เห็บล้านปีสิ้นชีพด้วยใยแมงมุมถูกฝังใน อำพัน - National Geographic Thailand

เห็บล้านปีสิ้นชีพด้วยใยแมงมุมถูกฝังในอำพัน

เห็บล้านปีสิ้นชีพด้วยใยแมงมุมถูกฝังใน อำพัน

เมื่อ 99 ล้านปีก่อน บนพื้นที่ทางตอนเหนือของเมียนมาในปัจจุบัน มีเห็บโชคไม่ดีตัวหนึ่งที่ต้องจบชีวิตลงอย่างน่าเศร้า

ปกติแล้วเห็บเป็นสัตว์ที่มักซ่อนตัวอยู่ตามไรขนของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม หรือไดโนเสาร์เพื่อดูดกินเลือด แต่ดูเหมือนว่าเห็บตัวนี้จะตกลงมาลงเอยที่ใยแมงมุม และเจ้าบ้านก็ต้อนรับมันอย่างดีด้วยการพันใยรอบตัวเป็นนัยว่าเห็บตัวนี้อาจถูกเก็บเป็นอาหารมื้อถัดไป

เราทราบเรื่องนี้ได้ก็เพราะหลักฐานทั้งหมดถูกห้อหุ้มอยู่ภายในก้อนอำพันสีเหลือง และผลการวิเคราะห์ฟอสซิลอันน่าทึ่งนี้ถูกเผยแพร่ลงในวารสาร Cretaceous Research เมื่อเดือนเมษายน 2018 นับเป็นฟอสซิลในลักษณะนี้ฟอสซิลแรก เนื่องจากอำพันก้อนอื่นๆ ที่เคยถูกค้นพบก่อนหน้าไม่เคยมีเห็บภายในมาก่อน แต่จะเป็นใยแมงมุมกับซากของแมลงอื่นๆ แทน ส่วนฟอสซิลของเห็บอื่นๆ ที่เคยพบมาก็ไม่มีหลักฐานว่าพวกมันมีความเชื่อมโยงกับแมงมุมในสมัยโบราณแต่อย่างใด

“สิ่งสำคัญก็คือการที่ฟอสซิลชิ้นนี้เป็นอะไรที่หายากและไม่ปกติ” Jason Dunlop ภัณฑารักษ์แผนกสัตว์จำพวกแมง (arachnids) จากพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเบอร์ลินกล่าว

“มันน่าตื่นเต้นเสมอที่มีหลักฐานทางฟอสซิลแสดงให้เห็นถึงพฤติกรรมสัตว์ เช่นการจับเหยื่อ” Paula Cushing ผู้เชี่ยวชาญด้านแมงมุมจากพิพิธภัณฑ์ Denver ซึ่งไม่ได้ร่วมวิจัยครั้งนี้กล่าวเสริม

(รู้หรือไม่ว่าบรรพบุรุษของแมงมุมมีหาง)

อำพัน
โศกนาฎกรรมเมื่อ 99 ล้านปีก่อนปรากฏในก้อนอำพันของเมียนมา
ภาพถ่ายโดย Jason Dunlop

 

ผ้าห่อศพ

การค้นพบครั้งนี้เป็นฟอสซิลชิ้นล่าสุดที่ได้มาจากเหมืองอำพันในเมียนมา สถานที่ที่เป็นที่รู้จักดีในฐานะแหล่งผลิตและแลกเปลี่ยนอัญมณีเก่าแก่มาตั้งแต่ศตวรรษแรก

อำพันก้อนนี้มีอายุ 99 ล้านปี ส่งผลให้มันเป็นอำพันบรรจุฟอสซิลที่เก่าแก่ที่สุดในโลก เป็นเวลากว่า 2 ปีแล้วที่นักวิทยาศาสตร์พยายามศึกษาวิจัยบรรพชีวินวิทยาภายในอำพันจากเหมืองในเมียนมา ก่อนหน้านี้พวกเขาพบลูกนก, เห็บตัวบวมที่เชื่อกันว่ามันดูดเลือดจากไดโนเสาร์ หรือแม้แต่ชิ้นส่วนหางของไดโนเสาร์ที่ยังมีขนภายในก้อนอำพันโบราณ

อย่างไรก็ดีการจะเข้าถึงแหล่งข้อมูลอันทรงคุณค่าเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เหมืองอำพันหลายแห่งในเมียนมาถูกควบคุมโดยกลุ่มกบฏที่เป็นปฏิปักษ์กับกองกำลังทหารของเมียนมา ดังนั้นภายใต้สถานการณ์ซึ่งไม่มั่นคง ทีมนักวิจัยต้องคอยตรวจตราไม่ให้ชาวบ้านท้องถิ่นเหล่านี้ค้าขายหรือแลกเปลี่ยนฟอสซิลกันเอง ในขณะเดียวกันก็ต้องคอยมองหาอำพันก้อนใหม่ๆ ที่มีคุณค่าต่องานวิทยาศาสตร์

สำหรับฟอสซิลเห็บในอำพันชิ้นนี้ต้องขอบคุณนักสะสมชาวเยอรมันนาม Patrick Muller ผู้ตัดสินใจขายมันให้กับพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเบอร์ลิน หลังปรึกษาหารือกับ Dunlop ว่าฟอสซิลนี้มีความสำคัญเพียงใด และเมื่อทีมนักวิจัยได้รับมอบก้อนอำพันมาแล้ว พวกเขาต้องหาคำตอบว่าเส้นใยที่ปรากฏรอบตัวเห็บนั้นเป็นใยแมงมุมจริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงแค่เชื้อราเท่านั้น

อำพัน
ภาพกราฟฟิกแสดงลักษณะของเห็บภายในก้อนอำพัน
กราฟิกโดย Jason Dunlop

Lidia Chițimia-Dobler หนึ่งในผู้ร่วมวิจัย และยังเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเห็บจากสถาบันไมโครชีววิทยาบุชเดซเวร์ชี้ว่า จากการศึกษาลักษณะการย่อยสลายของตัวเห็บ เธอระบุว่าเชื้อรามักจะเริ่มต้นที่ช่องปากของมันก่อนที่จะแพร่กระจายไปยังส่วนอื่นๆ แต่สำหรับฟอสซิลเห็บชิ้นนี้ไม่มีร่องรอยของเชื้อราแต่อย่างใด นั่นแปลว่าเส้นใยที่ห่อหุ้มมันนี้น่าจะเป็นใยแมงมุมตามที่คาดการณ์ไว้

 

ใยชีวิต

David Grimaldi นักบรรพชีวินวิทยาจากพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาอเมริกันตั้งข้อสันนิษฐานว่า แมงมุมเจ้าของใยน่าจะดักจับเห็บที่มองหาเจ้าบ้านอย่างไดโนเสาร์แรปเตอร์ ซึ่งอาศัยอยู่บนต้นไม้ “มีแนวโน้มว่าใยแมงมุมถูกสร้างใกล้กับโพรงที่ไดโนเสาร์เหล่านี้อาศัยอยู่” เขากล่าว

ทั้งนี้ยังไม่ได้คำตอบชัดเจนว่าแมงมุมสายพันธุ์ไหนกันที่เป็นเจ้าของใยเหนียวหนึบนี้ “เรายังไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับแมงมุมที่ล่าเห็บเป็นอาหาร รวมไปถึงองค์ความรู้ที่มีต่อแมงมุมโบราณที่มีในปัจจุบันก็ไม่ได้ย้อนไปไกลนัก” Paul Selden นักบรรพชีวินวิทยาจากมหาวิทยาลัยแคนซัส หนึ่งในผู้ร่วมวิจัยกล่าว

อำพัน
ภาพระยะใกล้แสดงให้เห็นถึงเส้นใยแมงมุม ทั้งยังบ่งชี้ว่าแมงมุมวิวัฒนาการใยขึ้นมาเพื่อจับเหยื่อมานานกว่าร้อยล้านปีมาแล้ว
ภาพถ่ายโดย Jason Dunlop

“บางสายพันธุ์ของแมงมุมก็มักถูกพบในอำพันมากกว่าสายพันธุ์อื่น” Selina Grob นักศึกษาปริญญาเอกสาขาบรรพชีวินวิทยาจากมหาวิทยาลัยลอนดอน ผู้ศึกษาแมงมุมโดยเฉพาะกล่าวเสริม “แต่เราไม่สามารถเหมารวมสายพันธุ์แมงมุมที่พบบ่อยในก้อนอำพันว่าเป็นเจ้าของใยที่คร่าชีวิตเห็บได้”

แม้ว่าตอนนี้จะยังไม่ทราบว่าใครคือเจ้าของใยปริศนา ทว่าทีมนักวิจัยกำลังวางแผนที่จะศึกษาฟอสซิลเพิ่มเติม เพื่อหาคำตอบว่าแมงมุม และเหยื่อที่ถูกจับมีวิวัฒนาการมาอย่างไร “มีแมงมุมที่สูญพันธุ์ไปแล้วในอำพันของเมียนมาเพียบเลยครับ” Selden กล่าว

เรื่อง มิคาเอล เกรสโค

 

อ่านเพิ่มเติม

พบฟอสซิลลูกนกจากยุคไดโนเสาร์อยู่ในอำพัน

เรื่องแนะนำ

ศิลปะจากธรรมชาติ : สร้างสรรค์แมลงจากมวลบุปผา

รากุ อิโนะอุเอะ ศิลปินและช่างภาพผู้พำนักอยู่ในเมืองมอนทรีออล ประเทศแคนาดา อาศัยสีสันและรูปทรงของกลีบดอกไม้ ใบไม้ และวัสดุธรรมชาติอื่นๆ รังสรรค์ประติมากรรมรูปแมลงที่ดูสมจริงและมีชีวิตชีวาอย่างน่าทึ่ง นี่คืองานศิลปะที่คุณต้องร้อง ว้าว!

นักวิจัยพบเส้นทางอพยพเหยี่ยวนกเขา บินไกลนับหมื่นกิโลเมตร เกินเส้นผ่านศูนย์กลางโลก

นักวิจัยไทยใช้เครื่องส่งสัญญาณดาวเทียมฯ ติดตามเส้นทางอพยพของเหยี่ยวนกเขาพันธุ์จีนและพันธุ์ญี่ปุ่น พบเดินทางไกลถึง 14,532 กิโลเมตร ซึ่งไกลกว่าเส้นผ่านศูนย์กลางของโลก พร้อมพบ “แหล่งทำรังวางไข่ –แหล่งหากินในฤดูหนาว” ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ‘เขาดินสอ’ จุดดูเหยี่ยวระดับโลก ในช่วงเดือนสิงหาคมถึงพฤศจิกายนของทุกปีจะมีเหยี่ยวอพยพนับแสนๆ ตัว หนีหนาวจากพื้นที่ผสมพันธุ์ (breeding grounds) ของประเทศรัสเซียและจีนมาอาศัยในเขตร้อนทางตอนใต้ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยใช้เส้นทางอพยพ 2 เส้นทางด้วยกัน คือ 1. เส้นทางอพยพเอเชียตะวันออกผ่านมหาสมุทร (The East Asian Oceanic Flyway) เริ่มจากทางตะวันออกเฉียงเหนือของเขตไซบีเรีย ลงมาตามแนวฝั่งตะวันออกของจีน เกาหลี ญี่ปุ่น ไต้หวัน ฟิลิปปินส์ จนถึงประเทศอินโดนีเซีย และ 2. เส้นทางอพยพเอเชียตะวันออกผ่านแผ่นดินใหญ่ (East Asian Continental Flyway) โดยจะเริ่มจากเขตไซบีเรีย และจีน ลงมาตามแผ่นดินใหญ่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ผ่านคาบสมุทรไทย-มาเลเซีย และหมู่เกาะของอินโดนีเซีย ซึ่งเหยี่ยวจำนวนมากจะเลือกอพยพเส้นทางที่สอง เพราะเป็นเส้นทางข้ามแผ่นดิน มีจุดให้แวะพักและหาอาหาร ซึ่งปลอดภัยกว่าการบินข้ามทะเลที่ต้องบินต่อเนื่องไม่มีจุดหยุดพัก หากเหนื่อยหมดแรงนั่นหมายถึงเหยี่ยวต้องจมน้ำตาย เขาดินสอ ตำบลบางสน อำเภอประทิว […]

ภาพถ่ายทางอากาศเผยให้เห็นแดนอัศจรรย์ทางธรรมชาติของอาร์กติก

เรื่อง ซาราห์ พอลเจอร์ ภาพถ่าย โฟลรียอง เลอดู ภูมิภาคอาร์กติกที่มีความเป็นธรรมชาติและสวยงาม จับใจช่างภาพ โฟลรียอง เลอดู ตั้งแต่เขาอายุสิบขวบ “ขนาดของภูมิทัศน์และชนิดพันธุ์อันเหลือเชื่อซึ่งอาศัยอยู่ที่นั่นดึงดูดผมมายังอาร์กติก ผมรู้สึกประทับใจอย่างลึกซึ้งตอนที่ออกเดินทางครั้งแรกไปยังภูมิภาคเหนือเส้นอาร์กติกเซอร์เคิล และความรู้สึกนั้นรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่องเมื่อผมสำรวจไปไกลขึ้นครับ” เลอดูบอก ทุกวันนี้ เลอดูเดินทางผ่านไอซ์แลนด์ กรีนแลนด์ แคนาดา และไกลออกไป เขาให้ความสนใจกับการถ่ายภาพฟุตเทจของภูมิทัศน์และสัตว์ป่า ขณะทำงานเป็นช่างภาพข่าวในกองทัพเรือของฝรั่งเศส เลอดูฝึกฝนทักษะในโครงการถ่ายภาพส่วนตัวซึ่งเขาถ่ายภาพวัฒนธรรมอินูอิตของกรีนแลนด์และความสัมพันธ์ของผู้คนเหล่านั้นกับผืนดิน เลอดูส่งภาพถ่ายหลายภาพเข้าร่วมในโครงการประกวด National Geographic Nature Photographer of the Year ประจำปี 2017 ในปี 2017 เลอดูออกเรือเพื่อตามหาหมีขั้วโลกใกล้กับเทรมเบลย์ซาวด์ของแคนาดา หลังจากค่ำคืนที่ไม่ประสบความสำเร็จ ในวันรุ่งขึ้นเลอดูและทีมของเขาพบกับชิ้นส่วนน้ำแข็งขนาดใหญ่ซึ่งทำให้มีความหวัง เพราะน้ำแข็งนั้นเหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับให้หมีขั้วโลกออกล่าเหยื่อ เมื่อเข้าไปใกล้บริเวณนั้น พวกเขาพบว่าพวกเขากำลังตามหาหมีขั้วโลกสี่ตัวที่กระโดดจากพืดน้ำแข็งแผ่นหนึ่งไปยังอีกแผ่นหนึ่งเพื่อมองหาแมวน้ำ เพื่อหามุมมองใหม่ๆของภาพ เลอดูจึงถ่ายภาพหมีท่องไปตามน้ำแข็งจากข้างบนโดยใช้โดรน เลอดูเข้าใกล้ถิ่นอาศัยทุกแห่งด้วยความระมัดระวัง เขาทำวิจัยเรื่องพฤติกรรมของสัตว์และใช้เวลาเรียนรู้เกี่ยวกับสัตว์ป่าก่อนที่จะออกภาคสนาม เขามุ่งถ่ายภาพเรื่องราวที่ใหญ่ขึ้นของภูมิภาคอาร์กติกและสรรพสัตว์ซึ่งอาศัยอยู่ที่นั่นแม้ว่าจะเป็นไปได้ยาก แล้วโครงการต่อไปของเขาคืออะไร เลอดูวางแผนจะทำโครงการถ่ายภาพอาร์กติกในระยะยาว โดยการถ่ายฟุตเทจทางอากาศในช่วงเวลาที่แตกต่างกันของปี ในขณะเดียวกัน เขากับเพื่อนร่วมงานจะนำเที่ยวอาร์กติกเพื่อช่วยให้ความรู้แก่ผู้มาเยือนและแบ่งปันความหลงใหลในการถ่ายภาพของเขา   อ่านเพิ่มเติม : มหัศจรรย์แห่งชีวิตใต้ทะเล, ชมสุดยอดภาพถ่ายสัตว์แห่งปีที่คุณต้องหันมาสนใจ