Explorer Awards 2018: เพชร มโนปวิตร - National Geographic Thailand

Explorer Awards 2018: เพชร มโนปวิตร

เพชร มโนปวิตร

นักอนุรักษ์องค์กรระหว่างประเทศ นักเขียน และสตาร์ตอัป

นักวิทยาศาสตร์ด้านการอนุรักษ์ที่เคยทำงานกับองค์กรสิ่งแวดล้อมระดับโลกหลายแห่งทั้ง IUCN, WWF และ WCS ในสองทศวรรษที่ผ่านมา และยังเป็นนักเขียนและนักแปลบทความด้านสิ่งแวดล้อม ปัจจุบันขับเคลื่อนประเด็นขยะทะเลและการอนุรักษ์ปะการังกับ ReReef บริษัทสตาร์ตอัปที่เน้นการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมและสร้างความยั่งยืนด้วยพลังผู้บริโภค

 

จุดเริ่มต้นของการสำรวจ

เราเรียนวิทยาศาสตร์ทางอาหารที่เกษตร แต่ทำกิจกรรมชมรมอนุรักษ์มาตลอด  ก็ได้เห็นปัญหาสถานการณ์จริง โดยเฉพาะช่วงที่เรียนในมหาวิทยาลัยยังเป็นยุคที่นักศึกษาค่อนข้างตื่นตัว  เราจัดเวทีเขื่อนแม่วงก์ แก่งเสือเต้น ทำให้ได้รู้จักกับเจ้าหน้าที่ NGO ภาคสนามจริงๆ ได้รู้ว่าทุกเรื่องมีสองด้าน  เพราะที่เราเรียนมาการพัฒนามีแต่ข้อดี  เช่นการสร้างเขื่อนเพื่อผลิตไฟฟ้า พอเรียนจบก็เลยไปเริ่มต้นงานสายอนุรักษ์ที่มูลนิธิสืบ นาคะเสถียร ตอนนั้นเน้นข้อมูลวิชาการควบคู่กับงานเคลื่อนไหวเชิงนโยบาย ได้เรียนรู้เยอะ ได้เข้าใจปัญหาสิ่งแวดล้อมมากขึ้น  เลยตัดสินใจเรียนต่อที่ออสเตรเลียด้านนิเวศวิทยา  ตั้งใจไปเรียนงานด้านชีววิทยาเชิงอนุรักษ์ conservation biology  ไม่ใช่เรียนนิเวศวิทยาอย่างเดียว แต่ต้องการมองว่าอะไรที่เป็นปัญหากับการอนุรักษ์บ้าง

จากนั้นก็มาอยู่ที่ wcs สมาคมอนุรักษ์สัตว์ป่า ทำงานแบบมืออาชีพมากขึ้นเพราะ wcs เน้นการวิจัยภาคสนาม การเอาข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์มาใช้  จึงไม่ใช่แค่เคลื่อนไหวด้วยข้อมูลธรรมดา แต่เราเป็นคนลงไปเก็บข้อมูลเอง  เอาข้อมูลเชิงสำรวจเป็นงานด้านวิทยาศาสตร์ เน้นที่ทุ่งใหญ่ แก่งกระจาน ในขณะเดียวกันก็เป็นกรรมการสมาคมอนุรักษ์นก  มีหน้าที่อธิบายกับสังคมว่านกชนิดนั้นๆ มีความสำคัญอย่างไร  ทำให้ความหลากหลายทางชีวภาพเป็นสิ่งที่จับต้องได้มากขึ้น

“สายตาของนักสำรวจคือสิ่งที่ทุกคนควรมี เพราะมันช่วยให้เราเรียนรู้ได้ไม่สิ้นสุด และมองเห็นความละเอียดขึ้นในแง่มุมต่างๆ”

 

การสำรวจสำคัญต่องานด้านอนุรักษ์อย่างไร?

งานสำรวจ หรืองานวิจัยภาคสนามถือได้ว่าเป็นหัวใจเลยครับ เราพยายามใช้หลักเกณฑ์ การตรวจสอบ ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์จากหลายพื้นที่ ทุกครั้งที่เราลงพื้นที่เราจะมองผ่านเลนส์ของนักวิทยาศาสตร์เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ดีที่สุดมาใช้ แม้ว่าพื้นที่เหล่านั้นอาจไม่ใช่พื้นที่แปลกใหม่ก็ตาม แต่ด้วยความเชี่ยวชาญของนักวิทยาศาสตร์แต่ละด้านจะช่วยให้เราได้ข้อมูลที่คนทั่วไปมองไม่เห็น

เพชร มโนปวิตร
เพชร มโนปวิตร ขณะกำลังแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในงานเสวนา “เสือดำ และเรื่องที่…ใหญ่กว่า” ซึ่งจัดขึ้นที่หอศิลป์ กรุงเทพฯ
ขอบคุณภาพจาก Petch Manopawitr

ช่วงหลังมานี้งานสำรวจต้องการความเป็นพหุสาขาวิชาการมากขึ้น ไม่ใช่แค่ด้านชีววิทยาเท่านั้น แต่ต้องการความเชี่ยวชาญในหลายๆ ด้านเพื่ออธิบายสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งตลอดการทำงานที่ผ่านมา บางพื้นที่เองไม่เคยมีข้อมูลวิทยาศาสตร์มาก่อน บางครั้งก็เป็นพื้นที่ที่คนรู้จักกันอยู่แล้ว แต่เราช่วยเปิดเผยข้อมูลใหม่ที่คนไม่เคยรับรู้ ช่วยให้พวกเขารู้ว่าในสถานที่หนึ่งมันมีหลายแง่มุม และสำคัญเลยก็คือมันเปิดโลกทัศน์ใหม่ในใจเราเองด้วยครับ พอมองย้อนกลับไปเราได้พบว่าความจริงมันไม่ใช่แบบที่คิด ซึ่งถ้าไม่ได้ออกไปสำรวจ ไม่ทำงานภาคสนามเราก็จะไม่ทราบข้อมูลเหล่านี้เลย

 

ทุกคนควรมีสายตานักสำรวจ

สายตาของนักสำรวจเป็นสิ่งที่อยากให้ทุกคนมีครับ เพราะมันช่วยให้เราเรียนรู้ได้ไม่สิ้นสุด มองเห็นสิ่งธรรมดาๆ ในแง่มุมที่ละเอียดขึ้น สำหรับผมมันช่วยให้ชีวิตมีความหมายขึ้นด้วย ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราอยู่กับที่ อยู่กับอะไรเดิมๆ มันก็จำเจ แต่เมื่อเราออกไปยังสถานที่ใหม่ๆ ข้อมูลชุดใหม่จะถูกส่งผ่านมาให้เรา ประสาทสัมผัสเราจะตื่นรู้ การสำรวจมันช่วยให้เราเรียนรู้เรื่องราวใหม่ๆ ผ่านประสบการณ์จริง ได้สะท้อนหรือตกผลึกองค์ความรู้ที่เรามีอยู่แล้วจากการอ่านก่อนหน้า นั่นคือความสำคัญของมันครับ และผมคิดว่าทุกคนควรลองได้สัมผัส เพราะมันช่วยให้เรามองเห็นตัวเองได้ดีขึ้น ตลอดจนทำความเข้าใจกับโลกที่เราอาศัยอยู่ได้ดีขึ้น

ในยุคที่เรายังไปถึงอวกาศ ยุคที่เรารู้ข้อมูลทุกอย่างแล้ว แต่มันยังมีอะไรใหม่ๆ รอให้เราค้นพบ เรียนรู้ตลอดเวลา แม้แต่ในสถานที่เดิมๆ ก็ตาม ดังนั้นสายตาของนักสำรวจจึงเรียกได้ว่ายังคงเป็นคุณสมบัติมีความจำเป็นอยู่ครับ

เพชร มโนปวิตร
เพชร มโนปวิตร จากบทสัมภาษณ์ ความตายของปะการัง เป็น ‘ความหวัง’ ของเราทุกคน
ขอบคุณภาพจาก adaymagazine.com

 

อ่านเพิ่มเติม

ฉลามวาฬ ยักษ์ใหญ่ผู้ใกล้สูญพันธุ์

เรื่องแนะนำ

กลุ่มแม่ชีผู้ช่วยอะโซโลตล์ไม่ให้สูญพันธุ์

กลุ่มแม่ชีผู้ช่วยอะโซโลตล์ไม่ให้สูญพันธุ์ เจ้าสิ่งมีชีวิตหน้าตาประหลาดเหล่านี้มีชื่อเรียกว่า “อะโซโลตล์” พวกมันเป็นซาลาแมนเดอร์ที่มีมีถิ่นอาศัยเพียงที่เดียวในโลกคือ ในทะเลสาบ Pátzcuaro ของเม็กซิโก ทว่าตลอดช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาการประมงเกินขนาด, การบุกรุกที่อยู่อาศัยของมัน ไปจนถึงการที่ต้องตกเป็นเหยื่อของสัตว์อื่นๆ ที่ตัวใหญ่กว่า ทำให้อะโซโลตล์เหล่านี้กำลังมีสถานะใกล้สูญพันธุ์ จากการศึกษาล่าสุดพบว่าในธรรมชาติมีอะโซโลตล์เหลืออยู่เพียงไม่ถึง 100 ตัวเท่านั้น นับเป็นโชคดีที่แม่ชีกลุ่มหนึ่งในเม็กซิโกร่วมมือกับองค์กรต่างประเทศในความพยายามที่จะอนุรักษ์สิ่งมีชีวิตสายพันธุ์นี้เอาไว้ พวกเธออาศัยอยู่ในอาศรมใกล้กับทะเลสาบ และใช้ซาลาแมนเดอร์สายพันธุ์นี้ในการผลิตยาแก้ไอมานานกว่า 150 ปี ทว่าทุกวันนี้พวกเธอไม่ได้ทำเช่นนั้นแล้ว แต่ดูแลมันเพื่อช่วยให้มันขยายพันธุ์เพิ่มจำนวนอีกครั้ง โดยมีเป้าหมายเพื่อให้อะโซโลตล์รอดพ้นจากการสูญพันธุ์ ด้านบรรดาผู้เชี่ยวชาญเองกล่าวยกย่องการทำงานของแม่ชีกลุ่มนี้ ในฐานะผู้มีบทบาทสำคัญที่ช่วยอนุรักษ์ซาลาแมนเดอร์หายากเหล่านี้   อ่านเพิ่มเติม ค้างคาว: นักล่าแห่งรัตติกาล

มดรู้จักการต่อกันเป็นสะพาน

มดรู้จักการต่อกันเป็นสะพาน ว่ากันว่าบนโลกใบนี้มีประชากรมดทั้งหมดรวมกันราวหมื่นล้านล้านตัว จำนวนมากมหาศาลเช่นนี้เทียบได้กับวลีที่ว่ามนุษย์ครองโลก เพราะหากเทียบด้วยจำนวนแล้ว มดเองก็กำลังครองโลกอยู่เช่นกัน มดเป็นสัตว์สังคมที่มีความซับซ้อนและความสำเร็จของพวกมันนั้นจำเป้นต้องอาศัยการพึ่งพากัน จากฟุตเทจที่ทำการทดลองกับมดนี้จะแสดงให้เห็นว่าพวกมันแก้ไขปัญหาช่องว่างด้วยการต่อตัวเป็นสะพานเพื่อเดินต่อไปยังจุดหมาย มดที่ต่อตัวอยู่ริมสุดจะชะลอตัวเองลงเมื่อเจอกับช่องว่าง และมดงานตัวอื่นๆ จะเข้ามาเติมเต็มจนในที่สุดสะพานมดก็เสร็จสมบูรณ์ ด้วยมันสมองที่มีน้ำหนักเพียง 1 ในล้านของมันสมองมนุษย์ น่าแปลกใจที่มดเหล่านี้สามารถสื่อสารกันได้ด้วยการส่งสัญญาณเท่านั้น แตกต่างจากเราพวกมันไม่มีภาษาแต่ใช้สัญชาตญาณในการสื่อสาร การทดลองศึกษาความร่วมมือกันของมดเหล่านี้จะช่วยให้นักวิทยาศาสตร์ไขคำตอบว่ามดมีรูปแบบการสื่อสารในสังคมอย่างไร ตลอดจนอะไรคือเคล็ดลับที่ช่วยให้มันอยู่รอดมาจนทุกวันนี้ได้ (ชมคลิปการต่อกันของสะพานหมดได้ที่นี่) อ่านเพิ่มเติม ทำไมราชินีมดและแมลงอื่นๆ จึงฝังศพพวกที่ตายแล้ว

สำรวจโลก : รูปทรงของไข่เกี่ยวข้องการบินอย่างไร

รูปทรงของไข่เกี่ยวข้องการบินอย่างไร รูปทรงไข่นก มีความหลากหลายอย่างเหลือเชื่อ และนักวิทยาศาสตร์ก็สงสัยมานานแล้วว่า ทำไมเป็นเช่นนั้น เป็นไปได้ไหมว่ารูปทรงบางอย่างช่วยปกป้องไข่ไม่ให้แตกง่าย หรือช่วยให้ซุกอยู่ในรังได้อย่างกระชับแน่น หรืออาริสโตเติลจะพูดถูกที่สันนิษฐานว่า ไข่รูปร่างยาวแหลมเป็น ลูกนกเพศเมีย ส่วนไข่รูปร่างกลมกว่ามีลูกนกเพศผู้อยู่ข้างใน (จริง ๆ ไม่เป็นเช่นนั้น) เพื่อไขปริศนาเกี่ยวกับ รูปทรง ของไข่นก นักชีววิทยาเชิงวิวัฒนาการที่มหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน แมรี แคสเวลล์ สตอดดาร์ด และเพื่อนร่วมงานตรวจสอบไข่เกือบ 50,000 ฟองจากนกมากกว่า 1,400 ชนิดพันธุ์ พวกเขาจำแนกไข่โดยอิงกับความไม่สมมาตรและความรี และพบว่ายิ่งไข่มีรูปทรงแหลมหรือรีมากเท่าใด ก็มีโอกาสมากขึ้นเท่านั้นที่จะมาจากนกซึ่งเป็นยอดนักบิน “เราแทบไม่เชื่อเลยว่า คำอธิบายที่ดีที่สุดข้อหนึ่งของความหลากหลายเกี่ยวกับรูปทรงไข่นั้นจะเกี่ยวข้องกับความสามารถในการบิน” สตอดดาร์ดบอก ตัวอย่างเช่น นกเมอร์เรธรรมดาซึ่งมีไข่รูปทรงแหลมและรีมาก (ด้านล่าง) เป็นยอดนักดำนํ้าขณะที่นกตัวใหญ่บินไม่ได้อย่างนกกระจอกเทศและนกอีมูฟักเป็นตัวจากไข่ที่เกือบจะเรียกได้ว่ากลมกลึง แต่นกเพนกวินดูจะแหกกฎออกไป แม้นกนํ้าชนิดนี้จะบินไม่ได้ แต่ไข่ของพวกมัน กลับมีลักษณะอสมมาตร การค้นพบนี้ ทำให้นักวิจัยตั้งสมมุติฐานว่า “กระบวนการเดียวกันที่อาจมีอิทธิพลต่อรูปทรงไข่ในนกยอดนักบิน ก็อาจเกิดขึ้นกับนกยอดนักว่ายนํ้าอย่างเพนกวิน ด้วยเช่นกัน” สตอดดาร์ดสรุป เรื่อง แฮนนาห์ แลง ภาพถ่าย ฟรานส์ แลนทิง รูปประกอบ เดซี จง […]

นิคมลับของเพนกวินในแอนตาร์กติกา

นิคมลับของเพนกวินในแอนตาร์กติกา นักวิทยาศาสตร์ประกาศการค้นพบอาณานิคมขนาดยักษ์ของเพนกวิน บริเวณพื้นที่อ่าวทางตะวันตกของทวีปแอนตาร์กติกา สถานที่ดังกล่าวคือเกาะแดนเจอร์ บ้านของเพนกวินอาเดลีจำนวนมากกว่า 1.5 ล้านตัว ด้วยการวิจัยทางภาคพื้นและภาพถ่ายจากดาวเทียมช่วยให้นักวิทยาศาสตร์สามารถคำนวณจำนวนของเพนกวินในนิคมดังกล่าวออกมาได้ การค้นพบนิคมลับของพวกมันครั้งนี้จะช่วยให้แผนงานอนุรักษ์ทางสิ่งแวดล้อมของพื้นที่ในแอนตาร์กติกาขยายพื้นที่ไปมากขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าต้องครอบคลุมอาณาจักรของเพนกวินอาเดลีแห่งนี้ด้วยเช่นกัน หลังช่วงหลายปีที่ผ่านมาจำนวนประชากรของเพนกวินอาเดลีในแอนตาร์กติกาตะวันตกกำลังลดลงจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ   อ่านเพิ่มเติม ค้นพบนิคมขนาดยักษ์ของเพนกวินในแอนตาร์กติกา