธุ์แล้วที่ต้องสูญหายไปเพราะเชื้อราดังกล่าว

ในบทความนี้จะเรียกเชื้อรา Bd ประเภทที่ก่อให้เกิดการระบาดครั้งใหญ่แบบย่อว่า BdGPL (Global Panzootic Lineage) พร้อมหาคำตอบไปด้วยกันว่าเจ้าเชื้อราวายร้ายนี้มาจากไหน และมันเดินทางไปทั่วโลกได้อย่างไร?

 

ห้องสมุดเชื้อรา 

ในการหาคำตอบ ทีมนักวิจัยใช้เวลาเป็นสิบปีในการสร้างห้องสมุดเก็บพันธุกรรมของเชื้อรา Bd ภารกิจที่พึ่งพาความช่วยเหลือจากนักวิทยาศาสตร์ใน 6 ทวีป อาทิเช่น Jennifer Shelton หนึ่งในผู้ร่วมวิจัยและนักสำรวจรุ่นเยาว์ของเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ที่ออกเดินทางไปยังภูเขาในปี 2017 เพื่อตามหาซาลาแมนเดอร์ที่ติดเชื้อรา

เมื่อนักวิจัยพบสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำตัวใดก็ตามที่ติดเชื้อรา พวกเขาจะตัดเท้าข้างหนึ่งของมันออก ซึ่งเป็นวิธีในการนำเนื้อเยื่อไปตรวจที่ไม่ทำให้มันต้องตาย จากนั้นพวกเขาจะแยกเชื้อรา Bd ออกมาจากเนื้อเยื่อและเพาะมันลงในจาน เพื่อตรวจสอบดีเอ็นเอในภายหลัง

ทีมของ O’Hanlon และ Fisher สามารถเรียงลำดับจีโนมของเชื้อรา Bd จากทั่วโลกได้มากถึง 177 จีโนม โดยรวมเข้ากับจีโนมจำนวน 57 จีโนมในการวิจัยก่อนหน้านี้ จากนั้นทีมนักวิจัยเปรียบเทียบลำดับจีโนมของเชื้อรา Bd ทั้งหมด 234 จีโนม เพื่อสร้างแผนภูมิตระกูลของมันขึ้นมา ซึ่งพวกเขาพบว่ามันมี 4 สายพันธุ์ด้วยกัน

 

เรื่องแนะนำ

อนาคตของกระซู่หลังจากสูญเสียตัวสุดท้ายในมาเลเซีย

กระซู่ เพศเมียตัวนี้ถูกจับมาดูแลที่เกาะบอร์เนียว อันเป็นการย้ายถิ่นเพื่อให้มันปลอดภัยจากนักล่าสัตว์ ขอบคุณภาพถ่ายโดย ARI WIBOWO, WWF-INDONESIA ขณะนี้มีกระซู่เหลืออยู่เพียง 80 ตัวในอินโดนีเซียเท่านั้น กระซู่หรือแรดสุมาตราได้สูญพันธุ์ไปจากมาเลเซียแล้ว หลังจากที่อีมาน กระซู่ตัวสุดท้ายของประเทศ ตายไปเนื่องจากโรคมะเร็งเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาที่ศูนย์พักพิงแรดบอร์เนียวในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าตาบิน ขณะมีอายุได้ 25 ปี โดยเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา มาเลเซียได้สูญเสียแทม กระซู่เพศผู้ตัวสุดท้ายของประเทศไป “อีมานได้รับการดูแลและเอาใจใส่อย่างดีเยี่ยมหลังจากเราจับมันมาดูแลตั้งแต่ปี 2014 ไม่มีใครทำได้มากเหมือนเราแล้ว” คริสติน หลิว รัฐมนตรีประจำกระทรวงการท่องเที่ยว วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อมแห่งรัฐซาบาห์ กล่าว ย้อนไปเมื่อปี 2008 มีการค้นพบแทมที่สวนปาล์มน้ำมันแห่งหนึ่ง มันถูกจับและนำมาดูแลที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าตาบิน รัฐซาบาห์ และวางแผนให้มันผสมพันธุ์กับกระซู่เพศเมียสองตัวที่ชื่อว่า ปันตุง (Puntung) ซึ่งถูกจับมาเมื่อปี 2011 และอีมาน (Iman) ที่ถูกจับเมื่อปี 2014 แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จ ในปี 2017 ปันตุงได้รับการการุณยฆาตเนื่องจากโรคมะเร็ง และอีมาน กระซู่เพศเมียตัวสุดท้ายในมาเลเซีย ก็เพิ่งตายไป โดยสาเหตุที่ทำให้กระซู่มีจำนวนน้อยลงเช่นนี้เนื่องจากการสูญเสียที่อยู่อาศัยและการล่าสัตว์ มีการคาดการณ์ว่า เหลือกระซู่อาศัยอยู่ในพื้นที่ป่าบริเวณเกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย ประมาณ 80 […]

เหตุใดผีเสื้อจักรพรรดิจึงอพยพไกลกว่า 4,800 กิโลเมตร

เหตุใด ผีเสื้อจักรพรรดิ จึงอพยพไกลกว่า 4,800 กิโลเมตร ทุกฤดูใบไม้ร่วง บรรดา ผีเสื้อจักรพรรดิ หลายล้านตัวจะเดินทางออกจากพื้นที่ทางตะวันออกเฉียงเหนือในสหรัฐอเมริกาและแคนาดาสถานที่ที่มันเติบโตมาในช่วงฤดูร้อน เพื่อมุ่งหน้าลงสู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ในเม็กซิโก รวมเป็นระยะทาง 3,000 ไมล์ หรือกว่า 4,800 กิโลเมตร แตกต่างจากนกและวิลเดอร์บีสต์ แม้ว่าจะเป็นการอพยพครั้งใหญ่เหมือนกัน เพราะผีเสื้อเหล่านี้จะไม่หวนกลับมายังถิ่นที่อยู่อาศัยเดิม เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น? และพวกมันรู้ได้อย่างไรว่าต้องไปที่ไหน?   กระบวนการย้ายถิ่นของผีเสื้อจักรพรรดิเป็นอย่างไร? เมื่อแต่ละวันสั้นลงและอุณหภูมิเริ่มลด ผีเสื้อจักรพรรดิจะเริ่มมองหาสถานที่ใหม่ที่พวกมันจะสามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อย่างปลอดภัยตลอดฤดูหนาว สำหรับผีเสื้อจักรพรรดิแล้ว พื้นที่ดังกล่าวคือเทือกเขาทางตอนกลางของเม็กซิโก สถานที่ซึ่งเต็มไปด้วยต้นสน Oyamel จำนวนมากที่ซึ่งผีเสื้อจักรพรรดินับล้านๆ ตัวจะเบียดเสียดกันเกาะตามกิ่งก้านสาขาของมัน ต้นสนพวกนี้เป็นที่รู้จักในชื่อ Sacred Firs พวกมันปกป้องแมลงเอาไว้ รายงานจาก Pablo Jaramillo-Lopez นักวิจัยด้านวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเม็กซิโก “ต้นไม้เหล่านี้เปรียบเสมือนผ้าห่มสำหรับบรรดาผีเสื้อ ช่วยควบคุมไม่ให้อุณหภูมิสูงหรือต่ำเกินไป” เขากล่าว หลังจากรอให้ฤดูหนาวผ่านพ้นไป แมลงเหล่านี้จะมุ่งหน้าไปยังทางทิศเหนือ ไปในที่ที่อบอุ่นกว่าเช่นในรัฐเทกซัส พวกมันจะจับคู่ผสมพันธุ์และวางไข่บนต้นไม้ที่มียางเหนียว ไม่กี่วันต่อมาไข่เหล่านี้จะฟักออกมาเป็นหนอนที่ประกอบด้วยลวดลายสีดำขาวและทอง พวกมันจะกัดกินใบไม้ก่อนที่จะเติบโตเป็นผีเสื้อในอนาคต เมื่อถึงจุดนี้ วงจรชีวิตของผีเสื้อก็จะวนกลับมาเป็นแบบเดิมอีกครั้ง ผีเสื้อตัวเต็มวัยบินขึ้นสู่ท้องฟ้า มุ่งหน้าไปยังทิศเหนือต่ออีกหลายไมล์ ก่อนที่จะจับคู่ผสมพันธุ์และวางไข่อีกครั้ง ดังนั้นแล้วอาจต้องใช้ผีเสื้อ 4 […]

แหล่งน้ำจืด : ชีวิตเปราะบางในแม่น้ำลำธาร และทะเลสาบ

ช่างภาพใต้น้ำจำนวนมากชื่นชอบการถ่ายภาพวาฬ ฉลาม และแนวปะการังอันน่าตื่นตาในท้องทะเลและมหาสมุทร แต่ช่างภาพอย่างเดวิด เฮราซิมต์ชุค กลับเลือกถ่ายภาพชนิดพันธุ์ธรรมดาๆ ในแหล่งน้ำจืดอย่างแม่น้ำลำธาร และทะเลสาบ ด้วยความเชื่อว่า “ชีวิตมากมายเหล่านี้กำลังล้มหายตายจากไป” และเวลาก็เหลือน้อยลงทุกที

เฮอร์ริเคนมีผลต่อการคัดเลือกทางธรรมชาติในกิ้งก่า

เฮอร์ริเคนมีผลต่อการคัดเลือกทางธรรมชาติในกิ้งก่า เหตุใดเจ้ากิ้งก่าเหล่านี้จึงถูกนำมาเกาะอยู่บนเสา แล้วถูกเป่าด้วยลมแรงจากเครื่องเป่าใบไม้? นี่อาจดูเหมือนการรังแกสัตว์ แต่แท้จริงแล้วทีมนักวิทยาศาสตร์กำลังทดลองอะไรบางอย่าง… ก่อนที่เฮอร์ริเคนเออร์มา กับเฮอร์ริเคนมารีอาจะเข้าพัดถล่มหมู่เกาะแคริบเบียนในปี 2017 นักวิทยาศาสตร์เดินทางไปที่หมู่เกาะ Turks และหมู่เกาะ Caicos เพื่อศึกษาเกี่ยวกับกิ้งก่าโดยเฉพาะ พวกเขารวบรวมกิ้งก่าอาโนล์จำนวนหนึ่ง และจับพวกมันเข้าร่วมการทดลอง โดยใช้เครื่องเป่าใบไม้จำลองสถานการณ์ว่ากำลังเกิดเฮอร์ริเคนขึ้น เพื่อสังเกตปฏิกิริยาของกิ้งก่า จากการทดลองทีมนักวิทยาศาสตร์พบว่า กิ้งก่าที่มีอุ้งตีน และขาหน้าที่ยาวกว่า มีโอกาสที่จะรอดชีวิตจากเฮอร์ริเคนได้มากกว่า เนื่องจากพวกมันมีความสามารถในการเกาะเกี่ยวเสาได้ดีกว่ากิ้งก่าทั่วไป สิ่งที่เกิดขึ้นนี้บ่งชี้ว่าภัยพิบัติทางธรรมชาติกลายมาเป็นปัจจัยสำคัญที่กดดันให้เกิด “การคัดเลือกทางธรรมชาติ” ของกิ้งก่าเหล่านี้เข้า (กิ้งก่าที่มีอุ้งตีนเล็ก ขาหน้าสั้นไม่สามารถรอดชีวิตจากพายุได้จึงล้มตายไปในที่สุด) ทั้งนี้ในการศึกษาครั้งต่อๆ ไป ทีมนักวิทยาศาสตร์ตั้งใจหาคำตอบเพิ่มเติมว่าภัยพิบัติอื่นๆ เช่น น้ำท่วม ดินถล่ม จะมีผลต่อวิวัฒนาการของสัตว์อย่างไรบ้าง   อ่านเพิ่มเติม ฟอสซิลรอยเท้าเก่าแก่ที่สุดของการวิ่งสองขาในกิ้งก่า