ฤๅสัตว์สะเทินน้ำสะเทินน้ำสะเทินบกจะถูกล้างเผ่าพันธุ์โดยฟังไจ ไคทริด ?

บรรดาสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกกำลังสูญเสียชีวิตครั้งใหญ่จากเชื้อก่อโรค

ภาพของกบมากมายที่ตายเนื่องจากเชื้อก่อโรคที่เป็นฟังไจ ไคทริด ชื่อว่า Batrachochytrium dendrobatidis (Bd) ภาพถ่ายโดย JOEL SARTORE, NAT GEO IMAGE COLLECTION


ในขณะนี้มีการเปิดเผยว่า เชื้อก่อโรคในสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกเป็นฟังไจกลุ่ม ไคทริด ทำให้สายพันธุ์ของกบและซาลาแมนเดอร์ลดลงไปอย่างน้อย 501 ชนิด

เป็นเวลานับทศวรรษแล้วที่ “เพชฌฆาตเงียบ” ชนิดหนึ่งได้สังหารบรรดากบและซาลาแมนเดอร์รอบโลกด้วยวิธีการกินผิวหนังของพวกมันแบบเป็น ๆ ในขณะนี้ ทีมนักวิทยาศาสตร์ 41 คนจากทั่วโลก ประกาศว่าเพชฌฆาตนี้คือเชื้อก่อโรค (Pathogen) ซึ่งมนุษย์ได้ทำให้มันระบาดไปทั่วโลกโดยไม่ได้ตั้งใจนั้นได้ทำลายความหลากหลายทางชีวภาพของโลกมากกว่าโรคร้ายอื่น ๆ ที่โลกได้บันทึกเอาไว้

งานศึกษาครั้งใหม่ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Science เมื่อเร็วๆ นี้ คือการสรุปจำนวนของเชื้อก่อโรค ซึ่งเป็นฟังไจในกลุ่ม ไคทริด (Chytrid) ที่ชื่อว่า Batrachochytrium dendrobatidis (Bd) และ Batrachochytrium salamandrivorans (Bsal) โดยฟังไจ ไคทริด เป็นเหตุให้สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำกว่า 501 ชนิด มีจำนวนที่ลดลง หรือ 1 ในทุกๆ 16 สายพันธุ์ที่วิทยาศาสตร์รู้จักภายในระบบนิเวศสมบูรณ์หลายแห่งทั่วโลก

ในบรรดาสายพันธุ์กบที่เป็นโรค กว่า 90 สายพันธุ์ได้สูญพันธุ์หรือคาดว่าสูญพันธุ์ไปแล้ว ส่วนอีก 124 สายพันธุ์มีจำนวนประชากรลดลงมากกว่าร้อยละ 90 โดยเหล่ากบจำนวน 501 ชนิดนี้ลดลงเพราะติดเชื้อฟังไจ ไคทริด ที่ชื่อว่า Bd

“เราทราบดีว่าฟังไจ ไคทริด นั่นเลวร้าย แต่เราก็ไม่ทราบเช่นกันว่ามันเลวร้ายแค่ไหน เรารู้แค่เพียงว่ามันเลวร้ายกว่าที่เราคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้” Ben Scheele นักนิเวศวิทยาจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย ซึ่งเป็นผู้นำคณะวิจัยครั้งนี้ กล่าวและเสริมว่า “ผลการวิจัยใหม่ของเรายังคงแสดงจำนวนเท่าเดิม ในแง่ของความหลากหลายทางชีวภาพ ดังเช่น แมว หนู และสายพันธุ์รุกราน (Invasive Species)”

Scheele เคยเห็นการกระทำอันนองเลือดของเชื้อก่อโรคพวกนี้มาก่อน ในการวิจัยภาคสนามของเขาครั้งหนึ่งที่ออสเตรเลีย ปรากฏการณ์เอลนีโญส่งผลให้กบจำนวนมากแพร่พันธุ์และกระจายออกไป ซึ่งทำให้เชื้อโรค Bd ได้แพร่กระจายตามไปอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน โดยก่อนหน้าที่เชื้อราชนิดนี้ระบาด จำนวนกบต้นไม้ภูเขา (Alpine Tree Frog) มีจำนวนประชากรมากในพื้นที่ เขาต้องระมัดระวังการก้าวเดินเมื่อต้องออกไปสำรวจในตอนกลางคืน แต่ในขณะนี้ กบชนิดดังกล่าวกลับพบเจอได้ยากขึ้น
ถึงแม้ว่า Scheele จะตกใจและเสียใจกับการะบาดของโรคนี้ เขาก็ได้แก้ปัญหาจำนวนที่ลดลงของกบ หลังจากใช้เวลาอยู่ 4 ปี ทีมนักวิจัยของเขาได้รวบรวมรายงานเกี่ยวกับฟังไจ ไคทริด ให้เป็นฐานข้อมูลเดียว ด้วยเหตุนี้เอง เขาจึงพบว่าฟังไจทั้ง Bd และ Bsal มีจำนวนมากกว่าที่เคยบันทึกไว้

“ฟังไจไคทริดเป็นเชื้อก่อโรคที่ทำลายล้างมากที่สุดเท่าที่ทางวิทยาศาสตร์จะมีคำอธิบาย นี่คือความจริงที่เราตกใจมาก” Wendy Palen นักชีววิทยาจากมหาวิทยาลัย Simon Fraser ในมลรัฐบริติชโคลัมเบียของแคนาดา ผู้เขียนงานศึกษานี้ให้กับ วารสาร Science กล่าว

ไคทริด, ฟังไจ, กบต้นไม้, chytrid
ลูกกบต้นไม้ (Boophis sp) ตัวหนึ่งกำลังเกาะอยู่บนก้านเฟิร์นอันเปราะบาง โดย Jonathan Kolby ผู้ที่ถ่ายภาพนี้กำลังทำงานวิจัยเรื่องฟังไจ Batrachochytrium dendrobatidis (Bd) อยู่ ภาพถ่ายโดย JONATHAN KOLBY, NAT GEO IMAGE COLLECTION

เชื้อรา Bd นั้นอันตรายเนื่องจากมันพุ่งเป้าไปที่ผิวหนังของบรรดาสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก ปกติแล้วสัตว์เหล่านี้ใช้ผิวของมันในการแลกเปลี่ยนก๊าซและดูดซึมความชื้น เมื่อพวกมันติดโรคจากเชื้อราอาการของโรคจะมีลักษณะหลากหลายตามแต่สายพันธุ์ตั้งแต่ ง่วงซึม ไม่กินอาหาร ผิวหนังบริเวณท้องมีสีแดง เกิดอาการชักเกร็ง หรือมีการก่อตัวหนาขึ้นของผิวหนังตามมา ซึ่งในที่สุดแล้วสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกนั้นๆ ที่ติดเชื้อจะตายลงในเวลาไม่ถึงสัปดาห์ อาจมีบางสายพันธุ์ที่สามารถทนทานต่อเชื้อราได้ แต่เท่าที่ทราบมีสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำกว่า 695 สายพันธุ์แล้วที่ได้รับผลกระทบจากเชื้อรา Bd ในระดับที่แตกต่างกัน

สำหรับมนุษย์เราแล้วการระบาดของเชื้อรา Bd อาจมีลักษณะเทียบได้กับวันสิ้นโลกตามคัมภีร์ไบเบิล ทุกๆ ปีในช่วงเดือนสิงหาคมบรรดาคางคกในทะเลสาบของเทือกเขาพิเรนีส ในฝรั่งเศส จะพากันปีนออกมาจากสถานที่ที่พวกมันเกิดเพื่อสำรวจโลกกว้างใหญ่เป็นครั้งแรก แต่สำหรับคางคกที่ติดเชื้อพวกมันจะไปได้ไม่ไกลนัก “พวกมันจะกระโดดได้ไม่กี่ครั้งและตายลงตรงนั้น” Mat Fisher นักพฤกษศาสตร์จาก Imperial College London หนึ่งในผู้ร่วมวิจัยกล่าว “ถ้าคุณมีโอกาสได้ไปที่ทะเลสาบจะเห็นกบนอนตายเกลื่อนกลาด เหมือนพื้นตรงนั้นปูพรมที่สร้างจากกบตายไม่มีผิด”

โรคระบาดของกบที่มีต้นกำเนิดจากมนุษย์

งานวิจัยในเรื่องเดียวกันอีกฉบับก่อนหน้านี้ที่ได้เผยแพร่ลงในวารสาร Science เมื่อเดือนพฤษภาคม 2018 เผยให้เห็นช่วงเวลาและสถานที่ที่มีการอุบัติของเชื้อราชนิดนี้ นั่นคือบริเวณคาบสมุทรเกาหลีในช่วงทศวรรษ 1950 และกิจกรรมของมนุษย์เรานั้นมีส่วนช่วยให้เชื้อราเกิดการแพร่ระบาด

“การแพร่กระจายของเชื้อราอาจมาจากเหตุการณ์ใหญ่ ไม่แน่ว่าอาจจะเป็นสงครามเกาหลี” Simon O’Hanlon นักวิจัยจาก Imperial College London หนึ่งในผู้ร่วมวิจัยกล่าว จากการศึกษาค้นคว้า ตอนนี้พวกเขาทราบแล้วว่าเชื้อราเหล่านี้มาจากไหน ทั้งยังสามารถติดตามความหลากหลายของเชื้อราในกลุ่มไคทริดเหล่านี้ ตลอดจนมองหาสายพันธุ์ที่อันตรายที่สุด อีกทั้งการค้นพบครั้งนี้ยังสะท้อนให้เห็นว่า การค้าที่เชื่อมต่อโลกทั้งใบสามารถก่อให้เกิดผลกระทบรุนแรงต่อระบบนิเวศได้อย่างไร

ความตายในลักษณะนี้เริ่มปรากฏขึ้นครั้งแรกเมื่อทศวรรษ 1970 แต่ในตอนนั้นนักวิจัยยังไม่ทราบว่ามันจะเป็นหายนะครั้งใหญ่ ในช่วงทศวรรษที่ 1980 เป็นช่วงที่โรคนี้เริ่มแพร่กระจายไปทั่วโลก และจนกระทั่งเมื่อทศวรรษ 1990 เป็นครั้งแรกที่นักวิทยาศาสตร์ได้รู้จักกับเชื้อรา Bd และอีกสิบปีต่อมามันก็ได้ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ประชากรสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกไปจำนวนมาก และเหตุการณ์ที่สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกจำนวนมากตายไปจำนวนการตายนี้ก็เพิ่มขึ้นเล็กน้อยในช่วงกลางทศวรรษ 2000 ที่อเมริกากลางและอเมริกาใต้ โดยกระบวนการล้างบางยังคงดำเนินต่อไปจนวันนี้ จากปี 2004 – 2008 แค่ภูมิภาคเดียวในปานามา มีสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกมากถึง 41 สายพันธุ์แล้วที่ต้องสูญหายไปเพราะเชื้อราดังกล่าว

จากนั้นการแพร่ระบาดนี้ก็เกิดขึ้นที่ทวีปยุโรป อเมริกาเหนือ ออสเตรเลีย และแอฟริกา แต่ไม่มีผลกระทบในทวีปเอเชีย สถานที่ซึ่งมีเชื้อโรคนี้อยู่ร่วมมานานนับล้านปี

ในผลการวิจัยพวกเขาพบว่าบรรพบุรุษของเชื้อรา Bd ในทุกวันนี้ เกิดขึ้นในเอเชียเมื่อราวต้นศตวรรษที่ 20 จนกระทั่งเมื่อการส่งออกทั่วโลกเริ่มเป็นที่นิยมในทศวรรษ 1950 เชื้อราเหล่านี้จึงมีโอกาสได้เดินทางไปยังท้องถิ่นอื่น

ไคทริด, ฟังไจ, chytrid, เชื้อราสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก
กบสายพันธุ์ Mantidactylus grandidieri นั้นมีถิ่นอาศัยอยู่ที่ประเทศมาดากัสการ์ ถึงแม้ว่า ฟังไจ Bd ไม่ได้แพร่กระจายอย่างรุนแรงในประเทศนี้ แต่เจ้าหน้าที่ทางธรรมชาติก็เฝ้าระวังเรื่องนี้อยู่ ภาพถ่ายโดย JONATHAN KOLBY, NAT GEO IMAGE COLLECTION

ทีมนักวิจัยตั้งทฤษฎีว่า กิจกรรมของมนุษย์เป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดการแพร่ระบาดของเชื้อราในสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำทั่วโลก ซึ่งนอกเหนือจากการขนส่งสินค้าแล้ว ยังรวมถึงความนิยมในการส่งกบข้ามประเทศในฐานะตัวทดสอบการตั้งครรภ์, อาหาร, สัตว์เลี้ยงหรือสัตว์ในอุตสาหกรรม ตลอดจนความขัดแย้งอย่างสงครามเกาหลีก็มีส่วนเช่นกัน ซึ่งในความขัดแย้งครั้งนั้นมีทหารเดินทางเข้าไปในภูมิภาคถึงหลายล้านคน และเมื่อกลับออกมาบรรดาสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำบางส่วนก็ติดมากับข้าวของและอุปกรณ์ด้วย

โดยคณะผู้ทำศึกษาครั้งใหม่นี้คาดหวังว่างานวิจัยชิ้นใหม่ที่เพิ่งตีพิมพ์จะเป็นสัญญาณเตือนเพื่อให้รับมือกับภาวะระบาดของโลกนี้
“ผมเข้าใจดีว่าทำไมผู้คนถึงมองเรื่องนี้เป็นเรื่องเล็กและเป็นปัญหาที่สายเกินแก้ แต่ผมไม่เห็นด้วย เพราะการพูดแบบนั้นไม่ได้ก่อให้เกิดการพิจารณาว่าสถานการณ์ที่เป็นอยู่นี้มันแย่แค่ไหน” Jonathan Kolby หนึ่งในทีมศึกษา ผู้เป็นนักสำรวจของเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก และผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายที่ U.S. Fish and Wildlife Service

บรรดานักวิจัยกล่าวว่าเราไม่สามารถกลับไปแก้ความเสียหายที่ Bd ได้ก่อเอาไว้ เพราะเชื้อโรคตัวร้ายนี้ได้แพร่กระจายไปทั่วโลกแล้ว และการกำจัดมันออกไปจากธรรมชาติก็เป็นไปไม่ได้ ถึงแม้ว่ายาฆ่าเชื้อราทางผิวหนัง (Topical Fungicide) จะสามารถช่วยบรรดาสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำที่ติดเชื้อในธรรมชาติได้ แต่วิธีนี้ไม่สามารถนำไปใช้ได้กับทั้งโลก

เพื่อเผชิญความเป็นจริง บรรดาผู้เขียนงานวิจัยกล่าวเราต้องลองเดิมพันกับการจำกัดการจำหน่ายสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกทั่วโลก หรืออย่างน้อยที่สุดก็ควรปรับปรุงการควบคุมและคัดกรองการนำเข้าสัตว์เหล่านี้ เนื่องจากจากการขายสัตว์เลี้ยงและเนื้อสัตว์คือสาเหตุหลักที่ทำให้เชื้อก่อโรคนี้แพร่กระจาย ในปี 2018 มีงานศึกษาวิจัยยืนยันว่ามีการค้นพบร่องรอยของ bd ในร้านขายสัตว์เลี้ยง

ถึงแม้ว่าจะมีผลกระทบมากมาย แต่ปัญหาเชื้อรานี้กลับไม่ดึงดูดความสนใจจากผู้คนมากเท่ากับโรคของสัตว์ป่าอื่นๆ เช่น เชื้อราจมูกขาว (White Nose Syndrome) โรคเชื้อราที่ติดต่อกับค้างคาว

ในทุกวันนี้ เจ้าหน้าที่รัฐทั่วโลกกำลังทำงานเพื่อจัดการปัญหานี้ โดยนักวิทยาศาสตร์ได้จัดตั้งเครือข่ายภูมิภาคเพื่อติดตามการแพร่กระจายของเชื้อรา และ องค์การโรคระบาดสัตว์ระหว่างประเทศ (World Organization for Animal Health) ได้ออกคำแนะนำในเรื่องวิธีการซื้อขายผลิตภัณฑ์สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำที่สามารถลดความเสี่ยงในการแพร่กระจายของ bd ได้
ในขณะนี้ สัตว์บางสายพันธุ์กำลังมีวิวัฒนาการเพื่อต่อสู้กับ bd และ Bsal สัตว์ที่ติดเชื้อ The Chytrid จำนวน 292 สายพันธุ์มีชีวิตรอด และอีก 60 สายพันธุ์มีสัญญาณของการฟื้นตัวจากโรคนี้

Scheele กล่าวว่า โลกของเราต้องการลดภาวะคุกคามอื่นๆ ของสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำที่พวกมันกำลังเผชิญอยู่ ตั้งแต่การถูกบุกรุกที่อยู่อาศัยไปจนถึงโรคที่คุกคามพวกมัน นอกจากนี้ วิธีการขยายพันธุ์ในที่กักขัง (Captive Breeding) สามารถช่วยรักษาเผ่าพันธุ์ของพวกมันได้เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม Palen ชี้แจงว่าวิธีการรักษาแบบพื้นฐานของทศวรรษที่แล้วนั้น “ค่อนข้างเป็นการนิ่งเฉย ที่เราไม่สามารถทำในสิ่งที่ชัดเจนออกมาเกี่ยวกับปัญหานี้ บางทีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะปลุกเราให้รับรู้ถึงปัญหานี้เสียที”

เรื่อง MICHAEL GRESHKO


อ่านเพิ่มเติม ค้นพบกบจิ๋วสายพันธุ์ใหม่ล่าสุดแห่งมาดากัสการ์

เรื่องแนะนำ

เสือโคร่ง ข้างบ้าน : ตีแผ่ขบวนการค้าสัตว์ป่าในสหรัฐฯ

เสือโคร่งข้างบ้าน: ในสหรัฐฯ เสือโคร่ง และสัตว์กลุ่มแมวใหญ่อื่นๆ ที่อยู่ในสถานเพาะเลี้ยง  เช่น สวนสัตว์ข้างถนน คณะละครสัตว์ และกระทั่งบ้านเรือน มีจำนวนมากกว่าประชากรในธรรมชาติเสียอีก

วิลเดอบีสต์ตัวน้อยวิ่งตามรถ เพราะเข้าใจผิดว่าเป็นแม่ของมัน

คลิปวิดีโอนี้ถูกบันทึกไว้โดย Zaheer และ Asma Ali ขณะที่ทั้งคู่กำลังขับรถผ่านอุทยาน Kgalagadi ในแอฟริกาใต้ ลูกวิลเดอบีสต์ตัวหนึ่งวิ่งตามรถยนต์คันสีฟ้าข้างหน้า และเมื่อรถคันดังกล่าวมันก็หยุดด้วย พร้อมคลอเคลียอยู่ข้างรถยนต์ไม่ห่าง เหตุผลที่ลูกสัตว์ตัวน้อยนี้วิ่งตามรถยนต์น่าจะเป็นเพราะขนาดใหญ่ของรถยนต์ Zaheer ให้ความเห็นกับหนังสือพิมพ์ Citizen ของแอฟริกาใต้ เนื่องจากในธรรมชาติวิลเดอบีสต์จะอยู่รวมกันเป็นฝูง และมันมักจะวิ่งตามบางวัตถุขนาดใหญ่ที่อยู่ใกล้ๆ จากสัญชาตญาณของการตามหัวหน้าฝูง ในช่วงหนึ่งของวิดีโอจะเห็นว่าลูกวิลเดอบีสต์พยายามเลียรถยนต์คันสีฟ้านี้ นั่นทำให้เดาได้ว่าเจ้าวิลเดอบีสต์นี้คงคิดว่าวัตถุดังกล่าวเป็นแม่ของมัน นับเป็นเคราะห์ดีของลูกสัตว์ หลัง Ali พยายามไล่ให้มันลงไปจากถนน เนื่องจากกลัวว่าจะเกิดอุบัติเหตุ วิลเดอบีสต์ตัวหนึ่งก็เข้ามาได้จังหวะพอดี และลูกสัตว์ตัวน้อยก็เปลี่ยนความสนใจไปตามวิลเดอบีสต์ตัวเต็มวัยแทน และเมื่อมันได้กลับเข้าฝูงอีกครั้งมันก็ตรงปรี่ไปหาแม่เพื่อดื่มนมจากเต้า ลูกวิลเดอบีสต์จะอยู่ติดกับฝูงตลอดเวลา การมีสัตว์ตัวใหญ่อยู่รายรอบจะช่วยปกป้องมันจากผู้ล่าอย่างสิงโต หรือเสือชีต้า แม่วิลเดอบีสต์จะตกลูกครั้งละ 1 ตัว ในแต่ละปีจะมีลูกวิลเดอบีสต์เกิดใหม่ประมาณ 500,000 ตัว พวกมันเรียนรู้ที่จะลุกขึ้นเดินได้เองในเวลาไม่กี่นาทีหลังคลอด ฤดูตกลูกของวิลเดอบีสต์จะเกิดขึ้นก่อนการอพยพครั้งใหญ่ประจำปี ในช่วงเดือนพฤษภาคม และมิถุนายน เมื่อพวกมันเดินเท้าแสวงหาทุ่งหญ้าที่เขียวขจีกว่าเก่า โดยการอพยพของวิลเดอบีสต์เป็นหนึ่งในการอพยพครั้งใหญ่ที่สุดของเหล่าสรรพสัตว์บนโลกใบนี้   อ่านเพิ่มเติม : ก็แค่อยากเล่นด้วย!, มาเป็นแม่ให้พวกเราหน่อย!

นกกระจอกเทศ : ใครว่าเรากระจอก

ลืมภาพลักษณ์เหมารวมที่มองว่า นกกระจอกเทศ เซ่อซ่าไปได้แล้ว พวกมันเป็นผู้อยู่รอดที่เฉลียวฉลาดในโลกของสัตว์ผู้ล่าต่างหาก พวกเราส่วนใหญ่เออออไปกับความคิดขำๆ แบบเดียวเกี่ยวกับ นกกระจอกเทศ ว่า พวกมันเป็นนกขนาดใหญ่ที่เอาหัวปักทรายเวลาเผชิญเหตุการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานเพราะคิดว่า ถ้ามันไม่เห็นอันตรายเสียแล้ว อันตรายที่ว่า ก็คงไม่เห็นมันด้วย อันที่จริง นกกระจอกเทศก้มหัวลงมากินพืชหรือดูแลรังบนพื้นดินบ่อยๆ แต่ไม่ได้มุดลงไปใต้ผิวดิน คอของนกกระจอกเทศมีน้ำหนักเบาและยืดหยุ่นด้วยกระดูกคอ 17 ชิ้นเมื่อเทียบกับมนุษย์ซึ่งมีแค่เจ็ดชิ้น จึงสามารถเคลื่อนที่ขึ้นๆ ลงๆ โยกไปด้านข้างหรือหน้าหลังได้อย่างคล่องแคล่ว ดวงตาขนาดใหญ่โตช่วยให้พวกมันระแวดระวังโลกรอบตัวได้สบาย นกกระจอกเทศมีเหตุผลให้ต้องระวังตัวอยู่เสมอ ถ้าใครที่ยังไม่เคยรู้มาก่อนโดยพื้นฐานแล้วนกกระจอกเทศก็คือไก่ขนาดใหญ่กว่าปกติในถิ่นอาศัยที่มีสิงโต เสือดาว ไฮยีนา หมาป่าแอฟริกา และเสือชีตาห์ ที่หิวโหย และแม้ว่านกกระจอกเทศตัวเต็มวัยจะมีพละกำลังมากเกินกว่าจะตกเป็นเหยื่อได้ง่ายๆ เพราะลูกเตะ ของพวกมันอาจทำให้นอาอกระดูกหักและกรงเล็บขนาดใหญ่สองข้างก็สามารถฉีกท้องศัตรูได้ กระนั้น พวกมันก็หนีเก่งกว่าต่อสู้ด้วยฝีเท้าที่ทำความเร็วได้สูงสุดเกือบ 70 กิโลเมตรต่อชั่วโมง สิ่งที่ทำให้พวกมันต้องคอยระแวดระวังอีกประการคือ อันตรายที่จะมาถึงลูกนก นกกระจอกเทศสร้างรังในพื้นที่เปิดโล่งบนพื้นดินซึ่งไข่อาจถูกช้างซุ่มซ่ามเหยียบจนแหลกละเอียด ยังไม่ต้องพูดถึงสัตว์นักล่าที่หิวโหยเลย ความสำเร็จต้องอาศัยโชคช่วยซึ่งก็หาได้ยาก นกขนาดใหญ่ที่สุดในโลกและยังเตะตาที่สุดชนิดหนึ่งอีกด้วย ต้องซ่อนรังไม่ให้ถูกพบหรือพร้อมป้องกันรังอยู่เสมอนานกว่าสองเดือน ตั้งแต่วางไข่ฟองแรกจนถึงไข่ฟักเป็นตัว ความล้มเหลวเป็นเรื่องปกติ และเป็นแรงผลักดันเบื้องหลังพฤติกรรมการทำรังวางไข่ร่วมกันอันชาญฉลาด อุทยานแห่งชาติทารางีรีทางตอนเหนือของแทนซาเนียเป็นสถานที่ที่เหมาะกับการชมนกกระจอกเทศ แห่งหนึ่ง พื้นที่ 2,850 ตารางกิโลเมตรประกอบด้วยเนินเขาแห้งแล้งและที่ราบทุ่งหญ้าเลาะเลียบไปตามแม่น้ำทารางีรี ที่นี่เหล่าช้างป่ากระจายตัวเป็นฝูงใหญ่ๆอยู่ด้วยกันกับม้าลายและวิลเดอบีสต์จำนวนนับพันๆตัว นกกระจอกเทศก็พบได้ทั่วไปเช่นกัน แต่เมื่อผมร่วมทีมไปค้นหารังนกกระจอกเทศกับ ฟลอรา […]

โคอาลากินใบยูคาลิปตัสได้อย่างไร? โดยไม่ได้รับสารพิษ

ทีมนักวิจัยชั้นนำจากทั่วโลกร่วมกันวิเคราะห์ลำดับจีโนมของโคอาลา เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาสุขภาพ และอนุรักษ์ประชากรของพวกมันไว้