แสงแอลอีดี ช่วยชีวิตนกทะเลจากอวนจับปลา - National Geographic Thailand

แสงแอลอีดีช่วยชีวิตนกทะเลจากอวนจับปลา

นกทะเลเช่นในภาพมักเผชิญกับการติดอวนหาปลาโดยไม่ตั้งใจบ่อยครั้ง แต่ผลการศึกษาใหม่พบว่า แสงแอลอีดี สีเขียวที่ใช้ไล่เต่าทะเลสามารถใช้ขับไล่นกทะเลได้ด้วยเช่นกัน
ภาพถ่ายโดย Pierre Gleizes

แสงแอลอีดี ช่วยชีวิตนกทะเลจากอวนจับปลา

นักวิทยาศาสตร์คาดหวังว่า แสงแอลอีดี สีเขียวจากหลอดไฟจะเป็นวิธีใหม่ในการช่วยชีวิตบรรดาสัตว์น้ำ

จากผลการศึกษาใหม่พบว่า หลอดแอลอีดีสีเขียวที่ผูกกับอวนติดตา อวนประเภทหนึ่งที่ใช้ในการทำประมง มีส่วนสำคัญในการช่วยลดจำนวนนกทะเล เช่น นกกาน้ำ หรือนกอัลบาทรอสไม่ให้ไปติดกับอวนโดยไม่ได้ตั้งใจขณะกำลังดำน้ำหาปลาได้ถึง 85%

อันที่จริงวิธีการนี้ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อช่วยชีวิตเต่าทะเลมาก่อน แสงสีเขียวกลายเป็นตัวเลือกหลักเพราะสีเขียวเป็นความยาวคลื่นที่เต่ามองเห็น ในขณะที่ปลามองไม่เห็น จึงเป็นการไล่เต่าทางอ้อมไม่ให้เข้ามายุ่มย่ามกับอวนจับปลา

ปัจจุบันเต่าทะเลทุกชนิดกำลังเผชิญกับความเสี่ยงที่จะสูญพันธุ์ และความเสี่ยงจากอุตสาหกรรมประมงยิ่งคุกคามชีวิตของมันมากขึ้น การศึกษาก่อนหน้าโดยทีมนักวิจัยเดียวกันนี้แสดงให้เห็นว่า เมื่อมีการนำแสงไฟแอลอีดีมาใช้ จำนวนเต่าที่ติดอวนจับปลาก็ลดลงถึง 64% อุปกรณ์ราคาย่อมเยานี้กำลังกลายมาเป็นความหวังใหม่ในการปกป้องสัตว์สายพันธุ์อื่นๆ อย่างไรก็ดีกลุ่มสิทธิสัตว์มองว่า วิธีการนี้หาได้ช่วยปกป้องอันตรายที่จะเกิดขึ้นในอนาคตกับสัตว์น้ำในมหาสมุทร

 

การทดสอบแสงสีเขียว

บรรดาสัตว์ทะเลที่ถูกจับติดอวนขึ้นมาโดยไม่ได้ตั้งใจเหล่านี้ถูกเรียกว่า สัตว์พลอยได้ (bycatch) มันเป็นสถานการณ์ไม่คาดฝันที่เกิดขึ้นได้แม้ชาวประมงจะหลีกเลี่ยงแล้วก็ตาม ในจำนวนนี้สัตว์พลอยได้มีตั้งแต่โลมา, วาฬ, เต่า ไปจนถึงฉลามซึ่งมีจำนวนมากในแต่ละปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับสายพันธุ์สัตว์หายากที่มีประชากรน้อยอยู่แล้วในธรรมชาติ การจับสัตว์น้ำพลอยได้เป็นภาวะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกทั้งต่อนักอนุรักษ์และชาวประมงเอง

ด้านอุตสาหกรรมประมงเองมีแรงจูงใจในการลดจำนวนสัตว์พลอยได้ เนื่องจากสัตว์ที่เข้ามาติดอวนโดยไม่ตั้งใจมักทำลายอวนให้เสียหายไปด้วย

ในการทดสอบว่าแสงไฟใช้ได้ผลกับนกหรือไม่ Jeffery Mangel นักชีววิทยา มหาวิทยาลัยเอ็กซิเตอร์ ทำงานร่วมกับกลุ่มนักอนุรักษ์ชาวเปรู “Pro Delphinus” ศึกษาเปรียบเทียบอวนจำนวน 114 อวน โดยแต่ละอวนมีความยาวเฉลี่ย 500 เมตร นอกชายฝั่งเปรู ในจำนวนนี้ครึ่งหนึ่งติดไฟส่องสว่างทุกๆ 10 เมตร ในขณะที่อีกครึ่งหนึ่งไม่มีไฟแอลอีดี

“เราเลือกศึกษาพื้นที่หนึ่งโดยเฉพาะ เนื่องจากเป็นสถานที่มีเต่าติดอวนกันชุกชุม” Mangel หมายถึงแนวชายฝั่งดังกล่าวที่นกทะเลตายเป็นพันตัวทุกๆ ปี จากการติดอวนโดยไม่ตั้งใจ

ผลการศึกษาพบว่า อวนฝั่งที่มีไฟแอลอีดีลดจำนวนนกาน้ำที่ติดอวนโดยไม่ตั้งใจลงถึง 85% เมื่อเทียบกับอวนที่ไม่ได้ติดไฟ อวนปกติมีนก 39 ตัวที่ติดอวน ส่วนในอวนติดไฟแอลอีดีมีเพียง 6 ตัวเท่านั้น คาดการณ์ว่าแสงไฟจากหลอดแอลอีดีช่วยให้นกมองเห็นอวนชัดขึ้น และหลีกเลี่ยงที่จะบินเข้ามาติด

ก่อนหน้านี้เครื่องมือส่งสัญญาณนำเสียงที่ใช้ขับไล่โลมาและวาฬได้ผลสำเร็จดีเยี่ยม เนื่องจากว่าสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเลเหล่านี้สื่อสารกันด้วยคลื่นเสียง ทว่าสำหรับเครื่องมือที่ใช้ยับยั้งนกและเต่ายังคงเป็นปริศนา ทุกวันนี้นักวิทยาศาสตร์เองก็ไม่มั่นใจว่าเหตุใดแสงสีเขียวจึงมีผลกับพวกมัน

“ที่เรารู้แน่นอนคือมันได้ผล แต่อย่างไรเนี่ยสิที่เป็นประเด็น?” Mangel กล่าว

แสงแอลอีดี
ตัวอย่างของอวนติดหลอดไฟแอลอีดี นักวิทยาศาสตร์คาดหวังว่าอุปกรณ์ราคาถูกนี้จะมีส่วนช่วยปกป้องชีวิตของสัตว์อื่นๆ อีกมากในอนาคต
ภาพถ่ายโดย Prodelphinus

 

นำไปประยุกต์ใช้ต่อ?

ในเปรู อวนติดตาคือเครื่องมือทำกินสำคัญของอุตสาหกรรมประมงขนาดเล็ก และ Mangel คาดหวังว่าการเพิ่มหลอดแอลอีดีเข้าไปจะช่วยให้บรรดาชาวประมงพบพื้นที่ตรงกลางระหว่างชางบ้านที่ยังต้องทำมาหากิน กับบรรดานักอนุรักษ์ที่ไม่ต้องการเห็นสัตว์พลอยได้ต้องมาตายลงเพราะอวนติดตา “ชุมชนแห่งนี้คือชุมชนชาวประมง และเราพยายามหาหนทางแก้ปัญหาเพื่อให้พวกเขายังคงทำมาหากินต่อไปได้” เขากล่าว

“ข้อดีของการติดไฟให้อวนนอกจากจะลดจำนวนสัตว์พลอยได้แล้ว ยังเป็นการเพิ่มโอกาสการทำประมงแบบยั่งยืนในเปรูอีกด้วย” Juan Carlos Riveros ผู้อำนวยการสถาบัน Oceana Peru กล่าว พร้อมเน้นย้ำให้ศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลกระทบของการติดไฟให้อวน “มันเป็นเรื่องสำคัญที่จะศึกษาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตจากการใช้เทคโนโลยีนี้ ก่อนที่วิธีดังกล่าวจะแพร่หลายไปทั่ว”

ด้านบรรดานักสิทธิสัตว์เองไม่เห็นด้วยกับการใช้อวนติดตาเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว “โดยทั่วไปอวนติดตาคือความตายที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ของสัตว์น้ำเป้าหมาย และสัตว์พลอยได้” Todd Steiner ผู้อำนวยการพิเศษองค์กร Turtle Island Restoration Network ระบุผ่านอีเมล์ ตัวเขากังวลว่าแสงไฟที่มีขึ้นเพื่อปกป้องสายพันธุ์หนึ่งอาจเพิ่มความรุนแรงในการคร่าชีวิตอีกสายพันธุ์

ในอนาคต Mangel มีแผนที่จะศึกษาวิจัยเพิ่มเติมว่าแสงไฟแอลอีดีจะสามารถใช้ขับไล่สัตว์น้ำอย่างวาฬ โลมา และพอร์พอยส์ ซึ่งเป็นวาฬขนาดเล็กได้หรือไม่

เรื่อง ซาราห์ กิบเบนส์

 

อ่านเพิ่มเติม

วิกฤตินกทะเล

 

เรื่องแนะนำ

มาเป็นแม่ให้พวกเราหน่อย!

โดมินีก ลีเวอร์ ช่างภาพ บันทึกวิดีโอที่เผยปฏิสัมพันธ์ที่หาดูได้ยากระหว่างแรกคูนกับมนุษย์ระหว่างออกไปตกปลาเทราต์สายรุ้งในลำธารแอ๊ปเปิ้ลครีก ลีเวอร์ซึ่งมาจากแทนซาเนียและอยู่ระหว่างเดินทางในสหรัฐฯ ได้ยินเสียงร้องแหลมเล็กๆ ดังแว่วมา “ตอนนั้นเป็นช่วงกลางวัน [ผม] มองก้มมองเท้าของตัวเอง แล้วก็เห็นแรกคูนสามตัววิ่งเข้ามาหา แล้วเริ่มปีนขึ้นมาตามขาผม ผมปล่อยให้พวกมันทำอย่างนั้น” ลีเวอร์เล่าในอีเมล เขาเล่าต่อว่า จากนั้น พวกมันก็ปีนขึ้นไปที่ไหล่และเริ่มเลียหูเขา ลีเวอร์คิดในตอนนั้นว่า พวกมันอาจสูญเสียแม่ไป จากนั้น นักตกปลาอีกคนก็มาเห็นเข้า และเอาปลาตายที่เขาพบข้างลำธารมาเลี้ยงพวกมัน สองวันต่อมา ลีเวอร์กลับไปที่ลำธารนั้นอีกครั้งและพบว่า ชายคนที่เอาปลาเลี้ยงลูกแรกคูนสร้างรังเล็กๆให้พวกมัน หลังพบว่าพวกมันน่าจะเสียแม่ไป เขากลับมาคอยดูพวกมันทุกวัน “ตั้งแต่นั้น ผมก็ติดกับเขาอยู่เรื่อยๆ เขาบอกผมว่า พวกมันสบายดี และเริ่มช่วยเหลือตัวเองได้มากขึ้นเรื่อยๆ และใช้เวลาอยู่กับคนน้อยลงเช่นกัน ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีครับ” ลีเวอร์บอก แรกคูนพบเห็นได้ในพื้นที่ส่วนใหญ่ของทวีปอเมริกาเหนือ โดยอาศัยอยู่ตั้งแต่ในย่านชานเมืองไปจนถึงชนบทพวกที่อาศัยหรือป้วนเปี้ยนอยู่ตามชานเมืองและสวนสาธารณะมักคุ้นเคยกับมนุษย์ แต่การที่พวกมันปีนป่ายตามเนื้อตัวของคนก็ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นบ่อยๆ “พฤติกรรมของพวกมันขณะปีนป่ายอยู่บนเนื้อตัวของชายคนนั้นไม่ใช่เรื่องผิดปกติ แต่ที่พวกมันเลือกเขานี่สิน่าสนใจ” ซูซาน แมกโดนัลด์ อาจารย์จากมหาวิทยาลัยยอร์กและนักสำรวจของเนชั่นแนลจีโอกราฟฟิก ผู้ศึกษาพฤติกรรมของแรกคูน บอก เธอพอจะเดาคำตอบได้ข้อหนึ่งที่ทำให้พวกมันสนใจเขาเป็นพิเศษ “คุณลองดูสิ เขาไว้หนวดไว้เคราเหมือนแรกคูนไหมล่ะ” เธอบอกกลั้วหัวเราะ “พวกมันมีเหตุผลที่วิวัฒน์ใบหน้าเหมือนใส่หน้ากากขึ้นมาก็เพื่อให้สามารถจดจำซึ่งกันและกันได้ ชายคนนั้นตัวใหญ่ มีขนตามตัวและไว้หนวดเครา เผลอๆอาจจะมีปลาด้วย” แมกโดนัลด์ บอก แมกโดนัลด์เสริมว่า […]

กระรอกน้อยติดล้อ

กระรอกน้อยติดล้อ นับเป็นการเดินทางอันแสนยาวนานกว่าเจ้ากระรอกน้อยผู้มีสองขาและอีกสองล้อจะได้ชีวิตใหม่คืนมา ที่จังหวัดบาตมัน ทางตะวันออกเฉียงใต้ของตุรกี Rüzgar Alkan วัย 19 ปีบังเอิญไปพบมันเข้า โดยที่ขาหน้าทั้งสองข้างของกระรอกตัวนี้ติดอยู่ในกับดักสัตว์ Alkan พาตัวมันส่งสัตวแพทย์ในเมือง แต่บาดแผลที่เกิดขึ้นนั้นรุนแรงเกินไป ดังนั้น Alkan จึงส่งต่อกระรอกต่อให้กับ Tayfun Demir ซึ่งเปิดศูนย์ดูแลกระรอกในนครอิสตันบูล ห่างออกไป 700 ไมล์ ณ ที่นั่น ผู้เชี่ยวชาญด้านกระดูกจากมหาวิทยาลัย Istanbul Aydın ร่วมกับนักกายภาพบำบัดช่วยกันเยียวยาเจ้ากระรอกน้อย หลังการผ่าตัดสองครั้ง ครั้งละหกชั่วโมงเพื่อรักษาบาดแผล ในที่สุดทีมงานได้ประดิษฐ์อุปกรณ์ที่จะช่วยให้กระรอกสามารถใช้ชีวิตได้เกือบเหมือนเดิม มันเป็นล้อเลื่อนที่ใช้แทนขาหน้าซึ่งช่วยให้มันสามารถวิ่งได้อีกครั้ง   อ่านเพิ่มเติม วีลแชร์เพื่อคอร์กี้พิการ

โอ้ยก็มันคันอ่า!

เมื่อคุณคันก็แค่เกา แต่หากคุณเกิดเป็นสัตว์สี่เท้าจะเกายังไง! มาชมวิธีการแก้คันในแบบต่างๆ ของสรรพสัตว์กัน

หลักฐานฟอสซิลเผยปริศนาการทวีชนิดพันธุ์สัตว์ยุคแคมเบรียน

ฟอสซิลเก่าแก่อายุ 570 ล้านปี ช่วยไขปริศนาว่า สรรพชีวิตบนโลกพัฒนาอย่างก้าวกระโดด จากจุลชีพแสนเรียบง่าย กลายเป็นสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่และสลับซับซ้อนได้อย่างไร