อุทยานแห่งชาติทางทะเล ณ ดินแดนสุดขอบโลก - National Geographic Thailand

อุทยานแห่งชาติทางทะเล ณ ดินแดนสุดขอบโลก

อุทยานแห่งชาติทางทะเล ณ ดินแดนสุดขอบโลก

อุทยานแห่งชาติทางทะเล หรือพื้นที่คุ้มครองทางทะเล (Marine Protected Area: MPA) เป็นส่วนหนึ่งของพันธกิจโครงการทะเลพิสุทธิ์ (Pristine Seas Project) ของสมาคมเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ที่ร่วมมือกับรัฐบาลประเทศต่างๆ หน่วยงานในท้องถิ่น และชุมชน เพื่อปกป้องท้องทะเลและมหาสมุทรที่ยังคงความสมบูรณ์ โดยการจัดตั้งเป็นเขตอนุรักษ์เพื่อปกป้องระบบนิเวศและถิ่นอาศัยทางทะเล

อ่าวเทติสซึ่งตั้งอยู่ใกล้ปลายสุดของหมู่เกาะเตียร์ราเดลฟวยโกในประเทศอาร์เจนตินา น่าจะเป็นบริเวณใต้สุดที่คนจะไปถึงได้ในทวีปอเมริกา  ทว่าน้อยคนนักที่เคยไป “ที่นี่ยากลำบากต่อการเดินเรือ” กัปตันเจมส์ คุก เขียนไว้ในบันทึกประจำวันเมื่อปี 1768 เพื่อเตือนผู้มาเยือนในอนาคตให้หลีกเลี่ยงสาหร่ายทะเล แต่อ่าวนี้เป็นสถานที่หลบคลื่นลมปั่นป่วนรุนแรงขึ้นชื่อในภูมิภาคนี้

ผมไปอ่าวเทติสเพื่อดำเนินโครงการสำรวจทะเลพิสุทธิ์ของเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก โดยร่วมมือกับรัฐบาลอาร์เจนตินา รัฐบาลท้องถิ่นของเตียร์ราเดลฟวยโก และสภาเพื่อการอนุรักษ์ทะเลปาตาโกเนีย ผู้ที่ไปกับผมคือสหายเก่าและเพื่อนร่วมงาน เกลาดิโอ กัมปาญา ซึ่งร่วมก่อตั้งสภานี้เมื่อปี 2004 และอุทิศชีวิตให้แก่การศึกษาและการคุ้มครองสัตว์ทะเลเลี้ยงลูกด้วยนมของอาร์เจนตินา เป้าหมายของเราคือการรวบรวมความรู้ทางวิทยาศาสตร์และถ่ายทำภาพยนตร์เพื่อวางรากฐานให้เขตอนุรักษ์ หรือ อุทยานแห่งชาติทางทะเล ที่ได้รับความคุ้มครองแห่งใหม่ในน่านน้ำอาร์เจนตินา

การก่อตั้งเขตอนุรักษ์เช่นนั้น ซึ่งก็คือ อุทยานแห่งชาติทางทะเล เป็นงานสำคัญของชีวิตผม ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ทีมทะเลพิสุทธิ์ของเราร่วมมือกับพันธมิตรท้องถิ่นเพื่อช่วยรัฐบาลต่างๆในการคุ้มครองน่านน้ำกว่าห้าล้านตารางกิโลเมตรของมหาสมุทรจากการประมงและภัยคุกคามอื่นๆ

การไปสำรวจดินแดนตอนปลายเตียร์ราเดลฟวยโกมีความสำคัญกับผมอย่างยิ่ง ไม่เพียงเพราะสิ่งที่เราอาจทำสำเร็จ แต่ยังมาจากความผูกพันส่วนตัวกับสถานที่แห่งนี้ ย้อนกลับไปเมื่อปี 1973 พอล เดย์ตัน เพื่อนและที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์ของผม ทำงานวิจัยบุกเบิกที่นี่ พอลกับเพื่อนซึ่งหาญกล้าเผชิญลมขั้วโลก ลูกเห็บ และหิมะ ดำน้ำรอบอ่าวเทติสและอิสลาเดโลสเอสตาโดส (เกาะสแตเทน) ทางทิศตะวันออก พวกเขาวัดขนาดและนับจำนวนสาหร่ายเคลป์ยักษ์และสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังที่อาศัยอยู่ใต้เรือนยอดป่าเคลป์ ไม่เคยมีใครศึกษาถิ่นอาศัยใต้น้ำเหล่านี้ และภารกิจของเราส่วนหนึ่งจะตามรอยการสำรวจของพอล ผมได้เห็นกับตาถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างมากในบริเวณอื่นๆ ของมหาสมุทรที่เกิดจากการทำประมงเกินขนาดและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่เด่นชัดที่สุดคือแนวปะการังเกิดการฟอกขาวและตาย และน้ำแข็งทะเลอาร์กติกหดตัวลงในช่วงฤดูร้อน เราจะพบอะไรบ้างใต้ผิวน้ำที่นี่ หลังจากพอลมาเยือน 45 ปี

อุทยานแห่งชาติทางทะเล
แมงกะพรุนล่องลอยอยู่ท่ามกลางหมู่ใบสาหร่ายในป่าเคลป์นอกชายฝั่งอิสลาเดโลสเอสตาโดส ประเทศอาร์เจนตินา ป่าเคลป์เป็นหนึ่งในระบบนิเวศที่หลากหลายที่สุดในโลก
อุทยานแห่งชาติทางทะเล
คริลล์รวมฝูงภายในป่าเคลป์ยักษ์ที่อิสลัสดิเอโกรามีเรซ ห่างจากแหลมฮอร์นไปทางตะวันตกเฉียงใต้ 110 กิโลเมตร

พอเกลาดิโอกับผมก้าวลงบนชายหาดก็ตระหนักทันทีว่า เรากำลังเดินอยู่บนหลุมศพขนาดมหึมา กระดูกสิงโตทะเลเก่าๆ ที่พรานในช่วงครึ่งแรกของศตวรรษที่ยี่สิบทิ้งไว้ ดังกรอบแกรบอยู่ใต้เท้าทุกย่างก้าว สิงโตทะเลและแมวน้ำขนถูกล่าอย่างไม่เลือกหน้า ส่วนใหญ่เพื่อเอาหนังและชั้นไขมันสำหรับเคี่ยวเอาน้ำมัน

ในสมัยของพอล เดย์ตัน รัฐบาลอาร์เจนตินาออกกฎหมายคุ้มครองสัตว์เหล่านี้ แต่ประชากรยังไม่ฟื้นตัว จากข้อมูลของนักวิจัย สิงโตทะเลในท้องถิ่นมีเพียงหนึ่งในห้าของจำนวนที่มีเมื่อกว่า 70 ปีก่อน อาจเป็นเพราะเพศเมียวัยเจริญพันธุ์ลดจำนวนลงอย่างมากและผลกระทบรุนแรงจากการประมงเชิงอุตสาหกรรม

“เมื่อก่อนนี้ผู้คนฆ่าพวกมันโดยตรงครับ” เกลาดิโอบอกและเสริมว่า “ปัจจุบันเราทำให้พวกมันขาดอาหารด้วย” สามวันก่อนจะมาเยือนอ่าวเทติส เราเห็นเรืออวนลากขนาดยักษ์ยาว 110 เมตรที่ท่าเรือเมืองอูชัวยา เรืออวนลากเหล่านั้นและเรือเบ็ดราวทำการจับปลาตรงขอบไหล่ทวีปเตียร์ราเดลฟวยโก ซึ่งแอ่งลึกเริ่มต้นขึ้น

บริเวณใกล้ชายฝั่ง สภาพอากาศรุนแรงมากแทบทั้งปีจนน้อยคนนักลองเสี่ยงดำน้ำที่อ่าวเทติสและอิสลาเดโลสเอสตาโดส แต่ความที่เรามาถึงในสภาพอากาศค่อนข้างสงบ เราจึงสามารถดำน้ำรอบเกาะเป็นเวลาสองสัปดาห์

น่านน้ำที่เย็นและอุดมด้วยสารอาหารนำพาอาหารมาให้ป่าเคลป์อันเป็นระบบนิเวศทางทะเลชั้นเลิศที่สุดแห่งหนึ่งในโลก ต้นสาหร่ายเติบโตขึ้นมายังผิวน้ำจากระดับลึกถึง 45 เมตร บางครั้งงอกได้ครึ่งเมตรในหนึ่งวัน สาหร่ายเคลป์ยักษ์เติบโตต่อไปเมื่อถึงผิวน้ำ ก่อเกิดเป็นเรือนยอดซึ่งแสงอาทิตย์ส่องลอดลงมาราวกับผ่านกระจกสีในมหาวิหาร

เรารู้สึกประหลาดใจ สาหร่ายเคลป์ในแต่ละอ่าวเป็นชนิดเดียวกัน สภาพทางสมุทรศาสตร์ของที่นี่ดูเหมือนจะยังคงเดิมตลอดครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา กล่าวคือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังไม่ได้ส่งผลกระทบอย่างถาวร ดูเหมือนนี่จะเป็นของขวัญชิ้นเยี่ยม

เรายังรู้สึกทึ่งกับจำนวนสิ่งมีชีวิตอันมากมาย ก้นทะเลมีสิ่งมีชีวิตเข้าครอบครองอยู่ทุกตารางเซนติเมตร เช่น ฟองน้ำสีขาวและสีเหลือง สาหร่ายสีชมพู เพรียงหัวหอมรูปร่างเหมือนอมยิ้ม สาหร่ายเคลป์ยักษ์เอนตัวลงพื้นทะเลจากน้ำหนักของหอยแมลงภู่ที่ติดอยู่บนต้น ดาวทะเลสีน้ำเงินกินหอยแมลงภู่ ตลอดจนหอยทากและปูเสฉวน

อุทยานแห่งชาติทางทะเล
ปูจักรพรรดิแปลงถิ่นใต้ (Paralomis granulosa) วัยอ่อนหลายพันตัวมารวมฝูงกันในป่าสาหร่ายเคลป์ยักษ์ใกล้แหลมฮอร์น ประเทศชิลี ปูดังกล่าวในภูมิภาคนี้ถูกจับไปเป็นจำนวนมาก การมารวมฝูงกันอย่างมากมายเช่นนี้จึงหายากยิ่ง
อุทยานแห่งชาติทางทะเล
สิงโตทะเลถิ่นใต้ (Otaria flavescens) รวมฝูงกันในอุทยานทางทะเลฟรันซิสโกโกโลอาเนในฟยอร์ดของชิลี

หลังการสำรวจ เราเปลี่ยนจากชุดเว็ตสูทเป็นชุดนักธุรกิจเพื่อวิ่งเต้นให้เจ้าหน้าที่รัฐบาลอาร์เจนตินาคุ้มครองมหาสมุทร พร้อมกับหุ้นส่วนของเราที่สภาเพื่อการอนุรักษ์ทะเลปาตาโกเนียและองค์กรอนุรักษ์ทอมป์คินส์ อาเล็กซ์ มูโญซ ผู้อำนวยการโครงการทะเลพิสุทธิ์ประจำลาตินอเมริกา เสนอผลการสำรวจของเราแก่รัฐบาลเพื่อสนับสนุนโครงการจัดตั้งอุทยานทางทะเลยากาเนส เรายังฉายภาพยนตร์สารคดีจากการสำรวจของเรารอบปฐมทัศน์ในบัวโนสไอเรส ให้ผู้นำและพลเมืองอาร์เจนตินาได้ชมความมหัศจรรย์ทางทะเลของยากาเนสและเตียร์ราเดลฟวยโก

พอถึงเดือนธันวาคม รัฐสภาอาร์เจนตินาเปิดสมัยประชุมวิสามัญเพื่อพิจารณาญัตตินี้ เราทุกคนกระวนกระวาย เรารู้ว่าสำนักงานบริหารอุทยานแห่งชาติและผู้นำคนสำคัญบางคนในรัฐบาลสนับสนุนการคุ้มครองพื้นที่นี้ แต่ภายใต้กฎหมายอาร์เจนตินา ร่างกฎหมายการจัดตั้งอุทยานต้องผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา

หลังการเจรจาต่อรองอย่างเคร่งเครียด สภาก็ลงมติเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม ผมรู้สึกอัศจรรย์ใจ ร่างกฎหมายผ่านการลงมติเห็นชอบด้วยคะแนนเสียง 196 ต่อ 0 เป็นการสนับสนุนการอนุรักษ์อย่างยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมาในประเทศไหนๆ วุฒิสภาลงมติเห็นชอบขั้นสุดท้ายในวันที่ 12 ธันวาคม

“วันนี้เป็นวันแห่งความสุขของชาวอาร์เจนตินาทุกคนครับ” เกลาดิโอบอกผมระหว่างคุยโทรศัพท์กันหลังจากร่างกฎหมายอุทยานได้รับการลงนามรับรองเป็นกฎหมาย แต่ความสุขนี้มิใช่สำหรับชาวอาร์เจนตินาเท่านั้น ความที่ผมได้รับสิทธิพิเศษให้สำรวจและถ่ายสารคดีในน่านน้ำเหล่านี้ ผมรู้สึกว่า มหาสมุทรเอาชนะการที่เราฉกฉวยสิ่งมีชีวิตไปจากมันอย่างไม่บันยะบันยังได้บ้างแล้ว

อุทยานแห่งชาติทางทะเล
สิงโตทะเลถิ่นใต้เพศผู้พุ่งตัวแหวกเกลียวคลื่นออกมาจับเพนกวินร็อกฮอปเปอร์ถิ่นใต้ (Eudyptes chrysocome) ที่อิสลาเดโลสเอสตาโดส

*อ่านสารคดีฉบับเต็มได้ในนิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับเดือนกรกฎาคม 2562


สารคดีแนะนำ

พื้นที่คุ้มครองทางทะเล ความหวังสุดท้ายของทะเลไทย

 

เรื่องแนะนำ

แขนจิ๋วของทีเร็กซ์อาจเป็นอาวุธอันตราย

แขนจิ๋วของ ทีเร็กซ์ อาจเป็นอาวุธอันตราย แขนจิ๋วสองข้างของเจ้าไดโนเสาร์ ทีเร็กซ์ เป็นปริศนาคาใจมาช้านาน ตลอดหลายปีที่ผ่านมามีหลายทฤษฎีเกี่ยวกับแขนคู่นี้ ไม่ว่าจะเป็นไว้สำหรับจับเหยื่อที่กำลังดิ้นรนรอความตาย, ช่วยยันตัวไดโนเสาร์เองขึ้นมาจากพื้น หรือใช้จับคู่ของมันขณะผสมพันธุ์ ไม่ว่าแขนของมันจะมีไว้ใช้ทำอะไรก็ตาม ผลการศึกษาที่เป็นเอกฉันท์ในช่วงหลายปีมานี้ลงความเห็นว่าแขนคู่นี้เป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นเศษตกค้างจากวิวัฒนาการของมัน ที่มันได้รับมาจากบรรพบรุษทีเร็กซ์ คล้ายกับปีกในนกที่บินไม่ได้และในขณะเดียวกันนักวิทยาศาสตร์ก็เสนอว่า การที่แขนของมันมีขนาดเล็กลงนั้นมีขึ้นเพื่อจำเป็นให้รับกับศีรษะและลำคอที่ทรงพลังไปด้วยมัดกล้ามเนื้อของมัน แต่ปัจจุบันนักวิจัยชี้ว่าสิ่งที่เราเข้าใจทั้งหมดนี้อาจผิด สตีเฟ่น สแตนลีย์ นักบรรพชีวินวิทยาจากมหาวิทยาลัยฮาวาย เชื่อว่าแขนของไทแรนโนซอรัสวิวัฒนาการขึ้นเพื่อใช้ในการข่วนระยะใกล้ ซึ่งด้วยกรงเล็บแหลมความยาว 4 นิ้ว นั่นจะสร้างบาดแผลฉกรรจ์ให้แก่เหยื่อที่เจอเข้ากับอาวุธร้ายอันตรายนี้เข้าไป “ในระยะใกล้ ขากรรไกรที่แข็งแรงและกรงเล็บขนาดใหญ่ของทีเร็กซ์สามารถจับเหยื่อจากด้านหลังได้อยู่หมัดและยังข่วนเหยื่อให้เป็นแผลลึกยาวเกือบเมตร ภายในเวลาเพียงไม่กี่วินาที” สแตนลี่ย์กล่าว “ซึ่งทั้งหมดนี้มันสามารถทำซ้ำได้อีกหลายครั้งอย่างรวดเร็ว” จากการศึกษาพบว่ามีไดโนเสาร์สายพันธุ์ที่ใกล้เคียงกับทีเร็กซ์ใช้กรงเล็บของมันข่วนเหยื่อเช่นกัน “ฉะนั้นแล้วในแง่ของอาวุธที่น่าเกรงขาม ทำไมทีเร็กซ์จะไม่ใช่ประโยชน์จากอวัยวะนี้?” สแตนลี่ย์ถาม ตัวเขาเสนอรายงานการค้นพบนี้ เมื่อปลายเดือนตุลาคม ในซีแอตเทิล ระหว่างการประชุมที่จัดขึ้นโดยสมาคมธรณีวิทยาของสหรัฐอเมริกา ในกรณีนี้นักวิทยาศาสตร์จำเป็นต้องโฟกัสไปที่กระดูกแขนของทีเร็กซ์ ซึ่งแรงข่วนจะมีมากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับสิ่งนี้ “กระดูกและข้อต่อที่ไม่ปกติ” มีส่วนช่วยให้แขนของมันเคลื่อนไหวได้หลายทิศทาง ซึ่งสนับสนุนทฤษฎีการข่วน สแตนลี่ย์กล่าว นอกจากนั้นไทแรนโนซอรัสยังเสืยกรงเล็บข้างหนึ่งของมันไปจากวิวัฒนาการอีกด้วย สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ช่วยให้แรงกดมากกว่า 50% ถ่ายเทไปที่กรงเล็บที่เหลือทั้ง 2 ข้าง และช่วยให้การข่วนเฉือนเหยื่อมีประสิทธิภาพมากขึ้น (เกราะของไดโนเสาร์สายพันธุ์นี้ก็อาจไม่ได้มีไว้แค่การต่อสู้เช่นกัน)    ข่วนเฉือนเพื่อผสมพันธุ์ อย่างไรก็ตามมีผู้เชี่ยวชาญที่ไม่เห็นด้วย “มันดูไร้เหตุผลที่จะใช้แขนเล็กๆ […]

เกมพัฒนาสุขภาพจิตแก่บรรดาหมาแก่

เกมพัฒนาสุขภาพจิตแก่บรรดาหมาแก่ ยินดีต้อนรับสู่ “Clever Dog Lab” ในกรุงเวียนนา ของออสเตรีย ขณะนี้บรรดานักวิทยาศาสตร์กำลังเล่นเกมกับสุนัขแต่หาใช่เพื่อความสนุกสนาน พวกเขากำลังทดสอบว่าความรู้ความเข้าใจยังคงสามารถพัฒนาได้หรือไม่ในสุนัขที่มีอายุมากแล้ว เช่นเดียวกันกับที่ผู้สูงอายุยังคงเล่นเกมบางเกมอยู่เพื่อป้องกันโรคสมองเสื่อม เกมนี้มีชื่อว่า “ซูโดกุสำหรับสุนัข” แม้ขณะนี้จะยังไม่มีการวัดผลที่แน่นอน แต่บรรดาเจ้าของสุนัขที่อาสาพาสุนัขของตนเข้าร่วม พวกเขาล้วนยินดีเป็นอย่างยิ่งหากวิธีนี้จะช่วยพัฒนาสุขภาพของเจ้าเพื่อนสี่ขาขนปุยในระยะยาว   อ่านเพิ่มเติม สุนัขหรือแมว ใครกันแน่ที่ฉลาดกว่า?

นักวิทยาศาสตร์พบแล้วว่าดวงตาของปลาดาวมีไว้ทำอะไร

นักวิทยาศาสตร์พบแล้วว่าดวงตาของปลาดาวมีไว้ทำอะไร ปลาดาวหรือดาวทะเลมีดวงตาอยู่ที่ปลายสุดของแขนข้างละหนึ่งดวง แต่มีไว้ใช้สำหรับทำอะไรนั้น ยังคงเป็นปริศนา พวกมันถูกมองว่าเป็นสัตว์ที่มีโครงสร้างเรียบง่าย ไม่ซับซ้อน และด้วยดาวทะเลนั้นไม่มีสมอง จึงยากที่จะคาดเดาได้ว่าพวกมันเห็นภาพอะไรผ่านดวงตา ในปี 2014 นักวิจัยชี้ว่าดวงตาของดาวทะเลในภูมิภาคเขตร้อน สามารถมองเห็นภาพแบบหยาบๆ ได้ ซึ่งช่วยให้มันไม่เดินเตร็ดเตร่ไกลออกจากบ้านมากเกินไป “ผลการศึกษานี้ช่วยให้เราเข้าใจว่าบรรดาดาวทะเลมองเห็นโลกอย่างไร” Christopher Mah นักวิจัยจากพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา Smithsonian ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. กล่าวผ่านอีเมล์ และตอนนี้ผลการศึกษาใหม่ยังแสดงให้เห็นว่า แม้แต่ดาวทะเลจากทะเลลึกในอาร์กติกเองก็ใช้ภาพที่มันมองเห็นเพื่อนำทางเช่นกัน จากการศึกษาดาวทะเลทั้งหมด 13 สายพันธุ์ ในจำนวนนี้มีสองสายพันธุ์ที่เรืองแสงได้ด้วย นั่นหมายความว่าพวกมันใช้แสงสว่างในการสื่อสารกับดาวทะเลด้วยกัน ทีมนักวิทยาศาสตร์ได้ศึกษาดาวทะเลสายพันธุ์หนึ่งโดยเฉพาะ ที่อาศัยอยู่ในมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิก พวกมันมีชื่อว่าดาวทะเลสีน้ำเงิน (Linckia laevigata) ผลการศึกษาวิจัยถูกเผยแพร่ผ่านทางออนไลน์ลงในวารสาร  Proceedings of the Royal Society B เมื่อวันที่ 7 มกราคมปี 2014 ก่อนที่ผลการศึกษาใหม่กว่าจะถูกเผยแพร่ลงในวารสารเดิมเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา   ไม่เคยคาดคิดว่าจะมีความซับซ้อน จากประวัติศาสตร์ที่ผ่านๆ มา ดาวทะเลถูกพิจารณาว่าเป็นสัตว์เรียบง่าย ปราศจากโครงสร้างหรือพฤติกรรมอันซับซ้อน นักวิทยาศาสตร์รู้จักดาวทะเลมานานกว่า […]

คืนป่าให้ชีวิต ความสัมพันธ์ที่ไม่อาจตัดขาดของมนุษย์กับธรรมชาติ

เมื่อ 2559 ที่อาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยใจกลางกรุงเทพมหานคร หลังฟัง ดร. สรณรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์ ประธานมูลนิธิโลกสีเขียวนำเสนอชุดสไลด์เปิดงานประชุม “Rewilding Bangkok ฟื้นชีวิตป่าเมืองกรุง” เราเพิ่งเข้าใจถึงความเป็นมาของกรุงเทพมหานครย้อนกลับไปไม่ใช่แค่กว่า 200 ปีก่อน แต่เป็นเมื่อ 20,000 ปีที่แล้ว จะว่าไปก็ไม่ไกลเกินไป แต่ทำไมเราถึงไม่เคยสนใจมาก่อน  แผ่นดิน ทะเล แม่น้ำ และระดับน้ำเค็มน้ำจืดเปลี่ยนแปลงไปมาตามกาลเวลา ภาคกลางตอนล่างของไทยเคยถูกน้ำทะเลท่วมหลังสมัยน้ำแข็งถึงสุพรรณบุรี (เลยไม่แปลกที่กฤชจะคิดว่ากรุงเทพฯ มีดินเค็มที่ต้นขลู่ขึ้นได้) แถมไม่เคยคิดจินตนาการเลยด้วยว่า การเชื่อมต่อกันของแผ่นดินจากอินโดจีนยันบอร์เนียว จากแม่น้ำสยามโบราณถึงแม่น้ำโขง จะทำให้ไทยในปัจจุบันเป็นถิ่นอาศัยของปลาน้ำจืดหลากหลายเป็นอันดับ 9 ของโลก เฉพาะในแม่น้ำเจ้าพระยาปัจจุบันก็มีพันธุ์ปลามากถึง 280 ชนิด เรื่องที่ฟังแล้วตื่นเต้นที่สุดคือ ภายในเวลาไม่เกินสองศตวรรษจนมาถึง 50 ปีที่ผ่านมา กรุงเทพมหานครหรือบางกอกเคยมีสัตว์ป่าชุกชุม  สังฆราชปาเลอกัวบันทึกไว้ในสมัยรัชกาลที่ 3 ว่า ชาวบ้านญวนสามเสนแขวนเนื้อจระเข้ขายราคาถูกกว่าเนื้อหมู  ช้างป่าถูกคล้องแถวบางซื่อ กวางทุ่งย่านมหานาคออกมากินหญ้าและถูกชาวบ้านตีด้วยไม้และใช้ปืนยิง กระเรียนขนาดใหญ่ยังมีให้เห็น จระเข้น้ำเค็มแถวบางนาเคยคาบคนไป  และมีบันทึกว่า เมื่อสัก 120 ปีก่อน สมันหรือกวางทุ่งที่พบในไทยเพียงแห่งเดียวในโลกยังมีอยู่อย่างชุกชุม แต่ถูกล่าอย่างหนัก และพอถึง พ.ศ. 2481 […]