ทำไมลูกห่านเพรียงที่มีอายุเพียงแค่ 24 ชั่วโมงถึงต้องกระโดดหน้าผา

ทำไมลูกห่านเพรียงที่มีอายุเพียงแค่ 24 ชั่วโมงถึงต้องกระโดดหน้าผา

สาเหตุที่ ห่านเพรียง ตั้งถิ่นฐานอยู่บนหน้าผาสูงก็เพื่อที่จะหลบหลีกนักล่าอย่างสุนัขจิ้งจอก แต่พวกมันก็มีพฤติกรรมที่แปลก ทำไมทารกวัยแรกเกิดของพวกมันถึงต้องกระโดดหน้าผาที่สูงขนาดนั้น แม้ว่าจะมีอายุได้เพียงแค่ 1 วัน 

รู้หรือไม่ว่า ห่านเพรียง (barnacle goose) จัดเป็นอีกหนึ่งสัตว์ที่มีชีวิตอันยากลำบากเอามากๆ เพราะว่าพวกมันต้องต่อสู้กับอุณหภูมิอันหนาวเย็นในแถบอาร์กติก ไหนจะต้องปกป้องลูกๆ ของพวกมันจากเหล่านักล่าอย่างสุนัขจิ้งจอกอีก โดยวิธีหลบหลีกของพวกมันคือการหนีไปทำรังอยู่บนโขดหินและหน้าผาสูง แต่กลยุทธ์นี้ก็ยังมีข้อเสียคือ ทารกแรกเกิดของพวกมันจะต้องกระโดดหน้าผาสูงกว่าหลายร้อยฟุต เพื่อเป็นการเริ่มต้นชีวิต..

(คลิปวิดิโอ ทำไมห่านเพรียงต้องกระโดดหน้าผาสูงด้วย)

24 ชั่วโมงหลังจากการฟักไข่ เหล่าลูกห่านทั้งหลายจะต้องออกจากรังเพื่อที่หาหญ้ากิน ซึ่งพ่อแม่ของพวกมันไม่สามารถหามาป้อนพวกมันได้

แต่ด้วยความที่อาหารของพวกมันทั้งหญ้าและน้ำสะอาด ไม่สามารถหาได้ในบริเวณที่มันอาศัยอยู่ ทำให้ลูกห่านต้องดิ่งออกจากรังสู่พื้นดินข้างล่างตามพ่อแม่ โดยปกติแล้ว ห่านเพรียงจะมีการวางไข่เพียงประมาณ 3-5 ฟองต่อปีเท่านั้น

ดูเผินๆ อาจจะเป็นการกระทำที่น่ากลัว แต่แท้จริงแล้วลูกห่านพวกนี้มีน้ำหนักที่เบามากจนถึงขนาดที่ทำให้พวกมันตกลงมากระทบพื้นดินแล้วแทบจะไม่มีอาการบาดเจ็บใดๆ David Cabot ศาสตราจารย์วุฒิคุณของมหาวิทยาลัยคอร์กในประเทศไอร์แลนด์ กล่าว

“พวกมันมีน้ำหนักเบาและนุ่มนวลมาก ส่วนใหญ่แล้ว พวกมันมักจะชนกับก้อนหินเวลากระโดดลงมา” Cabot ผู้ที่เป็นคนแรกที่ถ่ายวีดิโอพฤติกรรมอันน่าทึ่งไว้เมื่อปี 1985 กล่าว “มีเพียงไม่กี่ตัวเท่านั้นที่ตายจากเหตุการณ์นี้ บางตัวอาจจะติดอยู่ระหว่างโขดหิน ธารน้ำหรือบางทีอาจจะโชคร้ายไปกระแทกกับหินคมก็มี”

อันตรายที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่การกระโดดจากหน้าผาสูง หากแต่อยู่ที่พวกนักล่าอย่างสุนัขจิ้งจอกอาร์กติก และเหล่านกนางนวลมากกว่า พวกมันมักจะรอเวลาที่เหมาะสม จากนั้นก็จะ “ตะครุบลูกห่านให้ได้มากที่สุด” Cabot เสริม

กระนั้นเองพ่อแม่ของพวกลูกห่านเองก็พยายามที่จะไล่เหล่านกนางนวลและสุนัขจิ้งจอกไปไกลๆ แล้ว แต่ดูเหมือนจะไม่ประสบความสำเร็จเลย เขากล่าว

ถิ่นอาศัยของห่านเพรียงมีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 3 แห่ง คือกรีนแลนด์ตะวันออก (สถานที่ในคลิปข้างต้น) เกาะสฟาลบาร์ และเกาะโนวายาเซมเลีย

ดิ่งพสุธา 

Mateo Willis ผู้กำกับซีรีส์สารคดีเรื่อง Hostile Planet ของช่อง National Geographic ต้องใช้เวลากว่า 3 สัปดาห์ในการถ่ายทำฉากนี้ ห่านเหล่านี้ฟักไข่ในช่วงปลายเดือนมิถุนายนถึงต้นเดือนกรกฎาคม ช่วงเวลาดังกล่าว พวกมันมีแนวโน้มที่จะฟักตัวแล้วหนีออกจากรังในเวลาไหนก็ได้ในช่วงระหว่าง หกโมงเช้าถึงสี่ทุ่ม Willis กล่าว

กว่าจะได้มาซึ่งฉากดังกล่าว Willis และทีมของเขาต้องเตรียมพร้อมตลอดเวลา Willis รับหน้าที่เก็บภาพจากด้านบน ส่วนคู่หูที่เหลืออีกสองคนของเขาถ่ายจากข้างล่าง

“เป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่คุณจะต้องรอ..รอ..แล้วก็รอ” Willis เผย

“ในช่วงระหว่างรอ คุณแทบจะเสียสติไปเลย” เขากล่าว เนื่องจากช่วงเวลาดังกล่าว เขาและทีมงานแทบจะไม่ได้พักผ่อนกันเลย

“เป็นการถ่ายทำที่ท้าทายมาก” เขาเสริม “คุณต้องติดตามวัตถุสีเทาเล็กๆ นี้พร้อมกับก้อนหินสีน้ำตาลเทาจำนวนมากในอัตราความเร็วสูง และทันทีที่ห่านพวกนั้นชนกับอะไรสักอย่าง ทิศทางการตกของพวกมันจะเปลี่ยน”

Willis อธิบายว่า เป็นเรื่องง่ายมากที่เราจะคุ้นเคยกับความยากลำบากในเรื่องพฤติกรรมของสัตว์ หลังจากถ่ายทำฉากประวัติศาสตร์ทางธรรมชาติต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน แต่ชะตากรรมของห่านที่เพิ่งฟักตัวใหม่ ทำให้เขากลับรู้สึกแย่ทุกครั้งที่เห็น

ผู้รอดชีวิต

“นี่เป็นอีกหนึ่งสถานการณ์ที่คุณอดรู้สึกแย่และสงสารพวกห่านเหล่านี้ไม่ได้” Willis กล่าว และเนื่องจากเขาเองก็เป็นพ่อลูกสอง ทำให้เขารู้สึกสงสารพ่อแม่ของลูกห่านเหล่านั้นด้วย

กระนั้นเอง กลยุทธ์ที่รุนแรงและเสี่ยงนี้เห็นได้ชัดว่ามันได้ผล ลูกห่านจำนวนกว่าร้อยละ 90 มีชีวิตรอดจากการกระโดดหน้าผา

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการมีตัวตนของนักล่าอย่างสุนัขจิ้งจอกและนกนางนวล ทำให้มีห่านที่รอดชีวิตจากการกระโดดเพียงครึ่งเดียว (หรือบางทีน้อยกว่านั้น) เท่านั้นที่ใช้ชีวิตไปถึงวัยหนุ่มสาวเพื่อที่จะเดินทางไปยังบริเวณที่มีอากาศหนาวเย็นอย่างเกาะอายล่า (Islay) ของประเทศสกอตแลนด์

ห่านนับหมื่นตัวมักจะเดินทางไกลไปสถานที่ข้างต้นเพื่อกินหญ้า การอพยพครั้งใหญ่นี้ได้สร้างปัญหาให้กับเกษตรกรท้องถิ่นเป็นอย่างมาก โดยพวกเขาอ้างว่าห่านพวกนี้ไปรบกวนการเลี้ยงปศุสัตว์และแกะ ทำให้รัฐบาลสกอตแลนด์ต้องอนุมัติมาตราการการฆ่าห่าน เริ่มบังคับใช้ครั้งแรกในปี 2010 โดยตอนนี้ห่านนับพันถูกฆ่าในแต่ละปี ตามการรายงานของ The Ferret สำนักข่าวของประเทศสกอตแลนด์

โดยปกติแล้วอัตราการเพิ่มขึ้นของห่านมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นมาตลอดตั้งแต่ทศวรรษ 1960 แต่มาตรการข้างต้นก็เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ตัวเลขลดลงอย่างเห็นได้ชัด ประชากรห่านในบริเวณกรีนแลนด์ตะวันตกมีจำนวนประมาณ 70,000 ตัวจากการนับครั้งล่าสุดในปี 2018 ซึ่งลดลงมากกว่าร้อยละ 10 จากตัวเลขของปี 2013 ตามการรายงานขององค์กรไม่แสวงผลกำไร Wildfowl & Wetland Trust ของประเทศอังกฤษที่ทำการสำรวจจำนวนประชากรสัตว์ปีกทุกๆ 5 ปี

ก้าวกระโดดอันยิ่งใหญ่

อย่างไรก็ตาม ห่านเพรียงไม่ได้เป็นสัตว์ชนิดเดียวที่เริ่มต้นชีวิตด้วยการกระโดดหน้าผาสูง

Isabella Scheiber นักชีววิทยาจากมหาวิทยาลัยเวียนนากล่าวว่า “นกน้ำหลายตัวก็ออกจากรังไปใช้ชีวิตด้วยวิธีนั้น ยกตัวอย่างเช่น เป็ดก่า ซึ่งปกติแล้วทำรังบนต้นไม้” ถึงแม้ดูเผินๆ จะเป็นการกระทำที่น่ากลัวและเสี่ยงต่อการเสียชีวิตแต่เธอเสริมว่า “วิธีนี้เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ปลอดภัยมากๆ”

ตัวไหนที่ไม่ตามพ่อแม่ออกจากรังเมื่อถึงเวลา ส่วนใหญ่มักจะถูกทอดทิ้งแล้วก็ตายไปในที่สุด

เป็นเรื่องปกติที่ลูกห่านเพรียงจะไม่สามารถมีชีวิตรอดได้ทั้งหมด การศึกษาในปี 1998 เผยว่าห่านตัวผู้ “เผลอ” ชนลูกห่านของพวกมันเองตกหน้าผาโดยบังเอิญ อีกตัวหนึ่งถูกนกนางนวลจับตัวไป ส่วนตัวที่สามเสียชีวิตหลังจากกระโดดลงน้ำตก

เมื่อเอาสองเหตุการณ์มาเปรียบเทียบกันแล้ว ห่านเพรียงที่เป็นตัวเอกในซีรีส์สารคดีเรื่อง Hostile Planet นับว่าโชคดีอย่างมาก แล้วถ้าโชคเข้าข้างอีกสักนิด พวกมันอาจมีโอกาสกลับมาเจอหน้ากันพร้อมหน้าพร้อมตา เพื่อที่จะสืบพันธุ์กันต่อไปที่กรีนแลนด์

***แปลและเรียบเรียงโดย รชตะ ปิวาวัฒนพานิช
โครงการนักศึกษาฝึกงาน กองบรรณาธิการ นิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย 


อ่านเพิ่มเติม : น้ำแข็งละลายในกรีนแลนด์มีความหมายอะไรต่อโลก

เรื่องแนะนำ

ธรรมเนียมการแข่งขันอูฐ

ธรรมเนียมการแข่งขันอูฐ ใครจะคิดว่าอูฐสามารถทำความเร็วได้มากถึง 65 กิโลเมตรต่อชั่วโมง นอกเหนือจากการเป็นสัญลักษณ์ของการปรับตัวให้สามารถใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางสภาพภูมิอากาศรุนแรงสุดขั้วอย่างทะเลทรายแล้ว อูฐยังเป็นสัตว์สำคัญของมนุษย์ที่อาศัยอยู่ในภูมิภาคตะวันออกกลาง พวกเขาใช้อูฐในการขนส่ง, ใช้เป็นอาหาร ไปจนถึงเป็นความบันเทิง เช่น การแข่งอูฐ ในโอมาน ซึ่งเป็นวัฒนธรรมแบบดั้งเดิมของผู้คนในภูมิภาคอาหรับ จากวิดีโอภาพมุมสูง การแข่งขันครั้งนี้ถูกบันทึกผ่านโดรนให้เรามีโอกาสได้ชมธรรมเนียมของชาวอาหรับกัน ปกติแล้วในการแข่งขันนิยมใช้อูฐหนอกเดียวมากกว่าอูฐสองหนอก ทว่าการแข่งจะต่างจากการแข่งขันสัตว์อื่นๆ เนื่องจากจ็อกกี้จะไม่ขึ้นขี่หลังอูฐ แต่จะใช้รีโมทคอนโทรลควบคุมแส้ให้ตวัดไปมาในอากาศเป็นการสั่งอูฐ โดยจ็อกกี้แต่ละคนนั้นจะนั่งอยู่ในรถยนต์ที่วิ่งขนานไปกับอูฐนั่นเอง หากสงสัยว่าเหตุใดอูฐจึงเอาชีวิตรอดท่ามกลางทะเลทรายได้ และเหล่านี้คือวิวัฒนาการที่มันปรับตัวขึ้นมาโดยเฉพาะ ภายในหนอกของอูฐประกอบด้วยไขมันที่มันจะนำมาใช้เมื่อไม่มีอาหารกิน นอกจากนั้นอูฐยังมีขนตายาวมากเพื่อป้องกันทรายพัดเข้าตา นอกจากนั้นอูฐยังสามารถอุดจมูกได้ทันทีที่ต้องการ พายุทรายจึงไม่มีผลใดๆ กับมัน และพวกมันยังมีมีพื้นเท้าที่กว้างกว่าสัตว์อื่นๆ ช่วยไม่ให้จมลงในทรายอ่อนๆ ได้อีกด้วย   อ่านเพิ่มเติม สัตว์เหล่านี้ดื่มน้ำด้วยวิธีแปลกๆ

การล่าสัตว์จะช่วยปกป้องสัตว์ป่าได้จริงหรือ

การล่าสัตว์จะช่วยปกป้องสัตว์ป่าได้จริงหรือ ช้างทยอยปรากฏตัวเป็นโขลงเล็กๆ  พวกมันเดินอ้อยอิ่งหาแหล่งน้ำอยู่ใกล้แอ่งที่คลุ้งไปด้วยฝุ่น ด้วยอุณหภูมิในเดือนกันยายนที่สูงถึง 40 องศาในช่วงกลางวัน ช้างจึงเดินหากินอยู่ตรงชายขอบทะเลทรายคาลาฮารี ประเทศนามิเบีย ในเขตอนุรักษ์สัตว์ป่าที่มีชุมชนเป็นผู้ดำเนินการชื่อ ไนไน (Nyae Nyae) ซึ่งปัจจุบันมีชนพื้นเมืองเผ่าซานราว 2,800 คนอาศัยอยู่อย่างแร้นแค้น ช้างทิ้งกิ่งไม้หักและมูลอุ่นๆไว้ตามทางที่เดินผ่านไป เมื่อได้กลิ่นเหงื่อของเราผสมกับกลิ่นหญ้าที่ถูกแดดแผดเผา พวกมันก็พากันออกวิ่งพลางส่งเสียงร้องแปร๋นๆ หนีหายไปทันที ในเวลาต่อมา ตรงขอบฟ้า ช้างอำพรางตัวอยู่ในร่มเงาของต้นอะเคเชีย  สำหรับสัตว์ตัวใหญ่ขนาดนั้น ถ้าตาไม่แหลมคมจริง คงแทบมองไม่เห็นพวกมัน และตอนนี้ดวงตาที่ว่านั้นเป็นของชายชื่อดาม นักแกะรอยชาวซานในท้องถิ่น เจ้าของรูปร่างเตี้ยล่ำ ผู้ยืนอยู่บนหลังรถแลนด์ครูสเซอร์ ดามโน้มตัวออกไปจนเกือบสุดทางด้านขวาของรถ พลางสอดส่ายสายตามองหารอยเดินบนพื้นทราย เขาตบประตูรถ  แล้วรถก็เบรกดังเอี๊ยด ดามกระโดดลงจากรถไปตรวจสอบรอยเท้า ขอบรอยมีลักษณะเป็นลอนหยักลาดเข้าด้านใน และมีวงกลมเล็กๆอยู่ตรงกลาง เขาชี้มือชี้ไม้ แล้วฟีลิกซ์ มาร์นเวกเคอเคอ พรานอาชีพและมัคคุเทศก์ในการเดินทางครั้งนี้  ก็โดดผลุงออกจากประตูด้านคนขับ  มาร์นเวกเคอในวัย 40 ปี มีร่างกายกำยำ ผิวแดงก่ำ และผมสีทอง สวมหมวกผ้าและกางเกงขาสั้น บุคลิกท่าทางแนบเนียนดูราวกับส่งตรงมาจากบริษัทคัดเลือกนักแสดง เขายืนมองรอยเท้าสักครู่ สีหน้าแสดงความกังขาแต่แล้วก็พยักหน้าเห็นพ้องด้วย ถ้าป่าทะเลทรายในไนไนเป็นบ้านของครอบครัวชาวซาน มันก็ยังเป็นบ้านของช้างป่าขนาดใหญ่ที่สุดในโลกที่เหลืออยู่เช่นกัน รอยเท้านี้เป็นเครื่องพิสูจน์ พวกเราที่เหลือลงจากรถ  […]

เผยวิดีโอที่บันทึกภาพปลาทะเลลึกที่สุดในโลกเป็นครั้งแรก

เมื่อนักวิทยาศาสตร์เห็นวิดีโอบันทึกภาพปลาตัวน้อยในวงศ์ Snailfish แหวกว่ายไปมาที่ระดับความลึกราว 2.4 กิโลเมตรจากผิวน้ำของมหาสมุทร พวกเขาก็คิดว่าอาจค้นพบชนิดพันธุ์ใหม่เข้าให้แล้ว ปลาสเนลฟิชเป็นคำเรียกโดยรวมของปลากในวงศ์ Liparidae ที่มีปลาอยู่ราว 350 ชนิด พวกมันมีลักษณะเด่นคือ มีดวงตาโต และหัวโตๆที่สอบไปทางลำตัวที่เรียวยาว สำนักงานบริหารมหาสมุทรและบรรยากาศแห่งชาติของสหรัฐฯ หรือโนอา (National oceanic and Atmosphere Administration: NOAA) ปล่อยคลิปของปลาสเนลฟิชที่เชื่อว่าเป็นชนิดใหม่นี้เมื่อวันที่ 2 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยมีผู้พบเห็นมันเป็นครั้งแรกในวันที่ 28 กรกฎาคม ในวิดีโอเราจะได้ยินเสียงสมาชิกคนหนึ่งในทีมโนอาอุทานออกมาว่า “ไม่เคยมีใครในโลกเห็นปลาชนิดนี้มาก่อน” ปลาสเนลฟิชเป็นปลาที่มีจำนวนมากที่สุดชนิดหนึ่งในโลก และอาศัยอยู่ที่ระดับความลึกเกือบทุกระดับในมหาสมุทร มันเคยทำให้นักวิทยาศาสตร์ตะลึงงันมาแล้วในปี 2014 ตอนมีการค้นพบที่ระดับ 8,143 เมตรใต้ทะเล และทำลายสถิติในฐานะปลาที่อาศัยอยู่ที่ทะเลลึกที่สุดในโลก ปลาสเนลฟิชยังสามารถทนแรงกดได้เทียบเท่ากับช้าง 1,600 ตัวยืนอยู่บนหลังคารถเล็กๆคนหนึ่ง นักวิจัยบอกว่า การค้นพบครั้งนี้เป็น “สิ่งแปลกใหม่ที่ไม่เคยมีใครคาดคิดมาก่อน” จากการสำรวจโดยเรือ Okeanos Explorer ของโนอา ซึ่งมุ่งหน้าออกจากฮอโนลูลูเพื่อสำรวจน้ำลึกรอบๆจอนสตันอะทอลล์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอนุสรณ์สถานแห่งชาติทางทะเลหมู่เกาะรีโมต (Remote Islands Marine National Monument) […]