ที. เร็กซ์ หลีกไป สไปโนซอร์มาแล้ว - National Geographic Thailand

ที. เร็กซ์ หลีกไป สไปโนซอร์มาแล้ว

ที. เร็กซ์ หลีกไป สไปโนซอร์มาแล้ว

ระหว่างปี 1910 ถึง 1914 แอนสท์ ไฟรแฮร์ ชโตรเมอร์ ฟอน ไรเคนบาค นักบรรพชีวินวิทยาจากแคว้นบาวาเรียและทีมงานออกสำรวจทะเลทรายสะฮาราในประเทศอียิปต์ โดยลัดเลาะไปตามชายขอบด้านตะวันออกของระบบแม่น้ำโบราณ ชโตรเมอร์พบไดโนเสาร์ จระเข้ เต่า และปลาชนิดต่างๆรวมทั้งสิ้นประมาณ 45 ชนิด ในบรรดาสิ่งที่ชโตรเมอร์พบได้แก่โครงกระดูกบางส่วนของไดโนเสาร์ชนิดใหม่ที่น่าสนใจเป็นพิเศษสองโครง ไดโนเสาร์ชนิดนี้เป็นสัตว์นักล่าขนาดมหึมา มีขากรรไกรยาวหนึ่งเมตร และเต็มไปด้วยฟันรูปกรวยที่สบกันได้พอดี ทว่าลักษณะโดดเด่นที่สุดของมันคือโครงสร้างคล้ายกระโดงยาว 1.7 เมตรบนหลัง ซึ่งมีเงี่ยงกระดูกยาวค้ำยันอยู่ภายใน ชโตรเมอร์ตั้งชื่อไดโนเสาร์ชนิดนี้ว่า สไปโนซอรัส อีจิปเทียคัส (Spinosaurus aegyptiacus)

การค้นพบของชโตรเมอร์ ซึ่งได้รับการจัดแสดงอย่างสวยงามในพิพิธภัณฑ์บรรพชีวินวิทยาและธรณีวิทยารัฐบาวาเรียกลางเมืองมิวนิก ส่งผลให้เขามีชื่อเสียงโด่งดัง ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เขาพยายามอย่างสุดกำลังที่จะเคลื่อนย้ายฟอสซิลออกจากมิวนิก แต่กลับได้รับคำตอบปฏิเสธจากผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ซึ่งเป็นนาซีหัวรุนแรงและไม่ชอบหน้าชโตรเมอร์ เนื่องจากเขาวิพากษ์วิจารณ์การปกครองระบอบนาซีอย่างเปิดเผย ในเดือนเมษายน ปี 1944 พิพิธภัณฑ์และฟอสซิลของชโตรเมอร์เกือบทั้งหมดถูกทำลายจากการทิ้งระเบิดของฝ่ายพันธมิตร สิ่งที่เหลืออยู่เกี่ยวกับ สไปโนซอรัส มีเพียงบันทึกภาคสนาม ภาพวาด และภาพถ่ายสีซีเปียจำนวนหนึ่ง

ที. เร็กซ์

ที. เร็กซ์
สูญหายแต่ไม่สูญเปล่า : ชิ้นส่วนของสไปโนซอรัส ที่ชโตรเมอร์พบในอียิปต์เมื่อปี 1912 ถูกทำลายจากการทิ้งระเบิดเมืองมิวนิกของฝ่ายพันธมิตรในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง นักบรรพชีวินวิทยาใช้ภาพถ่ายหายากเหล่านี้สร้างกระดูกที่ขาดหายไปขึ้นมาใหม่ด้วย วิธีดิจิทัล เมื่อนำภาพที่ได้มาประมวลเข้ากับการค้นพบในระยะหลังๆ ผลที่ได้คือโครงกระดูกยาว 15 เมตรซึ่งนับว่า มีขนาดใหญ่ที่สุดในบรรดาไดโนเสาร์กินเนื้อทั้งหมด

 

หนึ่งศตวรรษต่อมา นักบรรพชีวินวิทยาหนุ่มนาม นิซาร์ อิบรอฮีม ได้ฟอสซิล สไปโนซอรัส จากแหล่งขุดค้นแห่งหนึ่งในโมร็อกโก ชั้นหินในหน้าผาที่อยู่รายรอบแหล่งขุดค้นแห่งนั้นแสดงให้เห็นว่า เมื่อหนึ่งร้อยล้านปีก่อน ที่นั่นเคย มีแม่น้ำสายใหญ่คดเคี้ยวไหลผ่าน

อิบรอฮีมติดภาพกะโหลก สไปโนซอรัส ขนาดเท่าของจริงบนผนังในห้องทำงาน ซึ่งเขามักเพ่งมอง “ผมพยายามนึกภาพกระดูกทุกชิ้น กล้ามเนื้อ เนื้อเยื่อเกี่ยวพัน ทุกสิ่งทุกอย่างเลยครับ บางครั้งภาพก็อยู่ตรงนั้นแวบหนึ่ง แล้วหายไปเหมือนภาพลวงตา สมองของผมคำนวณสิ่งซับซ้อนขนาดนั้นไม่ได้ครับ”

แต่คอมพิวเตอร์ทำได้ อิบรอฮีมพร้อมด้วยซีโมเน มากานูโก จากพิพิธภัณฑ์มิลาน และไทเลอร์ คีลเลอร์ นักเตรียมฟอสซิลและศิลปินด้านบรรพชีวินวิทยาจากมหาวิทยาลัยชิคาโก คืนชีวิตให้ สไปโนซอรัส ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล พวกเขานำตัวอย่างกระดูกแต่ละชิ้นที่มีอยู่มาทำซีทีสแกนที่ศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยชิคาโกและที่โรงพยาบาลมัจโจเรในมิลาน จากนั้นจึงเติมส่วนอื่นๆของร่างกายเข้าไปด้วยการสแกนภาพถ่ายตัวอย่างกระดูกจากพิพิธภัณฑ์ในมิลาน ปารีส และที่อื่นๆ รวมทั้งใช้ภาพดิจิทัลที่แปลงจากภาพถ่ายและภาพวาดของชโตรเมอร์ จากความเพียรพยายามปั้นแต่งและจัดวางกระดูกสันหลัง 83 ชิ้นในแบบจำลอง พวกเขาสรุปว่า สไปโนซอรัส ตัวเต็มวัยมีความยาววัดจากปลายจมูกถึงหาง 15 เมตร เคยมีคำกล่าวอ้างว่า สไปโนซอรัส เป็นสัตว์กินเนื้อขนาดใหญ่ที่สุดที่เคยท่องพื้นพิภพ แบบจำลองนี้ยืนยันคำกล่าวนั้น (ที. เร็กซ์ ขนาดใหญ่ที่สุดมีความยาวจากหัวถึงหาง 12.3 เมตร)

จากนั้น พวกเขาหุ้มโครงกระดูกด้วยผิวหนังดิจิทัลเพื่อสร้างแบบจำลองที่เคลื่อนไหวได้ ช่วยให้ประเมินจุดศูนย์ถ่วงและมวลกายของ สไปโนซอรัส ได้ ทำให้เข้าใจได้ดียิ่งขึ้นว่ามันเคลื่อนที่อย่างไร การวิเคราะห์ของพวกเขานำไปสู่ข้อสรุปอันน่าทึ่ง กล่าวคือ สไปโนซอรัส ผิดแผกจากไดโนเสาร์กินเนื้ออื่นๆทั้งหมดซึ่งเดินบนขาหลัง เพราะมันอาจเป็นสัตว์เดินสี่ขา โดยใช้ขาหน้าที่มีกรงเล็บขนาดใหญ่ในการเดินด้วย

สไปโนซอร์
อสุรกายนักล่าแห่งสายน้ำ : แม้ว่าขากรรไกรของ สไปโนซอรัส จะยาวราวหนึ่งเมตรและมีฟันเรียงกันอย่างน่าเกรงขาม แต่เมื่อเทียบกับขากรรไกรของไดโนเสาร์กินเนื้อที่มีขนาดไล่เลี่ยกันแล้วกลับแข็งแรงน้อยกว่ามาก จึงเหมาะกับการจับปลาในแม่น้ำที่พวกมันอาศัยอยู่มากกว่าการบดเคี้ยวกระดูก

อย่างไรก็ตาม ความแปลกประหลาดทั้งหลายทั้งปวงของเจ้ายักษ์ใหญ่ตัวนี้เริ่มเป็นเหตุเป็นผลที่เข้าใจได้เมื่ออิบรอฮีมกับเพื่อนร่วมงานมอง สไปโนซอรัส ด้วยมุมมองที่แตกต่างไปอย่างสิ้นเชิงว่า มันเป็นไดโนเสาร์ที่ใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในน้ำ รูจมูกซึ่งตั้งอยู่สูงบนกะโหลกค่อนมาทางดวงตาช่วยให้ สไปโนซอรัส หายใจได้แม้บริเวณส่วนใหญ่ของหัวจะจมอยู่ใต้น้ำ ลำตัวทรงกระบอกชวนให้นึกถึงโลมาและวาฬ ส่วนความหนาแน่นของซี่โครงและกระดูกที่ยาวก็คล้ายคลึงกับกระดูกของพะยูน ขาหลังซึ่งมีสัดส่วนแปลกประหลาดสำหรับการเดิน น่าจะเหมาะกับการพุ้ยน้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากกรงเล็บแบนๆในเท้าหลังที่กว้างมีพังผืดเชื่อมถึงกันเหมือนเท้าเป็ดดังที่นักวิจัยคาดไว้ ขากรรไกรเรียวยาวและฟันรูปกรวยเรียบๆเหมือนฟันจระเข้น่าจะใช้จับปลาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนหลุมตรงปลายจมูกซึ่งยังปรากฏให้เห็นในจระเข้และอัลลิเกเตอร์ อาจมีตัวรับความดันสำหรับตรวจจับเหยื่อในน้ำขุ่น อิบรอฮีมวาดภาพว่า สไปโนซอรัส โน้มตัวไปข้างหน้าแล้วงับปลาด้วยปากที่ยาว

สไปโนซอร์
แผนภาพแสดงขนาดของสไปโนซอรัส เปรียบเทียบกับไดโนเสาร์สายพันธุ์อื่น

แล้วอิบรอฮีมก็เข้าใจอย่างถ่องแท้เมื่อได้เห็นขั้นตอนสุดท้ายของโครงการสร้างไดโนเสาร์ดิจิทัล นั่นคือ โครงกระดูก สไปโนซอรัส ทำจากโฟมพอลิสไตรีนความหนาแน่นสูงขนาดเท่าตัวจริง ซึ่งสร้างขึ้นจากแบบจำลองคอมพิวเตอร์ด้วยเครื่องพิมพ์สามมิติ โครงกระดูกได้รับการจัดแสดงในท่าทางกำลังว่ายน้ำ ซึ่งอิบรอฮีมคิดว่า สไปโนซอรัส อาจใช้เวลาว่ายน้ำมากถึงร้อยละ 80 “ผมอยากให้แอนสท์ ชโตรเมอร์ ได้เห็นแบบจำลองนี้จังเลยครับ เพราะมันแสดงให้เห็นว่า สไปโนซอรัส เป็นนักว่ายน้ำตัวยงที่ได้รับการปรับแต่งทางวิวัฒนาการมามากแค่ไหน เขาต้องยิ้มออกแน่ๆครับ”

เรื่อง ทอม มึลเลอร์

ภาพถ่าย ไมก์ เฮตต์เวอร์

 

อ่านเพิ่มเติม

เป็นไปได้ไหมที่มนุษย์กับ ไดโนเสาร์ จะอยู่ร่วมโลกกัน?

เรื่องแนะนำ

จงศรัทธาในรัก เหมือนดั่งสัตว์เหล่านี้

รักมั่นคงของบรรดาสัตว์โลกนั้น ถือเป็นเรื่องจากธรรมชาติที่หาดูไม่ได้ง่ายๆ และรายชื่อของสัตว์ต่อไปนี้คือเหล่าบรรดาคู่รักที่พร้อมร่วมทุกข์ร่วมสุขกันเสมอ

วิลเดอบีสต์โกงความตาย

วิลเดอบีสต์โกงความตาย เหตุการณ์อันน่าสะพรึงนี้เกิดขึ้นในอุทยานแห่งชาติ Kruger ของแอฟริกาใต้ เป็นปกติที่วิลเดอบีสต์จะตกเป็นเหยื่อของจระเข้ เมื่อพวกมันลงมาใกล้กับแม่น้ำ เช่นเดียวกับวิลเดอบีสต์โชคร้ายตัวนี้ที่ถูกจระเข้ลากลงไปในน้ำ แต่ผลลัพธ์ไม่เป็นดังคาดเมื่อกลางแม่น้ำมีฮิบโปโปเตมัสกลุ่มหนึ่งอยู่ และพวกมันตรงเข้ามาขัดขวาง สถานการณ์ที่เกิดขึ้นดูเหมือนว่าฮิบโปโปเตมัสตั้งใจช่วยวิลเดอบีสต์ แต่รายงานจาก Douglas McCauley นักสำรวจของเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิกระบุว่า ฮิบโปโปเตมัสเกรี้ยวกราดที่จระเข้รุกรานเข้ามาในอาณาเขตของมันมากกว่า เป็นผลให้จระเข้ผู้หิวโหยจำต้องปล่อยวิลเดอบีสต์ไป มิฉะนั้นแล้วคงเป็นมันเองที่ต้องกลายเป็นหยื่อ อย่างไรก็ดีผลประโยชน์ครั้งนี้ตกที่วิลเดอบีสต์ เรียกได้ว่ามันดวงดีจริงๆ   อ่านเพิ่มเติม เป็นคุณจะทำอย่างไร? เมื่อปากจระเข้อยู่ใกล้แค่เอื้อม

ความรักของสัตว์เหล่านี้จะทำให้วาเลนไทน์ของคุณจืดไปเลย

ความรักของสัตว์เหล่านี้จะทำให้วาเลนไทน์ของคุณจืดไปเลย ทุกวันสำคัญมาพร้อมกับความคาดหวัง เราอยากเห็นพลุสวยๆ ในวันที่ 4 กรกฎาคม (วันชาติสหรัฐอเมริกา) อยากกินไก่งวงในวันขอบคุณพระเจ้า และเช่นกันเรื่องราวความรักอันแสนโรแมนติกคือสิ่งที่ใครหลายคนโหยหาเมื่อถึงวันวาเลนไทน์ สัตว์เหล่านี้พร้อมแบ่งปันเรื่องราวให้คุณแล้ว เอาเป็นว่าหากคุณผู้อ่านยังไม่มีแผนเซอร์ไพรส์ หรือไม่รู้จะซื้อของขวัญอะไร ลองดูตัวอย่างในโลกของสรรพสัตว์ดูก็ได้ คุณอาจได้ไอเดียดีๆ ไปต่อยอด หรือไม่ก็เรื่องราวความรักอันยิ่งใหญ่ของสัตว์เหล่านี้อาจทำให้แผนที่คุณวางไว้ดูจืดสนิทไปเลยก็เป็นได้   ของขวัญสุดล้ำค่า : มอท Ornate เจ้าผีเสื้อกลางคืนสายพันธุ์นี้ที่มีถิ่นอาศัยในสหรัฐอเมริกาและทวีปอเมริกาใต้รู้ดีว่าของขวัญอะไรที่จะทำให้สาวๆ ประทับใจ มอท Ornate ตัวผู้จะมอบของขวัญสุดล้ำค่าที่ในโลกของแมลงแล้วเทียบเท่ากับการขอแต่งงานเลยทีเดียว เจ้าของขวัญที่ว่านี้คือ สารแอลคาลอยด์ สารอินทรีย์ที่ได้มาจากดอกไม้ โดยสารที่ว่านี้จะถูกส่งต่อไปยังตัวเมียในระหว่างการผสมพันธุ์ และถูกส่งต่อไปยังไข่ในที่สุด ข้อมูลจาก Andrei Sourakov จากพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาในฟลอริดา สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะเจ้าของขวัญชิ้นนี้อุดมไปด้วยสารอาหารมากมายสำหรับการวางไข่ ซึ่งเป็นประโยชน์สำหรับมอธตัวเมีย ฟังดูไม่เลวใช่ไหมที่ได้ดินเนอร์มื้อสุดหรูในเดทแรก   ลีลาการเต้นที่เร่าร้อน : ไก่ป่า Greater Sage Grouse ในโลกแห่งความรักของสัตว์มีสัตว์หลายชนิดที่มีลีลาการเต้นโดนใจ แต่ตำแหน่งนี้ต้องยกให้กับไก่ป่า Greater Sage Grouse สัตว์ปีกในวงศ์ไก่ฟ้าและนกกระทาตัวนี้ ในเพศผู้จะมีขนอันฟูฟ่องอยู่ที่หน้าอกเป็นเอกลักษณ์ เมื่อถึงฤดูผสมพันธุ์การแข่งขันก็เริ่มต้นขึ้น บรรดาตัวผู้ไม่อายที่จะเต้นรำไปมา นอกเหนือจากลีลาการขยับขาอันเร่าร้อนแล้ว พวกมันยังสูดลมเข้าไปในปอดซึ่งช่วยให้หน้าอกของมันยกขึ้นยกลงเป็นการดึงดูดตัวเมีย […]

เคยเห็นกันหรือไม่? ผีเสื้อกินน้ำตาเต่า

เคยเห็นกันหรือไม่? ผีเสื้อกินน้ำตาเต่า ไม่เอา ไม่ร้องนะ เดี๋ยวเค้าซับน้ำตาให้เอง ผีเสื้อในคลิปนี้กำลังดูดดื่มกับน้ำตาเต่า จริงๆนะ สัตว์กินเนื้อ เช่น เสือ และสิงโต ได้โซเดียมหรือเกลือแร่จากเนื้อสัตว์ที่มันกิน แต่สัตว์กินพืช เช่น แมลงอย่างผีเสื้อ ต้องหาโซเดียมจากแหล่งอื่นๆ ถ้าเป็นกลางป่าดิบแอมะซอนล่ะ จะหาแหล่งโซเดียมจากที่ไหนได้นะ คำตอบคือก็น้ำตาเต่าไงล่ะ ผีเสื้อตัวเบาแสนเบาใช้ตัวจับหรือเซนเซอร์ที่เท้าและขาในการลิ้มรสอาหารกระบวนการนี้จึงไม่ทำอันตรายเต่าแม้แต่น้อย ช่างอ่อนหวาน (และเค็ม) เสียนี่กระไร   อ่านเพิ่มเติม : เหตุใดวาฬสเปิร์มจึงยืนในน้ำ, แม้จะเรียกกันติดปากว่า “หมีโคอาล่า” แต่แท้จริงแล้ว โคอาล่า ไม่ใช่ “หมี”