เพนกวินจักรพรรดิ กำลังเผชิญกับความท้าทายใหญ่ เมื่อพื้นที่อาศัยหดตัวลงเรื่อยๆ

เดินขบวนไปสู่การสูญพันธุ์

เพนกวินจักรพรรดิ กำลังเผชิญกับความท้าทายระดับเผ่าพันธุ์

ตอนแรก จุดสีดำของ เพนกวินจักรพรรดิ จุดหนึ่งปรากฏขึ้นอยู่ไกลๆ  แล้วจุดอื่นๆ ก็เข้ามาสมทบกันมากขึ้น จนกลายเป็นขบวนแถวคดเคี้ยวข้ามภูมิทัศน์น้ำแข็งสีขาวโพลนที่เพิ่งก่อตัวขึ้น

“แล้วจู่ๆ คุณก็ได้ยินเสียงร้องเสียงแรกๆ” ช่างภาพสเตฟาน คริสต์มันน์ เล่า  นั่นคือตอนที่เขาฉุกคิดขึ้นได้ “ว้าว! พวกนกกลับมากันแล้ว”

เวลานั้นเป็นช่วงปลายเดือนมีนาคมที่อ่าวอาตกา ในภูมิภาคควีนมอดแลนด์ของแอนตาร์กติกา ห่างจากปลายด้านใต้สุดของทวีปแอฟริกาไปทางตะวันตกเฉียงใต้ 4,325 กิโลเมตร  คริสต์มันน์รอนก เพนกวินจักรพรรดิ กลับจากการหากินในทะเลมานานกว่าสองเดือน  พวกมันเป็นนกเพนกวินขนาดใหญ่ที่สุด สูงประมาณหนึ่งเมตรขณะยืน และหนักได้ถึง 41 กิโลกรัม

สเตฟานวางแผนจะอยู่กับคอโลนีที่อ่าวอาตกาซึ่งมีนกเพนกวินประมาณ 10,000 ตัวตลอดฤดูหนาวเป็นครั้งที่สอง  เขาเคยมาที่นี่แล้วในช่วงฤดูหนาวเมื่อห้าปีก่อน และกลับมาอีกเพื่อบันทึกวัฏจักรการผสมพันธุ์ของนกเพนกวินจักรพรรดิให้ครบถ้วนสมบูรณ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ช่างภาพสัตว์ป่าน้อยคนนักเคยทำมาก่อน  ด้วยอุณหภูมิต่ำกว่าศูนย์อย่างน้อย 45 องศาเซลเซียสกับพายุหิมะที่ส่งเสียงหวีดหวิว ส่งผลให้ทัศนวิสัยลดลงเหลือไม่ถึงหนึ่งเมตรฤดูหนาวในแอนตาร์กติกาจึงไม่เหมาะกับคนใจเสาะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงเดือนกรกฎาคมและสิงหาคมที่อากาศหนาวเย็นที่สุด

เพนกวินจักรพรรดิ, นกเพนกวิน, การผสมพันธุ์, วงจรชีวิต, แอนตาณืกติก
ในฤดูใบไม้ร่วง เพนกวินจักรพรรดิเริ่มการเดินทางราว 10 กิโลเมตรจากมหาสมุทรสู่แหล่งผสมพันธุ์ในอ่าวอาตกา แต่สภาพภูมิอากาศที่อุ่นขึ้นละลายน้ำแข็งทะเลที่พวกมันต้องใช้เป็นฐานเพื่อหาคู่ ผสมพันธุ์ และเลี้ยงลูก

“พูดจริงๆ นะครับ อยู่ไปสักพักคุณก็ชินเอง” คริสต์มันน์บอกฉันเรียบๆ

สิ่งที่นกเพนกวินจักรพรรดิไม่ชินง่ายๆ คือการที่น้ำแข็งทะเลอันเป็นฐานที่มั่นคงปลอดภัยสำหรับผสมพันธุ์และออกล่าสัตว์ในน่านน้ำรอบๆ กำลังหดตัวลงและเป็นไปได้ว่าอาจสูญสิ้นไป แม้จะเป็นนักว่ายน้ำชั้นยอด นกเพนกวินจักรพรรดิตัวเต็มวัยใน 54 คอโลนีรอบแอนตาร์กติกา คิดเป็นคู่ผสมพันธุ์ประมาณ 256,500 คู่ ต้องเลี้ยงลูกนกเหนือผิวน้ำอยู่บนน้ำแข็งทะเลก่อนฤดูใบไม้ผลิจะมาถึงและน้ำแข็งละลายไป น้ำแข็งทะเลในแอนตาร์กติกามีความผันแปรสูง แต่เมื่อห้าปีก่อน น้ำแข็งทะเลหดหายอย่างทันทีทันใด โดยทำสถิติลดลงมากที่สุดในปี 2017

อ่านเพิ่มเติม ลูกเพนกวินนับพันตัวกำลังหายไปเพราะแผ่นน้ำแข็งในแอนตาร์กติกาละลาย

“ภายใต้ฉากทัศน์หรือสถานการณ์ที่ดำเนินไปเช่นนี้ นกเพนกวินจักรพรรดิกำลังเดินหน้าสู่การสูญพันธุ์ค่ะ” สเตฟานี เจนูริเอ นักชีววิทยานกทะเลแห่งสถาบันสมุทรศาสตร์วูดส์โฮล รัฐแมสซาชูเซตส์ กล่าว งานวิจัยของเธอและทีมงานชี้ว่า หากการปล่อยคาร์บอนยังเป็นไปอย่างไร้การควบคุม เมื่อถึงปี 2100 คอโลนีเพนกวินจักรพรรดิร้อยละ 80 อาจสูญสิ้นไป และความหวังในการอยู่รอดของชนิดพันธุ์นี้ก็มีเพียงริบหรี่เมื่อถึงตอนนั้นอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกจะเพิ่มขึ้นสามถึงห้าองศาเซลเซียส เจนูริเอบอกว่า แต่ถ้าเราสามารถควบคุมการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิได้ต่ำกว่า 1.5 องศาเซลเซียส ไม่แน่ว่าคอโลนียังอาจหายไปสักร้อยละ 20 ขณะที่ประชากรในทะเลรอสส์และทะเลเวดเดลล์ซึ่งเป็นแหล่งที่เพนกวินจักรพรรดิอาจลี้ภัยไปอาศัยเนื่องจากน้ำแข็งทะเลมีสภาวะเหมาะสมกว่า จะเพิ่มขึ้นเล็กน้อย

เพนกวินจักรพรรดิ, นกเพนกวิน, การผสมพันธุ์, วงจรชีวิต, แอนตาณืกติก
ก่อนออกเดินทางสู่ทะเล เพศเมียช่วยส่งไข่ไปวางบนตีนของเพศผู้ซึ่งเป็นคู่ของมัน งานที่ละเอียดอ่อนนี้ต้องทำอย่างรวดเร็ว มิฉะนั้นไข่อาจจับตัวแข็งได้ แม้นกเพศเมียจะไม่อยู่เป็นเวลาประมาณสองเดือน ความผูกพันของทั้งคู่ยังคงแน่นแฟ้น แล้วพวกมันจะกลับมาอยู่พร้อมหน้ากันอีกครั้งในเดือนสิงหาคม

เมื่อลานน้ำแข็งทะเลพร้อมและเพนกวินในอ่าวแอตกามาถึงแล้ว คริสต์มันน์ก็เริ่มเก็บภาพขณะนกเริ่มวัฏจักรชีวิตครั้งใหม่  การเกี้ยวพาราสีอันสง่างามเผยให้เห็นเมื่อเพนกวินเลือกคู่ของปีนั้น  ตามมาด้วยการผสมพันธุ์อย่างรวดเร็วและงุ่มง่าม เมื่อพวกหนุ่มๆ พยายามอย่างหนักเพื่อไม่ให้หล่นจากหลังตัวเมีย

หลังจากนั้นคู่นกเพนกวินจะอยู่ด้วยกันตลอด เคลื่อนไหวราวกับเป็นกระจกเงาของกันและกัน  ความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นจะช่วยรับประกันความอยู่รอดของลูกนก ซึ่งจะมีเพียงตัวเดียวในฤดูนั้น วันหนึ่งคริสแมนน์สังเกตเห็นนกคู่หนึ่งมองไปที่ลูกบอลหิมะที่เพศเมียบรรจงประคองให้อยู่บนสองตีน  เขาคาดว่าทั้งคู่เป็นนกที่เพิ่งจับคู่กันเป็นครั้งแรกและกำลังฝึกทักษะการประคองไข่

เพนกวินจักรพรรดิ, นกเพนกวิน, การผสมพันธุ์, วงจรชีวิต, แอนตาณืกติก
ลูกนกทะเลาะกันขณะยังซุกตัวอุ่นอยู่บนเท้าพ่อแม่ หลังจากแม่นกกลับมาจากแหล่งหากิน พ่อแม่จะผลัดกันเลี้ยงลูกเพื่อให้อีกฝ่ายไปหาอาหารในทะเลพ่อแม่นกที่เป็นฝ่ายอยู่โยงมักยืนอยู่ด้วยกัน ปล่อยให้ลูกนกมีปฏิสัมพันธ์กัน

พอถึงปลายเดือนพฤษภาคม ไข่ใบแรกๆ ก็เผยโฉม  หนึ่งใบต่อเพศเมียหนึ่งตัว  การวางไข่ต้องใช้แรงกายเหนื่อยยาก  ดังนั้นเพศเมียที่หิวโหยจึงค่อยๆ ส่งไข่อย่างระมัดระวังให้คู่ของมัน แล้วเตรียมตัวออกเดินทาง  คู่นกจะทดสอบความผูกพันอันแข็งแกร่งที่มีต่อกัน ขณะที่บรรดานกเพศเมียกลับไปยังทะเลเพื่อหาอาหาร

สำหรับพ่อนกที่ถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง ฤดูหนาวใกล้เข้ามาทุกทีแล้ว ท่ามกลางกระแสลมที่พัดด้วยความเร็ว 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมงและอุณหภูมิตกวูบลง  พวกนกจะเกาะกลุ่มเบียดเสียดกันเพื่อแบ่งปันความอบอุ่นจากร่างกายแก่กันและกัน  ความร่วมมือกันเช่นนี้ไม่เพียงช่วยให้บรรดาพ่อๆ และไข่อันล้ำค่าอยู่รอดต่อไปได้ แต่ยังช่วยรักษาแหล่งพลังงานสำรองในร่างกายของนกเพศผู้ เนื่องจากไม่มีอะไรตกถึงท้องเลย  พวกมันอาจสูญเสียน้ำหนักตัวไปเกือบครึ่งหนึ่งตอนที่นกเพศเมียกลับมา  ในวันที่อากาศหนาวที่สุด นกเพนกวินจะอยู่กันอย่างเงียบเชียบเพื่อประหยัดพลังงานมากที่สุดเท่าที่จะทำได้  สิ่งเดียวที่คริสต์มันน์ได้ยินมีเพียงเสียงประหลาดเมื่อพวกมันลากตีนไปบนน้ำแข็งเท่านั้น

เพนกวินจักรพรรดิ, นกเพนกวิน, การผสมพันธุ์, วงจรชีวิต, แอนตาณืกติก
นกเพนกวินจักรพรรดิเพศผู้ที่คอโลนีอ่าวอาตกา ซึ่งแต่ละตัวประคองไข่ไว้บนตีน เกาะกลุ่มกันแน่นเพื่อให้ผ่านพ้นช่วงเวลาแห่งความมืดนานสองเดือนในแอนตาร์กติกา หลังจากผสมพันธุ์และวางไข่ นกเพศเมียก็กลับไปหากินในทะเล นกเบียดเสียดแน่นเสียจนพ่นไอได้ตอนแยกจากกันราวกับออกมาจากห้องซาวน่า

ในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม เมื่อเวลาแห่งความมืดมิดของขั้วโลก (polar night—วันและคืนที่ไร้แสงแดดโดยสิ้นเชิง) สิ้นสุดลง  ดวงอาทิตย์ที่กำลังเบิกฟ้าจะต้อนรับเสียงร้องใหม่ในคอโลนี  ถ้าแม่ของพวกมันไม่กลับมาพร้อมอาหารสำหรับลูกน้อย เหล่าลูกนกจะได้รับอาหารมื้อแรกจากพวกพ่อๆ เป็นน้ำนมข้นๆ จากหลอดอาหาร  แต่ต่อให้ยืนหยัดผ่านฤดูหนาวมาได้ก็ใช่ว่านกเพศผู้ทั้งหมดจะเลี้ยงลูกได้สำเร็จ

แล้วนกเพศเมียก็กลับมาตอนคู่ผู้หิวโหยของมันต้องการมันมากที่สุด  คู่ผัวเมียผูกพันกลมเกลียว  แม่นกเห็นหน้าลูกเป็นครั้งแรก และรับหน้าที่การป้อนอาหารต่อจากพ่อนก  พ่อแม่นกทำงานเป็นทีม ผลัดกันไปหาอาหารให้ลูกนกที่กำลังเติบโตอยู่อีกหลายเดือน

เรื่อง เฮเลน สเกลส์
ภาพถ่าย สเตฟาน คริสต์มันน์


ติดตามเรื่องราวของนกเพนกวินจักรพรรดิแบบเต็มเรื่องได้ที่ นิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย เดือนมิถุนายน 2563 สั่งซื้อได้ที่ https://www.naiin.com/product/detail/505767  หรือโทร.0-2423-9999  ต่อ  6112

เรื่องแนะนำ

อสรพิษ คมเขี้ยวสังหารจากแอฟริกา

ในแต่ละปีชาวแอฟริกันหลายหมื่นคนเสียชีวิตจากการถูกงูกัด การได้รับการรักษาอาจเป็นเรื่องยากลำบาก และเซรุ่มต้านพิษจาก อสรพิษ นี้ยังขาดแคลน นี่คือวิกฤติด้านสาธารณสุข องค์การอนามัยโลกชี้ว่า ในแต่ละปี ทั่วโลกมีผู้เสียชีวิตจากการถูกงูกัดมากถึง 138,000 คน และราวร้อยละ 95 ของผู้เสียชีวิตจาก อสรพิษ นี้อาศัยอยู่ในชุมชนชนบทที่ยากจนในประเทศกำลังพัฒนา พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดแห่งหนึ่งคือภูมิภาคซับสะฮาราของแอฟริกา ซึ่งเชื่อกันว่ามีผู้เสียชีวิตจาก การถูกงูกัดมากถึงปีละ 30,000 คน แต่แพทย์และผู้เชี่ยวชาญด้านการถูกงูกัดบางคนบอกว่า ยอดจริงอาจเป็นสองเท่าของจำนวนดังกล่าว ปัจจัยหลักคือยารักษาชนิดเดียวที่แก้พิษของงูอันตรายได้ คือเซรุ่มต้านพิษงูขาดแคลนอย่างรุนแรง ความซับซ้อนอยู่ที่ผู้เคราะห์ร้ายจำนวนมากไม่ไปโรงพยาบาล เพราะไม่มีเงินหรือเดินทางลำบาก หรือเพราะไม่เชื่อในการแพทย์แผนตะวันตก หรือไปถึงโรงพยาบาลไม่ทันเวลา เจ้าหน้าที่สถานีอนามัยขาดการฝึกอบรมการรักษาผู้ถูกงูกัด และแม้จะมีเซรุ่มให้ใช้ ราคาก็แพงเกินไปสำหรับผู้เคราะห์ร้ายหลายคน นอกจากนี้ เซรุ่มต้านพิษงูที่เชื่อถือได้ส่วนใหญ่ในแอฟริกาต้องแช่เย็นเพื่อคงความเสถียรและประสิทธิภาพ แต่เนื่องจากไฟฟ้าดับบ่อยครั้ง แม้แต่ในเขตเมือง การรักษาความเย็นให้เซรุ่มจึงแทบเป็นไปไม่ได้ เมื่อปี 2017 เพื่อให้วิกฤติด้านสาธารณสุขที่เกิดจากการถูกงูกัดได้รับความสนใจและดึงดูดเงินทุนมาสนับสนุนงานวิจัยและการรักษา องค์การอนามัยโลกจึงเพิ่มการถูกงูพิษกัดเข้าไปในบัญชีรายชื่อโรคเขตร้อนที่ถูกละเลย ซึ่งรวมถึงโรคพิษสุนัขบ้า โรคไข้เลือดออก และโรคเรื้อน และต่อมาในปี 2019 องค์การอนามัยโลกแถลงเป้าหมาย การลดจำนวนผู้เสียชีวิตและพิการจากการถูกงูพิษกัดในแต่ละปีให้ได้ร้อยละ 50 ภายในปี 2030 นับเป็นพันธกิจที่อาจ มีมูลค่าเกือบ 140 ล้านดอลลาร์สหรัฐ […]

ปลากระเบนราหูมีพฤติกรรมทางสังคมเรื่องการกินเช่นเดียวกับมนุษย์

ฝูงปลากระเบนราหู (Manta ray) รวมกลุ่มและว่ายน้ำเป็นวงกลมเหนือแนวปะการังแห่งหนึ่งใกล้ๆ เกาะโฮวาอู ในรัฐฮาวาย จากภาพที่บันทึกได้ ดูเหมือนว่าพวกมันกำลังแสดงพฤติกรรมทางสังคมเรื่องการรับประทานอาหาร โดยธรรมชาติแล้ว ปลากระเบนราหูเป็นสัตว์ที่ใช้การกรองกิน และมีการหากินร่วมกันเป็นฝูง ซึ่งช่วยให้แต่ละตัวในฝูงได้กินแพลงก์ตอนเยอะขึ้น รูปแบบการว่ายน้ำเป็นวงกลมนี้ ช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์ทางสังคมให้แน่นแฟ้นขึ้น และทำให้การหาอาหารมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น   อ่านเพิ่มเติม : ฮัดเช้ย! ขอน้ำมูกหน่อยนะ : นักวิทยาศาสตร์ใช้โดรนเก็บน้ำมูกวาฬ, ง่วงจัง ขอหลับหน่อย! มาดูกันสิว่า สัตว์อะไรหลับได้โดนใจที่สุด, วิลเดอบีสต์ตัวน้อยวิ่งตามรถ เพราะเข้าใจผิดว่าเป็นแม่ของมัน

ทำไมมนุษย์จึงยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อ เซลฟี่ กับสัตว์

ในสวนสัตว์และสวนสาธารณะ ผู้คนมักเข้าหาสัตว์ที่เป็นอันตรายต่อตัวเอง ทางจิตวิทยามีคำอธิบายว่าอย่างไร คนส่วนใหญ่มักพูดว่า มันเป็นความคิดอันเลวร้ายมาก หากเราเข้าใกล้กับสัตว์ป่าที่ดุร้าย แต่เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาหญิงคนหนึ่งได้ปีนข้ามกำแพงคอนกรีตของกรงเสือจากัวร์ ในสวนสัตว์ Wildlife World Zoo นอกเมืองฟีนิกซ์ รัฐแอริโซนา เสือจากัวร์ตะครุบแขนเสื้อของเธอจนขาดวิ่น กรงเล็บแหลมคมบาดแขนของเธอจนเกิดบาดแผลฉกรรจ์ มีผู้บันทึกภาพวิดีโอเหตุการณ์ทั้งหมดไว้ก่อนจะเผยแพร่ออกไป ผู้เห็นเหตุการณ์ช่วยดึงเธอออกมาก่อนที่เสือจากัวร์จะทำร้ายเธอ เธอปลอดภัยและเสือจากัวร์ก็เช่นกัน จากสิ่งที่เกิดขึ้นเธอยอมรับผิดจากการกระทำครั้งนี้แต่โดยดี เรื่องราวดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไปอย่างรวดเร็วบนโลกอินเทอร์เน็ต และเกิดการตั้งคำถามร่วมกันว่า ทำไมต้องทำอะไรเสี่ยงแบบนั้นล่ะ? นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดเรื่องเกี่ยวกับความประมาทของคนที่พยายามเข้าใกล้สัตว์ป่าจนเกิดเป็นกระแสพาดหัวข่าว เมื่อปีที่ผ่านมา ชายมึนเมากระโดดเข้าไปในกรงสิงโต ณ สวนสัตว์อินเดีย โดยให้เหตุผลว่าเขาต้องการเห็นสิงโตตัวใหญ่อย่างใกล้ชิด สวนสัตว์แห่งหนึ่งในประเทศจีนคนวิ่งกรูเข้าไปบริเวณกรงสัตว์ เพื่อจะเซลฟี่ก่อนจะถูกทำร้ายจนเสียชีวิตจากตัววอลรัส เหตุการณ์คล้ายกันนี้เกิดขึ้นราวกับเป็นเรื่องปกติในสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติด้วยเช่นกัน นักท่องเที่ยวจำนวนมากในอุทยานแห่งชาติเยลโลว์สโตน ถูกวัวไบซันทำร้ายเมื่อพวกเขาพยายามถ่ายภาพเซลฟี่ ซึ่งเกิดจากความประมาทมากจนเกินไป เป็นเรื่องที่ทุกคนรู้อยู่แล้วว่าไม่ควรเข้าใกล้สัตว์ป่าที่ดุร้ายเพราะอาจทำให้คุณเสี่ยงอันตราย สวนสัตว์จึงมีวิธีการป้องกันมากมาย ทั้งกำแพงกั้นล้อมรอบเพื่อให้ผู้คนอยู่ห่างจากสัตว์ และป้ายเตือนให้นำมือของคุณออกห่างจากกรง แต่ถึงกระนั้นแรงกระตุ้นของผู้คนที่ต้องการเข้าใกล้สัตว์ป่าก็ยังมีมากพอที่จะทำให้ใครหลายๆ คนเพิกเฉยต่อคำเตือน คนมักคิดว่าสัตว์ที่อยู่ในความดูแลของสวนสัตว์จะมีนิสัยไม่ดุร้าย คนส่วนใหญ่จึงเพิกเฉยต่อพฤติกรรมที่พวกมันแสดงออกมา มีเหตุผลทางวัฒนธรรมหลายประการ ประการแรก สื่อมักเป็นตัวกลางกระตุ้นให้คนอยากเซลฟี่กับสัตว์ดุร้ายเพื่อเรียกกระแส ซูซาน เคลย์ตัน ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาและการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อมกล่าว ซึ่งปกติรายการโทรทัศน์ หรือวิดีโอใน YouTube มักทำสื่อให้คนดูเห็นถึงความดุร้ายของสัตว์ป่า กล่าวอีกนัยหนึ่ง “การถอดเขี้ยวเล็บของสัตว์” คือการเห็นชายอย่าง […]

ทำไมหนูจึงเป็นอาหารจานเด็ดในเวียดนาม

หนูที่ถลกขนแล้วจะถูกนำไปรมควันบนกองฟาง ก่อนขายให้ลูกค้าในเมืองโก๋หยุง เวียดนาม หนูเป็นแหล่งโปรตีนที่มีประโยชน์พบได้ทั่วไป ในเขตร้อนของเอเชีย เรื่อง คริสเตียน เดลลาโมเร ภาพถ่าย เอียน เต๋อ เมืองเจิวด๊ก เวียดนาม มีคนถามฉันว่าหนูกับค้างคาว จะเลือกกินอะไรล่ะ? พ่อครัวชูซากหนูดิบและค้างคาวที่เปื้อนเลือดต่อหน้าฉัน ราวกับว่านี่เป็นตัวเลือกที่ยั่วน้ำลายสุดๆ แล้ว โดยปกติแล้วฉันคงไม่เลือกทั้งสองอย่าง แต่เนื่องจากเป็นวันส่งท้ายปีเก่าของเมืองสามเหลี่ยมแม่น้ำโขงแห่งนี้ งั้นฉันจะยอมเสี่ยงกินมันนิดๆ หน่อยๆ แล้วกัน ฉันคิดอยู่แค่สองวิเท่านั้น เลือกหนูสิ เพราะฉันรู้จากสภาพแวดล้อมในชนบทของเราว่านี่ไม่ใช่เจ้าตัวน่ารังเกียจที่อาศัยอยู่ตามรถไฟใต้ดิน และหนูก็ดูน่ากินกว่ามาก ฉันไม่รู้หรอกว่าค้างคาวรสชาติเป็นยังไง หนูที่อยู่ในวันเฉลิมฉลองถูกสับและทอด พร้อมเรียงในตะกร้าดูคล้ายแท่งมอสซาเรลล่า มันก็น่าอร่อยจริงๆ แหละ คนส่วนมากในเขตร้อนของเอเชียเห็นด้วยว่า หนูเป็นแหล่งโปรตีนที่ได้รับความนิยมในภูมิภาคหนึ่งของโลก โดยเฉพาะชุมชนเกษตรกรรมเวียดนามทั้งทางเหนือและใต้ อย่างไรก็ตามคุณจะเห็นหนูตามเมนูในพื้นที่เมืองใหญ่ รวมทั้งโฮจิมินห์ซิตีด้วย แกรนต์ ซิงเกิลตัน นักวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาการจัดการหนูในระบบนิเวศจากสถาบันวิจัยข้าวนานาชาติในฟิลิปปินส์ กล่าวว่า ความจริงสามเหลี่ยมแม่น้ำโขง เนื้อหนูจะมีราคาสูงกว่าไก่ เฉพาะในสามเหลี่ยมแม่น้ำโขงสามารถจับหนูนาเป็นๆ ได้ถึง 3,600 ตันต่อปี โดยมีมูลค่าประมาณ 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หากสิ่งนี้ทำให้คุณประหลาดใจ บางทีคุณลองนึกภาพหนูบ้าน(Norway rat) ที่อาศัยอยู่ตามเมืองหรือหนูท้องขาว(Black rat) นอนอยู่บนจานดูสิ […]