สัตว์มหัศจรรย์เหล่านี้สูญพันธุ์เพราะมนุษย์ - Page 2 of 2 - National Geographic Thailand

สัตว์มหัศจรรย์เหล่านี้สูญพันธุ์เพราะมนุษย์

 

นกอ๊อคใหญ่ (Great Auk)

สัตว์มหัศจรรย์
นกอ๊อคใหญ่ถูกจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์
ขอบคุณภาพจาก http://www.todayshistory.org/tag/3-july/

เจ้านกทะเลชนิดนี้ดูคล้ายคลึงกับเพนกวิน แต่อันที่จริงพวกมันไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกันแต่อย่างใด จะเหมือนกันก็ตรงที่บินไม่ได้ ในอดีตสามารถพบนกอ๊อคใหญ่ได้ทั่วมหาสมุทรแอตแลนติก ตั้งแต่ยุโรปตอนเหนือไปจนถึงไอซ์แลนด์ แคนาดา และสหรัฐอเมริกา และด้วยความที่มันบินไม่ได้นี่เอง นกอ๊อคใหญ่จึงถูกล่าเป็นอาหาร และล่าเอาขนมากมายจนสูญพันธุ์ ความตายของนกอ๊อคใหญ่คู่สุดท้ายบนโลกเกิดขึ้นเมื่อปี 1844 บนเกาะเบิร์ด นอกชายฝั่งไอซ์แลนด์ ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์พยายามสกัดเอาดีเอ็นเอจากนกอ๊อคสตัฟฟ์ในพิพิธภัณฑ์ ด้วยความหวังว่าจะสามารถสร้างตัวอ่อนของนกอ๊อคใหญ่ได้อีกครั้ง

 

เสือโคร่งชวา (Javan Tiger)

สัตว์มหัศจรรย์
ภาพถ่ายของเสือชวา
ขอบคุณภาพจาก https://www.extinctanimals.org/javan-tiger.htm

เสือโคร่งชวาคือสายพันธุ์ย่อยของเสือโคร่งที่มีถิ่นอาศัยในอินโดนีเซียเท่านั้น พวกมันเป็นเสือขนาดเล็ก ด้านนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าต้นกำเนิดของเสือโคร่งในอินโดนีเซียนั้นอพยพมาจากจีนเมื่อราว 50,000 ปีก่อน ในสมัยยุคน้ำแข็ง ที่ระดับน้ำทะเลลดต่ำกว่าปัจจุบันจนทำให้อินโดนีเซียเป็นส่วนหนึ่งของแผ่นดินใหญ่ เสือโคร่งชวาถูกคุกคามอย่างหนักจากการล่าของมนุษย์ และการตัดไม้ทำลายป่าซึ่งส่งผลกระทบต่อถิ่นที่อยู่อาศัย จนกระทั่งในปี 1970 เหลือเสือโคร่งชวาในธรรมชาติเพียงแห่งเดียวเท่านั้นที่อุทยานแห่งชาติเมรูเบติลี ในจังหวัดชวาตะวันตก แต่หลังจากนั้นนักสำรวจพยายามออกตามหาร่องรอยของเสือโคร่งชวา เมื่อไม่พบพวกมันจึงถูกประกาศว่าสูญพันธุ์ในทศวรรษ 1900 ในขณะที่ทุกวันนี้ยังคงมีชาวบ้านอ้างว่าพบเห็นเสือโคร่งชวาในป่าอยู่บ่อยครั้ง

 

วัวทะเลสเตลเลอร์ (Steller’s sea cow)

สัตว์มหัศจรรย์
ภาพกราฟิกแสดงวัวทะเลสเตลเลอร์ ออกหากินตามธรรมชาติ เผยแพร่โดยวิกิพีเดีย

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่ที่สุดในอันดับพะยูน เมื่อโตเต็มที่มันจะมีความยาว 9 เมตร และหนักถึง 3 ตัน เรียกได้ว่ามีขนาดพอๆ กับวาฬเพชฌฆาต ชื่อของมันถูกตั้งตาม Georg Wilhelm Steller นักธรรมชาติวิทยาที่ค้นพบพวกมัน หลังติดเกาะเบริง เพราะเรือสำรวจอัปปางในปี 1741 ตัวเขาบันทึกลักษณะและพฤติกรรมของมันเอาไว้ เมื่อเดินทางกลับเยอรมนี เรื่องราวของมันก็ถูกเผยแพร่ไปทั่ว ด้วยนิสัยที่ไม่ดุร้าย การเคลื่อนไหวอันเชื่องช้า และขนาดตัวมหึมาซึ่งเต็มไปด้วยเนื้อกับไขมัน ส่งผลให้วัวทะเลสเตลเลอร์ถูกล่าเป็นจำนวนมาก จนในที่สุดก็สูญพันธุ์ไปในปี 1768 หรือ 27 ปี หลังชาวยุโรปค้นพบ ซึ่งเป็นระยะเวลาสั้นมาก

 

มนุษย์กำลังเร่งการสูญพันธุ์

ในช่วง 500 ล้านปีที่ผ่านมา มีการสูญพันธุ์ครั้งย่อย และครั้งใหญ่เกิดขึ้นมาแล้ว 5 ครั้ง สาเหตุของโศกนาฏกรรมดังกล่าวมีความหลากหลายตั้งแต่การสิ้นสุดของยุคน้ำแข็ง, การเปลี่ยนแปลงทางเคมีในมหาสมุทร, อุณหภูมิโลกที่ร้อนขึ้น ไปจนถึงการพุ่งชนโดยอุกกาบาต ดังที่เกิดขึ้นล่าสุดเมื่อ 65 ล้านปีที่ผ่านมา แต่ไม่มีครั้งไหนเลยที่การสูญพันธุ์ของสรรพชีวิตจะเกิดขึ้นเพราะอีกสิ่งมีชีวิตหนึ่ง

การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ครั้งที่ 6 หรือครั้งต่อไปกำลังจะเกิดขึ้นเพราะมนุษย์ ไม่ใช่แค่การล่าสัตว์เท่านั้นที่เป็นสาเหตุ หากรวมไปถึงการทำลายถิ่นที่อยู่, การนำเอเลี่ยนสปีชีส์เข้าไปยังถิ่นใหม่ ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ฯลฯ ทั้งหมดที่เรากำลังทำโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจนี้ส่งผลให้พืชและสัตว์หลายชนิดสูญพันธุ์ไปเร็วกว่าที่สายพันธุ์ใหม่ๆ จะวิวัฒนาการขึ้นมาได้ทัน สอดคล้องจากรายงานน่าตกใจจาก IUCN ที่เคยเผยเมื่อปี 2004 ว่าอัตราการสูญพันธุ์โดยมนุษย์กำลังพุ่งทะยานอย่างรวดเร็ว 100 – 1,000 เท่า เมื่อเทียบกับการสูญพันธุ์ในครั้งก่อนๆ

ทำความเข้าใจการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ทั้ง 5 ในอดีตที่ผ่านมาได้ที่นี่

นับตั้งแต่ปี 1500 เป็นต้นมามีบันทึกสายพันธุ์สัตว์ที่สูญพันธุ์ไปแล้วราว 869 ชนิด จากทั้งหมดของความหลากหลายราว 5 – 30 ล้านสายพันธุ์ทั่วโลก ซึ่งในจำนวนนี้มีเพียง 3% เท่านั้นที่ได้รับสถานะการอนุรักษ์อย่างจริงจัง และแม้จะมีรายงานการค้นพบพืชและสัตว์สายพันธุ์ใหม่ๆ ทุกปี แต่นั่นเป็นเพียงการค้นพบสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ไม่เคยพบ หรือไม่เคยจำแนกมาก่อนต่างหาก หาใช่สายพันธุ์ที่วิวัฒนาการขึ้นมาใหม่

ในปี 2010 IUCN เผยรายชื่อของสิ่งมีชีวิตจำนวน 208 สายพันธุ์ที่มีความเป็นไปได้ที่จะสูญพันธุ์ไปแล้ว ในจำนวนนี้มีบางชนิดที่ไม่ถูกพบเห็นในธรรมชาติมากกว่า 10 ปี และมีอีกหลายหมื่นสายพันธุ์ที่กำลังถูกคุกคาม ในจำนวนนี้รวมถึงสัตว์ที่มีสถานะล่อแหลมเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์อย่าง อุรังอุตังบอร์เนียว, ไพกา, นากยักษ์, เสือดาวอามูร์, เฟอเรทเท้าดำ, แรดสุมาตรา, แร้งเทาหลังขาว, ตัวนิ่ม, ซาวลา และ โลมาวากีตา เหล่านี้คือรายชื่อของสัตว์ที่อาจกลายเป็นสัตว์มหัศจรรย์ไม่มีตัวตนในอนาคต และในที่สุดแล้วมนุษย์ก็จะตกเป็นเหยื่อของสิ่งที่ตนก่อขึ้นด้วยเช่นกัน เพราะไม่ว่าเราจะฉลาดล้ำหรือมีเทคโนโลยีที่ดีมากแค่ไหน สุดท้ายแล้วเราก็คือสัตว์ที่ยังต้องพึ่งพาธรรมชาติและโลก

 

อ่านเพิ่มเติม

สิ่งมีชีวิตไม่มีสมอง เหล่านี้ทำสิ่งที่น่าทึ่งได้

 

แหล่งข้อมูล

ประวัติศาสตร์นับศูนย์ สู่การสูญพันธุ์ครั้งที่ 6

Humans Are Exterminating Animal Species Faster Than Evolution Can Keep Up

Humans driving extinction faster than species can evolve, say experts

สัตว์สูญพันธู์

13 rare animals that are teetering on the brink of extinction

6 Animals We Ate Into Extinction

11 Animals That Are Now Extinct … And It’s Our Fault

From five billion to zero: the passenger pigeon – and other beautiful animals driven to extinction

 

เรื่องแนะนำ

อนาคตของกระซู่หลังจากสูญเสียตัวสุดท้ายในมาเลเซีย

กระซู่ เพศเมียตัวนี้ถูกจับมาดูแลที่เกาะบอร์เนียว อันเป็นการย้ายถิ่นเพื่อให้มันปลอดภัยจากนักล่าสัตว์ ขอบคุณภาพถ่ายโดย ARI WIBOWO, WWF-INDONESIA ขณะนี้มีกระซู่เหลืออยู่เพียง 80 ตัวในอินโดนีเซียเท่านั้น กระซู่หรือแรดสุมาตราได้สูญพันธุ์ไปจากมาเลเซียแล้ว หลังจากที่อีมาน กระซู่ตัวสุดท้ายของประเทศ ตายไปเนื่องจากโรคมะเร็งเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาที่ศูนย์พักพิงแรดบอร์เนียวในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าตาบิน ขณะมีอายุได้ 25 ปี โดยเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา มาเลเซียได้สูญเสียแทม กระซู่เพศผู้ตัวสุดท้ายของประเทศไป “อีมานได้รับการดูแลและเอาใจใส่อย่างดีเยี่ยมหลังจากเราจับมันมาดูแลตั้งแต่ปี 2014 ไม่มีใครทำได้มากเหมือนเราแล้ว” คริสติน หลิว รัฐมนตรีประจำกระทรวงการท่องเที่ยว วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อมแห่งรัฐซาบาห์ กล่าว ย้อนไปเมื่อปี 2008 มีการค้นพบแทมที่สวนปาล์มน้ำมันแห่งหนึ่ง มันถูกจับและนำมาดูแลที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าตาบิน รัฐซาบาห์ และวางแผนให้มันผสมพันธุ์กับกระซู่เพศเมียสองตัวที่ชื่อว่า ปันตุง (Puntung) ซึ่งถูกจับมาเมื่อปี 2011 และอีมาน (Iman) ที่ถูกจับเมื่อปี 2014 แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จ ในปี 2017 ปันตุงได้รับการการุณยฆาตเนื่องจากโรคมะเร็ง และอีมาน กระซู่เพศเมียตัวสุดท้ายในมาเลเซีย ก็เพิ่งตายไป โดยสาเหตุที่ทำให้กระซู่มีจำนวนน้อยลงเช่นนี้เนื่องจากการสูญเสียที่อยู่อาศัยและการล่าสัตว์ มีการคาดการณ์ว่า เหลือกระซู่อาศัยอยู่ในพื้นที่ป่าบริเวณเกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย ประมาณ 80 […]

เต่ามะเฟือง : บันทึกภาคสนามนักอนุรักษ์

ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา คงไม่มีข่าวไหนน่ายินดีสำหรับคนรักษ์ทะเลและนักอนุรักษ์เท่ากับข่าวกำเนิดของลูกเต่ามะเฟืองรังที่สองจำนวน 35 ตัวที่ถูกสื่อสารออกไปทั่วประเทศ ไม่น่าเชื่อว่าจะมีสัตว์อะไรที่สามารถปลุกกระแสการอนุรักษ์สัตว์ทะเลหายากและระบบนิเวศชายฝั่งของประเทศไทยได้มากขนาดนี้ การกลับมาวางไข่ของเต่ามะเฟืองครั้งแรกในรอบกว่า 5 ปี นับเป็นข่าวสำคัญของการอนุรักษ์ทะเลไทยในรอบหลายปี

ภาพนกฮัมมิงเบิร์ดที่ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก

นิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ตีพิมพ์สารคดีเรื่อง นกฮัมมิงเบิร์ด มาแล้วหลายครั้ง ครั้งแรกสุดคือเรื่อง “The Hummingbirds” ในฉบับเดือนพฤศจิกายน ปี 1960

Explorer Awards 2018: เพชร มโนปวิตร

เพชร มโนปวิตร นักวิทยาศาสตร์ด้านการอนุรักษ์ที่เคยทำงานกับองค์กรสิ่งแวดล้อมระดับโลกหลายแห่ง ทั้งยังเป็นนักเขียนและนักแปลผู้ขับเคลื่อนประเด็นการอนุรักษ์