ลูกแมวน้ำ ตายเพราะกินขยะพลาสติก - National Geographic Thailand

ลูกแมวน้ำตายเพราะกินขยะพลาสติก

ลูกแมวน้ำ ตายเพราะกินขยะพลาสติก

เราคงไม่คาดคิดกันว่าแค่เศษพลาสติกชิ้นเล็กๆ จะสามารถคร่าชีวิตสัตว์ทะเลได้

เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2018 ร่างของลูกแมวน้ำลายพิณที่ตายไปแล้วถูกพบบนเกาะ Skye มันถูกนำส่งมายัง Scottish Marine Animal Stranding Scheme องค์กรวิจัยสัตว์น้ำในสังกัดของรัฐบาลที่มุ่งสำรวจประชากรสัตว์ที่ตายโดยเฉพาะ โดย Andrew Brownlow พยาธิวิทยาสัตวแพทย์เป็นผู้ชันสูตรร่างของแมวน้ำตัวนี้ และดึงเอาชิ้นส่วนเศษพลาสติกออกมาจากท้องของมัน รายงานผลกระทบล่าสุดจากขยะพลาสติกนี้ถูกเผยแพร่ลงในเฟซบุ๊กของ SMASS เมื่อวันพุธที่ 30 พฤษภาคม 2018

ลูกแมวน้ำโชคร้ายมีอายุเพียงแค่ 8 เดือนเท่านั้น Brownlow กล่าวว่า กรณีนี้ไม่ใช่เรื่องปกติที่จะพบขยะพลาสติกในท้องของแมวน้ำ จากสถิติที่ผ่านมามักพบแมวน้ำติดอยู่ภายในอวนประมงจนตายมากกว่าที่จะถูกคร่าชีวิตโดยเศษพลาสติก

“พลาสติกในร่างของสัตว์อย่างวาฬและโลมารวมไปถึงแมวน้ำเป็นอะไรที่พบได้ยาก” Brownlow กล่าว ในฐานะประธานของ SMASS “พวกมันเป็นสัตว์ฉลาด มันแยกแยะออกระหว่างพลาสติกและเหยื่อ” เหตุการณ์ล่าสุดนี้แสดงให้เห็นว่าแม้แต่สัตว์ที่มีความฉลาดก็ไม่อาจรอดพ้นจากวิกฤติพลาสติกไปได้

ลูกแมวน้ำ
เศษขยะพลาสติกที่พบในท้องของลูกแมวน้ำ ดูเหมือนว่าจะเป็นบรรจุภัณฑ์บางอย่าง
ภาพถ่ายโดย SMASS

 

แหล่งน้ำที่ไม่คุ้นเคย

ปกติแล้ว SMASS จะได้รับรายงานของแมวน้ำ gray และแมวน้ำ harbor ซึ่งอาศัยอยู่ในน่านน้ำของสกอตแลนด์ แต่การพบเจอแมวน้ำลายพิณ ซึ่งมีถิ่นอาศัยในภูมิภาคอาร์กติกนั้น ไม่ใช่เรื่องปกติ

“พวกมันไม่ได้มีรูปลักษณฺเหมือนแมวน้ำ gray” Brownlow กล่าว “และด้วยการชันสูตร เราไม่เพียงแต่บอกแค่ว่ามันตายยังไงเท่านั้น แต่ยังเป็นการทำความเข้าใจด้วยว่าแมวน้ำเหล่านี้มีชีวิตอยู่อย่างไร”

แมวน้ำลายพิณไม่ใช่สัตว์ใกล้สูญพันธุ์ เวลาส่วนใหญ่ในชีวิตของพวกมันหมดไปกับการว่ายน้ำในมหาสมุทรแอตแลนติก และมหาสมุทรอาร์กติกในการมองหาปลาและสัตว์จำพวกกุ้ง ปู เป็นอาหาร และเมื่อถึงฤดูผสมพันธุ์พวกมันจะอพยพไปยังเกาะนิวฟันแลนด์ ในทะเลกรีนแลนด์ทุกๆ ปี

อย่างไรก็ดี ยังพอมีความเป็นไปได้อยู่บ้างที่จะพบแมวน้ำลายพิณในน่านน้ำของสกอตแลนด์ Brownlow สันนิษฐานว่าเจ้าลูกแมวน้ำตัวนี้น่าจะเกิดในทางตอนเหนือของนอร์เวย์ และด้วยเหตุผลกลใดก็ตามมันจึงว่ายน้ำมุ่งหน้ามายังทางตอนใต้ เป็นไปได้ว่ามันอาจว่ายตามเหยื่อ หรือตามแมวน้ำตัวอื่นมา ไม่ก็หลงทาง ซึ่งในเฟซบุ๊กของ Brownlow เองยังกล่าวเสริมว่าการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศอาจเป็นอีกปัจจัยหนึ่ง

(ผลกระทบจากพลาสติก: เมื่อพลาสติกทำร้ายสัตว์ป่า)

ในระหว่างการชันสูตร Brownlow และทีมพบแผ่นฟิล์มพลาสติกขนาด 2 ตารางนิ้ว ยับยู่ยี่อยู่ในท้องของลูกแมวน้ำ แผลอักเสบแสดงให้เห็นว่าขยะพลาสติกติดอยู่ในท้องของมันมาแล้วชั่วระยะเวลาหนึ่ง เป็นไปได้ว่าเศษพลาสติกไปอุดตันยังหูรูดที่เชื่อมต่อระหว่างกระเพาะอาหารและลำไส้ ทั้งนี้ขยะพลาสติกไม่ได้ฆ่าลูกแมวน้ำโดยตรง แต่ทำให้มันเกิดภาวะออโตไลซิส (การสลายตัวของเซลล์), ขาดน้ำ และขาดสารอาหาร นานวันเข้าพลาสติกที่อุดตันส่งผลให้แมวน้ำอ่อนแอ ล้มป่วย และตายลงในที่สุด โดยจากศพมีร่องรอยของการติดเชื้อ แต่ไม่มีบาดแผลแต่อย่างใด ดูเหมือนว่าเศษพลาสติกจะเข้าไปทำลายเนื้อเยื่อในท้อง และเอื้อให้แบคทีเรียจากภายในลำไส้เข้าไปในกระแสเลือด

ทั้งนี้พลาสติกไม่สามารถย่อยสลายได้ในท้องของสิ่งมีชีวิต แต่หากสัตว์ตัวนั้นๆ มีสุขภาพที่แข็งแรงดี มันอาจยังคงมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ โดยมีความรู้สึกไม่สบายตัวตลอดเวลา

 

วิกฤติขยะ

แน่นอนว่าแมวน้ำลายพิณไม่ใช่สัตว์เพียงชนิดเดียวที่ได้รับผลกระทบจากขยะพลาสติก บรรดาสิงโตทะเลขี้สงสัยและแมวน้ำสายพันธุ์อื่นๆ เองก็มักติดอยู่ในอวนประมง หรือแม้แต่ในถุงพลาสติก

ทุกวันนี้สัตว์มากกว่า 700 สายพันธุ์กินพลาสติกเพราะเข้าใจผิดว่าเป็นอาหาร นอกจากไม่ได้คุณค่าใดๆ แล้วเศษขยะพลาสติกเหล่านี้สร้างอาการบาดเจ็บให้แก่ภายในท้อง และนำพวกมันไปสู่ความตาย นอกจากนี้ยังมีการค้นพบว่าบรรดาเต่าทะเล และนกนางนวลที่กินมูลของปลา, วาฬ และสัตว์น้ำอื่นๆ เป็นอาหาร ก็มีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบจากไมโครพลาสติก

และเมื่อมนุษย์กินปลาเข้าไป เราก็จะเข้าสู่วงจรการกินพลาสติกนี้ไปด้วยโดยไม่ตั้งใจ เมื่ออาหารที่เรากินนั้นมีส่วนประกอบของไมโครพลาสติกจากหลอด, แก้วน้ำ และพลาสติกห่ออาหารที่เราใช้ในชีวิตประจำวันเอง ขยะพลาสติกบางชิ้นสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า แต่กว่า 99% ของขยะพลาสติกทั้งหมดมีขนาดเล็กกว่าครึ่งนิ้วเสียอีก และด้วยขนาดที่เล็กเช่นนั้นทำให้พวกมันหลุดรอดจากสายตาของนักอนุรักษ์ แต่ยังคงอันตรายต่อชีวิตของบรรดาสัตว์น้ำ

“นี่คือเหตุผลที่พลาสติกเล็กจิ๋วเหล่านี้มีความสำคัญไม่ต่างจากแพขยะขนาดใหญ่” Brownlow กล่าว “แม้กระทั่งชิ้นส่วนที่เล็กที่สุดก็เป็นปัญหา”

เรื่อง Elaina Zachos

 

อ่านเพิ่มเติม

วิกฤติพลาสติกล้นโลก

เรื่องแนะนำ

มีสัตว์หลายชนิดที่แกล้งตาย และไม่ใช่เพียงเพื่อหลีกเลี่ยงผู้ล่า

งู สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง นก และสัตว์ต่างๆ วิวัฒน์ พฤติกรรมแกล้งตาย ขึ้นมาด้วยหลากหลายเหตุผล ในบรรดาวิธีการที่สัตว์ต่างๆ วิวัฒนาการเพื่อหลีกหนีผู้ล่า พฤติกรรมแกล้งตาย อาจเป็นหนึ่งวิธีที่สร้างสรรค์มากที่สุด และเสี่ยงอันตรายมากที่สุดเช่นกัน ในวงการวิทยาศาสตร์ คำว่า แธนาโทซิส (Thanatosis) หรือภาวะอัมพาตชั่วคราว หรือการแกล้งตาย สามารถพบได้ทั่วไปในอาณาจักรสัตว์ ตั้งแต่นกไปจนถึงสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม รวมถึงปลา นักแกล้งตายที่โด่งดังที่สุดอาจจะเป็นโอพอสซัมเวอร์จิเนียที่พบได้ในแถบอเมริกาเหนือ โดยมันจะเปิดปาก แลบลิ้นออกมา ขับถ่ายมูล และปล่อยของเหลวที่มีกลิ่นเน่าเสีย เพื่อโน้มน้าวผู้ล่าว่า ร่างกายของมันเน่าเสียเกินกว่าที่จะกินได้แล้ว หนูตะเภาและกระต่ายหลายสายพันธุ์มีพฤติกรรมแกล้งตาย เช่นเดียวกับงูหลากหลายชนิด เช่น งูเท็กซัสสีคราม กลุ่มสัตว์ปีกที่เป็นนักต้มตุ๋นประกอบด้วย นกกระทาญี่ปุ่น ไก่บ้าน และเป็ดป่า ฉลามบางชนิดถึงขั้นแกล้งหงายท้อง โดยมันจะงอหลังของมัน และคงสภาพนั้นไว้ชั่วขณะหนึ่ง ฉลามมะนาว (Lemon shark) จะแสดงการว่ายน้ำอย่างติดขัด หายใจลำบาก และแสดงการสั่นกลัวในบางเวลา สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังหลากหลายสายพันธุ์มีพฤติกรรมอาการอัมพาตชั่วคราว ทำให้พฤติกรรมดังกล่าวเป็นเรื่องทั่วไปสำหรับพวกมัน หรืออย่างน้อยทำให้พวกมันเป็นสายพันธุ์ที่ถูกศึกษามากที่สุด ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเจอนักล่า ตั๊กแตนแคระญี่ปุ่นจะแกล้งตายด้วยการเหยียดขาออกไปในหลายๆ ทิศทาง จึงแทบจะเป็นไปไม่ได้ที่พวกกบจะกลืนพวกมันได้ โดยทั่วไป นักวิทยาศาสตร์ไม่เข้าใจแน่ชัดถึงพฤติกรรมที่น่าสนใจเหล่านี้ […]

เสียงเพรียกจากมวลบุปผา

ความสร้างสรรค์ระหว่างธรรมชาติไม่มีที่สิ้นสุดดังจะเห็นได้จากกรณีของค้างคาวกินนํ้าต้อยและเถาไม้เลื้อยที่ผลิดอกยามคํ่าคืน ซึ่งใช้ชีวิตร่วมกันในป่าเขตร้อนลุ่มตํ่าของอเมริกากลาง ค้างคาวลิ้นยาวสีนํ้าตาล (Glossophaga commissarisi) เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมมีปีกตัวเล็กจ้อยที่มีขนาดร่างกาย ไม่ใหญ่กว่านิ้วโป้ง และโผบินท่ามกลางมวลดอกหมามุ่ย (Mucuna holtonii) เพื่อลิ้มเลียนํ้าต้อยเฉกเช่นนกฮัมมิงเบิร์ดและแมลงภู่ โดยผสมเกสรเป็นการแลกเปลี่ยน ในเวลากลางวัน ดอกได้อวดสีสันสดใส แต่ในยามคํ่าคืน กระทั่งเฉดสีสุกสว่างที่สุดก็ยังซีดจางในแสงจันทร์ ดอกหมามุ่ยจึงต้องหันไปพึ่งเสียงเพื่อดึงดูดค้างคาว ที่สถานีชีววิทยาลาเซลวาทางเหนือของคอสตาริกา เถาหมามุ่ยเก่าแก่ที่ยังงอกงามเลื้อยกระหวัดถักทอเป็นเพดานใบไม้เหนือที่ว่างในป่า และทอดกิ่งเขียวยาวที่มี ดอกหมามุ่ยนับสิบ ๆ ดอกลงสู่เบื้องล่าง เมื่อสิ้นแสงอาทิตย์ ดอกตูมของเถาหมามุ่ยเตรียม แต่งองค์ทรงเครื่องรอรับค้างคาว เริ่มจากกลีบดอกสีเขียวอ่อนด้านบนสุดที่หุ้มดอกตูมอยู่ค่อย ๆ เปิดขึ้นในแนวตั้ง ราวกับไฟส่งสัญญาณวับวาม ถัดจากกลีบส่งสัญญาณนี้ ลงไปเป็นกลีบด้านข้างเล็ก ๆ สองกลีบที่สยายออกราวกับปีก เผยให้เห็นร่องด้านบนของฝักถั่วอันเป็นที่มาของกลิ่นคล้ายกระเทียมโชยอ่อนไปไกลเย้ายวนให้ทาสติดปีกรุดมาเยือน ค้างคาวใช้คลื่นเสียงความถี่สูงเป็นเครื่องมือในการระบุสิ่งกีดขวางหรือเป้าหมาย พวกมันใช้เส้นเสียงสร้างเสียงที่สั้น รัว ส่งผ่านรูจมูกหรือปาก และตีความรูปแบบการเปลี่ยนแปลงของคลื่นเสียงที่สะท้อนกลับมายังหูที่ไวต่อเสียง ข้อมูลที่กลับเข้ามาได้รับการประมวลอย่างรวดเร็วและ ต่อเนื่อง ช่วยให้ค้างคาวสามารถปรับเส้นทางการบินกลางอากาศได้อย่างคล่องแคล่ว ค้างคาวส่วนใหญ่กินแมลงเป็นอาหาร พวกมันมักส่งสัญญาณเสียงอันทรงพลัง ครอบคลุมระยะทางไกล ๆ ขณะที่ค้างคาวกินนํ้าต้อยส่งสัญญาณเสียงที่แผ่วเบา แต่ ซับซ้อนกว่า ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เรียกว่า การกลํ้าความถี่ (frequency modulation) สัญญาณอย่างหลังนี้ชดเชย […]

ชมความน่ารักของจิ้งจอกอาร์กติก

ชมความน่ารักของจิ้งจอกอาร์กติก จิ้งจอกอาร์กติก ตัวหนึ่งปีนขึ้นภูเขามาเล่นกับ Dave Briggs นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเที่ยวยังอาร์กติก กับบริษัทท่องเที่ยว Arctic Kingdom ตลอด 6 สัปดาห์ที่ผ่านมา มีจิ้งจอกอาร์กติก 3 ตัวแล้วที่เดินมาเยี่ยมเยือนผู้คนยังค่ายพัก ใน Hudson Bay Coast ดินแดนนูนาวุต ประเทศแคนาดา ในตอนแรกจิ้งจอกเหล่านี้กล้าๆ กลัวๆ พวกมันปรากฏตัวเพียงตอนย่ำค่ำและรุ่งอรุณเท่านั้น จนกระทั่งเจ้าจิ้งจอกตัวหนึ่งที่มีชื่อว่า “Spot” จากจุดบนหลังของมัน เริ่มเข้าใกล้ผู้คนในค่ายพักมากขึ้น ซึ่งหัวหน้าคณะทัวร์อดีตนายทหารผ่านศึกกล่าวว่าประสบการณ์ดังกล่าว เป็นอะไรที่ “เติมเต็มให้ชีวิตของเขามีความสุขอย่างมาก” เนื่องจากไม่ใช่โอกาสบ่อยนักที่มนุษย์จะได้สัมผัสกับจิ้งจอกอาร์กติกใกล้ๆ   อ่านเพิ่มเติม : กระต่ายน้อย คอเอียง, ใครๆ ก็รักฟิโอนา