สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง : "หนูหางโมเสก" สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดแรกที่สูญพันธุ์

เหยื่อรายแรกของ สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง เมื่อหนูบนเกาะ Bramble Cay สูญพันธุ์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ทางการออสเตรเลียออกมารายงานว่า หนูหางโมเสก หรือ Bramble Cay melomys (Melomys rubicola) เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดแรกที่สูญพันธุ์ เนื่องจาก สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง (Climate Change)

รัฐบาลออสเตรเลียได้ออกมาประกาศว่าหนูหางโมเสก ชนิด Melomys rubicola ได้สูญพันธุ์ลงไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เนื่องจากปัญหาสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง (Climate Change) ที่มีส่วนจากกิจกรรมของมนุษย์ หลังจากนักวิทยาศาตร์ได้คาดการณ์ไว้เมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2559 ว่าพวกหนูตัวเล็กๆ ที่อาศัยอยู่ในเกาะ Bramble Cay น่าจะเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดแรกๆ ที่ตกเป็นเหยื่อของการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ

ถิ่นฐานของหนูหางโมเสก อยู่บนเกาะเล็กๆ ในแนวปะการัง Great Barrier Reef บริเวณช่องแคบทอร์เรส ครั้งสุดท้ายที่มีคนพบเห็นเจ้าหนูตัวเล็กพวกนี้ต้องย้อนกลับไปเมื่อปี พ.ศ. 2552 เลยทีเดียว โดยในปี พ.ศ. 2557 นักวิทยาศาสตร์และหน่วยงานอนุรักษ์สัตว์ได้พยายามกอบกู้พันธุ์สัตว์ชนิดนี้เอาไว้ แต่ก็ไม่เป็นผลสำเร็จ

Bramble Cay melomys หรือที่เป็นที่รู้จักกันในนาม “หนูหางโมเสก” (mosaic-tailed rat) เป็นสัตว์ฟันแทะที่ได้รับการตั้งชื่อตามเกาะที่มันอาศัยอยู่อย่าง Bramble Cay เกาะเล็กๆ ที่มีความสูงอยู่เหนือน้ำทะเลเพียงแค่ 3 เมตร

หนูหางโมเสกปรากฏตัวให้มนุษย์เห็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2387 แต่แล้วในปี พ.ศ. 2541 ก็มีข่าวร้ายเกิดขึ้นเมื่อแผ่นดินบางส่วนของเกาะได้ทรุดตัวลง ทำให้พื้นที่จากตอนแรกที่มีพื้นที่น้อยอยู่แล้วจาก 40,000 ตารางเมตร ลดลงไปอีกเหลือเพียงแค่ 25,000 ตารางเมตรเท่านั้น เรียกได้ว่าหายไปเกือบครึ่งเลยทีเดียว นั่นแปลว่า เหล่าบรรดาพืชและต้นไม้บนเกาะก็ต่างมีจำนวนที่ลดลงไปด้วย ทำให้หนูหางโมเสก สูญเสียที่อยู่อาศัยของพวกมันไปประมาณร้อยละ 97 เลยทีเดียว จึงพอสรุปได้ว่าการเพิ่มสูงขึ้นของระดับน้ำทะเล กลายเป็นสาเหตุหลักๆ ที่ทำให้พวกมันสูญพันธุ์

สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง
หากผู้คนยังไม่ตระหนักกับปัญหาภาวะโลกร้อน หนูหางโมเสก อาจไม่ใช่แค่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมสายพันธุ์เดียวก็ได้ ที่ต้องประสบพบเจอกับปัญหาสูญพันธุ์ครั้งนี้

ทั้งนี้ ทั่วโลกต่างประสบปัญหาน้ำทะเลสูงขึ้นเกือบ 20 เซนติเมตร ในระหว่างปี พ.ศ. 2444 ถึง พ.ศ. 2553 ซึ่งเป็นอัตราที่สูงที่สุดในรอบ 6,000 ปีที่ผ่านมา และในช่วงระหว่าง พ.ศ. 2536 ถึงปี พ.ศ. 2557 ระดับน้ำทะเลบริเวณรอบๆ ช่องแคบทอร์เรส ก็ได้เพิ่มสูงขึ้นเกือบสองเท่าของอัตราเฉลี่ยทั่วโลก

จนถึงตอนนี้สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็กอย่างหนูหางโมเสก อาจจะเป็นเพียงสายพันธุ์แรกของสัตว์อีกหลากหลายสายพันธุ์ที่ต้องเผชิญหน้ากับความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ เนื่องจากปัญหาภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงที่มีปัจจัยส่วนหนึ่งจากกิจกรรมของมนุษย์

“ทั้งที่พวกเราก็ทำใจไว้ก่อนแล้ว ว่าจะต้องมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นแน่ๆ แต่ก็อดที่จะใจหายไม่ได้เลย” ลี แฮนนาห์ นักวิทยาศาสตร์อาวุโสด้านชีววิทยาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของ Conservation International บอก

นอกจากนี้ ลียังได้เผยแพร่รายงาน กล่าวว่าสัตว์ที่มีถิ่นอาศัยอยู่บนเกาะเล็กๆ หรือภูเขาอาจจะถูกคุมคามจากภาวะโลกร้อนนี้มากที่สุด เนื่องจากข้อจำกัดในเรื่องของสถานที่ ทำให้สัตว์พวกนั้นไม่มีที่จะอพยพ หรือย้ายถิ่นฐานเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น

“แน่นอนว่าสัตว์บางชนิดอาจได้รับผลประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่ก็ถือเป็นแค่ส่วนน้อยเท่านั้น”

แต่ถึงอย่างไร พวกเราเองก็สามารถหาทางออกที่ส่งผลเสียน้อยที่สุด โดยการออกแบบพื้นที่คุ้มครองที่สามารถรองรับกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา หรือแม้กระทั่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

“สำหรับผม หากเราตื่นตระหนักกันเรื่องภาวะโลกร้อนกันมากกว่านี้ พวกมัน (หนูหางโมเสก) คงไม่ต้องมาพบเจอกับชาตะกรรมที่เลวร้ายแบบนี้”

***แปลและเรียบเรียงโดย รชตะ ปิวาวัฒนพานิช
โครงการนักศึกษาฝึกงาน กองบรรณาธิการ นิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย 


อ่านเพิ่มเติม : เพราะเหตุใดแมลงสาบถึงไม่สูญพันธุ์

แมลงสาบ

 

เรื่องแนะนำ

เสน่ห์ทางเพศขยายขึ้นได้ จริงหรือ ใช่ จริงแท้แน่นอน

นกเพศผู้หลายชนิดเบ่งหน้าอกโดยหวังจะสร้างความประทับใจให้เพศเมีย แต่สำหรับสีสัน ขนาด และพรสวรรค์ในการร้องแล้ว ไม่มีอะไรเอาชนะหน้าอกที่เหมือนเรือเหาะของ นกโจรสลัด พันธุ์อเมริกัน (Fregata magnificens) ไปได้ ในระหว่างการเกี้ยวพาราสี นกเพศผู้แต่ละตัวจะหาทางเอาชนะนกตัวอื่นๆ ด้วยส่วนหนึ่งของร่างกาย นั่นคือถุงสีแดงที่ห้อยลงมาจากคอ เมื่อมันพองถุงที่คอนี้ ถุงจะโป่งออกเป็นรูปร่างคล้ายหัวใจมีความสูงเท่ากับตัวมัน จากนั้นมันจะใช้จะงอยปากทำ เสียงแหลม และเสียงจะก้องกังวานอยู่ในถุงเหมือนเสียงตีกลองซึ่งเป็นการร้องเรียกคู่ด้วยเสียงเคาะ “คุณได้ยินเสียงร้องนี้ก่อนที่จะเห็นตัวพวกมันนานเลยค่ะ” เจน โจนส์ จากกองทุนอนุรักษ์หมู่เกาะกาลาปาโกส ผู้เป็นประจักษ์พยานการเกี้ยวพาราสีดังกล่าวบนหมู่เกาะแห่งนั้น บอกนกเพศเมียที่บินอยู่เหนือหัวจะร่อนลงมาและพิจารณาหาคู่ นกเพศผู้อาจดึงดูดเพศเมียมากขึ้นด้วย “การเคลื่อนไหวเหมือนเต้นดิสโก้ การสั่นหัว หรือการเขย่าตัวเป็นครั้งคราว” โจนส์กล่าว ผลการศึกษาครั้งหนึ่ง (ขวา) บอกว่าเป็นเพราะเสียงเหมือนตีกลองที่ทำให้นกเพศผู้ตัวนั้นๆเป็นคู่ผสมพันธุ์ที่ดีที่สุด แต่การแสดงทั้งหมด “น่าทึ่งจริงๆค่ะ” โจนส์ว่า “บันเทิงสุดๆ” เรื่องโดย แพทริเซีย เอดมันด์ส ข้อมูลเพิ่มเติม ถิ่นอาศัย/ถิ่นกระจายพันธุ์ Fregata magnificens โดยส่วนใหญ่อาศัยอยู่ตามชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกและแอตแลนติกของทวีปอเมริกา รวมทั้งหมู่เกาะข้างเคียงจากแคลิฟอร์เนียและจอร์เจียลงใต้ไปยังเอกวาดอร์และอุรุกวัย สถานะการอนุรักษ์ ไอยูซีเอ็นจัดให้นกชนิดนี้อยู่ในสถานะ “มีความเสี่ยงน้อย” ข้อมูลน่าสนใจ นกโจรสลัดบินได้นานหลายเดือนในคราวเดียว โดยอาศัยกระแสลมอุ่นที่พัดขึ้น พวกมันจะโฉบลงไปยังผิวนํ้ามหาสมุทรเพื่อหาอาหารหรือขโมยอาหารจากสัตว์อื่น ๆ นักนิเวศวิทยาซึ่งศึกษาการเกี้ยวพาราสีของนกเพศผู้ที่อพยพเข้าไปในเม็กซิโกสรุปว่า เสียงมีผลต่อ […]

ปิดฉากชีวิตกระซู่เพศผู้ตัวสุดท้ายในมาเลเซีย

กระซู่ ชื่อว่า ฮาราปัน โพสท่าที่ศูนย์อนุรักษ์ไวท์โอ๊คที่มลรัฐฟลอริดา สถานที่ซึ่งมันได้อยู่อาศัยที่นั่นเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ก่อนที่จะย้ายมาอยู่ที่ศูนย์อนุรักษ์กระซู่ หรือ แรดสุมาตรา ในประเทศอินโดนีเซีย ภาพถ่ายโดย JOEL SARTORE, NATIONAL GEOGRAPHIC PHOTO ARK หลังจาก กระซู่ เพศผู้ตัวสุดท้ายในมาเลเซียได้ตายไป ก็เหลือเพียงตัวเมีย 1 ตัว และในอินโดนีเซียก็เหลือกระซู่อีกเพียง 80 ตัวเท่านั้น มีรายงานว่า แทม (Tam) กระซู่หรือแรดสุมาตรา (Sumatran rhinoceros) เพศผู้ตัวสุดท้ายในมาเลเซียนั้นตายลง ทำให้กระซู่ ซึ่งสิ่งมีชีวิตที่ใกล้การสูญพันธุ์นี้ ได้สูญพันธุ์ไปจากมาเลเซียเรียบร้อยแล้ว ย้อนไปเมื่อปี 2008 มีการค้นพบแทมที่สวนปาล์มน้ำมันแห่งหนึ่ง มันจึงถูกจับและนำมาดูแลที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าตาบิน รัฐซาบาห์ และวางแผนให้มันผสมพันธุ์กับกระซู่เพศเมียสองตัวที่ชื่อว่า ปันตุง (Puntung) ที่ถูกจับมาเมื่อปี 2011 และ อิมาน (Iman) ที่ถูกจับเมื่อปี 2014 แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จ ในปี 2017 ปันตุงถูกการุณยฆาตเนื่องจากโรคมะเร็ง ขณะนี้ อิมานจึงเป็นกระซู่เพศเมียตัวสุดท้ายในมาเซีย […]

ซ่อมแซมโพรงรังหวังเพิ่มประชากรนกเงือก

สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) หนุนซ่อมโพรงรังหวังเพิ่มประชากร นกเงือก ในเดือนมีนาคมถึงเมษายนของทุกปี ถือเป็นช่วงเวลาที่ นกเงือก เข้าสู่ฤดูผสมพันธุ์ โดยนกเงือกเริ่มจับคู่และเสาะหาโพรงรังที่เหมาะสมเพื่อให้ตัวเมียวางไข่และฟักไข่ แม้ในป่าฮาลา–บาลา ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์มาก สัตว์โบราณอย่างนกเงือกยังต้องเผชิญภาวะ ‘การขาดแคลนโพรงรัง’ ซึ่งหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้จำนวนประชากรนกเงือกลดลง สุเนตร การพันธ์ หัวหน้าสถานีวิจัยสัตว์ป่าป่าพรุ–ป่าฮาลา บาลา กล่าวว่า นกเงือกมีพฤติกรรมโดดเด่นเฉพาะตัวอย่างมากในเรื่องการสร้างโพรงรัง เมื่อนกเงือกหาโพรงรังที่เหมาะสมได้แล้ว นกเงือกตัวเมียจะปิดปากโพรงให้แคบลง โดยใช้มูล เศษไม้ และเศษดิน ค่อยๆ ปิดจนเหลือเพียงช่องแคบๆ เพื่อให้ตัวผู้ส่งอาหารให้เท่านั้น ตลอดช่วงระยะเวลาที่นกเงือกตัวเมียทำรัง นกเงือกตัวผู้มีหน้าที่หาอาหารมาป้อนให้ตัวเมีย เมื่อถึงช่วงลูกนกฟักออกจากไข่ นกเงือกตัวผู้ยังคอยหาอาหารมาให้ทั้งนกเงือกตัวเมียและลูกนก โดยช่วงเวลาการอยู่ในโพรงของแม่นกและลูกนกของนกเงือกแต่ละชนิดไม่เท่ากัน แต่เฉลี่ยแล้วประมาณ 4 – 6 เดือน ซึ่งเมื่อลูกนกออกจากรัง พ่อและแม่นกจะคอยเลี้ยงลูกนกต่อไปอีกระยะหนึ่ง โพรงรังที่มีสภาพเหมาะสมคือปัจจัยสำคัญต่อการขยายพันธุ์ของนกเงือกตามธรรมชาติ แต่ปัจจุบันโพรงรังของนกเงือกเริ่มขาดแคลน ปัญหาคือนกเงือกไม่สามารถเจาะโพรงสร้างรังเองได้เช่นเดียวกับนกทั่วไป ต้องหาโพรงรังที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เช่น โพรงไม้ที่เกิดจากการเจาะของนกหัวขวาน รอยแผลบนต้นไม้ที่เกิดจากหมีล้วงเอาน้ำผึ้ง หรือรอยจากการที่กิ่งไม้หักจนทำให้เกิดแผลและมีขนาดกว้างพอที่นกเงือกจะเข้าไปอยู่อาศัยได้ อีกทั้งโพรงที่จะใช้ทำรังได้ต้องมีสภาพที่เหมาะสม คือไม่ใหญ่และไม่เล็กจนเกินไป ถ้ามีขนาดใหญ่จนเกินไป เวลาปิดปากโพรงจะปิดได้ยาก หรือปิดไม่ได้ แต่ถ้าแคบเกินไปนกเงือกก็อยู่อาศัยไม่ได้ ที่สำคัญคือระดับพื้นในโพรงยังต้องมีความสูงพอดีที่นกเงือกนั่งแล้วจะสามารถยื่นปากออกมาจากโพรงเพื่อรับลูกไม้จากตัวผู้ได้ […]