ความลับหลังลิ้นสีฟ้าของ จิ้งเหลนบลูทั้งค์ - National Geographic Thailand

ความลับหลังลิ้นสีฟ้าของจิ้งเหลนบลูทั้งค์

ความลับหลังลิ้นสีฟ้าของ จิ้งเหลนบลูทั้งค์

เมื่อ จิ้งเหลนบลูทั้งค์ (bluetongue skinks) เผชิญหน้ากับศัตรู พวกมันไม่ขดตัวหรือวิ่งหนี ตรงกันข้ามมันจะแลบลิ้นสีฟ้าอันโดดเด่นออกมาแทน เพื่อข่มขู่ผู้รุกราน

ปฏิกิริยาดังกล่าวมีชื่อเรียกว่า “deimatic display” พบได้ในสัตว์หลากหลายสายพันธุ์แม้ว่าจะมีสีสันไม่สดใสเท่าจิ้งเหลนบลูทั้งค์ก็ตาม ยกตัวอย่างเช่น หนอนของมอธที่สามารถยิงกรดใส่ศัตรูได้ หรือแม้แต่แมวบ้านที่ส่งเสียงขู่ และยิงเขี้ยวเตือนผู้บุกรุกไม่ให้คิดทำอะไร

สีฟ้าที่เห็นในลิ้นเกิดจากเมลานิน ส่งผลให้ลิ้นของมันมีสีสันราวกับจุ่มลงในหมึกมา และผลการศึกษาใหม่ที่ถูกเผยแพร่ลงใน Behavioral Ecology and Sociobiology ได้เผยให้เห็นถึงอีกมุมหนึ่งของลิ้นสีน้ำเงินโคบอลต์นี้ เมื่อนักวิทยาศาสตร์พบว่าด้านหลังของลิ้นจิ้งเหลนบลูทั้งค์เหนือนั้นมีความสามารถในการสะท้อนรังสีอัลตราไวโอเลต (รังวียูวี) ได้มากกว่า ทั้งยังมีสีสันที่สว่างกว่าด้านหน้าอีกด้วย ซึ่งลิ้นด้านหลังนี้จะถูกใช้เป็นไม้ตายสุดท้าย ในการจัดการกับผู้ล่าที่มองเห็นรังสียูวี

 

แลบลิ้นแล้วร้องอาห์

ผลการศึกษาวิจัยนี้นำโดย Arnaid Badiane นักวิจัยจากสถาบันนิเวศวิทยา และวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมในปารีส ร่วมด้วยนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแมคควอรี่, มหาวิทยาลัยวาเลนเซีย และมหาวิทยาลัยซิดนีย์ โดยพวกเขามุ่งเป้าการศึกษาไปที่จิ้งเหลนบลูทั้งค์เหนือ (Tiliqua scincoides intermedia) ซึ่งมีขนาดตัวยาวมากกว่า 1 ฟุต เมื่อโตเต็มที่ และเป็นสายพันธุ์จิ้งเหลนที่มีขนาดใหญ่ที่สุด

เจ้าสัตว์เลื้อยคลานที่ออกหากินตามพื้นดินนี้มีถิ่นอาศัยในออสเตรเลีย, อินโดนีเซียตะวันออก และปาปัวนิวกินี ซึ่งนอกเหนือจากลิ้นอันเป็นเอกลักษณ์แล้ว พวกมันยังมีลำตัวป้อม หัวทรงสามเหลี่ยม ขาและหางที่สั้นแต่แข็งแรงอีกด้วย

จิ้งเหลนบลูทั้งค์เป็นสัตว์ที่เคลื่อนไหวช้า ทว่าร่างกายสีน้ำตาลของมันช่วยพรางพวกมันให้กลมกลืนไปกับภูมิทัศน์ และช่วยให้มันรอดพ้นจากบรรดานก, งู และตัวเงินตัวทองที่ล่ามันเป็นอาหาร ซึ่งในงานวิจัยก่อนหน้าระบุว่าจิ้งเหลนสายพันธุ์นี้สามารถมองเห็นรังสีอัลตราไวโอเล็ตได้

ในการวิจัยครั้งนี้ทีมวิจัยใช้เครื่องวัดสเปกโตรโฟโตมิเตอร์แบบพกพา เพื่อวัดความเข้มข้นของแสง ในการทดลองพวกใช้งานเครื่องมือดังกล่าวกับลิ้นของจิ้งเหลนบลูทั้งค์จำนวน 13 ตัว และพบว่าด้านหลังลิ้นของมันสว่างกว่าด้านหน้าเป็นสองเท่า

 

จำลองการโจมตี

ในอีกขั้นของการศึกษา ทีมนักวิจัยจำลองสถานการณ์ให้พวกมันเผชิญหน้ากับศัตรู เพื่อหาคำตอบว่าพวกมันแลบลิ้นออกมากี่ครั้งเมื่อถูกคุกคาม การทดลองเป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัย พวกเขาใช้โมเดลของนก, งู, ตัวเงินตัวทอง ไปจนถึงสุนัขจิ้งจอก ในการโจมตีจิ้งเหลนบลูทั้งค์

ผลปรากฏว่าจิ้งเหลนยังคงซ่อนลิ้นของมันไว้ตราบเท่าที่ยังไม่เป็นอะไร ทว่าเมื่อผู้ล่าปลอมเข้าใกล้มากขึ้น มันก็แลบลิ้นออกมา ส่งเสียงขู่ฟ่อ และพองตัวใหญ่ขึ้น

และยิ่งมันรู้สึกว่าถูกคุกคามมากขึ้นเท่าใด ก็ยิ่งแลบลิ้นออกมามากขึ้นเท่านั้น ซึ่งงู และตัวเงินตัวทองมักไม่ทำให้พวกมันแลบลิ้นเต็มๆ ออกมา แต่หากเป็นนก และสุนัขจิ้งจอกล่ะก็ ผู้ล่าเหล่านี้เป็นตัวกระตุ้นที่ดี

“จิ้งเหลนแลบลิ้นเต็มๆ ออกมา เมื่อพวกมันคิดว่ากำลังเสี่ยงชีวิตสุดๆ” Badiane กล่าวในระหว่างการแถลงผลการวิจัย “ดูเหมือนว่าปฏิกิริยาเช่นนี้มีขึ้นเพื่อต่อต้านผู้ล่าทางอากาศเป็นพิเศษ” ทั้งนี้การศึกษาดังกล่าวโฟกัสที่ตัวจิ้งเหลนเป็นหลัก จึงยังไม่ทราบว่าผู้ล่ามีปฏิกิริยาอย่างไร ในอนาคตทีมวิจัยเตรียมที่จะหาคำตอบว่านักล่าเองรู้สึกอย่างไรกับลิ้นอันน่าสะพรึงนี้

เรื่อง Elaina Zachos

 

อ่านเพิ่มเติม

สัตว์เหล่านี้ดื่มน้ำด้วยวิธีแปลกๆ

เรื่องแนะนำ

สิ่งน่าพิศวงเกี่ยวกับ แมงมุมทารันทูลา ที่มีเขาประหลาดอยู่บนหลัง

การค้นพบในพื้นที่ที่มีการสำรวจเพียงเล็กน้อยของแองโกลา ทำให้พบแมงมุมทารันทูลา นักล่าที่ลอบโจมตีเหยื่อในเวลากลางคืน ทันทีที่ จอห์น มิดจ์ลีย์ กลับเข้ามาในแคมป์และเปิดโถขนาดเล็ก เขาพบเข้ากับบางสิ่งที่น่าเหลือเชื่อ – แมงมุมทารันทูลา ที่คาดว่าเป็นสายพันธุ์ใหม่ ท่ามกลางแสงแดดแผดเผาในแองโกลาทางตะวันออกเฉียงใต้ นักกีฏวิทยากำลังศึกษา แมงมุมทารันทูลา ซึ่งมีลักษณะแปลกตา โดยมีเขาขนาดใหญ่อยู่บนหลังเล็กๆ ของมัน มิดจ์ลีย์ ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับแมงมุม ดังนั้นเขาจึงส่งรูปถ่ายของเขาไปให้ เอียน เอนเกลเบร็ชต์ จากมหาวิยาลัยพริทอเรีย แอฟริกาใต้ “เอียนกล่าวหาว่า ผมถ่ายรูปแมงมุมมาจากรูปถ่ายในพิพิธภัณฑ์ กวาซูลู-นาตัล ในแอฟริกาใต้” มิดจ์ลีย์ เล่าอย่างขำๆ ดังนั้นเขาจึงออกไปสำรวจในคืนถัดไป และเขาพบกับทารันทูลาอีกหลายตัวที่มีเขาขนาดใหญ่ “ผมรู้ว่าเราได้ค้นพบสายพันธุ์ใหม่ มันยากที่คุณจะรู้ว่ามีบางสิ่งที่พิเศษในช่วงแรกของการวิจัย” เขากล่าว โดยกลุ่มทารันทูลาสายพันธุ์ใหม่มีชื่อว่า Ceratogyrus attonitifer มาจากภาษาละติน คือ “ผู้ถือครองความพิศวง” และเผยแพร่ผลการสำรวจในวารสาร African Invertebrates การดักจับแมงมุม หลังเกิดสงครามกลางเมืองเป็นเวลาถึง 26 ปี ซึ่งสิ้นสุดในปี 2002 ความหลากหลายทางชีวภาพของแองโกลายังคงเป็นปริศนา – ไม่มีใครรู้ว่ามีผู้รอดชีวิตมากน้อยเพียงใด ในปี 2015 […]

เสือ พูม่า แห่งปาตาโกเนีย

เรื่องราวของเสือพูม่าแห่งภูมิภาคปาตาโกเนียในอเมริกาใต้อาจฟังดูเหมือนเรื่องราวความขัดแย้งคลาสสิกระหว่างสัตว์ป่ากับมนุษย์ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า มนุษย์อาจเป็นทั้งผู้ทำลายและผู้ปกป้องได้ในเวลาเดียวกัน ่ชะตากรรมของเสือพูม่าจึงอาจต้องฝากไว้กับมนุษย์และกิจกรรมที่มนุษย์เข้ามาเกี่ยวข้องอย่างเช่น การทำปศุสัตว์ และการท่องเที่ยว เป็นต้น

ไดโนเสาร์สายพันธุ์ใหม่ เป็นสัตว์ขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่มีมาบนโลก

ไดโนเสาร์สายพันธุ์ใหม่ เป็นสัตว์ขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่มีมาบนโลก ชื่อของซอโรพอดสายพันธุ์ใหม่ที่เพิ่งถูกค้นพบ ไม่เพียงแต่เป็นไดโนเสาร์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่านั้น แต่มันยังเป็นสัตว์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาบนโลกอีกด้วย ข้อสรุปทางวิทยาศาสตร์ที่มีต่อขนาดอันใหญ่โตมโหฬารของเจ้าสิ่งมีชีวิตชนิดนี้ ผู้เคยย่ำเท้าไปบนผืนแผ่นดินของอาร์เจนตินาในปัจจุบัน ในยุคครีเตเชียส ไดโนเสาร์ตัวนี้มีนามว่า Patagotitan Mayorum เป็นไดโนเสาร์กืนพืชพันธุ์คอยาวที่มีชีวิตอยู่เมื่อ 102 ล้านปีก่อน ขนาดของมันยาวถึง 120 ฟุต และมีน้ำหนักมากถึง 69 ตัน หรือเทียบเท่ากับน้ำหนักของช้างแอฟริกันจำนวน 12 เชือกรวมกัน ด้วยคุณสมบัติดังกล่าว ส่งผลให้มันเป็นไดโนเสาร์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดบนโลกเท่าที่เคยมีมา ใหญ่กว่า Dreadnoughtus ที่ถูกค้นพบก่อนหน้านี้ เมื่อโฮเซ ลูอิส และ ดีเอโก โป นักบรรพชีวินวิทยา จากพิพิธภัณฑ์ Egidio Feruglio Paleontology ค้นพบบางส่วนของฟอสซิลมันเข้า ในฟาร์มแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ในภูมิภาคพาทาโกเนีย ทางตอนใต้ของอาร์เจนตินา พวกเขารู้ได้ทันทีว่าเจ้าตัวนี้ต้องมีขนาดใหญ่เอามากๆ ทีมนักสำรวจใช้เวลามากกว่า 1 ปี ในการขุดเอาฟอสซิลออกมาอย่างระมัดระวัง เคนเนท ลาโควารา นักบรรพชีวินวิทยาจากมหาวิทยาลัยโรวัน และเป็นผู้ค้นพบ Dreadnoughtus ถึงกับเห็นใจทีมงานเมื่อนึกถึงสิ่งที่พวกเขาต้องทำ “นึกถึงหยาดเหงื่อ แรงงานของพวกเขาสิที่ต้องสูญเสียไปกับการขุดเอากระดูกออกมาจากพื้นดิน ขนย้ายอย่างระมัดระวังที่สุดไปยังพิพิธภัณฑ์” […]