สวย ใส ไร้สมอง! แมงกะพรุน มีดีอะไรถึงอยู่มาได้หลายร้อยล้านปี

สวย ใส ไร้สมอง! แมงกะพรุนมีดีอะไรถึงอยู่มาได้หลายร้อยล้านปี

สวย ใส ไร้สมอง! แมงกะพรุน มีดีอะไรถึงอยู่มาได้หลายร้อยล้านปี

แมงกะพรุนถ้วยซึ่งพบได้ในอ่าวน้ำตื้นรอบโลก ดูเหมือนดวงวิญญาณน้อยๆ ที่ไม่เป็นมิตรนัก พวกมันมีลำตัวทรงระฆังโปร่งแสงขลิบด้วยหนวดสีซีด และระหว่างที่พวกมันแหวกว่ายไปด้วยการบีบและคลายลำตัวเป็นจังหวะ ท้องน้ำรอบๆ ก็ดูเหมือนมีชีวิตขึ้นมา ที่พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำแห่งชาติในบอลทิมอร์ เมื่อผู้มาเยือนได้รับการเชื้อเชิญให้ลองจับแมงกะพรุนถ้วย ปฏิกิริยาแรกของพวกเขามักเป็นความกลัว แต่หลังได้รับการยืนยันว่า แมงกะพรุน จะไม่ทำร้ายพวกเขา เหล่าผู้มาเยือนก็ถลกแขนเสื้อขึ้น แล้วยื่นมือลงไปในแท็งก์อย่างกล้าๆกลัวๆ

“ตัวมันหยุ่นชะมัด!” ฉันได้ยินเด็กชายคนหนึ่งร้องบอก

“พวกมันเจ๋งสุดๆ ไปเลยค่ะ!” เด็กหญิงคนหนึ่งบอกอย่างตื่นเต้น

“ฉันคิดว่าพวกมันงดงามราวกับมีมนตร์สะกดจริงๆ” เจนนี แจนส์เซน ผู้ช่วยภัณฑารักษ์ ซึ่งมีหน้าที่ดูแลแมงกะพรุนในพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำแห่งนี้ บอกฉัน

แมงกะพรุน
แมงกะพรุนหมวกดอกไม้เป็นตัวอย่างความย้อนแย้งของเหล่าเมดูซา หรือแมงกะพรุนที่มีรูปร่างทรงระฆัง พวกมันทั้งบอบบางและร้ายกาจในเวลาเดียวกัน พวกมันจะซุ่มอยู่บนพื้นทะเล โบกหนวดสีสดไปมา ล่อปลาให้เข้ามาหา ต่อยเหยื่อที่หลงกล และกินเป็นอาหาร (Olindias formosus, กว้าง 10 เซนติเมตร)

น่ากลัว หยุ่นนิ่ม เจ๋ง ไร้สมอง งดงาม แมงกะพรุนคือทุกอย่างที่กล่าวมาและอีกมากกว่านั้น ในทางกายวิภาค แมงกะพรุนหาใช่เพียงไร้สมอง แต่ยังไร้เลือด ไร้กระดูก และมีอวัยวะรับสัมผัสขั้นพื้นฐานเท่านั้น แม้จะมีชื่อแปลตรงตัวว่า “ปลาวุ้น” (jellyfish) แต่แน่ละ พวกมันไม่ใช่ปลา พวกมันไม่ได้เป็นสัตว์ชนิดเดียวกันทั้งหมดด้วยซ้ำ

สิ่งมีชีวิตที่เรียกรวมๆ กันว่าแมงกะพรุน ไม่ได้เป็นญาติสนิทชิดเชื้อกันมากไปกว่าม้าน้ำกับม้า พวกมันไม่เพียงอยู่ต่างกิ่งก้านสาขาในสาแหรกตระกูลของสัตว์เท่านั้น แต่ยังใช้ชีวิตในถิ่นอาศัยแตกต่างกันด้วย หลายชนิดชอบพื้นผิวมหาสมุทร ขณะที่ชนิดอื่นๆ ชอบน่านน้ำลึก และบางชนิดชอบน้ำจืดมากกว่า จุดร่วมของพวกมันคือ พวกมันวิวัฒน์กลยุทธ์ที่เอื้อต่อการใช้ชีวิตแบบล่องลอยตามกระแสน้ำ นั่นคือร่างกายที่มีลักษณะคล้ายวุ้น

 

หากพิจารณาจากประวัติวิวัฒนาการอันหลากหลายของพวกมันแล้ว ไม่น่าแปลกใจที่แมงกะพรุนจะมีขอบเขตความแตกต่างของรูปทรง ขนาด และพฤติกรรม อย่างกว้างขวางน่าทึ่งถึงเพียงนี้ เมื่อพูดถึงการสืบพันธุ์ พวกมันมีวิธีการหลากหลายที่สุดในโลก แมงกะพรุนสามารถผลิตลูกหลานได้ทั้งแบบอาศัยเพศและไม่อาศัยเพศ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแต่ละชนิดพันธุ์ พวกมันอาจสร้างสำเนาของตัวเองได้โดยการแบ่งตัวจากหนึ่งเป็นสอง หรือวางตัวอ่อนในรูปกลุ่มเซลล์ทรงยาวรีเล็กๆ หรือสลัดโคลนนิ่งรูปทรงเหมือนเกล็ดหิมะเล็กจิ๋วออกมาในกระบวนการที่เรียกว่า สตรอบิเลชัน (strobilation) และที่น่าทึ่งที่สุดคือ แมงกะพรุนบางชนิดดูเหมือนจะยังสืบพันธุ์ได้แม้กระทั่งหลังความตาย

แมงกะพรุนที่เรียกกันว่า แมงกะพรุนอมตะ สามารถย้อนกลับกระบวนการชราภาพได้ ดังนั้นแทนที่จะแก่ตายไป พวกมันจะเปลี่ยนตัวเองกลับไปเป็นวัยเยาว์ แล้วแมงกะพรุนวัยเยาว์เหล่านี้ก็เริ่มวงจรชีวิตของแมงกะพรุนซ้ำใหม่อีกรอบ นักวิทยาศาสตร์เรียกกระบวนการใกล้เคียงกับปาฏิหาริย์นี้ว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพเซลล์แบบข้ามชนิดเนื้อเยื่อ (transdifferentiation)

 

ในช่วงไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา ประชากรแมงกะพรุนในบางพื้นที่ของโลกเพิ่มสูงขึ้นมาก ในทศวรรษ 1980 หวีวุ้นชนิดหนึ่งที่มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า Mnemiopsis leidyi และเรียกกันทั่วไปว่า วอลนัตทะเล ปรากฏตัวขึ้นในทะเลดำ สัตว์พื้นถิ่นจากแถบตะวันตกของมหาสมุทรแอตแลนติกเหล่านี้อาจติดมากับน้ำอับเฉาเรือ ก่อนถูกปล่อยลงสู่ทะเลในเวลาต่อมา พอมาอยู่ในทะเลดำ พวกมันแพร่พันธุ์ได้อย่างรวดเร็วจนกระทั่งถึงปี 1989 ความหนาแน่นพุ่งสูงขึ้นถึง 400 ตัวต่อน้ำหนึ่งลูกบาศก์เมตร ปลาไม่สามารถแย่งชิงอาหารกับหวีวุ้นพวกนี้ได้ เพราะวอลนัตทะเลกินอาหารมากกว่าน้ำหนักตัวถึงวันละ 10 เท่า และปลาหลายชนิดก็ลงเอยด้วยการกลายเป็นอาหารของหวีวุ้นเหล่านี้เสียเอง กิจการประมงในท้องถิ่นถึงกับล่มสลายเลยทีเดียว

ในพื้นที่ส่วนอื่นๆ ของโลก ฝูงแมงกะพรุนคุกคามคนลงเล่นน้ำ และทำให้อวนอุดตัน เมื่อปี 2006 ชายหาดหลายแห่งในอิตาลีและสเปนถูกสั่งปิด เพราะการสะพรั่งของแมงกะพรุนที่รู้จักกันในชื่อแมงกะพรุนเพลาเกีย ในปี 2013 โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในสวีเดนต้องปิดชั่วคราว เพราะแมงกะพรุนถ้วยทำให้ท่อส่งน้ำเข้าอุดตัน

สถานการณ์ทำนองนี้ก่อให้เกิดกระแสข่าวว่า แมงกะพรุนกำลังยึดครองท้องทะเล ทว่านักวิทยาศาสตร์ชี้ว่า สถานการณ์นี้ซับซ้อนกว่าเนื้อหาของพาดหัวข่าวเหล่านั้น

(เคยเห็นลูกแมงกะพรุนไฟกันไหม?)

แมงกะพรุน
แมงกะพรุนลูกปืนใหญ่ เป็นอาหารที่บริโภคกันในแถบเอเชียเป็นส่วนใหญ่ เต่ามะเฟืองที่ใกล้สูญพันธุ์ก็กินพวกมันเช่นกัน แมงกะพรุนลูกปืนใหญ่ว่ายน้ำโดยการหดลำตัวทรงระฆังเช่นเดียวกับแมงกะพรุนอื่นๆ แต่ตัวอย่างเหล่านี้ย่างเข้าสู่วัยชราแล้ว ส่วนลำตัวจึงยุบบุ๋มเล็กน้อย (Stomolophus meleagris กว้าง 7 เซนติเมตร)

“การสะพรั่งครั้งใหญ่ของแมงกะพรุนมักเป็นพาดหัวข่าว แต่เวลาไม่พบเห็นการสะพรั่งของแมงกะพรุนเลยกลับไม่มีค่าพอให้เสนอเป็นข่าวด้วยซ้ำครับ” ลูคัส บรอตซ์ นักสัตววิทยาทางทะเลจากมหาวิทยาลัยบริติชโคลัมเบีย กล่าว นักวิจัยในหลายพื้นที่ของโลกรายงานถึงการลดจำนวนลงของแมงกะพรุนหลายชนิดที่พวกเขาพบเจอ

คำถามน่าคิดคือ หากผู้คนมีประสบการณ์ไม่น่าพิสมัยจากการพบเจอแมงกะพรุนมากขึ้น นั่นเป็นเพราะพวกมันยึดครองท้องทะเล หรือที่จริงแล้วเป็นพวกเราเองต่างหาก

เรื่อง เอลิซาเบท โคลแบร์

ภาพถ่าย เดวิด ลิตต์ชวาเกอร์

แมงกะพรุน
แมงกะพรุนไฟแปซิฟิกว่ายลงสู่ก้นทะเลตอนกลางคืนเพื่อหลับนอน และว่ายขึ้นสู่ผิวน้ำตอนกลางวันเพื่อกินแพลงก์ตอน (Chrysaora fuscescens, กว้าง 20 เซนติเมตร)

 

อ่านเพิ่มเติม

พบพลาสติกห่อบุหรี่ในตัวแมงกะพรุน

เรื่องแนะนำ

อนาคตของกระซู่หลังจากสูญเสียตัวสุดท้ายในมาเลเซีย

กระซู่ เพศเมียตัวนี้ถูกจับมาดูแลที่เกาะบอร์เนียว อันเป็นการย้ายถิ่นเพื่อให้มันปลอดภัยจากนักล่าสัตว์ ขอบคุณภาพถ่ายโดย ARI WIBOWO, WWF-INDONESIA ขณะนี้มีกระซู่เหลืออยู่เพียง 80 ตัวในอินโดนีเซียเท่านั้น กระซู่หรือแรดสุมาตราได้สูญพันธุ์ไปจากมาเลเซียแล้ว หลังจากที่อีมาน กระซู่ตัวสุดท้ายของประเทศ ตายไปเนื่องจากโรคมะเร็งเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาที่ศูนย์พักพิงแรดบอร์เนียวในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าตาบิน ขณะมีอายุได้ 25 ปี โดยเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา มาเลเซียได้สูญเสียแทม กระซู่เพศผู้ตัวสุดท้ายของประเทศไป “อีมานได้รับการดูแลและเอาใจใส่อย่างดีเยี่ยมหลังจากเราจับมันมาดูแลตั้งแต่ปี 2014 ไม่มีใครทำได้มากเหมือนเราแล้ว” คริสติน หลิว รัฐมนตรีประจำกระทรวงการท่องเที่ยว วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อมแห่งรัฐซาบาห์ กล่าว ย้อนไปเมื่อปี 2008 มีการค้นพบแทมที่สวนปาล์มน้ำมันแห่งหนึ่ง มันถูกจับและนำมาดูแลที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าตาบิน รัฐซาบาห์ และวางแผนให้มันผสมพันธุ์กับกระซู่เพศเมียสองตัวที่ชื่อว่า ปันตุง (Puntung) ซึ่งถูกจับมาเมื่อปี 2011 และอีมาน (Iman) ที่ถูกจับเมื่อปี 2014 แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จ ในปี 2017 ปันตุงได้รับการการุณยฆาตเนื่องจากโรคมะเร็ง และอีมาน กระซู่เพศเมียตัวสุดท้ายในมาเลเซีย ก็เพิ่งตายไป โดยสาเหตุที่ทำให้กระซู่มีจำนวนน้อยลงเช่นนี้เนื่องจากการสูญเสียที่อยู่อาศัยและการล่าสัตว์ มีการคาดการณ์ว่า เหลือกระซู่อาศัยอยู่ในพื้นที่ป่าบริเวณเกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย ประมาณ 80 […]

ฟอสซิลฟันเมกาโลดอนถูกขโมย

เจ้าหน้าที่ออสเตรเลียรายงานว่าฟอสซิลฟันของฉลามยักษ์แห่งยุคดึกดำบรรพ์ไม่ได้มีราคาค่างวดอะไรมากนัก เว้นแต่นักสะสมจะชื่นชอบมากเป็นพิเศษ

การฝึกวาฬและโลมาเพื่อการทหาร มีวิธีการอย่างไร และใคร “ใช้งาน” บ้าง

โลมาปากขวดที่ชื่อว่า เค-ด็อก กระโดดโผล่ขึ้นจากน้ำระหว่างการฝึกของกองทัพเรือสหรัฐฯ ที่อ่าวเปอร์เซีย ภาพถ่ายโดย พันจ่าเอก BRIAN AHO แห่งกองทัพเรือสหรัฐฯ แม้โลกจะมีเทคโนโลยีล้ำสมัย แต่ก็ไม่มีอะไรเหนือกว่าสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมทางทะเล (Marine mammals) ที่มีความสามารถในการค้นหาสิ่งของในโลกใต้ทะเล เช่น วาฬ โลมา หรือสิงโตทะเลได้อีกแล้ว หลังจากมีข่าวว่าชาวประมงประเทศนอร์เวย์พบวาฬเบลูกาเข้ามาใกล้เรือ และติดตั้งอปุกรณ์ที่ดูเหมือนเป็นกล้องบันทึกภาพ ซึ่งภายหลังพบว่าเป็น “อุปกรณ์ที่มาจากเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก” โดยผู้เชี่ยวชาญทางทะเลให้ความเห็นว่า วาฬตัวนั้นเป็นส่วนหนึ่งของโครงการการฝึกทางทหาร ที่ใช้สัตว์จำพวก วาฬ (cataceans) เพื่อการทำภารกิจต่างๆ อาจดูเป็นเรื่องประหลาด แต่ก็ไม่ได้เป็นเรื่องที่เราไม่เคยได้ยินมาก่อน เมื่อปี 2017 สถานีโทรทัศน์รัฐบาลของประเทศรัสเซียได้รายงานว่า รัสเซียกำลังทดลองใช้วาฬเบลูกา โลมาปากขวด (Bottlenose dolphin) และแมวน้ำหลายชนิด เพื่อลาดตระเวนบริเวณทางเข้าฐานทัพเรือ ช่วยเหลือนักดำน้ำ หรือแม้กระทั่งสังหารคนแปลกหน้าที่บุกรุกดินแดน การใช้สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทางทะเลเพื่อจุดประสงค์ทางการทหารไม่ถือเป็นข้อห้ามในประเทศรัสเซีย นอกจากนี้ กองทัพเรือสหรัฐอเมริกาดำเนินโครงการในลักษณะเดียวกันตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1960 สัตว์เหล่านี้มีความสามารถตรวจจับและค้นหาเป้าหมายในน้ำลึกและดำมืด ซึ่งยังไม่มีเทคโนโลยีใดเทียบเคียงความสามารถของพวกมันได้ กองทัพเรือสหรัฐฯ ได้ฝึกสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทางทะเล ซึ่งรวมไปถึงสิงโตทะเลแคลิฟอร์เนียและโลมาปากขวด เพื่อค้นหาและกู้คืนวัตถุที่สูญหายไปในท้องทะเล รวมถึงระบุตัวผู้บุกรุกที่พยายามว่ายน้ำเข้ามาในเขตหวงห้าม นอกจากนี้ กองทัพเรือสหรัฐฯ ได้ใช้งานบรรดาโลมาเพื่อตรวจจับทุ่นระเบิดทั้งที่ฝังอยู่บนพื้นทะเล ลอยอยู่บนน้ำ […]