พลาสติกคร่าชีวิต วาฬนำร่องครีบสั้น ได้อย่างไร? - National Geographic

พลาสติกคร่าชีวิตวาฬนำร่องครีบสั้นได้อย่างไร?

พลาสติกคร่าชีวิต วาฬนำร่องครีบสั้น ได้อย่างไร?

“มีช่วงหนึ่งที่วาฬเกร็งตัว สำรอกเอาพลาสติกออกมา ตอนนั้นไม่มีใครเห็นว่าออกจากปากวาฬหรือเปล่า เพราะอยู่ในทะเลไม่รู้ว่ามาจากข้างนอกหรือไม่ แต่สังเกตแล้วว่ามีความเป็นไปได้ว่ามาจากวาฬ” ส่วนหนึ่งจากคำบอกเล่าของสัตวแพทย์หญิงวัชรา ศากรวิมล ที่ให้สัมภาษณ์แก่สำนักข่าวบีบีซีไทย ตัวเธอเป็นสัตวแพทย์จากศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยตอนกลาง จังหวัดชุมพร หนึ่งในทีมแพทย์ที่เข้าช่วยเหลือ วาฬนำร่องครีบสั้น

เจ้าวาฬตัวผู้ตัวนี้พลัดหลงเข้ามาในคลองนาทับ อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา มันอยู่ในสภาพที่ไม่สามารถว่ายน้ำได้ เจ้าหน้าที่จึงต้องช่วยพยุงร่างมัน และดูแลอย่างใกล้ชิด ในระหว่างการช่วยเหลือ วาฬสำรอกเอาถุงพลาสติกออกมาห้าใบ ก่อนที่มันจะตายลงในวันที่ 1 มิถุนายน 2018 หรือห้าวันหลังได้รับความช่วยเหลือ

ผลการชันสูตรเผยว่า มีขยะพลาสติกน้ำหนักมากถึง 8 กิโลกรัมในท้องของมัน นั่นทำให้วาฬตัวนี้ไม่สามารถรับสารอาหารได้ ขยะที่ว่าประกอบด้วยถุงพลาสติกที่เราเห็นตามซุปเปอร์มาร์เก็ตกว่า 80 ใบ และเศษขยะพลาสติกอื่นๆ “เราพบว่ามีพลาสติกบางส่วนที่มันย่อย ดูผุ ๆ พัง ๆ แต่ด้วยความที่กรดค่อนข้างสูงก็อาจจะทำให้เกิดการย่อย แต่เท่าที่ดูน่าจะเกินหนึ่งอาทิตย์” สัตวแพทย์หญิงวัชรากล่าว

Regina Asmutis-Silvia ผู้บริหารโครงการอนุรักษ์วาฬและโลมา ระบุว่า กรณีนี้ฉายให้เห็นถึงปัญหาขนาดใหญ่ที่กำลังเกิดขึ้นกับมหาสมุทรทั่วโลก “เราไม่รู้เลยว่ามีสัตว์อีกกี่ตัวที่เผชิญกับชะตากรรมเช่นนี้ นี่ขนาดแค่วาฬนำร่องครีบสั้นแค่ตัวเดียว ยังไม่รวมถึงสัตว์สายพันธุ์อื่นๆ ที่กำลังกลืนกินพลาสติก สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นสัญญาณว่าเราจำเป็นที่จะต้องแก้ปัญหานี้อย่างจริงจัง”

(ชมผลกระทบจากพลาสติกต่อชีวิตสัตว์โลก)

 

อาหารเป็นพิษ

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าวาฬตัวนี้เข้าใจผิดว่าถุงขยะคืออาหาร การกลืนกินขยะพลาสติกเข้าไปเรื่อยๆ จะทำให้มันคิดว่าตนเองน่าจะอิ่มแล้ว และลดสัญชาตญาณการมองหาอาหารจริงๆ นานวันเข้าขยะที่ไม่ให้สารอาหารใดๆ ต่อร่างกายเหล่านี้ก็จะทำให้มันป่วย และเมื่อร่างกายอ่อนแอลง มันจึงไม่สามารถหาอาหารได้ในที่สุด

“ท้องของมันเต็มไปด้วยขยะ และมันก็ไม่สามารถหาอาหารจริงๆ ได้” Asmutis-Silvia กล่าว “นอกจากคุณจะไม่ได้รับสารอาหารใดๆ แล้ว ระบบย่อยอาหารยังอุดตันอีก”

ปกติแล้ววาฬนำร่องครีบสั้นล่าหมึกเป็นอาหาร และมันอาจกินปลาขนาดเล็กด้วย ในกรณีที่อาหารหลักของมันนั้นหายาก ขยะพลาสติกกลายมาเป็นปัญหาที่แก้ไม่ตกของหลายมหาสมุทรทั่วโลก ในน่านน้ำของประเทศไทยมีสัตว์น้ำมากกว่า 300 ตัวแล้วที่ตายเพราะกินพลาสติกเป็นอาหาร ในจำนวนนี้รวมไปถึงวาฬนำร่องครีบสั้นตัวนี้ ตลอดจนเต่าทะเล และโลมาตัวอื่นๆ ย้อนกลับไปเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา วาฬสเปิร์มตัวหนึ่งขึ้นมาตายเกยชายหาดของสเปน ภายในท้องของมันมีขยะมากถึง 29 กิโลกรัม และล่าสุดมีรายงานกรณีหายาก เมื่อลูกแมวน้ำในสกอตแลนด์ตายเพราะเศษพลาสติกเข้าไปอุดตันในระบบย่อยอาหาร ซึ่งปกติแล้วแมวน้ำจะสามารถแยกแยะได้ระหว่างเหยื่อ และขยะที่กินไม่ได้

วาฬนำร่องครีบสั้น
ขยะพลาสติกที่ถูุกนำออกมาจากท้องของวาฬนำร่องครีบสั้น ถุงพลาสติกเหล่านี้กลายเป็นสีดำจากคราบเลือดและน้ำย่อยในกระเพาะอาหารของวาฬ
ภาพถ่ายโดย ThaiWhales, Agence France-Presse, Getty Images

 

วิกฤติขยะพลาสติก

เมื่อเดือนพฤษภาคม สำนักข่าวบางกอกโพสต์รายงานรัฐบาลไทยเตรียมพิจารณานโยบายคิดค่าธรรมเนียมถุงพลาสติก เพื่อลดปริมาณการขยะและการบริโภคถุงพลาสติก ในปี 2017 ประเทศไทยผลิตขยะมากถึง 27.4 ล้านตัน ในจำนวนนี้กว่า 2 ล้านตันล้วนเป็นขยะพลาสติกทั้งสิ้น

มองไปที่ภาพรวมทั่วโลก ทุกๆ ปีมีขยะพลาสติกมากถึง 18,000 ล้านตันที่ถูกทิ้งลงมหาสมุทร คนอเมริกันทิ้งขยะกันเฉลี่ยปีละ 80 กิโลกรัม ปริมาณนี้อาจดูมากมาย แต่คุณผู้อ่านสามารถมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหานี้ได้ด้วยการลดการใช้พลาสติกในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะพลาสติกประเภทใช้ครั้งเดียวทิ้งอย่าง หลอด, แก้วน้ำ หรือช้อนส้อม รวมไปถึงการรีไซเคิลเองก็มีส่วนสำคัญในการลดปริมาณขยะพลาสติก

Asmutis-Silvia เสริมว่าวาฬเป็นสัตว์สำคัญที่มีบทบาทในฐานะ ผู้เติมปุ๋ยให้แก่มหาสมุทร การฆ่าพวกมันทางอ้อมด้วยพลาสติกจากชีวิตประจำวันของเราไม่เพียงแค่ทำร้ายชีวิตของสัตว์น้ำเท่านั้น แต่ยังทำลายสมดุลของระบบนิเวศ นอกจากนั้นพลาสติกขนาดเล็กอย่าง ไมโครพลาสติกยังสามารถสะสมในระบบย่อยอาหารของตัวปลาที่เรากินอีกด้วย

“ความตายของวาฬนำร่องครีบสั้นเป็นสัญญาณเตือนอันตราย” Asmutis-Silvia กล่าว “ว่าเราต้องหยุดฆ่าตัวตายทางอ้อมได้แล้ว”

เรื่อง Elaina Zachos

 

อ่านเพิ่มเติม

ลูกแมวน้ำตายเพราะกินขยะพลาสติก

เรื่องแนะนำ

ราชาลมกรดโลกสีคราม

ฉลามมาโกครีบสั้นขึ้นชื่อเรื่องความเป็นนักสู้ในหมู่นักตกปลา พอๆกับคุณภาพเนื้อของมัน ฉลามมาโกครีบสั้นซึ่งจำแนกจากญาติที่หายากกว่าคือฉลามมาโกครีบยาวด้วยครีบอกที่สั้นกว่าและลักษณะอื่นๆ (ในสารคดีเรื่องนี้ “มาโก” จะหมายถึงฉลามมาโกครีบสั้น) ตกเป็นเป้าของนักตกปลาเพื่อนันทนาการอย่างมาก และบ่อยครั้งยังถูกจับเป็นสัตว์น้ำพลอยได้ (bycatch) ในการประมงเบ็ดราวเชิงพาณิชย์ เนื้อของมันมีคุณภาพสูสีกับเนื้อปลากระโทงแทงดาบ และในเอเชีย ครีบของมันมีราคาสูงลิ่วสำหรับนำมาปรุงซุปหูฉลาม ปัจจัยเหล่านี้ประกอบกันทำให้ฉลามมาโกเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก แต่ยังไม่มีใครแน่ใจว่าแรงกดดันมีมากเพียงใด และนำไปสู่ผลอะไรในท้ายที่สุด ฤดูร้อนปี 2015 ผมได้รับเชิญไปร่วมการติดแถบสัญญาณดาวเทียมให้ฉลามมาโกนอกชายฝั่งรัฐแมริแลนด์กับทีมนักวิทยาศาสตร์ที่พยายามหาตำตอบให้คำถามข้างต้น ผมติดสอยห้อยตามนักวิทยาศาสตร์จากสถาบันวิจัยกายฮาร์วีย์ (Guy Harvey Research Institute) ซึ่งออกติดแถบสัญญาณและติดตามฉลามมาโกในมหาสมุทรแอตแลนติกและอ่าวเม็กซิโกมาตั้งแต่ปี 2008 โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อศึกษารูปแบบการเคลื่อนที่ของฉลามชนิดนี้ ฉลามมาโกทางตะวันตกของมหาสมุทรแอตแลนติกเหนืออพยพย้ายถิ่นเป็นระยะทางไกล โดยเดินทางขึ้นไปทางทิศเหนือในช่วงเดือนที่อบอุ่น จากนั้นมุ่งหน้าลงใต้เมื่อฤดูหนาวใกล้จะมาถึง การออกเรือนอกชายฝั่งรัฐแมริแลนด์ในเดือนพฤษภาคมประสบความสำเร็จด้วยดี กล่าวคือในระยะเวลาสองสัปดาห์ ฉลามมาโกได้รับการติดเครื่องส่งสัญญาณดาวเทียม 12 ตัว ในทางกลับกัน การออกเรือที่โรดไอแลนด์ในเดือนสิงหาคมประสบความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง เพราะตลอดช่วงหนึ่งสัปดาห์ เราไม่ได้ฉลามมาโกเลยสักตัว แต่ความแตกต่างนี้ชี้ให้เห็นเบาะแสที่อาจกำลังเกิดขึ้นกับฉลามมาโกในมหาสมุทรแอตแลนติก ในการศึกษาเบาะแสดังกล่าว คุณต้องรู้เรื่องหนึ่งซึ่งเป็นหนึ่งในเรื่องแรกๆที่คุณจะได้เรียนรู้จากการจับฉลามมาโก นั่นคือ พวกมันอยู่ร่วมอาณาเขตกับฉลามสีน้ำเงิน ฉลามสองชนิดนี้เป็นเหมือนสิงโตกับไฮยีนาซึ่งอยู่ร่วมกันในพื้นที่เดียวกัน แต่ใช้กลยุทธ์หาอาหารแตกต่างกัน ฉลามมาโกครีบสั้นเป็นฉลามที่ว่องไวที่สุดในมหาสมุทร สามารถว่ายน้ำได้เร็วถึง 55 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ขณะไล่ล่าเหยื่อที่มีความเร็วสูง เช่น ปลาบลูฟิชและปลาทูน่า นักกีฬาตกปลาจึงชื่นชอบพละกำลังของมัน ในทางกลับกัน […]

สัตว์ป่าในบางกอก

สัตว์ป่า ในบางกอก จากหลักฐานคำบอกเล่าและบันทึกของชาวต่างชาติ เช่น สังฆราชฌอง บัปติสตา ปาลเลอกัวซ์ บาทหลวงคาทอลิกชาวฝรั่งเศสที่เดินทางเข้ามายังกรุงสยามในสมัยรัชกาลที่ 3 กล่าวถึงกรุงเทพฯ หรือบางกอกในยุคนั้นว่าเคยมีสัตว์ป่าอาศัยอยู่อย่างชุกชุมและมีสัตว์น้ำอุดมสมบูรณ์  ภายในเวลาสองศตวรรษถึงราว 50 ปีที่ผ่านมา บริเวณที่เป็นเมืองหลวงของเรายังเคยมีจระเข้ชุกชุม มีโขลงช้างป่าออกมาหากินในทุ่งราบ ชาวบ้านยังล่ากวาง มีนกขนาดใหญ่อย่างกระเรียนพันธุ์ไทยและอีแร้ง เสือปลา นาก และอื่นๆ  ก่อนจะค่อยๆ หายไปในเวลาต่อมาจากเนื่องจากการล่าและการขยายตัวของชุมชน  ปัจจุบันเริ่มมีข่าวคราวการพบสัตว์บางชนิดตามธรรมชาติในกรุงเทพมหานครและพื้นที่ใกล้เคียงแล้ว เช่น นากใหญ่ขนเรียบ วาฬบรูด้า และลิงแสม ชมภาพจำลองของสัตว์ป่าในบางกอกเมื่อครั้งอดีตได้ ที่นี่    หมายเหตุ : ภาพสัตว์ป่าในบางกอกพัฒนาจากข้อมูลและภาพสไลด์ชุด “Rewilding Bangkok ฟื้นชีวิตป่าเมืองกรุง” โดย ดร. สรณรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์ มูลนิธิโลกสีเขียว   อ่านเพิ่มเติม : ไพร่ฟ้าสามัญชน, ย้อนรอยสารคดีเกี่ยวกับเมืองไทย ใน National Geographic

Follow Me

NATIONAL GEOGRAPHIC ASIA

Contact

เว็บไซต์ : ngthai.com

บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน)

Tel : 02-422-9999 ต่อ 4244

© COPYRIGHT 2018 AMARIN PRINTING AND PUBLISHING PUBLIC COMPANY LIMITED.