โอ้ยก็มันคันอ่า! - National Geographic Thailand

โอ้ยก็มันคันอ่า!

โอ้ยก็มันคันอ่า!

เมื่อคุณเกิดคันในจุดที่ไม่สามารถเกาได้นั้นเป็นเรื่องทรมาน แต่จะทรมานแค่ไหนหากคุณเกิดเป็นสัตว์สี่เท้าที่ไม่สามารถเอื้อมไปเกาหลังตัวเองได้ ดังนั้นแล้วบรรดาสรรพสัตว์น้อยใหญ่จำต้องหาวิธีการบรรเทาอาการคันแบบเฉพาะตัวขึ้นมาไม่ว่าจะเป็นการถูตนเองกับต้นไม้แบบหมี หรือใช้เท้าเกาตรงจุดที่คันแบบนก ความรู้สึกคันนี้เป็นสิ่งที่วิวัฒนาการมาพร้อมกับสิ่งมีชีวิต โดยทั่วไปอาการคันจะคงอยู่เพียงแค่ชั่วคราวและช่วยแจ้งเตือนสิ่งมีชีวิตนั้นๆ ให้ป้องกันตนเองจากแมลงดูดเลือดทั้งหลาย อย่างยุงและเห็บ ลองชมชุดภาพถ่ายที่เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิกรวบรวมมาให้ชมกัน ระวัง! เพราะดูแล้วคุณอาจจะคันตาม…

โดย เชียนา มอนทานารี

กวางเรนเดียร์, อุทยานแห่งชาติดีเนล, อลาสกา
ม้าลาย, ไมอามี่, รัฐฟลอริดา, สหรัฐอเมริกา
หมีกริซลี, บริติช โคลัมเบีย, แคนาดา
เสือดาวแอฟริกา, เกาะฮุนดา, ดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโอคาวังโก, บอตสวานา
ลูกสุนัขจิ้งจอก
ควายไบซัน, Quitaque, รัฐเท็กซัส, สหรัฐอเมริกา
นกกระยาง
อีแลนด์, อุทยานแห่งชาติเซเรนเกตี, แทนซาเนีย, แอฟริกา
หมีขั้วโลก, เชอร์ชิลล์, รัฐแมนิโทบา, แคนาดา
นกยาง, รัฐเซาเทิร์นแคลิฟอร์เนีย, สหรัฐอเมริกา
เป็ด, เวโรน่า, นิวเจอร์ซีย์, สหรัฐอเมริกา
กระรอก, นครฟิลาเดลเฟีย, รัฐเพนซิลเวเนีย, สหรัฐอเมริกา
เพนกวินจักรพรรดิ, Gold Harbor, เกาะเซาท์จอร์เจีย

 

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องแปลกๆ ในโลกของสัตว์กัน

สัตว์เหล่านี้ดื่มน้ำด้วยวิธีแปลกๆ

เรื่องแนะนำ

สุนัขเปลี่ยนสีหน้าเมื่อมนุษย์ให้ความสนใจ

สีหน้าของสุนัขไม่ได้มีดีแค่ไว้สำหรับเป็นคลิปบันเทิงบนโลกออนไลน์ แต่มันยังเป็นข้อมูลสำคัญที่แสดงให้เห็นวิวัฒนาการของการเป็นสุนัขเลี้ยงอีกด้วย นักวิทยาศาสตร์ประเมินปฏิกิริยาที่แสดงออกผ่านสีหน้าของสุนัข เมื่อเผชิญกับมนุษย์และเมื่อมนุษย์หันหลังให้ พวกเขาพบว่าขณะที่สุนัขถูกมนุษย์จ้องมองพวกมันสามารถแสดงสีหน้าได้หลากหลายรูปแบบ ทั้งนี้สุนัขเป็นสัตว์ที่อยู่เคียงข้างกับมนุษย์มานาน มิตรภาพต่างสปีชีส์นี้มีอายุย้อนไปได้ถึง 30,000 ปีก่อน และสายสัมพันธ์อันดีระหว่างเราเป็นส่วนหนึ่งที่เราวิวัฒนาการร่วมกันมาเพื่อการสื่อสารที่ดีขึ้น   อ่านเพิ่มเติม : วิทยาศาสตร์ว่าด้วยความน่ารัก, ทดลองให้ปลาไหลไฟฟ้าช็อต เพื่อวิทยาศาสตร์

ฉลามวาฬ ยักษ์ใหญ่ผู้ใกล้สูญพันธุ์

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับฉลามวาฬล่าสุด ในจังหวัดภูเก็ต กำลังสะท้อนถึงชะตากรรมของสัตว์น้ำใกล้สูญพันธุ์เหล่านี้ที่กำลังถูกคุกคามจากการประมงที่ไม่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม

วิทยาการพลิกโฉมหน้าไดโนเสาร์

วิทยาการและการค้นพบใหม่ๆ หักล้างความเข้าใจและภาพเก่าๆ ของเหล่าดาวเด่นแห่งโลกดึกดำบรรพ์อย่าง ไดโนเสาร์ ไดโนเสาร์ ครอบครองภูมิทัศน์ทั่วโลกดึกดำบรรพ์อยู่นานถึง 150 ล้านปี และอยู่ในอาณาบริเวณ ที่ปัจจุบันคือทวีปทั้งเจ็ด ไดโนเสาร์นับว่าประสบความสำเร็จอย่างมากในช่วงที่พวกมันครองพิภพ โดยปรับตัวจนมีขนาดและรูปร่างที่หลากหลาย สตีฟ บรูแซตตี นักบรรพชีวินวิทยาจากมหาวิทยาลัยเอดินบะระ กับคนอื่นๆคาดการณ์ว่า นักวิทยาศาสตร์จำแนกชนิดพันธุ์ไดโนเสาร์ที่สูญพันธุ์ไปแล้วได้กว่า 1,100 ชนิด และนั่นเป็นแค่ ส่วนหนึ่งของชนิดพันธุ์ทั้งหมดที่เคยมีชีวิตอยู่ เพราะฟอสซิลเกิดขึ้นได้ในสภาพแวดล้อมเพียงไม่กี่แบบเท่านั้น เรื่องราวของพวกมันดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน เมื่อดาวเคราะห์น้อยพุ่งชนคาบสมุทร ยูกาตานของเม็กซิโกเมื่อ 66 ล้านปีก่อนและทำลายชีวิตบนโลกไปสามในสี่ ไดโนเสาร์กลุ่มหนึ่งอยู่รอดต่อมา นั่นคือกลุ่มสัตว์มีขนที่ปัจจุบันเราเรียกกันว่า นก วิทยาศาสตร์ในโลกตะวันตกเพิ่งศึกษาไดโนเสาร์อย่างเป็นทางการตั้งแต่ทศวรรษ 1820 แต่สิ่งที่เรารู้เผยข้อมูลมากมายว่า สัตว์บกได้รับผลกระทบอย่างไรจากโลกที่เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา ไดโนเสาร์ยังคงดำรงเผ่าพันธุ์อยู่ได้ ขณะที่ทวีปต่างๆแยกออกจากกันและกลับมารวมกันอีกครั้ง และแม้ขณะที่อุณหภูมิตลอดจนระดับทะเลเพิ่มขึ้นและลดลง การตอบสนองและการปรับตัวของ พวกมันสอนบทเรียนอะไรแก่เรา การบอกเล่าเรื่องราวมหากาพย์เช่นนั้นต้องใช้กระดูกไดโนเสาร์ จากทั่วโลก และนักบรรพชีวินวิทยาก็ส่งข้อมูลเข้ามาอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ภูมิภาคหนึ่งที่จัดว่ารุ่มรวยที่สุดเมื่อพูดถึงการค้นพบฟอสซิลใหม่ๆคือแอฟริกาเหนือ คนที่เหงื่อโชกท่ามกลางอุณหภูมิ 41 องศาเซสเซียสในทะเลทรายสะฮาราของโมร็อกโกอาจนึกภาพไม่ออกว่า ที่นี่เคยอุดมไปด้วยทางน้ำ แต่นิซาร์ อิบรอฮีม นักสำรวจของเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก กับลูกทีม นักบรรพชีวินวิทยาหวนกลับมาที่ภูมิภาคนี้ปีแล้วปีเล่าเพื่อขุดหาไดโนเสาร์พิลึกที่สุดชนิดหนึ่งเท่าที่ เคยพบ นั่นคือปีศาจแม่น้ำชื่อ […]