ภาพถ่ายสัตว์ป่าจาก ไมเคิล ‘นิก’ นิโคลส์ ผู้เปลี่ยนมุมมองที่เรามีต่อสัตว์ป่าไปตลอดกาล

ภาพถ่ายสัตว์ป่าจาก ไมเคิล ‘นิก’ นิโคลส์ ผู้เปลี่ยนมุมมองที่เรามีต่อสัตว์ป่าไปตลอดกาล

ภาพถ่ายสัตว์ป่าจาก ไมเคิล ‘นิก’ นิโคลส์ ผู้เปลี่ยนมุมมองที่เรามีต่อสัตว์ป่าไปตลอดกาล

นักเล่าเรื่องที่ดีคือผู้สังเกตการณ์ที่ดี เขาจะทำเช่นนั้นได้ก็ต่อเมื่อตระหนักว่า ตนเองเป็นส่วนหนึ่งของบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า เขาจะพาตัวเองเข้าไปดื่มด่ำกับประสบการณ์นั้น

ไมเคิล “นิก” นิโคลส์ เป็นหนึ่งในคนประเภทนั้น ตลอดเส้นทางอาชีพยาวนานหลายสิบปี เขาหลอมรวมพรสวรรค์ที่มีอยู่ในตัวกับสายตาของศิลปินในการสร้างสรรค์ภาพถ่ายของสิงโต เสือ ช้าง ชิมแปนซี และกอริลลา ที่โลดแล่นอยู่บนหน้านิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก

 แนวทางการทำงานสารคดีของเขา เช่นเดียวกับความยินยอมพร้อมใจที่จะเลือกใช้เทคโนโลยีอย่างสร้างสรรค์ เช่น กล้องดักถ่ายภาพ และหุ่นยนต์ควบคุมจากระยะไกล มีส่วนสำคัญในการสร้างการตระหนักรู้ของเรา ไม่ใช่แค่เฉพาะในเรื่องของสัตว์ป่าเท่านั้น แต่ยังรวมถึงบริบทใหญ่กว่าที่พวกมันดำรงอยู่ด้วย นี่คือสิ่งที่สร้างความแตกต่างระหว่างการเป็น “ช่างภาพสัตว์ป่ากับช่างภาพสารคดีในธรรมชาติ” ดังที่เมลิสซา แฮร์ริส เขียนไว้ในหนังสือ A Wild Life ชีวประวัติเล่มใหม่ของนิโคลส์

เรื่อง  อะเล็กซา คีฟ

ภาพถ่าย  ไมเคิล นิโคลส์

ภาพถ่ายสัตว์ป่า
“Mrithi” กอริลลาภูเขาเพศผู้ (หลังเงิน), Virunga Mountains, รวันดา, 1981
ภาพถ่ายสัตว์ป่า
“Bangha” กอริลลากำพร้า, ศูนย์ฟื้นฟูชิมแปนซี Tchimpounga, Pointe Noire, สาธารณรัฐคองโก, 1999
ภาพถ่ายสัตว์ป่า
เจน กูดดอลล์กับเจ้า Jou Jou ชิมแปนซีที่สวนสัตว์ Brazzaville, สาธารณรัฐคองโก, 1990
ภาพถ่ายสัตว์ป่า
Ludovic Rabasa เจ้าหน้าที่ผู้ดูแลชิมแปนซีกำพร้าที่ศูนย์ฟื้นฟูชิมแปนซี, Tchimpounga, Pointe Noire, สาธารณรัฐคองโก, 1995
ภาพถ่ายสัตว์ป่า
เสือชื่อ “Charger” ถ่ายโดยกล้องดักถ่ายภาพ, อุทยานแห่งชาติ Bandhavgarh, อินเดีย, 1996
ภาพถ่ายสัตว์ป่า
เสือชื่อ“Bachhi” กับกวาง, อุทยานแห่งชาติ Bandhavgarh, อินเดีย, 1996
ภาพถ่ายสัตว์ป่า
เจ. ไมเคิล เฟย์ ระหว่างภารกิจเมกะทรานเซ็กต์, Minkébé Forest, กาบอง, 2000
ภาพถ่ายสัตว์ป่า
ฮิปโปโต้คลื่น, อุทยานแห่งชาติ Loango National Park, กาบอง, 2003
ภาพถ่ายสัตว์ป่า
กอริลลา Lowland, อุทยานแห่งชาติ Odzala, สาธารณรัฐคองโก, 2000
ภาพถ่ายสัตว์ป่า
โขลงช้างป่า, อุทยานแห่งชาติ Zakouma, ชาด, 2006
ภาพถ่ายสัตว์ป่า
ผู้ดูแลกับช้างกำพร้าที่กองทุน David Sheldrick Wildlife, อุทยานแห่งชาติไนโรบี, เคนยา, 2010
ภาพถ่ายสัตว์ป่า
Nathan Williamson ผู้ช่วย, นิโคลส์ และเรบา ภรรยาของนิโคลส์ ในรถแลนด์โรเวอร์ โดยมีเจ้า Vumbi สิงโตเพศเมียอยู่ด้านหน้า, ภาพนี้ถ่ายด้วยหุ่นยนต์ถ่ายภาพ, อุทยานแห่งชาติเซเรงเกติ, 2012
ภาพถ่ายสัตว์ป่า
สิงโตชื่อ C-Boy และคู่ของมัน, ถ่ายในย่านแสงอินฟราเรด, อุทยานแห่งชาติเซเรงเกติ, แทนซาเนีย, 2011
ภาพถ่ายสัตว์ป่า
สิงโตชื่อ C-Boy ถ่ายในย่านแสงอินฟราเรด, อุทยานแห่งชาติเซเรงเกติ, แทนซาเนีย, 2012
ภาพถ่ายสัตว์ป่า
ภาพของนิโคลส์ถ่ายด้วยกล้องดักถ่ายภาพ, ระหว่างถ่ายภาพเสือในอินเดีย, 1996
ภาพถ่ายสัตว์ป่า
นิโคลส์กับกอริลลาภูเขาเพศผู้ (หลังเงิน) ในซาอีร์, (ปัจจุบันคือสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก), 1991
ภาพถ่ายสัตว์ป่า
ภาพถ่ายตนเองของนิโคลส์กับฝูงผึ้ง, Goualougo Triangle, สาธารณรัฐคองโก, 2002

 

อ่านเพิ่มเติม

ภาพถ่ายสะท้อนโลกของสินค้าต้องห้ามจากสัตว์ป่า

เรื่องแนะนำ

แม่สิงโตภูเขาเลี้ยงดูลูกน้อยอย่างไร?

แม่สิงโตภูเขาเลี้ยงดูลูกน้อยอย่างไร? ร่วมสำรวจไปยังมุมลับๆ ของสิงโตภูเขา หรือที่เรียกกันว่า เสือพูม่า เพื่อหาคำตอบว่าพวกมันมีวิธีการเลี้ยงดูลูกอ่อนอย่างไร ฟุตเทจที่หายากเหล่านี้ถูกบันทึกโดยองค์กร Panthera พวกเขาใช้อุปกรณ์ติดตามและกล้องดักถ่ายสัตว์ กับประชากรสิงโตภูเขาที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงเหนือ ของรัฐไวโอมิง จากการสำรวจทีมอนุรักษ์พบว่า หลังให้กำเนิดลูก แม่สิงโตภูเขาจะคอยดูแลลูกอยู่ไม่ห่างเป็นเวลา 2 – 3 วัน ก่อนที่มันจะออกไปหาอาหาร ซึ่งใช้เวลาเกือบทั้งวัน และบางครั้งพวกมันก็พาลูกๆ ย้ายไปยังแหล่งที่อยู่ใหม่ เพื่อให้ลูกรอดพ้นจากผู้ล่าหรือปรสิตอื่นๆ เมื่อเวลาผ่านไปราว 6 สัปดาห์ ลูกสิงโตภูเขาจะเริ่มติดตามแม่ของมันออกไปล่าเหยื่อด้วย และจะติดอยู่กับแม่จนกว่าอายุได้ 18 เดือน ระหว่างนี้พวกมันต้องเรียนรู้ทักษะการล่าเหยื่อและเอาตัวรอดด้วยตัวเองให้ได้มากที่สุด หนึ่งในปัญหาใหญ่ที่พบก็คือ ลูกสิงโตภูเขาเหล่านี้มีโอกาสรอดชีวิตน้อยมาก หากพวกมันสูญเสียแม่ไป กฎหมายของรัฐไวโอมิงระบุว่าห้ามฆ่าสิงโตภูเขาที่มีลูกอ่อน อย่างไรก็ดีมันยากที่จะดูออกว่าตัวเมียนั้นๆ กำลังมีลูกหรือไม่ และทุกๆ ปี ประมาณกันว่ามีลูกสิงโตภูเขาราว 70 ตัวที่ต้องกลายเป็นกำพร้า ทั้งนี้พฤติกรรมการเลี้ยงดูลูกของมันอาจช่วยให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการอนุรักษ์ประชากรสิงโตภูเขาได้   อ่านเพิ่มเติม พบลูกสิงโตขาวในป่าแอฟริกาใต้

เต่าแม่น้ำแมรี่ติดอันดับสัตว์เลื้อยคลานเสี่ยงสูญพันธุ์

แม้สัตว์เลื้อยคลานเหล่านี้จะไม่ได้มีหน้าตาน่ารักน่ากอด แต่พวกมันควรได้รับการปกป้องให้รอดพ้นจากความเสี่ยงสูญพันธุ์ เช่นเดียวกับสัตว์อื่นๆ

มีสัตว์หลายชนิดที่แกล้งตาย และไม่ใช่เพียงเพื่อหลีกเลี่ยงผู้ล่า

งู สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง นก และสัตว์ต่างๆ วิวัฒน์ พฤติกรรมแกล้งตาย ขึ้นมาด้วยหลากหลายเหตุผล ในบรรดาวิธีการที่สัตว์ต่างๆ วิวัฒนาการเพื่อหลีกหนีผู้ล่า พฤติกรรมแกล้งตาย อาจเป็นหนึ่งวิธีที่สร้างสรรค์มากที่สุด และเสี่ยงอันตรายมากที่สุดเช่นกัน ในวงการวิทยาศาสตร์ คำว่า แธนาโทซิส (Thanatosis) หรือภาวะอัมพาตชั่วคราว หรือการแกล้งตาย สามารถพบได้ทั่วไปในอาณาจักรสัตว์ ตั้งแต่นกไปจนถึงสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม รวมถึงปลา นักแกล้งตายที่โด่งดังที่สุดอาจจะเป็นโอพอสซัมเวอร์จิเนียที่พบได้ในแถบอเมริกาเหนือ โดยมันจะเปิดปาก แลบลิ้นออกมา ขับถ่ายมูล และปล่อยของเหลวที่มีกลิ่นเน่าเสีย เพื่อโน้มน้าวผู้ล่าว่า ร่างกายของมันเน่าเสียเกินกว่าที่จะกินได้แล้ว หนูตะเภาและกระต่ายหลายสายพันธุ์มีพฤติกรรมแกล้งตาย เช่นเดียวกับงูหลากหลายชนิด เช่น งูเท็กซัสสีคราม กลุ่มสัตว์ปีกที่เป็นนักต้มตุ๋นประกอบด้วย นกกระทาญี่ปุ่น ไก่บ้าน และเป็ดป่า ฉลามบางชนิดถึงขั้นแกล้งหงายท้อง โดยมันจะงอหลังของมัน และคงสภาพนั้นไว้ชั่วขณะหนึ่ง ฉลามมะนาว (Lemon shark) จะแสดงการว่ายน้ำอย่างติดขัด หายใจลำบาก และแสดงการสั่นกลัวในบางเวลา สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังหลากหลายสายพันธุ์มีพฤติกรรมอาการอัมพาตชั่วคราว ทำให้พฤติกรรมดังกล่าวเป็นเรื่องทั่วไปสำหรับพวกมัน หรืออย่างน้อยทำให้พวกมันเป็นสายพันธุ์ที่ถูกศึกษามากที่สุด ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเจอนักล่า ตั๊กแตนแคระญี่ปุ่นจะแกล้งตายด้วยการเหยียดขาออกไปในหลายๆ ทิศทาง จึงแทบจะเป็นไปไม่ได้ที่พวกกบจะกลืนพวกมันได้ โดยทั่วไป นักวิทยาศาสตร์ไม่เข้าใจแน่ชัดถึงพฤติกรรมที่น่าสนใจเหล่านี้ […]