อุทยานแห่งชาติทางทะเล ณ ดินแดนสุดขอบโลก - National Geographic Thailand

อุทยานแห่งชาติทางทะเล ณ ดินแดนสุดขอบโลก

อุทยานแห่งชาติทางทะเล ณ ดินแดนสุดขอบโลก

อุทยานแห่งชาติทางทะเล หรือพื้นที่คุ้มครองทางทะเล (Marine Protected Area: MPA) เป็นส่วนหนึ่งของพันธกิจโครงการทะเลพิสุทธิ์ (Pristine Seas Project) ของสมาคมเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ที่ร่วมมือกับรัฐบาลประเทศต่างๆ หน่วยงานในท้องถิ่น และชุมชน เพื่อปกป้องท้องทะเลและมหาสมุทรที่ยังคงความสมบูรณ์ โดยการจัดตั้งเป็นเขตอนุรักษ์เพื่อปกป้องระบบนิเวศและถิ่นอาศัยทางทะเล

อ่าวเทติสซึ่งตั้งอยู่ใกล้ปลายสุดของหมู่เกาะเตียร์ราเดลฟวยโกในประเทศอาร์เจนตินา น่าจะเป็นบริเวณใต้สุดที่คนจะไปถึงได้ในทวีปอเมริกา  ทว่าน้อยคนนักที่เคยไป “ที่นี่ยากลำบากต่อการเดินเรือ” กัปตันเจมส์ คุก เขียนไว้ในบันทึกประจำวันเมื่อปี 1768 เพื่อเตือนผู้มาเยือนในอนาคตให้หลีกเลี่ยงสาหร่ายทะเล แต่อ่าวนี้เป็นสถานที่หลบคลื่นลมปั่นป่วนรุนแรงขึ้นชื่อในภูมิภาคนี้

ผมไปอ่าวเทติสเพื่อดำเนินโครงการสำรวจทะเลพิสุทธิ์ของเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก โดยร่วมมือกับรัฐบาลอาร์เจนตินา รัฐบาลท้องถิ่นของเตียร์ราเดลฟวยโก และสภาเพื่อการอนุรักษ์ทะเลปาตาโกเนีย ผู้ที่ไปกับผมคือสหายเก่าและเพื่อนร่วมงาน เกลาดิโอ กัมปาญา ซึ่งร่วมก่อตั้งสภานี้เมื่อปี 2004 และอุทิศชีวิตให้แก่การศึกษาและการคุ้มครองสัตว์ทะเลเลี้ยงลูกด้วยนมของอาร์เจนตินา เป้าหมายของเราคือการรวบรวมความรู้ทางวิทยาศาสตร์และถ่ายทำภาพยนตร์เพื่อวางรากฐานให้เขตอนุรักษ์ หรือ อุทยานแห่งชาติทางทะเล ที่ได้รับความคุ้มครองแห่งใหม่ในน่านน้ำอาร์เจนตินา

การก่อตั้งเขตอนุรักษ์เช่นนั้น ซึ่งก็คือ อุทยานแห่งชาติทางทะเล เป็นงานสำคัญของชีวิตผม ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ทีมทะเลพิสุทธิ์ของเราร่วมมือกับพันธมิตรท้องถิ่นเพื่อช่วยรัฐบาลต่างๆในการคุ้มครองน่านน้ำกว่าห้าล้านตารางกิโลเมตรของมหาสมุทรจากการประมงและภัยคุกคามอื่นๆ

การไปสำรวจดินแดนตอนปลายเตียร์ราเดลฟวยโกมีความสำคัญกับผมอย่างยิ่ง ไม่เพียงเพราะสิ่งที่เราอาจทำสำเร็จ แต่ยังมาจากความผูกพันส่วนตัวกับสถานที่แห่งนี้ ย้อนกลับไปเมื่อปี 1973 พอล เดย์ตัน เพื่อนและที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์ของผม ทำงานวิจัยบุกเบิกที่นี่ พอลกับเพื่อนซึ่งหาญกล้าเผชิญลมขั้วโลก ลูกเห็บ และหิมะ ดำน้ำรอบอ่าวเทติสและอิสลาเดโลสเอสตาโดส (เกาะสแตเทน) ทางทิศตะวันออก พวกเขาวัดขนาดและนับจำนวนสาหร่ายเคลป์ยักษ์และสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังที่อาศัยอยู่ใต้เรือนยอดป่าเคลป์ ไม่เคยมีใครศึกษาถิ่นอาศัยใต้น้ำเหล่านี้ และภารกิจของเราส่วนหนึ่งจะตามรอยการสำรวจของพอล ผมได้เห็นกับตาถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างมากในบริเวณอื่นๆ ของมหาสมุทรที่เกิดจากการทำประมงเกินขนาดและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่เด่นชัดที่สุดคือแนวปะการังเกิดการฟอกขาวและตาย และน้ำแข็งทะเลอาร์กติกหดตัวลงในช่วงฤดูร้อน เราจะพบอะไรบ้างใต้ผิวน้ำที่นี่ หลังจากพอลมาเยือน 45 ปี

อุทยานแห่งชาติทางทะเล
แมงกะพรุนล่องลอยอยู่ท่ามกลางหมู่ใบสาหร่ายในป่าเคลป์นอกชายฝั่งอิสลาเดโลสเอสตาโดส ประเทศอาร์เจนตินา ป่าเคลป์เป็นหนึ่งในระบบนิเวศที่หลากหลายที่สุดในโลก
อุทยานแห่งชาติทางทะเล
คริลล์รวมฝูงภายในป่าเคลป์ยักษ์ที่อิสลัสดิเอโกรามีเรซ ห่างจากแหลมฮอร์นไปทางตะวันตกเฉียงใต้ 110 กิโลเมตร

พอเกลาดิโอกับผมก้าวลงบนชายหาดก็ตระหนักทันทีว่า เรากำลังเดินอยู่บนหลุมศพขนาดมหึมา กระดูกสิงโตทะเลเก่าๆ ที่พรานในช่วงครึ่งแรกของศตวรรษที่ยี่สิบทิ้งไว้ ดังกรอบแกรบอยู่ใต้เท้าทุกย่างก้าว สิงโตทะเลและแมวน้ำขนถูกล่าอย่างไม่เลือกหน้า ส่วนใหญ่เพื่อเอาหนังและชั้นไขมันสำหรับเคี่ยวเอาน้ำมัน

ในสมัยของพอล เดย์ตัน รัฐบาลอาร์เจนตินาออกกฎหมายคุ้มครองสัตว์เหล่านี้ แต่ประชากรยังไม่ฟื้นตัว จากข้อมูลของนักวิจัย สิงโตทะเลในท้องถิ่นมีเพียงหนึ่งในห้าของจำนวนที่มีเมื่อกว่า 70 ปีก่อน อาจเป็นเพราะเพศเมียวัยเจริญพันธุ์ลดจำนวนลงอย่างมากและผลกระทบรุนแรงจากการประมงเชิงอุตสาหกรรม

“เมื่อก่อนนี้ผู้คนฆ่าพวกมันโดยตรงครับ” เกลาดิโอบอกและเสริมว่า “ปัจจุบันเราทำให้พวกมันขาดอาหารด้วย” สามวันก่อนจะมาเยือนอ่าวเทติส เราเห็นเรืออวนลากขนาดยักษ์ยาว 110 เมตรที่ท่าเรือเมืองอูชัวยา เรืออวนลากเหล่านั้นและเรือเบ็ดราวทำการจับปลาตรงขอบไหล่ทวีปเตียร์ราเดลฟวยโก ซึ่งแอ่งลึกเริ่มต้นขึ้น

บริเวณใกล้ชายฝั่ง สภาพอากาศรุนแรงมากแทบทั้งปีจนน้อยคนนักลองเสี่ยงดำน้ำที่อ่าวเทติสและอิสลาเดโลสเอสตาโดส แต่ความที่เรามาถึงในสภาพอากาศค่อนข้างสงบ เราจึงสามารถดำน้ำรอบเกาะเป็นเวลาสองสัปดาห์

น่านน้ำที่เย็นและอุดมด้วยสารอาหารนำพาอาหารมาให้ป่าเคลป์อันเป็นระบบนิเวศทางทะเลชั้นเลิศที่สุดแห่งหนึ่งในโลก ต้นสาหร่ายเติบโตขึ้นมายังผิวน้ำจากระดับลึกถึง 45 เมตร บางครั้งงอกได้ครึ่งเมตรในหนึ่งวัน สาหร่ายเคลป์ยักษ์เติบโตต่อไปเมื่อถึงผิวน้ำ ก่อเกิดเป็นเรือนยอดซึ่งแสงอาทิตย์ส่องลอดลงมาราวกับผ่านกระจกสีในมหาวิหาร

เรารู้สึกประหลาดใจ สาหร่ายเคลป์ในแต่ละอ่าวเป็นชนิดเดียวกัน สภาพทางสมุทรศาสตร์ของที่นี่ดูเหมือนจะยังคงเดิมตลอดครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา กล่าวคือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังไม่ได้ส่งผลกระทบอย่างถาวร ดูเหมือนนี่จะเป็นของขวัญชิ้นเยี่ยม

เรายังรู้สึกทึ่งกับจำนวนสิ่งมีชีวิตอันมากมาย ก้นทะเลมีสิ่งมีชีวิตเข้าครอบครองอยู่ทุกตารางเซนติเมตร เช่น ฟองน้ำสีขาวและสีเหลือง สาหร่ายสีชมพู เพรียงหัวหอมรูปร่างเหมือนอมยิ้ม สาหร่ายเคลป์ยักษ์เอนตัวลงพื้นทะเลจากน้ำหนักของหอยแมลงภู่ที่ติดอยู่บนต้น ดาวทะเลสีน้ำเงินกินหอยแมลงภู่ ตลอดจนหอยทากและปูเสฉวน

อุทยานแห่งชาติทางทะเล
ปูจักรพรรดิแปลงถิ่นใต้ (Paralomis granulosa) วัยอ่อนหลายพันตัวมารวมฝูงกันในป่าสาหร่ายเคลป์ยักษ์ใกล้แหลมฮอร์น ประเทศชิลี ปูดังกล่าวในภูมิภาคนี้ถูกจับไปเป็นจำนวนมาก การมารวมฝูงกันอย่างมากมายเช่นนี้จึงหายากยิ่ง
อุทยานแห่งชาติทางทะเล
สิงโตทะเลถิ่นใต้ (Otaria flavescens) รวมฝูงกันในอุทยานทางทะเลฟรันซิสโกโกโลอาเนในฟยอร์ดของชิลี

หลังการสำรวจ เราเปลี่ยนจากชุดเว็ตสูทเป็นชุดนักธุรกิจเพื่อวิ่งเต้นให้เจ้าหน้าที่รัฐบาลอาร์เจนตินาคุ้มครองมหาสมุทร พร้อมกับหุ้นส่วนของเราที่สภาเพื่อการอนุรักษ์ทะเลปาตาโกเนียและองค์กรอนุรักษ์ทอมป์คินส์ อาเล็กซ์ มูโญซ ผู้อำนวยการโครงการทะเลพิสุทธิ์ประจำลาตินอเมริกา เสนอผลการสำรวจของเราแก่รัฐบาลเพื่อสนับสนุนโครงการจัดตั้งอุทยานทางทะเลยากาเนส เรายังฉายภาพยนตร์สารคดีจากการสำรวจของเรารอบปฐมทัศน์ในบัวโนสไอเรส ให้ผู้นำและพลเมืองอาร์เจนตินาได้ชมความมหัศจรรย์ทางทะเลของยากาเนสและเตียร์ราเดลฟวยโก

พอถึงเดือนธันวาคม รัฐสภาอาร์เจนตินาเปิดสมัยประชุมวิสามัญเพื่อพิจารณาญัตตินี้ เราทุกคนกระวนกระวาย เรารู้ว่าสำนักงานบริหารอุทยานแห่งชาติและผู้นำคนสำคัญบางคนในรัฐบาลสนับสนุนการคุ้มครองพื้นที่นี้ แต่ภายใต้กฎหมายอาร์เจนตินา ร่างกฎหมายการจัดตั้งอุทยานต้องผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา

หลังการเจรจาต่อรองอย่างเคร่งเครียด สภาก็ลงมติเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม ผมรู้สึกอัศจรรย์ใจ ร่างกฎหมายผ่านการลงมติเห็นชอบด้วยคะแนนเสียง 196 ต่อ 0 เป็นการสนับสนุนการอนุรักษ์อย่างยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมาในประเทศไหนๆ วุฒิสภาลงมติเห็นชอบขั้นสุดท้ายในวันที่ 12 ธันวาคม

“วันนี้เป็นวันแห่งความสุขของชาวอาร์เจนตินาทุกคนครับ” เกลาดิโอบอกผมระหว่างคุยโทรศัพท์กันหลังจากร่างกฎหมายอุทยานได้รับการลงนามรับรองเป็นกฎหมาย แต่ความสุขนี้มิใช่สำหรับชาวอาร์เจนตินาเท่านั้น ความที่ผมได้รับสิทธิพิเศษให้สำรวจและถ่ายสารคดีในน่านน้ำเหล่านี้ ผมรู้สึกว่า มหาสมุทรเอาชนะการที่เราฉกฉวยสิ่งมีชีวิตไปจากมันอย่างไม่บันยะบันยังได้บ้างแล้ว

อุทยานแห่งชาติทางทะเล
สิงโตทะเลถิ่นใต้เพศผู้พุ่งตัวแหวกเกลียวคลื่นออกมาจับเพนกวินร็อกฮอปเปอร์ถิ่นใต้ (Eudyptes chrysocome) ที่อิสลาเดโลสเอสตาโดส

*อ่านสารคดีฉบับเต็มได้ในนิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับเดือนกรกฎาคม 2562


สารคดีแนะนำ

พื้นที่คุ้มครองทางทะเล ความหวังสุดท้ายของทะเลไทย

 

เรื่องแนะนำ

หนอนเรืองแสงที่ไม่ธรรมดา

หนอนเรืองแสงที่ไม่ธรรมดา หนอนเรืองแสงนี้เป็นที่รู้จักในชื่อ “หนอนทางรถไฟ” นั่นเป็นเพราะแสงสว่างที่สว่างออกมาเป็นจุดๆ บนตัวของมันคล้ายกับหน้าต่างของรถไฟ ซึ่งมีเพียงแค่ตัวอ่อนและเพศเมียที่โตเต็มวัยเท่านั้นที่จะเรืองแสงออกมาได้ด้วยอวัยวะพิเศษที่มีลักษณะเป็นคู่อยู่ที่ด้านข้างของลำตัว พวกมันสามารถควบคุมแสงบนตัว และใช้เตือนศัตรูผู้ล่าว่าพวกมันมีพิษ เช่นเดียวกันกับสัตว์อีกหลายชนิดที่สามารถเรืองแสงออกมาด้วยปฏิกิริยาทางเคมี ส่วนในหนอนเพศผู้นั้นแม้ไม่มีแสง แต่พวกมันมีปีกแทน โดยปีกคู่แรกมีขนาดเล็กกว่าครึ่งหนึ่งของความยาวปีกคู่หลัง นอกจากนั้นพวกมันยังมีหนวดคล้ายขนนกซึ่งใช้ในการตรวจสอบและติดตามฟีโรโมนที่ผลิตมาจากหนอนเพศเมีย และถูกดึงดูดด้วยแสงไฟเวลากลางคืน   อ่านเพิ่มเติม ดอกไม้เรืองแสง

ช่วยเต่าทะเลติดอวน

ช่วยเต่าทะเลติดอวน ภาพเหล่านี้กำลังตอกย้ำเราว่าปัญหาขยะ และขยะพลาสติกในทะเลส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตอื่นมากแค่ไหน ฟุตเทจของเต่าทะเลตัวนี้ถูกบันทึกได้ที่นอกชายฝั่งของหมู่บ้าน Puerto López ในเอกวาดอร์ อวนเหล่านี้ถูกทิ้งโดยชาวประมงมักง่าย และปัจจุบันเป็นหนึ่งในปัญหาที่ร้ายแรงทางสิ่งแวดล้อม เนื่องจากสัตว์ทะเลจำนวนมากมักเข้าไปติดในอวน ดังเช่นเต่าตัวนี้ และหากไม่ได้ใครช่วย ในที่สุดแล้วมันจะตายลง โชคดีที่ชาวประมงกลุ่มหนึ่งพบเจ้าเต่าทะเลเข้า พวกเขาจึงตัดสินใจช่วยมัน ก่อนที่จะปล่อยมันกลับคืนสู่ทะเลอีกครั้ง แน่นอนว่าเหตุการณ์ทำนองนี้ไม่ใช่เหตุการณ์สุดท้าย และที่ข้างนอกชายฝั่งยังมีสัตว์ทะเลอีกมากที่เผชิญชะตากรรมเช่นเดียวกับเต่าทะเล เพียงแต่มันอาจไม่โชคดีเท่า… อ่านเพิ่มเติม ลูกแมวน้ำตายเพราะกินขยะพลาสติก

พบซาลาแมนเดอร์สายพันธุ์ใหม่

พบ ซาลาแมนเดอร์ สายพันธุ์ใหม่ ซาลาแมนเดอร์ที่เห็นในคลิปนี้ เชื่อกันว่าน่าจะเป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยพบมา มันคือซาลาแมนเดอร์ยักษ์จีน ที่เมื่อโตเต็มที่จะมีความยาวมากถึง 6 ฟุต และหนักมากกว่า 65 กิโลกรัม ล่าสุดทีมวิจัยในจีนประกาศการค้นพบซาลาแมนเดอร์ยักษ์สายพันธุ์ใหม่ ไม่ใช่เพียงแค่สายพันธุ์เดียว แต่มากถึง 5 สายพันธุ์ และอาจมีแนวโน้มว่าจะเป็น 8 สายพันธุ์เสียด้วยซ้ำ อย่างไรก็ตามข่าวดีนี้มาพร้อมกับข่าวร้ายก็คือ สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำเหล่านี้กำลังเผชิญกับการคุกคามโดยมนุษย์ พวกมันถูกจับในฐานะอาหารชั้นเลิศ ซึ่งขายให้แก่บรรดาเศรษฐีผู้มีอันจะกิน นั่นทำให้นักวิจัยกังวลว่าบางสายพันธุ์ของซาลาแมนเดอร์ที่พวกเขาค้นพบใหม่นี้ พวกมันอาจสูญพันธุ์ไปแล้วก็เป็นได้ และตอนนี้ประเด็นสำคัญก็คือจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเผยแพร่ความรู้ให้แก่ประชาชน เพื่อให้พวกเขาทราบว่าซาลาแมนเดอร์เหล่านี้มีความสำคัญอย่างไร และทำไมเราจึงต้องอนุรักษ์พวกมัน   อ่านเพิ่มเติม ภาพถ่ายอันน่าทึ่ง! เมื่องูพยายามหนีออกจากปากกบ