อะจึ๋ย! เต่าสองหัว มันจะรอดไหมนี่? - National Geographic Thailand

อะจึ๋ย! เต่าสองหัว มันจะรอดไหมนี่?

โดย ซาร่าห์ กิบเบนส์

ในระหว่างการตรวจสอบรังของเต่าหัวค้อนที่เพิ่งจะฟักออกจากไข่ นักศึกษาแลกเปลี่ยนจากมหาวิทยาลัยเซ็นเตอร์ ฟลอริดาพบเข้ากับลูกเต่าตัวหนึ่งที่กำลังดิ้นรนเร่งความเร็วไปยังทะเลให้ทัน ก่อนที่มันจะตกเป็นเหยื่อของนักล่า แต่แล้วเมื่อเข้าไปมองใกล้ๆ กลับพบว่าเจ้าเต่าตัวนี้มีอวัยวะที่เกินมา นั่นคือหัวอีกหนึ่งหัว

ไข่เต่าหลายพันฟองถูกฟักเรียงรายตามชายหาดความยาว 29 ไมล์ ที่ซึ่งทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยสามารถเข้าตรวจสอบพื้นที่ได้ นอกจากนั้นที่ฟลอริดายังเป็นสถานที่รวมกลุ่มของเต่าหัวค้อนที่ใหญ่ที่สุดในโลกอีกด้วย เมื่อปี 2016 มีรังของเต่าหัวค้อนมากถึง 122,000 รังถูกวางตามแนวชายฝั่งของรัฐ

“มันไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะพบลูกเต่าที่มีพัฒนาการผิดปกติ” เคธี่ แมนไฟลด์ ผู้บริหารกลุ่มวิจัยเต่าทะเลของมหาวิทยาลัยกล่าว “ในอาชีพของฉัน ฉันเคยเห็นอะไรแบบนี้แค่ครั้งเดียว”

ทั้งนี้เต่าหัวค้อนเป็นสัตว์คุ้มครองตามพระราชบัญญัติว่าด้วยสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ของสหรัฐอเมริกาและสหภาพนานาชาติ โดยถือเป็นสัตว์เลื้อยคลานขนาดใหญ่ที่กำลังจะสูญพันธุ์

 

มันจะมีชีวิตรอดไหม?

นักศึกษาผู้พบเต่าตัวดังกล่าวได้ปล่อยมันไป และดูเหมือนว่ามันจะมีสุขภาพแข็งแรงดีจากการคลานไปหาน้ำทะเลอย่างรวดเร็ว “เป็นไปได้ว่ามันอาจจะเอาตัวรอดได้ แต่โอกาสก็มีต่ำมาก” แมนไฟลด์กล่าว ผู้ตั้งข้อสังเกตว่าการกลายพันธุ์ของยีนน่าจะเป็นสาเหตุให้เกิดความผิดปกตินี้ขึ้น

อัตราการรอดของลูกเต่านั้นต่ำมาก รายงานจากองค์กรอนุรักษ์เต่าทะเล อัตราการรอดของพวกมันอยู่ที่ 1 ต่อ 1,000 ถึง 1 ต่อ 10,000 กว่ามันจะเติบโตเป็นเต่าที่โตเต็มวัยได้

เต่าต้องเผชิญกับอันตรายตลอดการเดินทางของมัน ไม่ว่าจะเป็นอวนหาปลา, การพัฒนาพื้นที่ตามแนวชายฝั่ง ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศเองที่ล้วนส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของเต่าหัวค้อน

เมื่อถามแมนไฟลด์ว่า เธอเคยพบกับเต่าโตเต็มวัยที่มีความผิดปกติทางร่างกายหรือไม่ เธอกล่าวว่ากรณีที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องธรรมดา ปกติแล้วเต่าทะเลที่ทีมนักวิจัยพบมักเป็นเต่าตัวเมียที่ขึ้นมาวางไข่ มีบ้างที่พวกเขาพบว่าเต่าบางตัวมีเปลือกหลุดบิดเบี้ยว แต่ทั้งหมดก็เป็นอาการจากการได้รับบาดเจ็บ ไม่ใช่ความผิดปกติทางกายวิภาคแต่อย่างใด

“การบาดเจ็บจากเรือหรือนกกระเรียนสามารถพบได้ตามปกติ” เธอกล่าว

 

สองหัวดีกว่าหัวเดียว

เต่าจากฟลอริดาไม่ใช่เต่าตัวแรกที่ความผิดปกติของมันส่งผลให้เป็นที่โด่งดังบนโลกออนไลน์ ในปี 2013 เต่าพันธุ์เท็กซัส รีเวอร์ คูตเตอร์ที่มีสองหัวฟักออกมาจากไข่ ในสวนสัตว์ซาน อันโตนิโอ มันมีชื่อเล่นว่าเทลมาและหลุยส์ แต่ทว่าเจ้าเต่ามีอายุได้เพียงปีเดียว ก็ตายลงโดยไม่ทราบสาเหตุ

ในระหว่างที่มันยังมีชีวิต ทางสวนสัตว์กล่าวว่า เจ้าเต่าต้องทุกข์ทรมานในการใช้ชีวิตจากภาวะโพลีเซฟาลี (Polycephaly) คือการพัฒนาในระยะตัวอ่อนที่ไม่สมบูรณ์ส่งผลให้เกิดภาวะสองหัวขึ้นในสัตว์ จำนวนของการแพร่หลายภาวะนี้ยังคงเป็นปริศนา อย่างไรก็ตามภาวะดังกล่าวมักพบในสัตว์จำพวกงูและเต่าเป็นส่วนใหญ่

 

อ่านเพิ่มเติม : การอพยพขนาดใหญ่สุดของสัตว์เกิดขึ้นทุกวัน แค่เรามองไม่เห็นเต่าทะเลติดแหได้รับการช่วยเหลือ

เรื่องแนะนำ

โอ้ยก็มันคันอ่า!

เมื่อคุณคันก็แค่เกา แต่หากคุณเกิดเป็นสัตว์สี่เท้าจะเกายังไง! มาชมวิธีการแก้คันในแบบต่างๆ ของสรรพสัตว์กัน

ปากของไฮดราเป็นอย่างไร?

ปากของไฮดราเป็นอย่างไร? ไฮดราคือสัตว์น้ำขนาดจิ๋วผู้เป็นญาติกับแมงกะพรุน เพียงแต่ว่ามันตัวเล็กมากกว่าหลายเท่า และด้วยลำตัวที่ใสจึงยากแก่การมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า นักวิทยาศาสตร์สงสัยว่าไฮดรากินอาหารอย่างไร และปากของมันหายไปไหนเมื่อกินอาหารเสร็จ คำตอบอยู่ในฟุตเทจนี้ เมื่อจับเหยื่อได้ด้วยหนวดของมัน ไฮดราจะเปิดปากของมันออกและกินเหยื่อเข้าไป ภายในตัวของไฮดราจะประกอบด้วยเซลล์จำนวนมากที่เรียงตัวกันเป็นเนื้อเยื่อสองชั้น คือชั้นนอกที่ทำหน้าที่รับสัมผัส และชั้นในซึ่งทำหน้าที่ย่อยอาหาร ส่วนสาเหตุที่ปากของมันไม่เคยปรากฏให้เห็นก็เพราะปากของไฮดราเกิดจากเซลล์ที่เปลี่ยนรูปร่างและยืดออกเมื่อต้องการกินอาหาร และหายไปเมื่ออาหารเข้าไปในช่องว่างภายในตัวแล้ว เซลล์ของมันทำงานคล้ายกับเซลล์ม่านตาของมนุษย์ที่ขยายเข้าและออกตามปริมาณแสง แต่ทำไมไฮดราจึงวิวัฒนาการมาให้มีวิธีกินอาหารเช่นนี้…เรื่องนั้นยังคงเป็นปริศนา   อ่านเพิ่มเติม สัตว์เหล่านี้ดื่มน้ำด้วยวิธีแปลกๆ

หิ่งห้อย เปล่งแสงเต็มผืนป่าที่เงียบงัน

ภาพหาชมได้ยากเมื่อ หิ่งห้อย พร้อมใจกันเปล่งแสงในป่าที่ไร้นักท่องเที่ยว ในป่าที่ความมืดและความเงียบงันปกคลุมเอื้อให้ช่างภาพและนักวิจัยมีโอกาสได้พบกับช่วงเวลาสุดพิเศษ ในอุทยานแห่งชาติคองการี เซาท์แคโรไลนา หิ่งห้อย ดูคล้ายกำลังเล่นกล: เปล่งแสงระยับเป็นท่วงทำนอง สร้างจังหวะเกือบพร้อมเพรียงกันในผืนป่าอันมืดมิดระหว่างช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิ หิ่งห้อยที่พบในป่านี้เป็นชนิด Photuris frontalis จากหิ่งห้อยทั้งหมด 125 สายพันธุ์ในอเมริกาเหนือ พวกมันเป็นหิ่งห้อยเพียงไม่กี่ชนิดที่เปล่งแสงวิบวับอย่างสอดคล้องกัน หิ่งห้อยตัวผู้เปล่งแสงเพื่อเป็นสัญญาณขณะเกาะอยู่บนต้นไม้ หรือกำลังบินร่อนต่ำลง ในบางครั้งพวกมันเปล่งแสงกระพริบเร็วๆ เพื่อดึงดูดตัวเมีย แต่กระบวนการนี้ยังไม่มีข้อมูลแน่ชัด ในปี 2019 นักท่องเที่ยวกว่า 12,000 คน เข้ามาเยี่ยมชมปรากฏการณ์ทางชีวภาพอันน่าทึ่งนี้ เดวิด เชลลีย์ หัวหน้าฝ่ายวิทยาศาสตร์ประจำคองการี กล่าว แต่ปีนี้ เนื่องด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา อุทยานฯ จึงต้องประกาศงดกิจกรรมการชมหิ่งห้อยประจำปี ในขณะที่สาธารณชนอาจผิดหวังที่พลาดเข้าชมหิ่งห้อย แต่ความร้างผู้คนทำให้นักวิจัยเห็นภาพที่หาชมได้ยากของแมลงแห่งคองการี และเห็นข้อมูลในพื้นที่พิสุทธิ์ที่อาจจะไม่เกิดขึ้นอีก นอกจากนี้ หิ่งห้อยยังสามารถผสมพันธุ์ในฤดูร้อนนี้ โดยปราศจากมลพิษทางแสง และการรบกวนจากแสงไฟของเมืองที่อยู่ชายป่า เหมือนเป็นช่วงเวลาที่เป็นประโยชน์ต่อแมลง ซึ่งประชากรกำลังลดจำนวนลง เพื่อบันทึกและศึกษาสิ่งมีชีวิตในช่วงเวลาที่ไม่ปกติเช่นนี้ ทีมนักวิจัยและนักสำรวจของเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก แม็ก สโตน ใช้เวลาร่วมสัปดาห์ในคองการี ช่วงกลางเดือนพฤษภาคม ที่ผ่านมา “เราหวังเล็กๆ ว่า […]

พยากรณ์อากาศจากนกทะเล

พยากรณ์อากาศจากนกทะเล ในอนาคตอันใกล้นี้ ข้อมูลที่เก็บได้จากนกจมูกหลอดลายจะมีส่วนช่วยให้การพยากรณ์อากาศมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นทุกๆ ปี นกทะเลเหล่านี้จะเดินทางมายังอ่าวทางตะวันออกของเอเชียเพื่อจับคู่ผสมพันธุ์ และอพยพหนีจากฤดูหนาว วิถีชีวิตของนกจมูกหลอดลายเหล่านี้อยู่บนผิวน้ำทะเลมากกว่าแผ่นดิน นั่นจึงเป็นที่สนใจของ Katsufumi Sato นักนิเวศวิทยาจากมหาวิทยาลัยโตเกียว ตัวเขาคิดว่านกเหล่านี้มีศักยภาพพอที่จะเป็นส่วนหนึ่งในทีมงานวิจัยสภาพอากาศ ด้วยอุปกรณ์บันทึกข้อมูลของสภาพอากาศที่มีน้ำหนักเบาเป็นพิเศษ Sato ทดลองติดตั้งอุปกรณ์เหล่านี้ให้แก่นก เพื่อใช้พวกมันเก็บข้อมูลของอุณหภูมิมหาสมุทร, ความเร็วลม ไปจนถึงกระแสคลื่น เพื่อนำข้อมูลที่ได้จากผู้อยู่อาศัยตามธรรมชาติเหล่านี้ไปเปรียบเทียบกับข้อมูลจากแหล่งอื่นๆ ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการพยากรณ์อากาศในอนาคตได้   อ่านเพิ่มเติม นกทำความสะอาดรักแร้ให้ยีราฟ