ปลากัดไทย มีประวัติศาสตร์ความเป็นมาอย่างไร และจำแนกได้อย่างไรบ้าง

ปลากัดไทย … มัจฉานักสู้ผู้ล้ำค่าสง่างาม

เสียงฮือฮาดังกระหึ่ม เมื่อ ปลากัดไทย กำลังพองตัวว่ายวนดูเชิงชั้นคู่ต่อสู้… กระโดงและครีบหางสีน้ำเงินแกมแดงโบกสะบัดพัดพลิ้วไปมาอย่างมีชั้นเชิงอ่อนช้อยงดงาม ฉับพลัน มันก็ถูกจู่โจมด้วยคมฟันอันแหลมกริบเข้าที่ใต้ลำตัว มันตอบโต้ เข้าที่แพนหางของฝ่ายตรงข้ามเช่นเดียวกัน

ทั้งคู่ต่างพันตู รุกรับด้วยคมเขี้ยวและเชิงชั้นอย่างทรหดอดทน เนิ่นนานอีกหลายนาที ปลากัดอีกตัวก็ว่ายหนีเตลิด ไม่ยอมเข้าต่อกร มันว่ายหนีไปรอบแบบไม่ยอมเข้าใกล้ ปลากัดไทย อีกตัวจึงเป็นผู้ชนะไปตามกติกา ด้วยอาการพองตัวอย่างลำพองไม่ผิดกับชัยชนะของมนุษย์แต่อย่างใด…

นี่คือบทบาทแห่งสายเลือดมรดกตกทอดของ “ปลากัด” มัจฉานักสู้ผู้ล้ำค่าสง่างาม อีกเอกลักษณ์หนึ่งอันทรงคุณค่าของความเป็นไทย ไม่มีชาติใดเสมอเหมือน

ปลากัดมีลักษณะพิเศษ คือ มีสัญชาติญาณเป็นปลานักสู้ตลอดชีวิตของมัน มีวิญญาณทรหด อดทน กัดได้ตลอดเวลา ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญให้คนนำมันมากัดแข่งกัน กลายเป็นเกมกีฬาที่คนไทยนิยมมาตั้งแต่สมัยโบราณ

ประวัติศาสตร์ของปลากัดไทย

สมัยก่อนในชนบทเมื่อชาวบ้านเสร็จจากงานเพาะปลูก มักจะหอบหิ้วเอาปลากัดมากัดแข่งขันกันเป็นงานอดิเรก และเป็นความเพลิดเพลินถือเป็นกีฬาพื้นบ้านอีกชนิดหนึ่งของสยามประเทศที่นิยมกันอย่างแพร่หลายสืบมา

เสน่ห์ของปลากัดที่นอกจากจะมีลีลาการต่อสู้ที่ดุเดือดเร้าใจและทรหดอดทนแล้ว จากบันทึกของมิสเตอร์ เอช. เอ็ม. สมิท  ที่ปรึกษาด้านสัตว์น้ำในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ซึ่งได้ชมการกัดปลามามากกว่า 100 ครั้ง บันทึกไว้ว่า… การกัดปลาของคนไทยไม่ใช่เรื่องโหดร้าย ป่าเถื่อน สยดสยองเหมือนดังที่เข้าใจกัน แต่เป็นการต่อสู้ที่เร้าใจ เต็มไปด้วยศิลปะ และความงาม ในลีลาการเคลื่อนไหวที่สง่างาม คล่องแคล่ว เฉียบแหลม และอดทน เมื่อเกมสิ้นสุด ปลาทั้งคู่อาจมีสภาพถูกกัดขาดวิ่น หรือเกล็ดหลุด แต่ภายในเวลาประมาณ 3 สัปดาห์ ก็สามารถงอกกลับมาเป็นปกติใหม่ดังเดิม

นอกจากนั้นแล้ว ปลากัดยังเป็นปลาที่สวยงามที่หาใดเทียบ ยุคต่อมาเริ่มมีการนำปลากัดมาเพาะเลี้ยงเพื่อใช้ในการกัดแข่งขัน และผสมพันธุ์ เพื่อให้ได้ปลาที่อดทน กัดเก่ง สีแปลกตาสวยงาม ซึ่งเป็นที่นิยมกันอย่างกว้างขวาง  และเป็นปลาสวยงามชนิดแรกที่คนไทยนิยมเลี้ยง การเพาะเลี้ยงปลากัดจึงแบ่งออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ๆ  กลุ่มหนึ่งเป็นการเพาะเลี้ยงปลากัดเพื่อเอาไว้กัดแข่งขันเป็นการกีฬา อีกกลุ่มหนึ่งเป็นการเพาะเลี้ยงปลากัดเพื่อเป็นปลาสวยงาม

ปลากัดสายพันธุ์ดั้งเดิมจากธรรมชาติมักเรียกติดปากว่า  “ปลากัดลูกทุ่ง” หรือ “ปลากัดป่า” และได้มีการพัฒนาสายพันธุ์และความสามารถในชั้นเชิงการกัดจนถึงปัจจุบัน จนเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของประเทศไทยและเป็นที่รับรู้ของชาวต่างชาติในชื่อ “Siamese fighting fish

ข้อมูลทั่วไปของปลากัด

เมื่อ พ.ศ. 2452 Mr. C. Tate Regen ได้ตั้งชื่อทางวิทยาศาสตร์ของปลากัดว่า Betta splendens ซึ่งคำว่า Betta มาจากคำว่า “Bettah” หมายถึง ชนชาติของผู้ที่เป็นนักรบ ส่วนคำว่า plendens มาจากคำว่า “Splendid” มีความหมายเหมือน “Beautiful”  แปลได้ว่า นักรบผู้สง่างาม

ปลากัดไทย เป็นปลาพื้นเมืองของประเทศไทย และในแถบประเทศเอเชียอาคเนย์ เป็นปลาที่มีรูปร่างสวยงาม พบแพร่กระจายทั่วไปทุกภูมิภาคของประเทศ ตามธรรมชาติปลากัดจะมีสีน้ำตาล หรือสีเทาปนเขียวมีลายตามลำตัว ครีบและหางสั้น มีนิสัยก้าวร้าว ตัวผู้ครีบและหางจะยาวกว่าตัวเมียและมีสีสันสวยงามมากกว่าตัวเมียอย่างเห็นได้ชัด ปลากัดจะอาศัยอยู่ตามบริเวณแหล่งน้ำที่ค่อนข้างใส น้ำนิ่งหรือไหลเอื่อย ๆ เช่น ทะเลสาบ หนอง บึง ลำคลอง มีลำตัวแบนข้าง ลำตัวยาว หัวเล็ก มีขนาดยาวเฉลี่ย 5 เซนติเมตร ชอบกินลูกน้ำ ไรแดง ไรน้ำ และหนอนแดง

ปลากัดไทย, ปลากัด, ปลากัดจีน, ปลากัดหม้อ, ปลากัดทุ่ง, เลี้ยงปลากัด, ประวัติปลากัด

ปลากัดมีความพิเศษต่างจากปลาชนิดอื่น คือมันจะมีอวัยวะช่วยหายใจอยู่ที่บริเวณเหงือกเรียกว่า Labyrinth organ อยู่ในโพรงอากาศหลังเหงือก ซึ่งทำให้ปลากัดสามารถอยู่ในน้ำที่มีอากาศน้อยได้เป็นอย่างดี ทำให้สามารถใช้ออกซิเจนจากการฮุบอากาศที่ผิวน้ำได้โดยตรง ปลากัดจึงสามารถอาศัยอยู่ในน้ำน้อยที่มีออกซิเจนต่ำได้ เพราะมันสามารถว่ายขึ้นรับออกซิเจนที่อยู่บนผิวน้ำได้

สุภาษิตเก่ากาลที่กล่าวถึงปลากัดที่ว่า “แค่มองก็ท้องแล้ว” …อันหมายถึงปลา กัดตัวผู้ที่จ้องมองปลากัดตัวเมีย จนตัวเมียก็สามารถตั้งท้องได้เองนั้น ไม่ใช่ความเป็นจริง อย่างที่กล่าวอ้างมาแต่อย่างใด

ในความเป็นจริงแห่งธรรมชาติ ปลากัดจะมีฤดูการผสมพันธุ์ในฤดูฝนช่วงระหว่างเดือนพฤษภาคม – กันยายน ของทุกปี โดยปลากัดจะจับคู่กันเองแบบตัวต่อตัว ตัวผู้จะสร้างรังโดยการพ่นฟองขึ้นมาไว้ตามบริเวณผิวน้ำที่เราเรียกกันว่า หวอด

ปลากัดไทย, ปลากัด, ปลากัดจีน, ปลากัดหม้อ, ปลากัดทุ่ง, เลี้ยงปลากัด, ประวัติปลากัด

ปลากัดตัวเมียที่มีไข่สุกก็จะเข้ามาวางไข่ โดยตัวผู้จะว่ายเข้ารัดตัวเมียให้ปล่อยไข่ออกมาพร้อม ๆ กับปล่อยน้ำเชื้อของตัวเองออกมาผสมกัน ไข่จะถูกปล่อยออกมาเป็นชุดๆ ก่อนที่ไข่จะจมลงสู่พื้น…พ่อปลาจะฮุบฟองไข่ แล้วนำไปพ่นไว้ในหวอดจนกว่าไข่จะหมด ซึ่งอาจใช้เวลานับชั่วโมง หลังจากนั้น พ่อปลาจะเป็นผู้ทำหน้าที่เฝ้าระวังไข่ และลูกอ่อน ในการผสมพันธุ์แต่ละครั้ง แม่ปลาจะวางไข่ประมาณ 200-700 ฟอง

หลังจากนั้น 4 วันลูกปลาที่เพิ่งฟักออกเป็นตัว จะพักอยู่ภายใต้หวอด จนกว่าอาหารในถุงอาหารที่ติดตัวมาด้วยจะถูกใช้หมด และครีบได้พัฒนาอย่างสมบูรณ์  พ่อปลาจะคอยเสริมหวอดด้วยการพ่นฟองอากาศใหม่อยู่เรื่อยๆ คอยเฝ้าระวังศัตรูที่จะเข้ามากิน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แม่ปลาที่จะต้องถูกขับไล่ให้ไปอยู่ห่างๆ เนื่องจากชอบกินลูกของตัวเอง 1 เดือนหลังจากวางไข่ ปลาตัวเมียก็พร้อมที่จะสร้างไข่ชุดใหม่ ในระยะเวลา 1 ปี ปลาตัวเมียหนึ่งตัว สามารถให้ไข่ได้ประมาณ 2,500-5,000 ฟอง

…………………………………………………

สายพันธุ์ของปลากัด

ปลากัดในปัจจุบันมีจำนวนมากกว่า 40 สายพันธุ์ ซึ่งพบในประเทศไทยไม่น้อยกว่า 11 สายพันธุ์ เช่น Betta breviata, Betta anabatoides, Betta belliea, Betta cocina, Betta imbellis, Betta macrophthalma, Betta Persephone, Betta pugnax, Betta smaragdina, Betta splendens, และ Betta tessyae เป็นต้น

ซึ่งปลากัดที่เรามักพบเห็นและเรียกเป็นปกติว่า “ปลากัด” นั้น ไม่ว่าจะเป็นปลากัดหม้อ หรือปลากัดจีน จะหมายถึงปลากัดที่มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Betta splendens และมีชื่อสามัญว่า Siamese Fighting Fish

ปลากัดไทย, ปลากัด, ปลากัดจีน, ปลากัดหม้อ, ปลากัดทุ่ง, เลี้ยงปลากัด, ประวัติปลากัด

ในการเพาะเลี้ยงปลากัดเพื่อเอาไว้กัดแข่งขัน จะเป็นการพัฒนาสายพันธุ์ของปลากัดครีบสั้น หรือปลาลูกหม้อ แต่ดั้งเดิมขึ้นมา เพื่อให้ได้สายพันธุ์ปลาใหม่ ๆ ที่กัดเก่ง ทรหดอดทน และมีขนาดใหญ่ ในอดีตเคยมีการนำปลากัดพื้นเมืองจากภาคใต้มาผสมบ้าง เพื่อสร้างลูกผสมที่กัดเก่ง และมีการใช้กลวิธีการเพาะเลี้ยงปลาด้วยสมุนไพร ใบไม้ ว่าน ฯลฯ เพื่อช่วยเคลือบเกล็ดปลา  ซึ่งเชื่อกันว่าจะทำให้เกล็ดแข็งศัตรูกัดเข้าได้ยาก

ส่วนการเพาะเลี้ยงปลากัดเพื่อเป็นปลาสวยงาม นอกจากจะพัฒนาให้ได้สีที่สวยงาม และรูปแบบใหม่ๆ แล้ว ก็ได้มีการพัฒนาสร้างสายพันธุ์ปลากัดครีบยาว ที่เรียกกันทั่วไปว่า ปลากัดจีน ซึ่งมีครีบยาวใหญ่สวยงาม ในระยะหลังนี้ได้มีการพัฒนารูปทรงของครีบแบบต่างๆ และมีการพัฒนาปลากัดครีบสั้นให้เป็นปลาสวยงาม โดยพัฒนาสีสันให้สวยขึ้น และพัฒนาปลาลูกหม้อให้มีสีใหม่ ๆ ปัจจุบันรูปแบบสีสันของปลากัดลูกหม้อได้พัฒนาไปอย่างมากมายแทบทุกโทนสี และกลายเป็นปลาสวยงามอีกประเภทหนึ่งซึ่งเป็นที่นิยมเลี้ยงกันอย่างแพร่หลาย

ปลากัดไทย, ปลากัด, ปลากัดจีน, ปลากัดหม้อ, ปลากัดทุ่ง, เลี้ยงปลากัด, ประวัติปลากัด

ปลากัดถูกจัดแบ่งออกเป็นประเภทใหญ่ ๆ ได้ดังนี้

ปลากัดลูกหม้อ ลักษณะลำตัวหนา หัวโต ปากใหญ่ ครีบสั้นสีเข้ม เดิมมักจะเป็นสีเขียว หรือสีน้ำเงินแกมแดง  แต่ปัจจุบันมีหลายสี เช่น สีแดง สีน้ำเงิน สีม่วง สีเขียว และสีนาก เป็นปลาที่มีความอดทน กัดเก่ง ได้รับความนิยม

ปลากัดลูกทุ่ง ลำตัวจะเล็กกว่าพันธุ์ลูกหม้อ แต่ยาวเรียว มีครีบยาวสีแดงแกมเขียว มีนิสัยตื่นตกใจง่าย มีความว่องไวสูง ฟันคม แต่ไม่ค่อยมีความอดทน

ปลากัดลูกผสม หรือพันธุ์สังกะสี หรือพันธุ์ลูกตะกั่ว เป็นลูกปลาที่เกิดจากการผสมข้ามสายพันธุ์ระหว่างปลากัดลูกหม้อกับปลากัดลูกทุ่ง มีลักษณะปากคม คล่องแคล่วว่องไวแบบปลาลูกทุ่ง และมีความอดทนแบบปลาลูกหม้อ โดยพยายามคัดปลาที่มีลักษณะลำตัวเป็นปลาลูกทุ่ง เพราะเมื่อนำไปกัดกับปลาลูกทุ่งแท้ ๆ ปลาลูกผสมนี้จะกัดทนกว่า

ปลากัดจีน เป็นปลากัดที่เกิดจากการเพาะและคัดพันธุ์ปลากัดโดยเน้นเพื่อความสวยงาม พยายามคัดพันธุ์เพื่อให้ได้ปลาที่มีหางยาวและสีเข้ม มีครีบตัวและครีบหางค่อนข้างยาว มีสีสันสดสวยมากมายหลายสี เป็นปลาที่ไม่ค่อยตื่นตกใจเช่นเดียวกับปลาหม้อ แต่ไม่ค่อยมีความอดทน

ปลากัดไทย, ปลากัด, ปลากัดจีน, ปลากัดหม้อ, ปลากัดทุ่ง, เลี้ยงปลากัด, ประวัติปลากัด

สีสันความงามของปลากัดสามารถแบ่งออกเป็นแบบต่าง ๆ หลากหลายเช่น

สีเดียว (Solid Colored Betta) เป็นสีเดียวทั้งครีบและตัว
สีผสม (Bi-colored Betta) ส่วนใหญ่จะมี 2 สีผสมกัน
ลายผีเสื้อ (Butterfly Colored Betta)
ลายผีเสื้อเขมร (Combodian Butterfly Colored Betta)
ลายหินอ่อน (Marble Colored Betta)

ปลากัด

รูปร่างของปลากัดไทยยังมีการแบ่งออกเป็นรูปแบบต่าง ๆ ดังนี้

รูปทรงปลาช่อน มีลำตัวยาวและหัวเหมือนปลาช่อน หัวใหญ่กว่าท้องเมื่อมองจากด้านบน
รูปแบบปลาหมอ ตัวจะสั้นและค่อนข้างอ้วน รูปทรงค่อนข้างกว้าง
รูปแบบปลากราย หน้าเชิด ลำตัวตรง เป็นรูปสี่เหลี่ยม มองด้านบนจะเห็นว่ารูปทรงผอมบาง มีครีบอกและครีบก้นยาว
รูปแบบปลาตะเพียน เป็นลูกผสมลำตัวป้อม ครีบยาวสวยงาม

แม้กาลเวลาจะเปลี่ยนไป ยุคสมัยจะเปลี่ยนแปลงจากอดีตสู่ปัจจุบันหลายศตวรรษ

ปลากัดทุกวันนี้ยังมีลมหายใจ เคียงคู่อยู่กับสังคมไทยมาตลอดเวลาไม่สูญสลาย มันเป็นเสมือนมรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค่า ที่สืบสานต่อกันมาจากคนรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่ง ด้วยความรัก ความศรัทธา และความหวงแหน  เห็นคุณค่าว่ามันคือเอกลักษณ์ความเป็นไทยอีกชนิดหนึ่ง ที่ควรช่วยันรักษาไว้ อีกนานเท่านาน ตราบตลอดไป…

เรื่อง: เจนจบ ยิ่งสุมล
ภาพถ่าย: กนก สุพนารักษ์


คำศัพท์และสำนวนไทยที่เกี่ยวข้องกับปลากัด

“กระโดง” หมายถึง ครีบหลัง

“ตะเกียบ” หรือ “ทวน” หมายถึง ครีบท้อง

“ชายน้ำ”หมายถึง ปลายครีบก้น

“เขม่า” หมายถึง ลักษณะของสีที่เป็นรอยประอยู่ภายนอก

“นักเลงปลา” หมายถึง ผู้ที่ชอบกัดปลา

“ไล่น้ำ” หมายถึง การเอาปลาปล่อยลงในน้ำวนให้ปลาออกกำลังว่ายทวนน้ำ

“ปลาป่า” หรือ “ปลาลูกทุ่ง” หมายถึง ปลากัดที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เช่นในท้องนา หนอง บึงฯลฯ

“ลูกสังกะสี” หมายถึง ลูกผสมระหว่างปลาลูกหม้อกับปลาป่า

“ลูกแท้” หมายถึง ลูกปลากัด ที่เกิดจากการผสมระหว่างพ่อแม่ที่เกิดในครอกเดียวกัน

“ลูกสับ” หมายถึง ลูกปลากัด ที่เกิดจากการผสมระหว่างพ่อแม่ที่เกิดต่างครอกกัน

“ลูกหม้อ” หมายถึงปลาที่คัดสายพันธุ์ เลือกสรรลักษณะมาจากครอกนั้นๆโดยตรงอย่างต่อเนื่อง

“ ลูกไล่ “หมายถึง ปลากัดตัวที่ไม่ยอมสู้กับปลาตัวอื่น และถูกนำมาใช้ในการซ้อมปลา ที่จะลงแข่งขัน ให้ไล่ออกกำลัง 

“ก่อหวอด” หมายถึง กิริยาเตรียมการของปลากัดตัวผู้ที่วางแผนจะผสมพันธุ์ปลาตัวเมีย  โดยเตรียมก่อหวอด ด้วยการพ่นฟองอากาศไว้เหนือผิวน้ำ

“ถอดสี”หมายถึง อาการที่สีเข้มของปลากัด จะจางลง เมื่อไม่ยอมต่อสู้ ตกใจหรือยอมแพ้

“ติดบิด “หมายถึงอาการต่อสู้ของปลากัด เมื่อตัวหนึ่งพุ่งเข้ามากัดอย่างแรง และอีกตัวหนึ่งประสานปากเข้ากัดรับ คาบติดกันแน่น บิดกัดติดกันก่อนจะปล่อย เหมือนนักมวยกอดรัดกัน


เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ : ปลากัด เหตุใดจึงได้รับเลือกให้เป็นสัตว์น้ำประจำชาติ

ปลากัด

เรื่องแนะนำ

ในเปรู ชาวบ้านที่เคยล่า กบหนังห้อย จนเสี่ยงสูญพันธุ์ ได้กลับมาเป็นผู้อนุรักษ์

กบหนังห้อย จากทะเลสาบตีตีกากาที่กำลังเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์อย่างยิ่ง มักถูกลักลอบล่าเพื่อนำไปปรุงสมูทตี้กบเปรู ซึ่งเป็นเครื่องดื่มกระตุ้นพลังทางเพศประเทศดังกล่าว ภาพถ่ายโดย JOEL SARTORE, NATIONAL GEOGRAPHIC PHOTO ARK ผู้หญิงชาวเปรูขายงานหัตถกรรมที่มีแรงบันดาลใจจาก กบ หนังห้อย ซึ่งกำลังเสี่ยงสูญพันธุ์ มีเครื่องดื่มแบบดั้งเดิมชนิดหนึ่งในเปรู ซึ่งบางคนเรียกว่าสมูทตี้ กบ โดยเครื่องดื่มที่คนมักใช้เป็นยากระตุ้นทางเพศนี้ (แม้จะมีการกล่าวอ้างว่ามันรักษาโรคได้สารพัดอย่าง) ปรุงด้วยกบที่ถูกถลกหนัง กับส่วนผสมอื่นๆ เช่นน้ำผึ้งและรากของต้นมาคา (Maca) แน่นอนว่ากบซึ่งถูกนำมาใช้เป็นส่วนผสมของเครื่องดื่มชนิดนี้คือกบหนังห้อย หรือกบน้ำทะเลสาบตีตีกากา (Lake Titicaca Water Frog) แต่สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกที่เคยพบได้บ่อยประเภทนี้กลับมีจำนวนน้อยลงอย่างมาก Rosa Elena Zegarra Adrianzén นักชีววิทยาประจำสำนักงานอนุรักษ์ป่าและสัตว์ป่าแห่งชาติเปรู (Peru’s Forest and Wildlife National Service) กล่าวว่า พวกมันอาจมีจำนวนเพียง 50,000 ตัว (แม้เธอจะกล่าวเสริมว่า การคาดเดาจำนวนที่แน่นอนเป็นสิ่งที่ยาก เนื่องจากพวกมันอาศัยอยู่ในก้นลึกของทะเลสาบ) และองค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ (International Union for Conservation of […]

ต่อยให้ได้ถ้านายแน่จริง

ต่อยให้ได้ถ้านายแน่จริง สัตว์ไหนๆ ต่างก็ต่อสู้กันเป็นเรื่องปกติ ยิ่งในช่วงฤดูผสมพันธุ์ด้วยแล้ว เป็นเรื่องธรรมดาที่เรามักจะเห็นสัตว์ตัวผู้เข้าต่อสู้กันเพื่อแย่งตัวเมีย ฟุตเทจของ Hare (สัตว์ชนิดหนึ่งคล้ายกระต่าย) ที่กำลังตบตีกันนี้ถูกถ่ายจากอุทยานแห่งชาติ Cairngorn ในสกอตแลนด์ แต่ที่แตกต่างก็คือมันเป็นศึกสงครามระหว่างตัวผู้และตัวเมีย! จากในวิดีโอมี Hare ตัวผู้สองตัวและตัวเมียอีกหนึ่งตัว ตัวผู้ตัวหนึ่งกำลังต่อสู้กับตัวเมีย ในขณะที่อีกตัวกำลังดูเชิง นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าสาเหตุที่พวกมันต้องต่อสู้กันเป็นเพราะขณะนี้ยังไม่ใช่ช่วงฤดูผสมพันธุ์ ดังนั้นแล้วตัวเมียจึงไม่ยินยอม หรือไม่ก็เจ้าตัวเมียอาจกำลังลองเชิงตัวผู้ทั้งสองว่าตัวไหนที่แข็งแรงกว่ากัน เพื่อที่มันจะได้เลือกผสมพันธุ์กับตัวผู้ที่ดีที่สุดก็เป็นได้ อ่านเพิ่มเติม ลิงกังญี่ปุ่นเมคเลิฟกับกวาง

กระรอกน้อยติดล้อ

กระรอกน้อยติดล้อ นับเป็นการเดินทางอันแสนยาวนานกว่าเจ้ากระรอกน้อยผู้มีสองขาและอีกสองล้อจะได้ชีวิตใหม่คืนมา ที่จังหวัดบาตมัน ทางตะวันออกเฉียงใต้ของตุรกี Rüzgar Alkan วัย 19 ปีบังเอิญไปพบมันเข้า โดยที่ขาหน้าทั้งสองข้างของกระรอกตัวนี้ติดอยู่ในกับดักสัตว์ Alkan พาตัวมันส่งสัตวแพทย์ในเมือง แต่บาดแผลที่เกิดขึ้นนั้นรุนแรงเกินไป ดังนั้น Alkan จึงส่งต่อกระรอกต่อให้กับ Tayfun Demir ซึ่งเปิดศูนย์ดูแลกระรอกในนครอิสตันบูล ห่างออกไป 700 ไมล์ ณ ที่นั่น ผู้เชี่ยวชาญด้านกระดูกจากมหาวิทยาลัย Istanbul Aydın ร่วมกับนักกายภาพบำบัดช่วยกันเยียวยาเจ้ากระรอกน้อย หลังการผ่าตัดสองครั้ง ครั้งละหกชั่วโมงเพื่อรักษาบาดแผล ในที่สุดทีมงานได้ประดิษฐ์อุปกรณ์ที่จะช่วยให้กระรอกสามารถใช้ชีวิตได้เกือบเหมือนเดิม มันเป็นล้อเลื่อนที่ใช้แทนขาหน้าซึ่งช่วยให้มันสามารถวิ่งได้อีกครั้ง   อ่านเพิ่มเติม วีลแชร์เพื่อคอร์กี้พิการ