ฉลามโบราณ ล่าเทอโรซอร์เป็นอาหาร - National Geographic Thailand

ฉลามโบราณล่าเทอโรซอร์เป็นอาหาร

ฉลามโบราณ ล่าเทอโรซอร์เป็นอาหาร

ร่องรอยการถูกกัดบนฟอสซิลปีกของเทอโรซอร์สายพันธุ์หนึ่งบอกเล่าประสบการณ์เฉียดตาย เมื่อมันเกือบจะตกเป็นอาหารมื้อใหญ่ของ ฉลามโบราณ อย่าง Squalicorax

ฟอสซิลสัตว์เลื้อยคลานโบราณบินได้นี้ถูกค้นพบเมื่อปี 2014 ณ แหล่งบรรพชีวินวิทยาในรัฐแอละแบมา เผยให้เห็นว่าปีกอันแปลกประหลาดคือที่หมายปองของสัตว์นักล่าอย่างไดโนเสาร์, จระเข้โบราณ ไปจนถึงปลาขนาดใหญ่ และที่สำคัญก็คือ มันยังสะท้อนว่าร่างกายของเทอโรซอร์ไม่ได้มีลักษณะเป็นหนังหุ้มกระดูกอย่างที่ใครหลายคนเข้าใจ

“จริงๆ เทอโรซอร์มีเนื้อเยอะมาก” Michael Habib ผู้เชี่ยวชาญด้านเทอโรซอร์ มหาวิทยาลัยเซาเทิร์นแคลิฟอร์เนียกล่าว “พวกมันไม่ใช่สัตว์ผอมแห้งแบบที่ปรากฏในหนังหรือในภาพวาด กล้ามเนื้อปีกของมันเป็นอาหารคุณภาพเลยทีเดียว”

ฟอสซิลปีกที่มีร่องรอยถูกกัดนี้ให้ข้อมูลว่า มันคือเทอโรซอร์สายพันธุ์ที่มีชื่อเรียกว่า เทอราโนดอน มันมีระยะห่างระหว่างปลายปีกทั้งสองข้างยาว 4.5 เมตร และน่าจะมีน้ำหนักตัวราว 27 – 40 กิโลกรัม ซึ่งเป็นขนาดที่ถูกล่าได้โดยปลากระดูกแข็งขนาดใหญ่ ไปจนถึง Squalicorax ฉลามโบราณความยาว 4.5 เมตร

รายงานการค้นพบล่าสุดนี้ถูกเผยแพร่ลงในวารสาร Palaios รอยกัดบนกระดูกของมันเข้ากันได้พอดีกับระยะห่างฟันของฟอสซิลปลาโบราณสองสายพันธุ์ หนึ่งคือฉลาม Squalicorax และสองคือปลาในวงศ์ปลาสากความยาว 1.2 – 1.8 เมตร ที่มีชื่อเรียกว่า Sauradon

“ฟอสซิลชิ้นนี้ไม่ธรรมดาครับ เพราะมันสามารถตีความผู้ล่าได้ถึงสองสายพันธุ์” Dana Ehret นักบรรพชีวินวิทยาผู้นำการวิจัย จากพิพิธภัณฑ์รัฐนิวเจอร์ซีย์กล่าว “เป็นการค้นพบที่น่าตื่นเต้นมาก ปกติแล้วรอยถูกล่าบนตัวเทอโรซอร์ไม่ใช่สิ่งที่พบกันได้ง่ายๆ” Habib กล่าวเสริม

ฉลามโบราณ
ขากรรไกรของปลากระดูกแข็งโบราณ Saurodon เข้ากันได้พอดีกับรอยกัดบนฟอสซิลปีกเทอราโนดอน
ภาพถ่ายโดย Dana Ehret

 

ฉลามชุกชุม

ก่อนหน้านี้ ระหว่างการเตรียมฟอสซิลในพิพิธภัณฑ์ของมหาวิทยาลัยแอละแบมา T. Lynn Harrell ผู้เป็นภัณฑารักษ์และอดีตนักศึกษาของ Ehret เข้าใจว่าตัวเขาบังเอิญสร้างความเสียหายให้แก่ฟอสซิลขณะทำความสะอาดชอล์กออกจากผิว แต่ต่อมาหลังการตรวจสอบพบว่านี่ไม่ใช่รอยที่เพิ่งเกิดใหม่ หากคือหลักฐานการเผชิญหน้ากับผู้ล่าสุดสะพรึง

“เขาคิดว่าผมจะต้องโมโหแน่” Ehret กล่าว “แต่แล้วเขาก็นึกขึ้นได้ว่าเคยเห็นรอยขนานสี่รอยนี้บนฟอสซิลอื่น ซึ่งบ่งชี้ว่าเป็นรอยกัด” ในการหาคำตอบ ทั้งคู่ลองเอาขากรรไกรของปลานักล่าที่พิพิธภัณฑ์มีมาวางเทียบกับรอยกัด และพบว่ามันเข้ากันได้พอดีกับฟันของฉลาม Squalicorax และปลา Saurodon

อันที่จริงมีหลายฟอสซิลจากปลายยุคครีเตเชียส ในรัฐแอละแบมา ที่มีร่องรอยถูกฉลามกัด ในจำนวนนี้มีตั้งแต่เต่าทะเลและไดโนเสาร์ รายงานจาก Ehret เนื่องจากในโลกโบราณ ภูมิภาคบางส่วนของแอละแบมาจมอยู่ในเขตน้ำตื้น และเป็นทางออกไปสู่ Western Interior Seaway น่านน้ำขนาดใหญ่กลางทวีปอเมริกาเหนือที่แบ่งแยกทวีปออกเป็นสองฝั่ง และจากหลักฐานทางฟอสซิลบ่งชี้ว่าพื้นที่บริเวณนี้ชุกชุมไปด้วยฉลาม “ผมไม่เคยพบฟันฉลามมากมายขนาดนี้มาก่อน ทั้งยังหลากหลายสายพันธุ์เหลือเกิน” Ehret กล่าว

 

ที่มารอยกัด

ในปลายยุคครีเตเชียส เทอราโนดอนมีถิ่นอาศัยบริเวณชายฝั่งออกหากินด้วยการล่าปลาขนาดเล็ก ในเขตที่มีฉลามชุกชุม Habib ระบุว่าพวกมันลอยน้ำได้ แต่จะไม่อ้อยอิ่งในน้ำนานเกินไป เนื่องจากที่ข้างใต้มีผู้ล่าดักรออยู่ “พวกมันต้องจับปลาและขึ้นจากผิวน้ำอย่างรวดเร็ว แต่อันที่จริงเทอโรซอร์เหล่านี้เสี่ยงตายจากฉลามตั้งแต่วินาทีที่มันตัดสินใจลงน้ำแล้ว”

Ehret ค่อนข้างมั่นใจว่าผู้ล่าใต้ทะเลกระโจนขึ้นจากน้ำเพื่อคว้าตัวเทอโรซอร์เอาไว้ แม้ยากที่จะระบุพฤติกรรมได้ชัดเจนจากฟอสซิลชิ้นเดียว หรือพวกมันอาจล้มตายใกล้ฝั่ง และถูกพายุซัดร่างลงน้ำ เหตุที่เรื่องนี้ยังคงเป็นปริศนาก็เพราะร่องรอยการถูกล่าบนฟอสซิลเทอโรซอร์นั้นไม่ใช่สิ่งที่ค้นพบได้บ่อยนัก ด้าน Mark Witton ผู้เชี่ยวชาญเทอโรซอร์จากมหาวิทยาลัย Portsmouth ในสหราชอาณาจักรเสริมว่า อีกหนึ่งปัจจัยก็คือกระดูกของพวกมันค่อนข้างเปราะ และเป็นโพรงอากาศภายใน ดังนั้นจึงแตกกระจายด้วยแรงกัดของฉลาม

“ข้อมูลมีน้อยครับ แต่กำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ” Witton กล่าว ตัวเขาประมาณจำนวนว่า มากกว่าครึ่งหนึ่งของตัวอย่างฟอสซิลเทอราโนดอนที่ค้นพบจำนวน 1,100 ตัวอย่าง ล้วนมีร่องรอยถูกฉลามกัด และส่วนใหญ่แล้วยังไม่ได้ถูกศึกษาอย่างละเอียด นอกจากนั้นยังกล่าวชื่นชมการค้นพบของ Ehret และ Harrell ที่ช่วยฉายภาพให้เราเห็นปฏิสัมพันธ์ของสัตว์โบราณที่มีต่อกัน

เรื่อง จอห์น พิคเรล

 

อ่านเพิ่มเติม

ค้นพบเทอโรซอร์พันธุ์ใหม่ในทรานซิลเวเนีย

เรื่องแนะนำ

ภาพถ่ายสัตว์ป่าจาก ไมเคิล ‘นิก’ นิโคลส์ ผู้เปลี่ยนมุมมองที่เรามีต่อสัตว์ป่าไปตลอดกาล

ชมภาพถ่ายจากการทำงานในฐานะช่างภาพสัตว์ป่ามานานหลายสิบปี ของ ไมเคิล “นิก” นิโคลส์ บรุษผู้ถ่ายทอดความอ่อนโยนและวิถีชีวิตตามธรรมชาติของพวกมัน ซึ่งภาพถ่ายของเขายังคงเป็นที่จดจำแม้จะผ่านกาลเวลามาเนิ่นนานแล้วก็ตาม

พฤติกรรมอันแปลกประหลาดของสัตว์ : ทำไมสุนัขถึงฉี่ใส่ชามข้าว

ทำไมนกแก้วถึงชอบส่องกระจกนักหนา ทำไมแมวถึงมีพฤติกรรมที่ก้าวร้าวเวลาดูคลิปวิดิโอ และทำไมสุนัขถึงต้องฉี่ในชามข้าวของพวกมัน พฤติกรรมสัตว์ เหล่านี้บ่งบอกถึงอะไร

ผึ้งเพียงชนิดเดียวที่สร้างรังเป็นรูปก้นหอย

ผึ้งเพียงชนิดเดียวที่สร้างรังเป็นรูปก้นหอย ผึ้งชันโรงหรือผึ้งจิ๋วออสเตรเลีย (Tetragonula carbonaria) เป็นสายพันธุ์ผึ้งเพียงชนิดเดียวที่สร้างรังเป็นรูปก้นหอย พวกมันเป็นสัตว์สังคมอย่างแท้จริง ภายในหนึ่งรังที่สร้างขึ้นอย่างซับซ้อนนี้จะมีราชินีผึ้งเพียงตัวเดียวที่ปกครองผึ้งงานทั้งหมดจำนวนหลายพันตัว ทั้งนี้นักวิทยาศาสตร์เองยังไม่ทราบเหตุผลที่แน่ชัดว่าเหตุใดผึ้งชนิดนี้จึงสร้างรังอันเป็นเอกลักษณ์ แต่เขื่อกันว่ารูปทรงของรังถูกออกแบบขึ้นเพื่อให้ง่ายสำหรับราชินีผึ้งในการจัดการภายในรัง ทั้งนี้ผึ้งชันโรงเป็นชื่อเรียกชนิดพันธุ์ของผึ้งที่ไม่มีเหล็กใน พวกมันมีส่วนสำคัญในการผสมเกสรพืช สำหรับในไทยเองพบผึ้งชันโรงได้ในทุกภาค   อ่านเพิ่มเติม ชมการเติบโตอันน่าอัศจรรย์ของตัวอ่อนผึ้ง

เสือชีตาห์คงศีรษะได้อย่างไรขณะวิ่งด้วยความเร็ว?

เสือชีตาห์ คงศีรษะได้อย่างไรขณะวิ่งด้วยความเร็ว? เป็นที่รู้กันดีว่า เสือชีตาห์ คือจ้าวแห่งความเร็ว แต่นอกเหนือจากรูปร่างเพรียวลม กล้ามเนื้ออันแข็งแรงแล้ว ยังมีบางสิ่งบางอย่างที่สำคัญอีกซึ่งร่างกายของมันต้องการอย่างมากเมื่อต้องวิ่งด้วยความเร็ว ผลการศึกษาใหม่ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2018 ในวารสาร Scientific Reports แสดงให้เห็นว่าหูชั้นในของเสือชีตาห์นั้นมีส่วนช่วยให้การล่าเหยื่อของมันมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และการวิจัยครั้งนี้ยังเป็นครั้งแรกที่ทีมวิจัยทำการวิเคราะห์หูชั้นในของสัตว์ในวงศ์แมวใหญ่   ว่าด้วยเรื่องหู หากคุณมองภาพสโลวโมชั่นของเสือชีตาห์ขณะกำลังวิ่ง จะเห็นได้ว่ามันสามารถคงหัวของมันให้นิ่งอยู่ได้ ซึ่งช่วยให้ดวงตาของมันจับจ้องไปที่เหยื่ออย่างไม่ให้คลาดสายตาระหว่างการล่า เพื่อที่จะเรียนรู้เกี่ยวกับโครงสร้างของกระดูกเสือชีตาห์ว่ามีส่วนช่วยในเรื่องนี้อย่างไร Camille Grohe มุ่งเป้าไปที่การศึกษาหูชั้นใน หูชั้นในเป็นอวัยวะสำคัญที่ช่วยรักษาสมดุลของร่างกาย มันประกอบไปด้วยช่องว่างที่บรรจุของเหลวและเซลล์ขนที่ทำหน้าที่เป็นเซนเซอร์รับการเคลื่อนไหวของศีรษะ ด้วยภาพถ่ายความละเอียดสูง Grohe และทีมงานของเขาสแกนกระโหลกศีรษะจำนวน 21 กระโหลก ในจำนวนนี้บางกระโหลกเป็นของสัตว์สายพันธุ์อื่นในวงศ์แมวใหญ่ มีจำนวน 7 กระโหลกที่เป็นของเสือชีตาห์ นอกจากนั้นพวกเขายังสแกนกระโหลกศีรษะของเสือชีตาห์ที่สูญพันธุ์ไปแล้วในอดีตด้วย เพื่อหาดูว่าหูชั้นในของพวกมันมีวิวัฒนาการอย่างไร ผลการตรวจสอบพวกเขาพบว่าหูชั้นในของเสือชีตาห์ไม่ได้เหมือนกับสัตว์อื่นๆ ในวงศ์แมวใหญ่ ด้วยระบบการรักษาสมดุลที่มีขนาดใหญ่ของมัน และช่องภายในหูที่ยาวกว่าส่งผลให้ความสามารถในการคงศีรษะและดวงตาของมันให้อยู่นิ่งมีมากกว่าเสืออื่นๆ “กายวิภาคภายในหูของมันสะท้อนให้เห็นถึงการตอบสนองของร่างกายต่อการเคลื่อนที่ด้วยความเร็วที่มากขึ้น” John Flynn ผู้ร่วมการวิจัยกล่าว ในระหว่างการแถลงข่าวผลการค้นพบ โดยที่สำคัญก็คือลักษณะเหล่านี้ไม่ถูกพบในเสือชีตาห์ที่สูญพันธุ์ไปแล้ว นั่นหมายความว่าความพิเศษนี้เพิ่งจะถูกพัฒนาขึ้นไม่นาน ในฐานะของสัตว์บกที่มีความรวดเร็วมากที่สุดในโลก ร่างกายของมันถูกสร้างเพื่อการวิ่งอย่างแท้จริง ด้วยน้ำหนักที่เบา กระดูกสันหลังที่ยาวและมีความยึดหยุ่น เอื้อให้มันสามารถทำความเร็วจาก […]