งานวิจัยเผย สายพันธุ์สัตว์ถึง 48 ชนิดบนโลกได้รับ การอนุรักษ์ ไม่ให้สูญพันธุ์

งานวิจัยเผย สายพันธุ์สัตว์ถึง 48 ชนิดบนโลกได้รับการอนุรักษ์ไม่ให้สูญพันธุ์

ม้ามองโกเลีย พรีวอสกี้ ภาพถ่ายโดย TERRY ALLEN, NATIONAL GEOGRAPHIC YOUR SHOT


เมื่อปี 1993 อัตราการสูญพันธุ์ของนกและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมสูงขึ้น 3 ถึง 4 เท่า แต่เนื่องจากความพยายามของนักอนุรักษ์อย่างต่อเนื่อง มีชนิดพันธุ์มากมายที่ได้รับ การอนุรักษ์ ไว้ได้อย่างประสบความสำเร็จ

งานศึกษาที่ได้รับการเผยแพร่ในนิตยสาร the journal Conservation Letters กล่าวว่า ย้อนกลับไปเมื่อปี 1993 มีอัตราการสูญพันธุ์ของนกและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมสูงขึ้น 3 ถึง 4 เท่า หากไม่มีมาตรการ การอนุรักษ์ ใดๆ และเป็นปีที่อนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ (Convention on Biological Diversity) ขององค์การสหประชาชาติเริ่มมีผล

ในตอนนั้น สายพันธุ์นกและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม 15 ชนิดได้สูญพันธุ์หรือคาดว่าใกล้สูญพันธ์อย่างยิ่ง แต่นักวิจัยพบว่าในตอนนี้มีนกและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมราว 28 ถึง 48 สายพันธุ์ได้รับการปกป้องเอาไว้

สายพันธุ์สัตว์ใกล้สูญพันธุ์ที่ได้รับ การอนุรักษ์ มีทั้งนกแก้วเปอร์โตริโก (Puerto Rican amazon) นกแก้วที่มีจำนวนลดลงเหลือเพียง 13 ตัวเมื่อปี 1975 และได้รับการปกป้องโดยโครงการฟื้นฟูสายพันธุ์ (Reintroduction) ในอุทยานแห่งชาติบนเกาะแคริบเบียน อย่างไรก็ตาม นกแก้วกลุ่มดั้งเดิมได้สูญหายไปในพายุเฮอร์ริเคนเมื่อปี 2017

นกแก้ว, นกแก้วเปอร์โตริโก
นกแก้วเปอร์โตริโก (Puerto Rican amazon) ภาพถ่ายได้รับการอนุเคราะห์จาก PABLO TORRES, U.S. FISH AND WILDLIFE SERVICE

ในมองโกเลีย ม้ามองโกเลีย พรีวอสกี้ (Przewalski’s horse) กว่า 760 ตัว ได้เดินเตร็ดแตร่บนทุ่งหญ้าสเตปป์อีกครั้ง โดยย้อนไปเมื่อปี 1960 ม้าชนิดนี้ได้สูญพันธ์ไปตามธรรมชาติ แต่ความพยายามในการฟื้นฟูสายพันธุ์ในช่วงต้นทศวรรษ 1990 ทำให้ในขณะนี้พวกมันรักษาจำนวนประชากรในธรรมชาติได้แล้ว

ดร. สจวร์ต บัตชาร์ต หัวหน้านักวิทยาศาสตร์ขององค์กร BirdLife International และผู้เริ่มต้นงานศึกษานี้ กล่าวว่า การค้นพบแสดงให้เห็นว่า พันธสัญญาที่จะปกป้องการสูญเสียสายพันธุ์ในอนาคตนั้น “สามารถทำสำเร็จได้และเป็นเรื่องที่จำเป็น เพื่อรักษาโลกที่สดใสเอาไว้” และเป็นการให้ความหวังต่อความพยายามในการอนุรักษ์สัตว์สายพันธุ์อื่นต่อไป

โดยการใช้ข้อมูลของขนาดจำนวนประชากร แนวโน้ม อุปสรรค และความพยายามในการอนุรักษ์จากผู้เชี่ยวชาญกว่า 137 คนจากทั่วโลก นักวิจัยได้คัดกรองรายชื่อสายพันธุ์นกและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมกว่า 17,046 สายพันธุ์อันยาวเหยียดเพื่อคัดเลือกรายชื่อ 81 สายพันธุ์ที่ได้รับการขึ้นบัญชีให้เป็นสายพันธุ์ที่ถูกคุกคามในบัญชีแดงไอยูซีเอ็น (IUCN Red List) รายละเอียดนี้จะใช้ในการคำนวนความเป็นไปได้ที่ว่าสัตว์แต่ละสายพันธุ์จะสูญพันธุ์หากไม่มีมาตรการในการอนุรักษ์

นักวิจัยพบว่าจำนวนนกระหว่าง 21 ถึง 32 ชนิดได้รับการป้องกันและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมกว่า 7 ถึง 16 ชนิดได้รับการปกป้อง โดยช่วงระหว่างจำนวนดังกล่าวสะท้อนความไม่แน่นอนของการประมาณการณ์

ม้ามองโกเลีย, ม้า, การอนุรักษ์
ม้ามองโกเลีย พรีวอสกี้ (Przewalski’s horse) ภาพถ่ายโดย MALC LAWES, NATIONAL GEOGRAPHIC YOUR SHOT

นกที่ได้รับการวิคราะห์ในการศึกษาได้รับประโยชน์จากการควบคุมชนิดพันธุ์ต่างถิ่น การอนุรักษ์ในสวนสัตว์ และการป้องกันถิ่นที่อยู่อาศัย ในขณะที่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมได้รับการช่วยเหลือโดยการขึ้นทะเบียน การนำพาสัตว์สู่พื้นที่ (introduction schemes) และการรวบรวมชนิดพันธุ์ในสวนสัตว์

แม้ว่าจะมีการค้นพบที่มีความหวังสำหรับบรรดานักอนุรักษ์ บางชนิดพันธุ์ที่อยู่ในการศึกษานี้ก็ประสบกับภาวะถดถอย เช่น โลมาวากีต้า (Vaquita) ที่มีความเสี่ยงขั้นวิกฤติต่อการสูญพันธุ์ พวกมันถูกพบเจอได้ในอ่าวแคลิฟอร์เนีย ซึ่งถูกคุกคามโดยการประมงที่ผิดกฎหมาย

ศาสตราจารย์ฟีล แมคโกแวน ผู้นำร่วมการศึกษาในครั้งนี้และหัวหน้า คณะกรรมการความอยู่รอดของสปีชีส์ (Species Survival Commission) ของไอยูซีเอ็น กล่าวว่าการค้นพบนี้คือ “ความหวังรำไร” แต่เราก็ไม่ควรลืมการสูญพันธ์ของสายพันธุ์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องด้วยเช่นกัน

“เรามักจะได้ยินเรื่องราวไม่ดีเกี่ยวกับความหลากหลายทางชีวภาพ และไม่มีข้อสงสัยเลยว่าเรากำลังพบเจอกับการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพอย่างที่ไม่เคยพบเจอมาก่อนจากการกระทำของมนุษย์ เราสามารถหยุดการสูญเสียชนิดพันธุ์ทั้งหมดได้หากเรามีความมุ่งมั่นเพียงพอที่จะทำ นี่คือการเรียกร้องให้เกิดการแก้ไข ขอบเขตของประเด็น และสิ่งใดที่เราสามารถทำให้สำเร็จได้หากเราลงมือกระทำในตอนนี้เพื่อสนับสนุนการอนุรักษ์ และป้องกันการสูญพันธุ์ได้” เขากล่าวทิ้งท้าย

แหล่งข้อมูล 

Up to 48 species saved from extinction by conservation efforts, study finds

How many bird and mammal extinctions has recent conservation action prevented?


อ่านเพิ่มเติม การสูญพันธุ์ : เราสูญเสียอะไร เมื่อชนิดพันธุ์อันตรธาน

การสูญพันธุ์

เรื่องแนะนำ

การอนุรักษ์ : ความหวังใหม่ในโกรองกอซา

การอนุรักษ์: ความหวังใหม่ในโกรองกอซา สัตว์ป่าในอุทยานแห่งชาติโกรองกอซาซึ่งล้มตายไปมากในช่วงสงครามกลางเมืองที่ยืดเยื้อนานหลายปี กำลังฟื้นตัวขึ้นอีกครั้ง อนาคตของสัตว์ป่าเหล่านี้ขึ้นอยู่กับความพยายามใน การอนุรักษ์ ที่หยิบยื่นความหวังแก่ผู้คนในชุมชมที่อยู่รอบๆ ยามเช้าที่อบอุ่นปลายฤดูแล้งช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน เฮลิคอปเตอร์ลำหนึ่งมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออกเหนือดงปาล์มในอุทยานแห่งชาติโกรองกอซา ประเทศโมซัมบิก ไมก์ พิงโก นักบินผู้ช่ำชองซึ่งพื้นเพ เป็นคนซิมบับเว ควบคุมคันบังคับ  ลูอิส แวนวิก ผู้เชี่ยวชาญด้านการจับสัตว์ป่าจากแอฟริกาใต้ โน้มตัวออกไปทางขวาด้านท้ายของตัวเครื่อง ในมือถือปืนยาวบรรจุลูกดอกยาสลบ  คนที่นั่งข้างพิงโกคือ โดมินิก กอนซาลเวซ นักนิเวศวิทยาสาวชาวโมซัมบิกซึ่งทำงานเป็นผู้จัดการช้างป่าของอุทยาน ปัจจุบัน โกรองกอซามีช้างป่าอาศัยอยู่กว่า 650 ตัวซึ่งนับว่าเพิ่มขึ้นอย่างมากนับตั้งแต่ยุคสงครากลางเมืองในโมซัมบิก (ระหว่างปี 1977-1992) ซึ่งเป็นช่วงที่ช้างป่าถูกฆ่าเอางาและเนื้อเพื่อขายนำเงินไปซื้อปืนและเครื่องกระสุน เมื่อประชากรช้างฟื้นตัวขึ้น กอนซาลเวซจึงต้องการสวมปลอกคอจีพีเอสให้ช้างพังหรือช้างเพศเมียโตเต็มวัยตัวหนึ่งในแต่ละโขลงที่มีช้างพังเป็นจ่าโขลง กอนซาลเวซเลือกช้างเป้าหมายจากโขลงที่วิ่งอยู่ในดงปาล์ม พิงโกลดเพดานบินของเฮลิคอปเตอร์ลงเท่าที่จะไม่ชนต้นไม้  ช้างสิบตัวซึ่งประกอบด้วยเพศเมียโตเต็มวัย ลูกเล็กๆอยู่ข้างตัว และช้างวัยรุ่นที่อยู่ไม่ห่างพากันวิ่งเตลิดหนีเสียงอึกทึกของใบพัด แวนวิกซึ่งถูกบีบให้ยิงจากระยะไกลกว่าปกติ ยิงลูกดอกใส่ก้นขวาของตัวเมียที่เลือกไว้จนได้ พิงโกนำเครื่องลงจอด แล้วอีกสองคนก็ปีนลงจากเครื่อง ลุยฝ่ากอหญ้าที่ถูกเหยียบย่ำไปยังช้างพังที่นอนสลบไสล ครู่ต่อมา ทีมงานภาคพื้นดินมาถึงพร้อมอุปกรณ์ขนาดใหญ่ขึ้น ผู้ช่วยเทคนิค และเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าติดอาวุธ  กอนซาลเวซแยงแท่งไม้เล็กๆ เข้าไปถ่างปลายงวงไว้เพื่อให้ช้างหายใจสะดวก ช้างนอนตะแคงขวา  เริ่มกรนเสียงดัง  เจ้าหน้าที่คนหนึ่งเก็บตัวอย่างเลือดจากเส้นเลือดบนใบหูซ้าย  ขณะที่อีกคนหนึ่งช่วยแวนวิกคล้องปลอกคอลอดใต้คอ กอนซาลเวซใช้ก้านไม้พันสำลีเก็บตัวอย่างน้ำลายจากปากช้างและจากทวารหนัก  แล้วใส่ลงในขวดปิดฝาสองใบ  […]

ทำไมสิงโตทะเลตัวนี้ถึงดึงตัวเด็กหญิงตกทะเล

เรื่อง  เดลานีย์ แชมเบอร์ส ในคลิปวิดีโอที่แชร์กันอย่างกว้างขวางถ่ายใกล้ท่าจอดเรือแห่งหนึ่งในบริติชโคลัมเบีย ประเทศแคนาดา สิงโตทะเลตัวหนึ่งกระโดดขึ้นจากน้ำ แล้วลากตัวเด็กหญิงคนหนึ่งลงทะเลไปด้วย เด็กหญิงอยู่บนท่าเรือกับคนในครอบครัวและคนอื่นๆ   หลายคนโยนอาหารให้เจ้าสิงโตทะเลขนาดมหึมาตัวนี้ มันว่ายเข้ามาใกล้ขณะที่บางคนยื่นมือลงไปพร้อมกับส่งเสียงเรียก ณ จุดหนึ่ง เจ้าสิงโตทะเลกระโดดขึ้นจากน้ำน่าจะเพื่อหาอาหาร คนบนท่าเรือส่งเสียงร้องอย่างตื่นเต้น ครั้นเด็กหญิง นั่งหันหลังให้  คราวนี้เจ้าสิงโตทะเลกระโดดขึ้นมาพร้อมกับงับเสื้อของเธอ แล้วลากเธอลงน้ำไปด้วย ท่ามกลางความตื่นตกใจของคนรอบข้าง  จากนั้น  เจ้าสิงโตทะเลก็ว่ายหายไป ขณะที่ผู้เป็นปู่กระโดดลงไปในน้ำเพื่อช่วยหลานสาวขึ้นจากน้ำ สิงโตทะเลแคลิฟอร์เนีย (California sea lion) อาจโตจนมีความยาวมากกว่าสองเมตร และหนักร่วม 400 กิโลกรัม เจ้ายักษ์ใหญ่ตัวนี้ดูจะชอบอาหารชิ้นเล็กๆ  และประทังชีวิตด้วยอาหารอย่างปลา หมึก และสัตว์ทะเลมีเปลือก สิงโตทะเลสเตลลาร์ (Steller sea lion) ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าอาศัยอยู่ในพื้นที่นี้ด้วย เจ้าสิงโตทะเลไม่ได้กระโดดขึ้นมาเพื่อกินหรือทำร้ายเด็กหญิง แต่เพื่อหาอาหารที่เธอและคนอื่นๆบนท่าเรือโยนให้ อยากรู้อยากเห็นมากกว่าก้าวร้าว เป็นที่รู้กันว่าสิงโตทะเลเป็นสัตว์อยากรู้อยากเห็น และพวกมันก็มักว่ายวนเวียนและเข้ามาสำรวจนักดำน้ำที่บังเอิญว่ายเข้าไปในอาณาเขตที่เป็นแหล่งจับคู่ผสมพันธุ์ของพวกมันเข้า ไม่มีหลักฐานว่าพวกมันเป็นสัตว์ก้าวร้าว (ต่อมนุษย์) และโดยทั่วไปก็มักแสดงออกซึ่งความอยากรู้อยากเห็นในตัวมนุษย์มากกว่าจะดุดัน เช่น ในอีกคลิปหนึ่งที่ไม่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์แรก  ในน่านน้ำไม่ไกลจากท่าเรือที่เกิดเหตุ  สิงโตทะเลสเตลลาร์กลุ่มใหญ่ว่ายเข้ามามะรุมมะตุ้มนักดำน้ำ บ้างกัดหน้ากากดำน้ำ บ้างว่ายน้ำนัวเนียลอดขา แต่ไม่มีตัวใดทำร้ายร่างกาย หรือมีทีท่าไม่เป็นมิตรต่อนักดำน้ำเลย […]

คุณจะกินอาหารยังไงนะ ถ้าคุณตัวหนักเบาะๆ แค่เกือบสองร้อยตัน

นักวิทยาศาสตร์ใช้โดรนบันทึกภาพวาฬสีน้ำเงิน (Balaenoptera musculus) ขณะสวาปามฝูงคริลล์ในน่านน้ำมหาสมุทรแปซิฟิกนอกชายฝั่งนิวซีแลนด์ ในฐานะสัตว์ขนาดใหญ่ที่สุดในโลก วาฬสีน้ำเงินอาจเติบใหญ่จนยาวเทียบเท่ารถบัสสามคันต่อกันหรือร่วม 30 เมตร และหนักได้ถึง 200 ตัน ขณะทะยานเข้าหาฝูงคริลล์ มันอาจเร่งความเร็วได้ถึง 6.7 ไมล์ต่อชั่วโมง (10.7 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) แต่การอ้าปากอันมหึมาจะชะลอความเร็วของมันลงเหลือเพียง 1.1 ไมล์ต่อชั่วโมง (1.7 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) ความน่าทึ่งอย่างหนึ่งคือ วาฬสีน้ำเงินเป็นสัตว์ช่างเลือก เพราะมันอาจว่ายผ่านฝูงคริลล์ขนาดเล็กไป ดังที่เห็นในคลิปอีกช่วงหนึ่ง เหตุผลหนึ่งคือมันอาจเห็นว่าไม่คุ้มค่ากับพลังงานที่ต้องใช้ในการเร่งความเร็ว อ้าปากกรองกินอาหาร และกลับสู่การว่ายด้วยความเร็วปกติ ลองคิดง่ายๆว่าถ้าคุณหนัก 200 ตัน ลำพังแค่การเคลื่อนไหวร่างกายแม้เพียงเล็กน้อยก็ต้องใช้พลังงานมหาศาลแล้ว วาฬสีน้ำเงินจัดเป็นสัตว์ใกล้สูญพันธุ์โดยสหภาพสากลว่าด้วยการการอนุรักษ์ธรรมชาติหรือไอยูซีเอ็น (International Union for Conservation of Nature: IUCN) และได้รับการคุ้มครองจากคณะกรรมาธิการเพื่อการล่าวาฬนานาชาติ (International Whaling Commission) ซึ่งให้การปกป้องพวกมันนับตั้งแต่ทศวรรษ 1960 เป็นต้นมา หลังถูกไล่ล่าจนเกือบสูญพันธุ์ การใช้โดรนช่วยให้นักวิจัยสังเกตและศึกษาพฤติกรรมของวาฬได้โดยไม่รบกวนพวกมัน ผิดจากในอดีตที่ต้องใช้เครื่องบิน หรือเฮลิคอปเตอร์ที่ส่งเสียงดังรบกวน กระนั้น เราก็ยังจำเป็นต้องรักษาระยะห่างที่ปลอดภัยระหว่างโดรนกับวาฬด้วย   […]

ฝูงม้าลายเหล่านี้เดินทางไกลทุกปี แม้รู้ว่าเสี่ยงอันตราย

ทุกๆ ปีฝูงม้าลายในแอฟริกาเดินเท้าเป็นระยะทางกว่า 241 กิโลเมตร จากพื้นที่เขียวชอุ่ม ในดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโอคาวังโกไปยังพื้นที่แห้งแล้ง ในฤดูอพยพ แม้รู้ว่าพวกมันจะต้องเผชิญกับอันตรายระหว่างการเดินทางอันยาวนาน สาเหตุที่พวกมันต้องเดินทางมายังแอ่งกระทะ Makgadikgadi ที่เต็มไปด้วยเกลือนี้ ก็เพราะสถานที่แห่งนี้มีสารอาหารที่ร่างกายของม้าลายต้องการเพื่อช่วยให้มันรอดชีวิตต่อไป และเมื่อได้รับสารอาหารแล้วพวกมันก็สามารถเดินทางกลับไปยังทุ่งหญ้าอันอุดมสมบูรณ์ได้ แต่ในบางครั้งการเดินทางกลับอาจเป็นเรื่องยากลำบาก เมื่อลูกม้าลายบางตัวต้องสูญเสียพ่อแม่ของมันไป โดยนักล่าระหว่างทาง   อ่านเพิ่มเติม : หากคุณกลัวงู ห้ามดูคลิปนี้, การอพยพขนาดใหญ่สุดของสัตว์เกิดขึ้นทุกวัน แค่เรามองไม่เห็น