วาฬเพชฌฆาตปะทะวาฬสีน้ำเงิน - National Geographic Thailand

วาฬเพชฌฆาตปะทะวาฬสีน้ำเงิน

ฝูงวาฬออร์การ่วมมือกันโจมตีสัตว์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก พวกมันคงไม่ได้กำลังล่าเหยื่อ

เรื่อง ซาราห์ กิบเบ็นส์

เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม ที่เมืองมอนเตเรย์ รัฐแคลิฟอร์เนีย อากาศยานไร้คนขับหรือโดรน (drone) บันทึกภาพฝูงวาฬออร์การ่วมมือกันเข้าโจมตีวาฬสีน้ำเงิน

วาฬออร์กาเป็นที่รู้จักอีกชื่อหนึ่งคือ วาฬเพชฌฆาต อาหารของพวกมันคือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่อยู่ในทะเล เช่น โลมา และแมวน้ำ แต่ในกรณีนี้ ผู้ล่าที่น่าเกรงขามคงไม่ได้ตั้งใจที่จะต่อกรกับวาฬสีน้ำเงินตัวเต็มวัย ซึ่งถือว่าเป็นสัตว์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดบนโลก จากข้อมูลที่เคยบันทึกไว้ วาฬสีน้ำเงินมีความยาวลำตัวได้ถึงหนึ่งร้อยฟุต และหนักกว่า 200 ตัน

จากภาพที่บันทึกได้ วาฬสีน้ำเงินสบัดตัวไปทางด้านข้างอย่างแรง คล้ายกับเป็นการสร้างกำแพงน้ำ และว่ายออกไปอย่างรวดเร็วให้พ้นวิถีของวาฬออร์กา แนนซี แบล็ก นักชีววิทยาทางทะเล กล่าว เธอบันทึกภาพเหตุการณ์นี้ได้จากดาดฟ้าเรือชมวาฬ

เหตุผลที่แท้จริงเบื้องหลังการโจมตี

“พวกมันอาจจะกำลังหยอกเล่นเฉยๆ ค่ะ” แบล็กกล่าว “วาฬออร์กาแหย่วาฬสีน้ำเงิน เหมือนอย่างที่แมวเล่นกับเหยื่อของมัน วาฬชนิดนี้มีนิสัยขี้เล่นและชอบเข้าสังคม”

แบล็กดำเนินธุรกิจนำชมวาฬในชื่อ Monterey Bay Whale Watch ตลอด 25 ปีที่ผ่านมา เธอเฝ้าสังเกตวาฬออร์กาและสัตว์ชนิดอื่นๆ ในกลุ่มคีตาเชียน (สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่อยู่ในทะเล)

แม้ว่าจะมีขนาดใหญ่กว่าวาฬออร์กา แต่วาฬสีน้ำเงินดูเหมือนว่าจะแสดงอาการตกใจต่อการหยอกล้อของวาฬออร์กาอยู่ไม่น้อย

บางทีอาจเป็นเหตุผลที่ดี แม้ว่าวาฬออร์กาจะไม่นิยมล่าวาฬสีนำเงินหรือวาฬสีเทาตัวเต็มวัยเป็นอาหาร แต่ฝูงของนักล่าแห่งท้องทะเลมักจะขับไล่ตัวแม่ออกจากลูกอ่อน และต้อนลูกอ่อนให้ออกจากฝูงจนกระทั่งกลายมาเป็นอาหาร

ช่วงระหว่างเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม วาฬสีเทาจะอพยพจากน่านน้ำที่ใช้ผสมพันธุ์ในเม็กซิโกมายังน่านน้ำที่ให้หาอาหารใกลักับอลาสกา ในช่วงที่พวกมันผ่านน่านน้ำอ่าวมอนเตเรย์ มักจะมีลูกวาฬที่พึ่งคลอดรวมอยู่ในฝูงด้วย จึงเป็นเรื่องปกติที่จะเห็นวาฬออร์กาเพิ่มจำนวนขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน

เมื่อปี 2012 ในพื้นที่เดียวกัน มีการสำรวจพบฝูงวาฬหลังค่อมกำลังช่วยกันกีดกันวาฬออร์กาออกจากลูกของวาฬสีเทาที่พวกมันพึ่งล่ามาได้ เหตุการณ์เดียวกันนี้ มีการสำรวจพบในน่านน้ำอื่นๆ ด้วย นักวิทยาศาสตร์จึงเชื่อว่า วาฬอาจจะมีพฤติกรรมการช่วยเหลือวาฬคนละชนิดให้ปลอดภัยจากการตกเป็นเหยื่อของวาฬออร์กา

ในขณะที่ทำการออกล่า ฝูงวาฬออร์กาจะเข้าล้อมเหยื่อเป็นวงกลม เพื่อให้ยากต่อการหลบหนี วาฬออร์กาใช้วิธีการที่หลากหลายในการสื่อสารกันใต้น้ำ ทั้งการสื่อสารที่ซับซ้อนอย่างระบบเสียง ที่สามารถได้ยินไกลถึงสิบไมล์ วาฬออร์กาสามารถส่งสัญญาณถึงกันด้วยการเรียกระยะไกลและเสียงแหลม และพวกมันจะระบุพิกัดของเหยื่อด้วยเสียงคลิก

อย่างไรก็ตาม วาฬออาร์กามักจะล่าเหยื่ออย่างเงียบๆ จึงไม่เป็นที่แน่ชัดว่า วาฬออร์กาสื่อสารกันอย่างไรขณะเข้าโจมตี ภาพล่าสุดที่บันทึกได้ แสดงให้เห็นว่า ฝูงวาฬออร์กาเคลื่อนพุ่งเข้าหาเหยื่อ โดยไม่ให้เหยื่อตั้งตัว ในขณะที่ทุกตัวในฝูงเคลื่อนที่ด้วยความเร็วเท่ากันและเป็นระเบียบ

“พวกมันร่วมมือกันอย่างดีมากเลยค่ะ” แบล็กกล่าว “เราไม่เคยรู้เลยว่าพวกมันทำได้อย่างไร”

ข้อมูลจากแบล็กบ่งชี้ว่า วาฬออร์กากำลังซักซ้อมวิธีการว่ายน้ำเข้าปะทะเหยื่อ แต่เธอคิดว่ามันเหมือนกับการหยอกล้อกันมากกว่า

“บางทีพวกมันก็เหมือนเด็ก” แบล็กกล่าวเสริม “พวกมันแค่อยากแสดงออกเท่านั้นเอง”

เรื่องแนะนำ

กิ้งก่าโบราณเองก็สลัดหางเพื่อหนีจากผู้ล่า

ฟอสซิลของกิ้งก่าโบราณแสดงให้เห็นว่าพวกมันสามารถสลัดหางเพื่ออเอาชีวิตรอดจากการตกเป็นเหยื่อได้ ทักษะนี้ยังคงสืบทอดมาถึงกิ้งก่าในปัจจุบัน

ลูกสลอธพบแม่อีกครั้งเพราะเสียงร้อง

ลูกสลอธพบแม่อีกครั้งเพราะเสียงร้อง ณ ชายหาดของคอสตาริกา ลูกสลอธสามนิ้วเท้าตัวหนึ่งกำลังร้องระงม เพราะมันพลัดหลงกับแม่ เคราะห์ดีที่นักท่องเที่ยวไปพบมันเข้า และนำลูกสลอธตัวดังกล่าวส่งต่อมาให้กับศูนย์ดูแลสัตว์จากัวร์ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ของศูนย์ช่วยกันออกไปตามหาแม่ของมันในเวลาต่อมา แต่ไม่เป็นผล… เสียงร้องอันน่าปวดใจของลูกสลอธจุดประกายบางอย่างให้พวกเขาได้ไอเดียใหม่ เจ้าหน้าที่ของศูนย์ลองอัดเสียงของลูกสลอธน้อย จากนั้นเปิดเสียงของมันด้วยลำโพงตัวเล็กๆ แทนในระหว่างการตามหา ทันใดนั้นสลอธตัวเมียตัวหนึ่งก็มีปฏิกิริยาตอบรับต่อเสียงร้อง พวกเขาลองส่งลูกสลอธให้มันดม ว่าใช่กลิ่นของลูกที่พลัดพรากจากไปหรือไม่ และในที่สุดสองแม่ลูกก็ได้พบกันอีกครั้ง! แม้ว่าสลอธสามนิ้วเท้าสีน้ำตาลเหล่านี้จะไม่ใช่สัตว์เสี่ยงสูญพันธุ์ แต่ปัจจุบันถิ่นอาศัยของพวกมันกกลังได้รับผลกระทบจากมนุษย์ ทั้งการตัดไม้ทำลายป่า ตลอดจนการวางแนวเสาไฟฟ้า   อ่านเพิ่มเติม สลอธถึงจะช้าแต่ไม่ได้โง่