สุนัขสามารถตรวจจับถึงสารเคมีที่มนุษย์ปล่อยออกมาระหว่างมี อาการชัก

สุนัขสามารถตรวจจับถึงสารเคมีที่มนุษย์ปล่อยออกมาระหว่างมีอาการชัก

นับเป็นครั้งแรกที่มีการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ ที่สามารถพิสูจน์ได้ว่ากลิ่นที่มนุษย์ปล่อยออกมาระหว่างมี อาการชัก สามารถรับรู้ได้โดย..สุนัข

สัมผัสการดมกลิ่นของสุนัขทำให้พวกมันสามารถทำสิ่งต่างๆ ที่ไม่มีเทคโนโลยีแขนงไหนของมนุษย์ทำได้ เช่น การดมหายาเสพติด วัตถุระเบิด หรือแม้แต่โรคภัยไข้เจ็บอย่างมะเร็ง ทั้งนี้สุนัขมักจะได้รับการฝึกฝนให้ตอบสนองและสัมผัสได้ถึงอาการลมชักในมนุษย์ก่อนที่มันจะเกิดขึ้น แม้ว่าผลลัพธ์และประสิทธิภาพจะไม่ค่อยสม่ำเสมอสักเท่าไร อีกทั้งหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่มาสนับสนุนการกระทำนี้ยังมีไม่มากพออีกด้วย โดยยังไม่มีใครทราบได้ว่าเพราะเหตุใดสุนัขถึงสามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้ บางทีอาจจะเป็นการเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรมของมนุษย์หรือเปล่าก่อนจะเกิดอาการชัก หรือว่าระหว่างก่อนเกิดมนุษย์ได้ส่งกลิ่นออกมาเป็นสัญญาณที่มีเพียงสุนัขเท่านั้นที่สามารถรับรู้ได้?

การศึกษาครั้งใหม่นี้ชี้ให้เห็นว่ามนุษย์ปล่อยกลิ่นตัวที่มีความเฉพาะเจาะจงระหว่างอาการชัก โดยมีเพียงสุนัขบางตัวเท่านั้นที่สามารถรับรู้ได้ ในบทความที่ตีพิมพ์ในวารสาร Scientific Reports นักวิจัยได้นำตัวอย่างเหงื่อจากผู้ป่วยทั้งหมด 7 คนที่ป่วยเป็นโรคลมชักประเภทต่างๆ ในภาวะกิจกรรมที่แตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็นขณะพักผ่อน ออกกำลังกาย หรือขณะกำลังมีอาการลมชัก จากนั้น นักวิทยาศาสตร์ได้วางตัวอย่างเหงื่อไว้ในกระป๋องและผลปรากฏว่ามีสุนัขทั้งหมด 5 ตัวที่สามารถรับรู้ได้ว่ากระป๋องในเป็นเหงื่อตัวอย่างของผู้ป่วยที่มี อาการชัก

ถือเป็นครั้งแรกเลยที่มีการเรื่องแบบนี้ปรากฏอยู่ในการศึกษาที่ได้รับการตีพิมพ์ว่า มนุษย์ปลดปล่อยสารเคมีบางอย่างที่มีกลิ่นระหว่างอาการลมชัก ซึ่งสารเคมีนั้น สุนัขสามารถตรวจจับได้ การศึกษาครั้งนี้นับเป็นก้าวแรกที่สำคัญของการทดสอบหรือการฝึกอบรมที่อาจช่วยให้สุนัขตอบสนองหรือตรวจจับอาการลมชักได้ก่อนที่มันจะเกิดขึ้น Amelie Catala ผู้นำการศึกษาครั้งนี้ อีกทั้งยังเป็นนักศึกษาปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยแรนส์ในประเทศฝรั่งเศส

การศึกษาครั้งนี้ได้ใช้ตัวอย่างเหงื่อในระหว่างอาการลมชัก ไม่ใช่ก่อนหน้าอาการจะเกิด แล้วก็ไม่ได้ระบุว่าสารเคมีเหล่านี้คืออะไร หรือพวกมันถูกปล่อยออกมาตอนไหนแต่อย่างใด

“การศึกษาประเภทนี้มีความสำคัญมาก เพราะมันจะเป็นรากฐานที่สำคัญในอนาคตสำหรับการค้นหาความสามารถที่แท้จริงของสุนัข ว่าสามารถตรวจจับอาการลมชักได้จริงหรือเปล่า และมีประสิทธิภาพมากแค่ไหน” Kenneth Furton ศาสตราจารย์วิชาเคมีที่มหาวิทยาลัยนานาชาติฟลอริดา ซึ่งเป็นผู้ศึกษาสุนัขและความสามารถในการรับรู้กลิ่นของพวกมัน โดยเขาไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับการศึกษาครั้งนี้

โดยงานวิจัยของ Furton เองมีเป้าหมายมากกว่าการศึกษาครั้งนี้ เขากล่าวว่าในการศึกษาของเขา เขาได้พบกับสุนัขจำนวนมากที่สามารถตรวจจับอาการลมชักได้ตั้งแต่ 15-45 นาทีก่อนที่จะมีอาการเสียอีก ซึ่งเวลาขนาดนี้อาจมากพอที่จะทำให้ผู้ป่วยกินยาเพื่อยับยั้งหรือลดความรุนแรงของอาการได้

เขาและนักศึกษาปริญญาเอกในทีมวิจัยอธิบายว่ามนุษย์จะปล่อยสารอินทรีย์ระเหยก่อนที่จะมีอาการชัก ซึ่งสารเหล่านี้สุนัขสามารถดมและรับรู้ได้

ขณะนี้มีหลายองค์กรที่ให้บริการ “สุนัขเตือนภัย” และ “สุนัขช่วยเหลือ” แต่ประสิทธิภาพก็ยังไม่มีความแน่นอน (สุนัขแบบแรกจะสามารถรับรู้ได้ว่าผู้ป่วยมีความเสี่ยงที่จะเกิดอาการลมชัก ขณะที่สุนัขแบบหลังถูกฝึกมาเพื่อให้ความดูแลผู้ป่วยเมื่ออาการลมชักเกิดขึ้น) ขณะนี้ Furton กำลังสร้างมาตรฐานที่สามารถใช้ฝึกอบรมสุนัขให้สามารถตอบสนองหรือสัมผัสอาการลมชัก แต่ถึงอย่างไรในปัจจุบันก็ยังไม่มีใครสามารถยืนยันได้ว่าทำได้จริง 100%

อาการชัก
สุนัขพันธุ์ลาบราดอร์ รีทรีฟเวอร์สีช็อคโกแลต

Gary Mathern ประธานการวิจัยที่เกี่ยวกับโรคลมชักของโรงเรียนแพทย์ในมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ลอสแอนเจลิส เน้นว่า การศึกษาที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Scientific Reports นั้นยังไม่มีหลักฐานมากพอและจะไม่ส่งผลกระทบทันทีต่อสุนัขฝึกอบรม กระบวนการดังกล่าวยังคงเป็นเรื่องที่ยาก ค่าใช้จ่ายสูง และยังขาดความสม่ำเสมออยู่ แต่ข้อดีคือ การศึกษาครั้งนี้อาจนำไปสู่กลไลการตรวจจับอาการลมชัก หรือแนวคิดใหม่ในการศึกษาอาการเหล่านี้

สุนัขและประสาทการรับกลิ่นของพวกมันสมควรที่จะได้รับการวิจัยเพิ่ม Furton กล่าว ในบางกรณี สุนัขสามารถได้รับการฝึกฝนที่จะตอบสนองกับอาการชักในระยะเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ ทั้งนี้ทั้งหมดก็ขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ระหว่างตัวสุนัขเองแล้วก็มนุษย์ด้วย ในบางรายอาจใช้เวลาที่นานกว่านี้

การศึกษาครั้งนี้ไม่ถือว่าเป็นเรื่องแปลกแต่อย่างใด และก็สมเหตุสมผลดีด้วย “คุณสามารถฝึกฝนสุนัขให้ตื่นตัวกับแทบจะทุกสถานการณ์” Furton ผู้ที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการสุนัขมาเกือบ 25 ปี กล่าวปิดท้าย

เรื่องโดย 

***แปลและเรียบเรียงโดย รชตะ ปิวาวัฒนพานิช
โครงการนักศึกษาฝึกงาน กองบรรณาธิการ นิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย


อ่านเพิ่มเติม : สุนัขบำบัดช่วยผู้ป่วยได้จริง แต่ตัวมันเองรู้สึกยังไง?

สุนัขบำบัด

เรื่องแนะนำ

ความสุขที่ได้ไล่ตามเพื่อผสมพันธุ์ของอาร์มาดิลโล

เมื่ออาร์มาดิลโลตัวผู้ได้กลิ่นตัวเมียที่กำลังเป็นสัด พวกมันจะเข้าไปใกล้ และตัวเมียจะวิ่งหนี ฝูงตัวผู้จะไล่ตามอย่างบ้าคลั่ง และตัวที่เร็วที่สุดจะได้ผสมพันธุ์ขณะที่กำลังวิ่ง

วาฬเพชฌฆาตปะทะวาฬสีน้ำเงิน

ฝูงวาฬออร์การ่วมมือกันโจมตีสัตว์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก พวกมันคงไม่ได้กำลังล่าเหยื่อ เรื่อง ซาราห์ กิบเบ็นส์ เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม ที่เมืองมอนเตเรย์ รัฐแคลิฟอร์เนีย อากาศยานไร้คนขับหรือโดรน (drone) บันทึกภาพฝูงวาฬออร์การ่วมมือกันเข้าโจมตีวาฬสีน้ำเงิน วาฬออร์กาเป็นที่รู้จักอีกชื่อหนึ่งคือ วาฬเพชฌฆาต อาหารของพวกมันคือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่อยู่ในทะเล เช่น โลมา และแมวน้ำ แต่ในกรณีนี้ ผู้ล่าที่น่าเกรงขามคงไม่ได้ตั้งใจที่จะต่อกรกับวาฬสีน้ำเงินตัวเต็มวัย ซึ่งถือว่าเป็นสัตว์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดบนโลก จากข้อมูลที่เคยบันทึกไว้ วาฬสีน้ำเงินมีความยาวลำตัวได้ถึงหนึ่งร้อยฟุต และหนักกว่า 200 ตัน จากภาพที่บันทึกได้ วาฬสีน้ำเงินสบัดตัวไปทางด้านข้างอย่างแรง คล้ายกับเป็นการสร้างกำแพงน้ำ และว่ายออกไปอย่างรวดเร็วให้พ้นวิถีของวาฬออร์กา แนนซี แบล็ก นักชีววิทยาทางทะเล กล่าว เธอบันทึกภาพเหตุการณ์นี้ได้จากดาดฟ้าเรือชมวาฬ เหตุผลที่แท้จริงเบื้องหลังการโจมตี “พวกมันอาจจะกำลังหยอกเล่นเฉยๆ ค่ะ” แบล็กกล่าว “วาฬออร์กาแหย่วาฬสีน้ำเงิน เหมือนอย่างที่แมวเล่นกับเหยื่อของมัน วาฬชนิดนี้มีนิสัยขี้เล่นและชอบเข้าสังคม” แบล็กดำเนินธุรกิจนำชมวาฬในชื่อ Monterey Bay Whale Watch ตลอด 25 ปีที่ผ่านมา เธอเฝ้าสังเกตวาฬออร์กาและสัตว์ชนิดอื่นๆ ในกลุ่มคีตาเชียน (สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่อยู่ในทะเล) แม้ว่าจะมีขนาดใหญ่กว่าวาฬออร์กา […]

เรื่องรักของเพนกวิน

เรื่องรักของเพนกวิน บางครั้งความโรแมนติกไม่จำเป็นต้องมีบทพูด เชิญพบกับความรักอันยิ่งใหญ่ของเพนกวินเจนทูแห่งแอนตาร์กติก เรื่องราวของมันเริ่มต้นเหมือนคู่รักมนุษย์ เมื่อเพนกวินเจนทูต้องการที่จะลงหลักปักฐานกับใคร ตัวผู้จะออกตามหาก้อนหินที่สวยงาม เกลี้ยงเกลาที่สุดมามอบให้ตัวเมียที่หมายปอง หากตัวเมียมีใจมันจะรับเอาก้อนหินมาไว้ในรัง จากนั้นพวกมันก็จะผูกพันเป็นคู่ผัวเดียวเมียเดียวไปตลอดชีวิต เมื่อมีลูกด้วยกันแล้ว พวกมันจะสลับกันออกไปหาอาหารมาเลี้ยงลูกๆ ตัวที่เหลืออยู่จะคอยอยู่บนเกาะ เพนกวินเจนทูแม้เดินอุ้ยอ้ายแต่พวกมันว่ายน้ำเก่งมาก และยังเป็นเพนกวินที่ว่ายน้ำได้เร็วที่สุดถึง 36 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พวกมันจะเก็บอาหารไว้ในท้องจากนั้นก็ว่ายฝ่าคลื่นลมกลับมายังเกาะที่มีเพนกวินอาศัยอยู่เป็นล้านตัว พวกมันจะเปล่งเสียงร้องหากัน และน่าทึ่งที่ท่ามกลางเสียงดังระงมเพนกวินสามารถจดจำเสียงร้องของคู่มันได้อย่างแม่นยำ เมื่อพบกันแล้วมันจะอ้าปากให้ลูกน้อยได้กินอาหาร เป็นอันสิ้นสุดการเดินทางอันแสนเหน็ดเหนื่อยตลอดวัน   อ่านเพิ่มเติม ค้นพบฟอสซิลเพนกวินที่มีขนาดเท่ากับมนุษย์

ชุดภาพถ่ายเมื่อสรรพสัตว์หลับปุ๋ย…

ตั้งแต่กิ้งก่าคาเมเลี่ยนไปจนถึงลูกลิง เหล่านี้คือภาพการนอนหลับของบรรดาสรรพสัตว์ทั่วโลก ที่เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิกประทับใจ และอยากให้คุณชม