พะยูน ในไทย จากที่เกือบสูญพันธุ์ กลับมามีจำนวนเพิ่มมากขึ้นในธรรมชาติแล้ว

การปรากฏตัวของพะยูนในไทยสร้างความหวังใหม่ให้เหล่านักอนุรักษ์

พะยูน เคยเป็นสัตว์ที่คาดการณ์กันว่าจะสูญพันธุ์จากประเทศไทยไปในไม่ช้า ในวันนี้ได้กลายเป็นสัตว์ที่พร้อมที่จะกลับมาอยู่คู่ท้องทะเลไทยอีกครั้ง จากความพยายามอย่างต่อเนื่องของนักอนุรักษ์และชาวบ้านในชุมชน

เมื่อย้อนกลับไปราว 5 – 6 ปีที่แล้ว ในยามที่การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในท้องทะเลยังมีทิศทางไม่ชัดเจน ผู้ประกอบการประมงเชิงพาณิชย์ยังไม่ได้ตระหนักถึงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม รวมไปถึงสภาพแวดล้อมทางทะเลที่เปลี่ยนไปอย่างมาก ทำให้สัตว์น้ำเจ้าถิ่นซึ่งเป็นตัววัดความอุดมสมบูรณ์ทางทะเลอย่าง “พะยูน” ต้องอยู่ในภาวะที่ใกล้สูญพันธุ์ นักอนุรักษ์และหน่วยงานทางธรรมชาติจึงพยายามหาวิธีการเพื่อให้สัตว์สายพันธุ์นี้กลับมาอยู่คู่ท้องทะเลไทยอีกครั้ง

ความเข้าใจเรื่องพะยูนในเบื้องต้น

พะยูนเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่ที่อาศัยอยู่ในน้ำ มีอายุขัยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 70 ปี มีความยาวประมาณ 2.5 – 3 เมตร และมีน้ำหนักราว 230 – 500 กิโลกรัม กินพืชในน้ำเป็นอาหาร โดยเฉพาะหญ้าทะเลบริเวณชายฝั่ง เราสามารถพบเจอพะยูนได้ในทะเลชายฝั่งเขตอบอุ่น ตั้งแต่ชายฝั่งทวีปแอฟริกาตะวันออกไปจนถึงทวีปออสเตรเลีย ซึ่งนั่นรวมถึงทะเลแดง มหาสมุทรอินเดีย และมหาสมุทรแปซิฟิก

พะยูนมีบรรพบุรุษร่วมกับแมนนาที พวกมันมีความคล้ายคลึงกันทั้งในด้านลักษณะกายภาพภายนอกและพฤติกรรม และสัตว์ทั้งสองสายพันธุ์นี้ก็มีบรรพบุรุษร่วมกับสัตว์บกที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่างช้าง ถึงแม้ว่าพวกมันจะไม่ได้มีลักษณะภายนอกและพฤติกรรมที่เหมือนกันก็ตาม

ด้วยความที่เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่อาศัยอยู่ในน้ำ พวกมันจึงต้องขึ้นมาบนผิวน้ำเพื่อหายใจทุก ๆ 6 นาที ในบางครั้ง พวกมันหายใจด้วยการ “ยืน” ด้วยหางและเอาหัวโผล่ขึ้นพ้นน้ำ

พะยูน, อนุรักษ์พะยูน, พะยูนไทย
พะยูนตัวหนึ่งกำลังเล็มหญ้าทะเลในทะเลของประเทศวานูอาตู โดยสัตว์สายพันธุ์นี้กลับมามีจำนวนเพิ่มมากขึ้นในทวีปออสเตรเลีย

การสืบพันธุ์ของพะยูน

พะยูนตัวเมียใช้ระยะเวลาตั้งท้องนานนับปี แม่พะยูนจะช่วยพาลูก ๆ ขึ้นไปบนผิวน้ำเพื่อหายใจเองเป็นครั้งแรก ลูกพะยูนเกิดใหม่จะต้องอยู่ในความดูแลของแม่ประมาณ 18 เดือน บางครั้งลูกพะยูนต้องอาศัยเกาะบนหลังของแม่เพื่อว่ายน้ำในท้องทะเล

ในด้านความเชื่อ มีตำนานเล่าขานว่าพะยูนเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดเรื่องเล่าของคนโบราณอย่างนางเงือกด้วยเช่นกัน

สำหรับในประเทศไทยแต่เดิมนั้น พะยูนมีถิ่นอาศัยอยู่ทะเลทั้งฝั่งอันดามันและฝั่งอ่าวไทย แต่ปัจจุบันเหลืออยู่เพียงที่เดียว คือบริเวณแนวเขตพื้นที่หญ้าทะเลขนาดใหญ่ ในเกาะมุกและเกาะลิบง ซึ่งเป็นแหล่งอาศัยของพะยูนฝูงใหญ่ที่สุดของประเทศไทย และอาจเป็นไปได้ว่ายังพอมีเหลืออยู่แถบทะเลจังหวัดระยอง ประมาณ 10 ตัว (ข้อมูลเมื่อปี 2560)

เสียงที่หาฟังยากที่สุดในท้องทะเล

แม้ว่าพะยูนจะเป็นสัตว์ที่มีสายตาที่ไม่ดีนัก แต่ก็มีหูที่ไว เหล่าพะยูนจึงต้องใช้เสียงเพื่อการสื่อสาร แต่ทว่าเสียงของเรือที่แล่นอยู่ในทะเลย่อมรบกวนความสามารถในการค้นหาซึ่งกันและกัน เราจึงไม่อาจได้ยินพวกมันสื่อสารกันบ่อยนัก การได้ยินเสียงของพะยูนจึงเป็นเรื่องน่ายินดีสำหรับเหล่านักสำรวจมากทีเดียว

(รับชมวิดีโอพะยูนที่กำลังส่งเสียงในทะเล)

SOUND ON! An endangered #dugong vocalizing, one of the rarest sounds in the ocean. Dugongs don't see very well, but their ears are very sensitive and these adorable sounds are how they communicate. Imagine how ship noise affects their ability to find each other. Absolutely stunning footage generously shared with us by @michal_from_underwater.Learn more at SaveTheDugong.com#SaveTheDugong

โพสต์โดย Save the Dugong เมื่อ วันพุธที่ 6 มีนาคม 2019

เพราะพะยูนเป็นสัตว์ที่เรารับประทานได้จึงถูกล่า

แม้จะเป็นสัตว์ที่เราพบเจอไม่บ่อยนักในท้องทะเล อีกทั้งพะยูนยังมีลักษณะภายนอกที่ดูน่าเกรงขามเมื่อพิจารณาจากขนาดตัวที่หนาและหนัก (ที่บางท่านอาจมองว่ามันน่ารัก) แต่มนุษย์ก็นิยมล่ามันเพื่อนำเนื้อมาบริโภค โดยเนื้อพะยูนนำไปปรุงเป็นอาหารได้หลายชนิด เช่น แกง ผัด ทอด เนื้อแดดเดียว และเนื้อเค็ม โดยมีรสชาติคล้ายเนื้อหมู หนังพะยูนใช้ทำเครื่องหนัง กระดูกพะยูนนำไปใช้เครื่องราง และส่วนอื่น ๆ ที่เหลือ เชื่อกันว่าสามารถทำเป็นยารักษาโรคได้ อาจกล่าวได้ว่ามนุษย์รู้จักวิธีใช้ประโยชน์จากพะยูนได้ทุกส่วน และเป็นสัตว์ทะเลที่ให้กำไรงามกับชาวประมงเป็นอย่างยิ่ง จึงไม่น่าแปลกใจที่มนุษย์จะพากันล่าพะยูนในท้องทะเลจนมันร่อยหรอลงไป นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นๆ เช่น ระบบนิเวศของทะเลที่เปลี่ยนไปจนส่งผลให้หญ้าทะเล ซึ่งเป็นอาหารของมันลดน้อยลง หรือแม้กระทั่งการที่พะยูนไปเข้าไปติดในอวนลากของชาวประมงโดยบังเอิญ

อนึ่ง พะยูนเป็นสัตว์ที่ไม่เหมาะกับการเลี้ยงในพื้นที่ปิด เพราะเป็นสัตว์ที่ค่อนข้างอ่อนแอและเลี้ยงได้ยาก ดังนั้นการเพาะเลี้ยงในปัจจุบันจึงทำโดยหน่วยงานอนุรักษ์ที่มีความความชำนาญเท่านั้น การเพาะพันธุ์พะยูนโดยชาวบ้านเป็นเรื่องที่ทำได้ยากยิ่ง

กฎหมายที่ใช้ปกป้องพะยูน

ในความเป็นจริง ประเทศไทยได้ออกกฎหมายเพื่อปกป้องพะยูนมานานแล้ว พะยูนได้รับการประกาศให้เป็นสัตว์ป่าคุ้มครองตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า ในปี พ.ศ. 2535 และตามอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ หรือไซเตส (CITES) พะยูนซึ่งเป็นสัตว์ที่เลี้ยงลูกด้วยนม ได้อยู่ในบัญชีหมายเลข 1 ลำดับ 86 ของบัญชีไซเตส จึงเป็นสัตว์ที่ห้ามค้าโดยเด็ดขาด ยกเว้นเพื่อการศึกษา วิจัย และเพาะพันธุ์เท่านั้น

สำหรับในระดับโลก สหภาพระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN) ได้จัดอันดับให้พะยูนอยู่ในภาวะเสี่ยงอันตราย (Vulnerable – VU) อันมีความหมายว่ามีความเสี่ยงที่จะสูญพันธ์ไปแบบไม่เป็นไปตามธรรมชาติ ถ้าไร้ซึ่งการช่วยเหลือเพิ่มเติมจากมนุษย์

ในปี 2556 ประเทศไทยมีผลสำรวจพบว่าพะยูนที่ทะเลตรังเหลืออยู่เพียงแค่ 110 – 125 ตัว โดยสาเหตุหลักที่ทำให้มันลดลงเนื่องจากผลกระทบจากเครื่องมือประมงที่ผิดกฎหมาย และพื้นที่หญ้าทะเลซึ่งเป็นแหล่งหากินของพะยูนในจังหวัดตรังลดลงเหลือประมาณ 7,000 กว่าไร่ จาก 12,000 ไร่ จากการสำรวจในปี 2555 ในขณะนั้นจึงมีคาดการณ์กันว่าถ้าปล่อยให้พะยูนตายด้วยอุบัติเหตุเครื่องมือประมงราวปีละ 12 ตัว จะทำให้พะยูนสูญพันธุ์ไปจากทะเลตรังภายใน 16 ปี

พะยูน, พะยูนไทย. พะยูนตรัง
เราสามารถพบเจอพะยูนชนิดนี้ได้ในประเทศไทย

ความหวังใหม่ของพะยูนแห่งท้องทะเลไทย

แน่นอนว่าเหล่าบรรดานักอนุรักษ์ธรรมชาติย่อมไม่ปล่อยให้สัตว์น่ารักที่อยู่คู่ท้องทะเลไทยต้องสูญพันธุ์ไป นับตั้งแต่นั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง หน่วยงานทางปกครองในพื้นที่ ได้ร่วมมือกันเพื่อหาทางเพาะพันธุ์และฟื้นฟูปริมาณพะยูนในธรรมชาติให้มีมากขึ้น รวมถึงรณรงค์ให้ชาวบ้านเห็นความสำคัญในการอนุรักษ์พะยูน

ความพยายามอย่างต่อเนื่องของพวกเขาเริ่มผลิดอกออกผล โดยเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2561 มีการสำรวจประชากรพะยูนในทะเลตรังอีกครั้ง ค้นพบว่า มีพะยูนคู่แม่ลูก 42 คู่ ซึ่งเป็นข้อมูลยืนยันว่ามีพะยูนมากกว่า 210 ตัว และถ้ามนุษย์ไม่ล่ามันเพิ่มเติม ก็เชื่อว่าในปี 2562 พะยูนจะเพิ่มขึ้นอีกราว 250 ตัว นอกจากนี้ เมื่อนำข้อมูลปี 2560 ซึ่งพบว่ามีพะยูนประมาณ 169 ตัวมาเปรียบเทียบ ก็พบว่ามีอัตราการเพิ่มขึ้นของประชากรพะยูนอย่างน่าดีใจ

สาเหตุที่ประชากรพะยูนที่เพิ่มสูงขึ้น นอกจากความพยายามจากนักอนุรักษ์แล้ว ปัจจัยที่สำคัญคือความร่วมมือของชุมชนประมงที่ไม่ใช้เครื่องมือประมงที่เป็นอันตรายกับสัตว์ทะเลหายาก รวมไปถึงการฟื้นฟูหญ้าทะเลให้เป็นแหล่งอาหารของพะยูนอย่างต่อเนื่อง จึงส่งผลให้จำนวนพะยูนเพิ่มขึ้นอย่างมาก จนเกิดเป็นความหวังว่าพะยูนจะยังเป็นสัตว์สัญลักษณ์คู่จังหวัดตรังและประเทศไทยต่อไป

แหล่งอ้างอิง

Dugong

สำรวจ “พะยูน” ทะเลตรัง พบจำนวนประชากรเพิ่มขึ้น

พบฝูงพะยูนทะเลตรังเพิ่มกว่า 42 คู่ ชี้หากเลิกล่าปีหน้ามากขึ้นอีก!

พะยูนตายเพิ่มอีก คาดเหตุเครื่องมือประมงผิดกฎหมาย

วิกฤต “พะยูน” ทะเลตรัง อาจใกล้สูญพันธุ์ใน 16 ปี

สถานภาพของพะยูนในประเทศไทย

สุดตื่นเต้น! เสียงร้องพะยูน ใช้สื่อสารกับฝูง

องค์ความรู้เกี่ยวกับพะยูน


อ่านเพิ่มเติม สัตว์มหัศจรรย์เหล่านี้สูญพันธุ์เพราะมนุษย์

เรื่องแนะนำ

โลกร้อน ทำเต่าเกิดใหม่มีแต่เพศเมีย

“โลกร้อน” ทำเต่าเกิดใหม่มีแต่เพศเมีย เพศของมนุษย์เราถูกกำหนดจากโครโมโซมเพศในร่างกาย แต่สำหรับสัตว์เลื้อยคลานอย่างเต่าทะเลแล้ว ลูกๆ ของพวกมันจะเกิดมาเป็นตัวผู้หรือตัวเมียนั้นขึ้นอยู่กับอุณหภูมิของทรายที่ฝังกลบไข่ ในยุคสมัยที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือภาวะโลกร้อนกำลังเป็นปัญหาใหญ่ อุณหภูมิที่สูงขึ้นส่งผลให้ลูกเต่าเกิดใหม่นั้น เกิดเป็นเพศเมียเสียส่วนมาก ที่เกาะ Raine ของออสเตรเลีย เต่าตนุกำลังเผชิญกับผลกระทบนี้ เมื่อนักวิทยาศาสตร์พบว่าอัตราส่วนของเต่าเพศเมียเทียบกับเต่าเพศผู้นั้นมีมากถึง 116 ต่อ 1 และดูเหมือนว่าปัญหานี้ไม่ได้เพิ่งเกิดแต่เกิดขึ้นแล้วมาอย่างน้อย 20 ปี ณ ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์เองยังคงไม่ทราบถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นในวงกว้างจากภาวะโลกร้อนที่มีต่อสายพันธุ์สัตว์อื่นๆ เพราะนอกจากเต่าแล้ว จระเข้เองก็ถูกกำหนดเพศจากอุณหภูมิเช่นกัน   อ่านเพิ่มเติม : นกอายุ 67 ปี ยังคงวางไข่ได้, หนูสองตัวกลายมาเป็น 15,000 ตัวในหนึ่งปี

อาณาจักรที่หดหาย ของเสือจากัวร์

อาณาจักรที่หดหายของ เสือจากัวร์ ศิษย์ของอาจารย์ฮวน ฟลอเรส  ถือถ้วยพลาสติกใบเล็กที่มีใบผ่านเข้าสู่โลกแห่งจิตวิญญาณของ เสือจากัวร์ มาให้ผม ในนั้นมี “ลา เมดีซีนา” สมุนไพรสีน้ำตาลข้นที่เคี่ยวจากใบชากรูนาและเถาอะยาวัสกานานสองวันและกรอกใส่ขวดน้ำเก่าๆไว้  ตอนเริ่มพิธี อาจารย์ฮวนปลุกเสกยาหม้อนี้ด้วยการพ่นควัน มาปาโช หรือใบยาสูบป่าของแอมะซอน จากนั้นก็เริ่มรินยาปริมาณเล็กน้อยใส่จอกเพื่อแจกจ่ายแก่ผู้เข้าร่วมพิธีแต่ละคน พวกเรา 28 คน ซึ่งมาจากสหรัฐอเมริกา แคนาดา สเปน ฝรั่งเศส อาร์เจนตินา และเปรู  ล้วนมุ่งหน้ามาเพื่อค้นหาบางสิ่ง ณ ค่ายพักห่างไกลแห่งนี้ซึ่งตั้งอยู่กลางผืนป่าแอมะซอนในเปรู บางคนหวังจะพบหนทางรักษาโรคร้าย บางคนแสวงหาเส้นทางชีวิต บางคนแค่อยากแย้มมองอีกโลกหนึ่งอันเป็นซอกมุมสุดลี้ลับของบริเวณที่อลัน ราบิโนวิตช์ เรียกรวมๆว่า “ฉนวนวัฒนธรรมจากัวร์” พื้นที่นี้ครอบคลุมถิ่นอาศัยและเส้นทางอพยพซึ่งแพนเทอรา (Panthera) องค์กรอนุรักษ์ของเขา  กำลังพยายามปกป้องเพื่ออนุรักษ์เสือจากัวร์ที่คาดว่ามีอยู่ราว 100,000 ตัว และความหลากหลายทางพันธุกรรมของพวกมันเอาไว้ สมุนไพรถูกส่งไปเงียบๆท่ามกลางเสียงรินไหลของสายน้ำที่มีไอจางๆ ลอยอ้อยอิ่งในอากาศเย็นยามค่ำคืน เมื่อศิษย์ของอาจารย์ฮวนเดินมาหยุดข้างหน้า ผมก็คุกเข่าลง ศิษย์คนหนึ่งส่งจอกให้ อีกคนยืนถือแก้วน้ำเปล่ารออยู่ ผมลังเล นึกถึงคำพูดที่ กูรันเดโร หรือหมอผีชื่อดังนามดอน โฮเซ กัมโปส บอกผมในปูกัลล์ปา เมืองท่าอันวุ่นวายของเปรู ไม่กี่วันก่อนหน้านั้น […]

ในเปรู ชาวบ้านที่เคยล่า กบหนังห้อย จนเสี่ยงสูญพันธุ์ ได้กลับมาเป็นผู้อนุรักษ์

กบหนังห้อย จากทะเลสาบตีตีกากาที่กำลังเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์อย่างยิ่ง มักถูกลักลอบล่าเพื่อนำไปปรุงสมูทตี้กบเปรู ซึ่งเป็นเครื่องดื่มกระตุ้นพลังทางเพศประเทศดังกล่าว ภาพถ่ายโดย JOEL SARTORE, NATIONAL GEOGRAPHIC PHOTO ARK ผู้หญิงชาวเปรูขายงานหัตถกรรมที่มีแรงบันดาลใจจาก กบ หนังห้อย ซึ่งกำลังเสี่ยงสูญพันธุ์ มีเครื่องดื่มแบบดั้งเดิมชนิดหนึ่งในเปรู ซึ่งบางคนเรียกว่าสมูทตี้ กบ โดยเครื่องดื่มที่คนมักใช้เป็นยากระตุ้นทางเพศนี้ (แม้จะมีการกล่าวอ้างว่ามันรักษาโรคได้สารพัดอย่าง) ปรุงด้วยกบที่ถูกถลกหนัง กับส่วนผสมอื่นๆ เช่นน้ำผึ้งและรากของต้นมาคา (Maca) แน่นอนว่ากบซึ่งถูกนำมาใช้เป็นส่วนผสมของเครื่องดื่มชนิดนี้คือกบหนังห้อย หรือกบน้ำทะเลสาบตีตีกากา (Lake Titicaca Water Frog) แต่สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกที่เคยพบได้บ่อยประเภทนี้กลับมีจำนวนน้อยลงอย่างมาก Rosa Elena Zegarra Adrianzén นักชีววิทยาประจำสำนักงานอนุรักษ์ป่าและสัตว์ป่าแห่งชาติเปรู (Peru’s Forest and Wildlife National Service) กล่าวว่า พวกมันอาจมีจำนวนเพียง 50,000 ตัว (แม้เธอจะกล่าวเสริมว่า การคาดเดาจำนวนที่แน่นอนเป็นสิ่งที่ยาก เนื่องจากพวกมันอาศัยอยู่ในก้นลึกของทะเลสาบ) และองค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ (International Union for Conservation of […]

หมีขอไม่ใช่หมี! และยังมีอีกเพียบที่ชื่อสามัญไม่ตรงความจริง

บางครั้งชื่อสามัญที่ใช้เรียกชื่อสัตว์ก็สร้างความสับสน เมื่อหมีขอไม่ใช่หมี แพนด้าแดงไม่ได้เป็นญาติกับแพนด้ายักษ์ และม้าน้ำก็ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับม้าเลย