กระบวนการสืบลายนิ้วมือช่วยปกป้อง ตัวนิ่ม ได้อย่างไร? - National Geographic

กระบวนการสืบลายนิ้วมือช่วยปกป้องตัวนิ่มได้อย่างไร?

ตัวนิ่ม หางยาว หรือชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Manis tetradactyla จากสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก
ภาพถ่าย โดย Frans Lanting

กระบวนการสืบลายนิ้วมือช่วยปกป้อง ตัวนิ่ม ได้อย่างไร?

นักวิจัยชาวอังกฤษได้ทดสอบวิธีที่จะถอดลายนิ้วมือจากเกล็ดของ ตัวนิ่ม สัตว์กินมดที่ใกล้จะสูญพันธุ์ และขณะนี้ถูกพิจารณาว่าเป็นสัตว์ป่าที่เผชิญกับการลักลอบล่าและค้าอย่างผิดกฎหมายมากที่สุดในโลก พวกเขาใช้แผ่นเจลาตินเล็กๆ ที่มีกาวด้านเดียวซึ่งปกติถูกใช้โดยผู้สืบสวนคดีอาชญากรรม ในการช่วยหาลายนิ้วมือและร่องรอยของหลักฐานอื่นๆ

ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยพอร์ตสมัทธ ในอังกฤษและจากองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร Zoological Society of London (ZSL) ประสบความสำเร็จในการถอดลายนิ้วมือออกจากเกล็ดของตัวนิ่ม ผลลัพธ์แสดงให้เห็นว่า มีความเป็นไปได้ที่การบังคับใช้กฏหมายทั่วโลกจะสามารถใช้เทคโนโลยีที่เรียบง่ายนี้ระบุตัวผู้ที่ลักลอบค้าและครอบครองเกล็ดตัวนิ่ม

ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ตัวนิ่มประมาณ 1 ล้านตัว ถูกลักลอบและนำไปขาย หลักๆ แล้วมันจะถูกนำไปใช้เป็นยาพื้นบ้านของชาวเอเชียและนำไปเป็นอาหาร ส่งผลให้ขณะนี้ ตัวนิ่ม 4 สายพันธุ์ในเอเชียกำลังจะสูญพันธุ์ และตัวนิ่มสายพันธุ์แอฟริกัน อีก 4 สายพันธุ์กำลังตกอยู่ในสถานะเสี่ยงสูญพันธุ์ จากปัจจัยหลักเมื่อผู้ค้าสัตว์ป่าเริ่มเล็งเห็นแล้วว่าการจะจับตัวนิ่มสายพันธุ์เอเชียทำได้ยากขึ้น  ทั้งนี้การซื้อขายตัวนิ่มและอวัยวะที่เกี่ยวข้องล้วนเป็นสิ่งต้องห้ามในระดับนานาชาติ

Christian Plowman อดีตนักสืบของนิวสกอตแลนด์ยาร์ด และผู้ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมายที่ ZSL  ได้กล่าวผ่านอีเมล์ว่า “สิ่งที่เรารู้คือ ไม่เคยมีใครใช้เจลเพื่อไขคดีอาชญากรรมสัตว์ป่ามาก่อน และนี่คือครั้งแรกที่หลักฐานทางรอยนิ้วมือได้มาจากเกล็ดของตัวนิ่ม”  ขณะนี้ Plowman และ Brian Chappell อดีตผู้อำนวยการกองบัญชาการตำรวจนครบาลรับหน้าที่เป็นรองศาสตราจารย์ประจำมหาวิทยาลัยพอร์ตสมัท พวกเขาเป็นผู้เสนอไอเดียนี้ขึ้นมาเป็นครั้งแรก

“เรากำลังปรึกษาหารือถึงวิธีที่ง่าย และเหมาะสมสำหรับสภาพแวดล้อมที่กว้างใหญ่ รวมทั้งลดความยุ่งยากลงเท่าที่จะเป็นไปได้” Plowman กล่าว

(ชะตากรรมของตัวนิ่มกำลังแขวนอยู่บนเส้นด้าย รับชมได้ผ่านสารคดีสั้นเรื่องนี้)

ชุดพิมพ์ลายนิ้วมือปกติที่ประกอบด้วยแป้ง แปรง และเทปเป็นวิธีที่ยุ่งยากเกินไปและใช้เวลานานสำหรับเจ้าหน้าที่ป่าไม้ เพราะพวกเขาจำเป็นต้องเข้าออกป่าให้ไวเพื่อที่จะจับตัวผู้ลักลอบล่าสัตว์ป่าที่อาจอยู่ใกล้ๆ  Chappell กล่าว  “ทำไมเราไม่ลองใช้เจลดูล่ะ?” แล้วพวกเขาก็ปิ๊งไอเดียขึ้นมา

เทคนิคนี้ถูกทดลองโดยนักวิจัยจากมหาวิทยาลัย ผู้ที่ได้รับเกล็ดของตัวนิ่มจากหน่วยงานทางกฎหมายของอังกฤษ ทีมนักวิจัยได้ลายนิ้วมือจากคนหลายคนที่เกี่ยวข้องกับเกล็ดของตัวนิ่มชิ้นดังกล่าว พวกเขาใช้แผ่นกาวเจลาตินเพื่อเก็บลายนิ้วมือ และนำมันไปสแกนออกมาเป็นฐานข้อมูล

ผลลัพธ์ในช่วงแรกเป็นไปด้วยดี เกือบ 90 เปอร์เซ็นต์ ของการถอดลายนิ้วมือสามารถเห็นได้ชัด และได้รูปลักษณ์ของลายนิ้วมือบนเกล็ดตัวนิ่มจากหลากหลายสายพันธุ์ที่ละเอียด เจ้าหน้าที่พิทักษ์เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าในแคเมอรูนและเคนยาเคยใช้ชุดเจลเพื่อที่จะถอดลายนิ้วมือออกจากงาช้างมาก่อนเช่นกัน และนักวิจัยจากพอร์ตสมัทเองก็เคยถอดลายนิ้วมือออกจากขนนกมาแล้ว รายงานจาก Chappell และ Plowman

(ตัวนิ่มจะสูญพันธุ์ถ้าเรายังไม่ทำอะไร)

Jac Reed ช่างเทคนิคอาวุโสทางกฎหมายจากพอร์ตสมัทและอดีตนักสืบอาชญากรรม ผู้ที่ทำงานเกี่ยวกับเรื่องนี้ กล่าวว่า บางสิ่งที่ทำให้มันมีคุณค่าที่จะสานต่อคือ การใช้เทคโนโลยีที่เรียบง่าย “มันเป็นเรื่องสำคัญสำหรับการบังคับใช้กฎหมายในประเทศที่กำลังพัฒนา พวกเขายังไม่มีเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย และอุปกรณ์เหล่านั้นก็มีราคาสูง” Reed กล่าว

“นวัตกรรมใหม่นี้ มีศักยภาพพอที่จะใช้เพื่อเผชิญกับบรรดาพวกลักลอบล่าตัวนิ่มผิดกฎหมาย” Paul Thomson นักชีววิทยาเชิงอนุรักษ์ และผู้ร่วมก่อตั้งองค์กร Save Pangolins องค์กรไม่แสวงผลกำไร ซึ่งตัวเขาไม่ได้เกี่ยวข้องกับโครงการนี้กล่าว ทั้งยังบอกอีกว่า เครื่องมือพวกนี้ยังสามารถช่วยให้นักสืบเจอตัวผู้ลักลอบค้าตัวนิ่ม หรือคนกลาง แต่เขาเน้นว่า การจับกุมหัวหน้าที่อยู่เบื้องหลังเครือข่ายนี้ค่อนข้างเสี่ยงอันตราย นอกจากนั้นยังเสริมผ่านอีเมล์อีกว่า เราจำเป็นที่จะต้องนำวิธีที่ล้ำสมัยแบบนี้ไปใช้กับทุกขั้นตอนของห่วงโซ่อื่นๆ ในขบวนการลักลอบล่าสัตว์ป่า

ทว่าผู้ทำผิดกฎหมายจะสามารถไหวตัวได้ทัน ถ้าเทคนิคนี้ถูกใช้ในวงกว้าง และเป็นไปได้ว่าในครั้งต่อๆ ไป บรรดาผู้ที่ล่าเกล็ดตัวนิ่มจะเริ่มใส่ถุงมือ Chappell ย้ำให้ตระหนักถึงข้อนี้ แต่มากกว่าเรื่องของการสืบสวนและการดำเนินคดีทางกฎหมายคือการพิสูจน์ว่าเทคนิคที่มีอยู่แล้วทางนิติวิทยาศาสตร์สามารถช่วยไขคดีอาชญากรรมสัตว์ป่าได้

เราต้องคงไว้ซึ่งความพยายามนี้ เพื่อย้ำให้เห็นว่ามีคนมากมายที่กำลังใช้นวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อป้องกันและปราบปรามการค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมาย Chappell กล่าวเสริม

เรื่อง Rachael Bale

 

อ่านเพิ่มเติม

นิติวิทยาศาสตร์นก

 

เรื่องแนะนำ

แขนจิ๋วของทีเร็กซ์อาจเป็นอาวุธอันตราย

แขนจิ๋วของ ทีเร็กซ์ อาจเป็นอาวุธอันตราย แขนจิ๋วสองข้างของเจ้าไดโนเสาร์ ทีเร็กซ์ เป็นปริศนาคาใจมาช้านาน ตลอดหลายปีที่ผ่านมามีหลายทฤษฎีเกี่ยวกับแขนคู่นี้ ไม่ว่าจะเป็นไว้สำหรับจับเหยื่อที่กำลังดิ้นรนรอความตาย, ช่วยยันตัวไดโนเสาร์เองขึ้นมาจากพื้น หรือใช้จับคู่ของมันขณะผสมพันธุ์ ไม่ว่าแขนของมันจะมีไว้ใช้ทำอะไรก็ตาม ผลการศึกษาที่เป็นเอกฉันท์ในช่วงหลายปีมานี้ลงความเห็นว่าแขนคู่นี้เป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นเศษตกค้างจากวิวัฒนาการของมัน ที่มันได้รับมาจากบรรพบรุษทีเร็กซ์ คล้ายกับปีกในนกที่บินไม่ได้และในขณะเดียวกันนักวิทยาศาสตร์ก็เสนอว่า การที่แขนของมันมีขนาดเล็กลงนั้นมีขึ้นเพื่อจำเป็นให้รับกับศีรษะและลำคอที่ทรงพลังไปด้วยมัดกล้ามเนื้อของมัน แต่ปัจจุบันนักวิจัยชี้ว่าสิ่งที่เราเข้าใจทั้งหมดนี้อาจผิด สตีเฟ่น สแตนลีย์ นักบรรพชีวินวิทยาจากมหาวิทยาลัยฮาวาย เชื่อว่าแขนของไทแรนโนซอรัสวิวัฒนาการขึ้นเพื่อใช้ในการข่วนระยะใกล้ ซึ่งด้วยกรงเล็บแหลมความยาว 4 นิ้ว นั่นจะสร้างบาดแผลฉกรรจ์ให้แก่เหยื่อที่เจอเข้ากับอาวุธร้ายอันตรายนี้เข้าไป “ในระยะใกล้ ขากรรไกรที่แข็งแรงและกรงเล็บขนาดใหญ่ของทีเร็กซ์สามารถจับเหยื่อจากด้านหลังได้อยู่หมัดและยังข่วนเหยื่อให้เป็นแผลลึกยาวเกือบเมตร ภายในเวลาเพียงไม่กี่วินาที” สแตนลี่ย์กล่าว “ซึ่งทั้งหมดนี้มันสามารถทำซ้ำได้อีกหลายครั้งอย่างรวดเร็ว” จากการศึกษาพบว่ามีไดโนเสาร์สายพันธุ์ที่ใกล้เคียงกับทีเร็กซ์ใช้กรงเล็บของมันข่วนเหยื่อเช่นกัน “ฉะนั้นแล้วในแง่ของอาวุธที่น่าเกรงขาม ทำไมทีเร็กซ์จะไม่ใช่ประโยชน์จากอวัยวะนี้?” สแตนลี่ย์ถาม ตัวเขาเสนอรายงานการค้นพบนี้ เมื่อปลายเดือนตุลาคม ในซีแอตเทิล ระหว่างการประชุมที่จัดขึ้นโดยสมาคมธรณีวิทยาของสหรัฐอเมริกา ในกรณีนี้นักวิทยาศาสตร์จำเป็นต้องโฟกัสไปที่กระดูกแขนของทีเร็กซ์ ซึ่งแรงข่วนจะมีมากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับสิ่งนี้ “กระดูกและข้อต่อที่ไม่ปกติ” มีส่วนช่วยให้แขนของมันเคลื่อนไหวได้หลายทิศทาง ซึ่งสนับสนุนทฤษฎีการข่วน สแตนลี่ย์กล่าว นอกจากนั้นไทแรนโนซอรัสยังเสืยกรงเล็บข้างหนึ่งของมันไปจากวิวัฒนาการอีกด้วย สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ช่วยให้แรงกดมากกว่า 50% ถ่ายเทไปที่กรงเล็บที่เหลือทั้ง 2 ข้าง และช่วยให้การข่วนเฉือนเหยื่อมีประสิทธิภาพมากขึ้น (เกราะของไดโนเสาร์สายพันธุ์นี้ก็อาจไม่ได้มีไว้แค่การต่อสู้เช่นกัน)    ข่วนเฉือนเพื่อผสมพันธุ์ อย่างไรก็ตามมีผู้เชี่ยวชาญที่ไม่เห็นด้วย “มันดูไร้เหตุผลที่จะใช้แขนเล็กๆ […]

ศึกมวยข้ามรุ่นระหว่าง สิงโต และยีราฟ มาดูกันว่าไฟต์นี้ใครจะได้เข็มขัดไปครอง

เห็นอย่างนี้แล้ว คงทำให้อดนึกถึงภาพตัวเองในอดีตที่เคยเล่นขี่ม้าส่งเมืองกับเพื่อนๆ เป็นไม่ได้   ยีราฟตัวหนึ่งที่เดินอยู่ในทุ่งหญ้าด้วยท่าทางลังเลกับการมีสิงโตเกาะอยู่ด้านหลัง พร้อมกับ สิงโต อีกสองตัวที่กอดขาหลังทั้งสองข้างไว้อย่างแน่นหนา วิดิโอดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความพยายามที่จะทำให้ยีราฟเต็มวัยเพศผู้ล้มลงให้ได้ของเหล่าสิงโต โดย Francois Pienaar ไกด์ของทางสวนสัตว์ ผู้บันทึกเหตุการณ์ไว้ทั้งหมด กล่าวว่า ภาพฝูงสิงโตช่วยกันเพื่อที่จะทำให้ยีราฟล้มลงนั้นถือเป็นไฮไลท์ของอาชีพการทำงานของเขาเลย วิธีการจู่โจมเหยื่อแบบนี้ของสิงโตถือว่าเป็นเรื่องปกติ โดยสิงโตจะเล็งไปที่ขาหลังของเหยื่อก่อนเป็นอันดับแรก จากนั้นจะเป็นที่หลัง และสุดท้ายจะจบด้วยคอ แต่ในกรณีของยีราฟนั้น โดยเฉพาะตัวที่กำลังยืนอยู่ สิงโตจะต้องข้ามขั้นตอนสุดท้าย เนื่องจากคอที่มีความยาวของยีราฟ เป็นเหตุผลของภาพที่ต่างฝ่ายต่างกินกันไม่ลงในวิดิโอนั่นเอง ซึ่งปกติหากจะเอาชนะยีราฟที่โตเต็มที่แบบนี้ได้ นักล่าจะต้องทำให้พวกมันล้มลงเสียก่อน แต่ใช่ว่ายีราฟเองจะไม่สามารถต่อกรกับนักล่าอย่างสิงโตได้ เพราะด้วยขาหลังอันทรงพลังของยีราฟ การเตะเพียงหนึ่งครั้งก็ถือว่าเพียงพอต่อการทำให้สิงโตบาดเจ็บหรือถึงขั้นเสียชีวิตได้เลย ด้วยเหตุนี้ สิงโตจึงเบนเข็มไปที่ลูกยีราฟมากกว่า แทนที่จะจู่โจมตัวที่โตเต็มวัย ทว่าการจู่โจมครั้งนี้ก็ไม่ได้ถือว่าเป็นเหตุการณ์ที่แปลกแต่อย่างใด เหตุการณ์ดังกล่าวระหว่างสิงโตและยีราฟยืดเยื้อกว่า 5 ชั่วโมง แสดงให้เห็นถึงความมานะอุตสาหะของสิงโต แต่แล้วความพยายามของสิงโตอย่างเดียวก็ไม่อาจเพียงพอ ยีราฟสามารถสลัดเหล่าสิงโตออกไปได้ แม้ว่าสิงโตจะมีดีกรีเป็นถึง “เจ้าป่า” แต่ยีราฟเองก็แสดงให้เห็นแล้วว่าไม่ใช่หมูมาให้เชือดนิ่มๆ โดยรอบนี้ยีราฟออกนำ สิงโต ไปก่อน 1-0.. ***แปลและเรียบเรียงโดย รชตะ ปิวาวัฒนพานิช โครงการนักศึกษาฝึกงาน กองบรรณาธิการ นิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย อ่านเพิ่มเติม […]

แมวน้ำช้างจดจำกันได้จากเสียงร้อง

ผลการศึกษาใหม่ช่วยให้เข้าใจเจ้าสิ่งมีชีวิตตัวกลมอุดมไปด้วยไขมันอย่างแมวน้ำช้างมากขึ้น ภายในฝูงที่ประกอบด้วยแมวน้ำช้างจำนวนหลายตัว ขนาดและลักษณะภายนอกไม่ใช่เพียงสิ่งเดียวที่พวกมันใช้ในการจดจำซึ่งกันและกัน แต่ยังรวมถึงเสียงร้องอีกด้วย แมวน้ำช้างแต่ละตัวมีเสียงร้องที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง เช่นเดียวกับลายนิ้วมือของมนุษย์ ความสามารถในการจดจำเสียงร้อง ตลอดจนสื่อสารหากันในสังคม เป็นพฤติกรรมที่พบได้ยากในสัตว์ เสียงร้องของพวกมันมีลักษณะเหมือนกับเสียงของเครื่องดนตรีและมีจังหวะที่ชัดเจน ด้านนักวิทยาศาสตร์เองเชื่อว่า พฤติกรรมเช่นนี้ของแมวน้ำช้างอาจนำไปสู่การกำเนิดของเครื่องดนตรี ในมนุษย์ก็เป็นได้   อ่านเพิ่มเติม : คุณจะกินอาหารยังไงนะ ถ้าคุณตัวหนักเบาะๆ แค่เกือบสองร้อยตัน, แมลงสาบมีดีอะไรถึงอยู่มาได้หลายล้านปี ชมคลิปวิดีโอที่เผยความทรหดทนทายาดของสัตว์ที่ได้ชื่อว่า อึดที่สุดชนิดหนึ่งในโลก

คุณเป็นที่หนึ่งในใจของสุนัขที่เลี้ยงไว้หรือเปล่า มาหาคำตอบกัน

เคยสงสัยกันหรือเปล่าว่า สุนัข หรือสัตว์เลี้ยงที่เราเลี้ยงกันอยู่ทุกวันนี้เนี่ย มันรักคุณคนเดียวหรือเปล่า มันอยากมีเจ้าของใหม่หรือไม่