เหตุใดลูกยีราฟแรกเกิดต้องลุกยืนทันที? - National Geographic Thailand

เหตุใดลูกยีราฟแรกเกิดต้องลุกยืนทันที?

เหตุใด ลูกยีราฟ แรกเกิดต้องลุกยืนทันที?

ในทุ่งหญ้าสะวันนาของทวีปแอฟริกา บทเรียนชีวิตสำคัญคือทำอย่างไรให้อยู่รอดจากผู้ล่า และหากผิดพลาดเพียงนิดเดียวความตายพร้อมมาเยือนทุกเมื่อ ผู้แข็งแกร่งเท่านั้นที่ได้มีชีวิตต่อไป และที่เหลือจะตกเป็นอาหาร นี่คือความจริงอันโหดร้ายในโลกของยีราฟ

แม่ยีราฟตั้งท้องนานถึง 15 เดือน ระยะเวลาที่นานเช่นนี้มีความสำคัญ เนื่องจากเอื้อให้ตัวอ่อนพัฒนาร่างกายได้เต็มที่ในมดลูกแม่ซึ่งเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยที่สุด เมื่อคลอดลูกยีราฟส่วนใหญ่จะมีน้ำหนักราว 70 กิโลกรัม และสูงถึง 180 เซนติเมตร

นาทีที่ลูกยีราฟร่วงหล่นลงยังพื้น มันจะพยายามลุกขึ้นยืนในทันที ปกติแล้วลูกยีราฟทั่วไปจะใช้เวลาราว 30 นาทีกว่าจะลุกยืนและเดินได้ ในวิดีโอตัวอย่างคุณผู้อ่านจะได้เห็นความพยายามของมันที่ดูคล้ายกับเด็กหัดเดินที่ล้มลุกคลุกคลานและเดินตุปัดตุเป๋ไปมา ต่างกันตรงที่พวกมันเดิมพันด้วยความเป็นความตาย

 

เกิดมาเพื่อวิ่ง

สัตว์หลายชนิดมีช่วงเวลาที่พึ่งพาตนเองไม่ได้เมื่อแรกเกิด และต้องการความดูแลจากพ่อแม่เพื่อการเติบโต เราเรียกสัตว์ประเภทนี้ว่า Altricial รวมถึงมนุษย์ด้วยเช่นกัน ในขณะที่ยีราฟซึ่งเกิดมาปุ๊บไม่นานก็วิ่งได้เลยเรียกว่า Precocial ด็อกเตอร์ Jean-Marie Graïc นักประสาทวิทยา จากมหาวิทยาลัยปาโดวาในอิตาลี ผู้ศึกษาสมองของยีราฟระบุว่า สมองของยีราฟแรกเกิดมีลักษณะของผู้ใหญ่ แม้จะมีขนาดเล็กกว่ายีราฟโตเต็มวัยก็ตาม

“ระบบประสาทของพวกมันพร้อมเต็มที่เมื่อแรกเกิด คล้ายกับระบบของเด็กอายุ 1 ขวบที่พร้อมจะก้าวเดินแล้ว” เขากล่าว สิ่งนี้มีขึ้นเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการสั่งงานกล้ามเนื้อทุกส่วนในร่างกาย ซึ่งแตกต่างจากทารกที่ยังไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้เมื่อแรกเกิด เรียกได้ว่าหากเกิดมาพร้อมกัน พวกมันเริ่มต้นก้าวเดินเร็วกว่าเราถึงหมื่นเท่า

พิจารณาจากความแตกต่าง หนึ่งเหตุผลที่ทำให้เราก้าวเดินได้ช้านั้นเป็นเพราะทารกแรกเกิดมีศีรษะขนาดใหญ่ เพื่อบรรจุสมองที่จะเติบโตและมีพัฒนาการอย่างรวดเร็ว แต่สำหรับยีราฟและสัตว์อื่นๆ ที่ต้องใช้ชีวิตหลีกหนีจากผู้ล่า สิ่งสำคัญของพวกมันคือกล้ามเนื้อไม่ใช่สมอง ดังนั้นการเคลื่อนที่ด้วยความรวดเร็วจึงสำคัญต่อพัฒนาการมากกว่าความฉลาด

ด้าน Stephanie Fennessy ผู้อำนวยการและผู้ร่วมก่อตั้งมูลนิธิอนุรักษ์ยีราฟกล่าวเสริมว่า อัตราการตายของลูกยีราฟนั้นโดยทั่วไปสูงถึง 50% หรือมากกว่าหากพื้นที่นั้นมีผู้ล่าอาศัยอยู่หนาแน่น

 

ภายใต้การคุกคาม

สิงโตและไฮยีน่าคือหนึ่งในผู้ล่าที่น่ากลัวสำหรับลูกยีราฟ เมื่อเผชิญหน้ากับอันตราย แม่ยีราฟจะยืนคร่อมลูกและใช้ขาของมันเตะผู้ล่าที่คุกคามเข้ามา ด้วยวิธีนี้ช่วยให้แม่ยีราฟปกป้องลูกอ่อนอย่างมีประสิทธิภาพ ทว่าตัวแม่เองก็ต้องการน้ำและอาหาร ดังนั้นจึงมีบางช่วงที่มันต้องออกห่างจากลูกเป็นเวลาหลายชั่วโมงในหนึ่งวัน ซึ่งนี่คือเวลาอันตรายที่ลูกยีราฟจะตกเป็นเป้าหมาย

ด้วยอัตราการตายที่สูงเช่นนี้ วิวัฒนาการจึงผลักดันให้พวกมันต้องตั้งท้องนานถึง 15 เดือน เพื่อพัฒนาร่างกายของลูกยีราฟให้พร้อมจะเดินได้เร็วที่สุดเมื่อคลอด “ความพยายามก้าวเดินอันปวกเปียกของลูกยีราฟยิ่งดึงดูดความสนใจจากผู้ล่า” Fred Bercovitch กรรมการบริหารกลุ่ม Save the Giraffes กล่าว อันที่จริงถ้าชีวิตยากขนาดนี้เหตุใดแม่จึงไม่ซ่อนลูกอ่อนไว้ในรังเช่นสัตว์ตัวอื่น?

Bercovitch อธิบายว่า ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะลูกยีราฟแรกเกิดต้องติดตามแม่ของมันไปยังแหล่งอาหาร เพื่อได้รับสารอาหารอื่นๆ เพิ่มเติมสำหรับพัฒนาการ แม้ก้าวเดินจะงุ่มงามไปบ้าง แต่อย่างน้อยอยู่หลังแม่ก็ยังพอปลอดภัย

(ยีราฟถูกฆ่าเพราะมีคนต้องการเพียงหางของมัน)

นอกเหนือจากผู้ล่าตามธรรมชาติแล้ว ทุกวันนี้ยีราฟยังเผชิญอันตรายจากพวกลักลอบล่าสัตว์ป่่าผิดกฎหมาย พวกเขาล่าเอาหัวและหางของมันไปเป็นสินค้าหายาก จากปัจจัยเหล่านี้ประกอบกับพื้นที่เกษตรกรรมและการทำเหมืองแร่ขยายตัวส่งผลให้จำนวนประชากรของยีราฟในธรรมชาติลดลง ในปี 2016 IUCN จัดยีราฟให้อยู่ในสถานะสัตว์เสี่ยงสูญพันธุ์

เรื่อง Richie Hertzberg

 

อ่านเพิ่มเติม

ยีราฟเหวี่ยงร่างของวิลเดอบีสต์ที่ตายแล้วไปมา

เรื่องแนะนำ

ฉลามไวเปอร์ผู้มาพร้อมกับขากรรไกรน่าสยอง

ฉลามไวเปอร์ ผู้มาพร้อมกับขากรรไกรน่าสยอง ฉลามไวเปอร์ ถูกพบเจอครั้งแรกเมื่อปี 1986 และล่าสุด 32 ปีต่อมา พวกมันถูกพบเจอเข้าอีกครั้งด้วยความบังเอิญ ฉลามไวเปอร์ หรือชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Trigonognathus kabeyai เป็นฉลามสายพันธุ์ขนาดเล็กที่อาศัยอยู่ในใต้ทะเลลึก ล่าสุดเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาเรือที่กำลังสำรวจทางทะเลโดยองค์กรท้องถิ่นในไต้หวันสามารถจับพวกมันได้ 5 ตัว ที่นอกชายฝั่ง นักวิจัยกล่าวว่า พวกเขาสามารถระบุฉลามสายพันธุ์นี้ได้จากลักษณะพิเศษอันเป็นเอกลักษณ์ของมัน ได้แก่ขนาดความยาว ขากรรไกรที่แคบ และฟันที่คมเหมือนเข็ม ข้อมูลที่มีเกี่ยวกับสัตว์สายพันธุ์นี้มีเพียงน้อยนิด ผลการศึกษาในปี 2003 จากการตรวจสอบตัวอย่างจำนวน 39 ชิ้นนักวิทยาศาสตร์พบว่า นอกเหนือจากฟันที่แหลมคมแล้ว พวกมันยังสามารถยื่นขากรรไกรออกไปได้ด้วย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการล่าเหยื่อมากขึ้น และจากการศึกษากระเพาะของพวกมัน พวกเขาพบว่ามันกลืนเหยื่อทั้งตัว บนร่างกายของแลามไวเปอร์ยังมีเซลล์ขนาดเล็กที่เรียกว่า photophores ที่ช่วยสะท้อนแสง เพื่อให้มันสามารถล่าเหยื่อหรือจับคู่ผสมพันธุ์ได้ ภายในความมืดของใต้ทะเลลึก และด้วยความที่มันอาศัยอยู่นระดับมากกว่าพันฟุต ซึ่งถือว่าลึกมาก จึงทำให้เรื่องราวและวิถีชีวิตของพวกมันยังคงเป็นปริศนา ทั้งนี้ถิ่นอาศัยของฉลามไวเปอร์นั้นพบได้ตั้งแต่ในทะเลญี่ปุ่นไปจนถึงไต้หวัน และในฮาวาย สำหรับฉลามไวเปอร์ที่ถูกพบเป็นครั้งแรกนั้นมีความยาวประมาณ 10 – 12 นิ้ว แต่เชื่อกันว่าเมื่อโตเต็มที่พวกมันน่าจะมีความยาวมากกว่า 18 นิ้ว สำหรับฉลามไวเปอร์ 5 ตัวที่ถูกจับขึ้นมาได้นั้น […]

คุณเดาไม่ถูกแน่ๆ ว่าเสียงเหล่านี้เป็นของสัตว์อะไร

เมี้ยวๆ โฮ่งๆ ก้าบๆ เสียงคุ้นเคยเหล่านี้แค่ได้ยินก็ทราบว่ามาจากสัตว์ชนิดใด เพราะสัตว์ทุกชนิดล้วนมีเสียงอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว แต่เสียงที่คุณจะได้ยินจากวิดีโอนี้จะทำให้คุณประหลาดใจ เริ่มกันที่เสียงแรก เป็นเสียงของเสือชีตาห์ เสียงเล็กๆ แบบนี้ดูไม่เข้ากันเลยกับขนาดตัวและความดุร้ายของมันเสือชีตาห์จะส่งเสียงร้องแบบนี้เมื่อเกิดความเครียด หรือต้องการจับคู่ผสมพันธุ์ เสียงที่สอง เป็นของนก Willow Ptarmigan เสียงสั่นๆ ที่เปล่งออกมาจากจมูกของนกสายพันธุ์นี้มีขึ้นเพื่อดึงดูดความสนใจจากตัวเมีย ต่อมาเสียงที่สามนี้ไม่ใช่เสียงของเครื่องตัดหญ้าแต่อย่างใด มันคือเสียงของอัลลิเกเตอร์ อเมริกัน เสียงต่ำๆ ของมันมีขึ้นเพื่อดึงดูดเพศตรงข้ามและข่มขู่คู่แข่งของมันไม่ให้เข้ามาใกล้ อัลลิเกเตอร์ส่งเสียงแบบนี้ออกมาได้ด้วยการดูดอากาศเข้าไปและปล่อยออกมาผ่านเสียงคำรามที่ต่ำ เสียงแหลมๆ เสียงที่สี่นี้เป็นของกวางเอลก์ตัวผู้ พวกมันจะเปล่งเสียงร้องโหยหวนคล้ายกับที่เราผิวปาก ส่วนเสียงสุดท้ายที่คล้ายกับเสียงลั่นเอี้ยดๆ ของบานประตูนี้เป็นของนาร์วาล พวกมันใช้เสียงในการนำทางเพื่อมองหารอยแตกของแผ่นน้ำแข็ง สำหรับการโผล่พ้นน้ำขึ้นไปหายใจ   อ่านเพิ่มเติม : มดปากตะขอโจมตีเหยื่อเร็วกว่ากระพริบตา, นี่ไม่ใช่ก้อนสมอง! แต่คือสิ่งมีชีวิตหลายตัว

79 ปี เขาดิน ในความทรงจำ

79 ปี เขาดิน ในความทรงจำ เรียบเรียงข้อมูลและภาพจาก หนังสือ 75 ปีสวนสัตว์ไทย องค์การสวนสัตว์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ จากหนังสือ หนังสือ 75 ปีสวนสัตว์ไทย (75th Year of Thai Zoos) จัดทำโดยองค์การสวนสัตว์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวถึงประวัติของสวนสัตว์ดุสิต [เขาดิน] ว่าในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างสวนพฤกษชาติขึ้นในเขตพระราชอุทยานสวนดุสิต พระนคร สำหรับเป็นที่เสด็จประพาสต้นและสำราญพระราชอิริยาบถ  ที่ได้ชื่อว่า “เขาดินวนา” ก็เพราะมีการนำดินมาถมสร้างเป็นเนินเขากลางน้ำ จนเป็นคำที่เรียกติดปากสืบมา  นับถึงวันนี้เขาดินฯ มีอายุ 79 ปี และกำลังย้ายไปสู่พื้นที่ใหม่ในช่วงเวลาอันใกล้ พร้อมขับเคลื่อนสู่ความเป็นสวนสัตว์สมัยใหม่ (modern zoo) เช่นเดียวกับนานาประเทศ  ในฐานะที่เป็นสถานที่สำคัญที่คนไทยผูกพันมาแสนนานตั้งแต่วัยเด็ก เขาดินผ่านการร้อนผ่านหนาวมาไม่น้อยดังประวัติย่อข้างล่างนี้   พ.ศ. 2444 วันที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2444 คราวที่พระพุทธเจ้าหลวงเสด็จประพาสหมู่เกาะชวา “ฮิส […]

แอนทีไคนัส : ยอมตายเพื่อความรัก

มีสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเพียง 22 ชนิดที่สืบพันธุ์แล้วตาย 15 ชนิดในจำนวนนั้นคือ แอนทีไคนัส สำหรับสัตว์ในสกุล แอนทีไคนัส (Antechinus) แล้ว ชีวิตนั้นช่างแสนสั้นและการสืบพันธุ์ก็เป็นเรื่องสำคัญ หลังลืมตาดูโลกได้หกเดือน สัตว์มีถุงหน้าท้องกินเนื้อขนาดเล็กชนิดนี้จะโตเต็มวัย อีกห้าเดือนต่อมา นํ้าหนักตัวของพวกมันจะเพิ่มขึ้น และจะไปลดเอาตอนจับคู่ผสมพันธุ์ แอนดรูว์ เบเกอร์ นักวิทยาสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอธิบาย จากนั้นสัตว์ชนิดนี้จะเข้าสู่ “ช่วงเวลาหนึ่งถึงสามสัปดาห์ที่พวกมันจะผสมพันธุ์กันตลอดเวลา” และการผสมพันธุ์ครั้งเดียวอาจใช้เวลานานถึง 14 ชั่วโมง จึงไม่น่าแปลกใจที่ “ทั้งสองเพศรู้สึกเครียดเอามาก ๆ” เบเกอร์ตั้งข้อสังเกต เมื่อรู้สึกเครียด แอนทีไคนัส จะผลิตฮอร์โมนคอร์ติซอล นอกจากนั้น แอนทีไคนัส เพศผู้ “ยังหลั่งฮอร์โมนเทสทอสเทอโรนจากการพยายามจีบสาวอีกด้วย”  เบเกอร์บอก และฮอร์โมนเทสทอสเทอโรนนี่เองที่ทำให้ฮอร์โมนคอร์ติซอลไหลทะลักในเวลาที่ควรจะหยุดทำงาน เมื่อฮอร์โมนคอร์ติซอลขึ้นถึงระดับที่เป็นพิษ  ระบบภูมิคุ้มกันและระบบอื่น ๆในร่างกายของเพศผู้จะล้มเหลว ทำให้มันตายเมื่อมีอายุได้เพียงหนึ่งปี ประชากรของ แอนทีไคนัสจึงลดลงครึ่งหนึ่ง จนกว่าเพศเมียจะให้กำเนิดลูกน้อยขนาดเท่าลูกอมครอกละ 4 ถึง 14 ตัวในแต่ละปี —แพทริเซีย เอดมันด์ส ถิ่นอาศัย/ถิ่นกระจายพันธุ์ พื้นที่ป่าและทุ่งหญ้าในออสเตรเลีย สถานะการอนุรักษ์ แอนทีไคนัส หนึ่งในห้าชนิดอยู่ในสถานะถูกคุกคาม  แอนทีไคนัสหางดำ ซึ่งเพิ่งค้นพบและอาจมีอยู่เพียง 500 ตัว  จัดอยู่ในสถานะเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ ข้อมูลน่าสนใจ […]