World Update: พบกระเบนยักษ์แม่น้ำโขงประเทศกัมพูชา

World Update: พบกระเบนยักษ์แม่น้ำโขงประเทศกัมพูชา

พบกระเบนยักษ์แม่น้ำโขงประเทศกัมพูชา ยาวกว่า 4 เมตร ชาวบ้านเรียกนักอนุรักษ์จัดการปล่อยคืนธรรมชาติ

แม่น้ำโขง หนึ่งในแม่น้ำที่ยาวที่สุดในโลก ไหลผ่านหลายประเทศที่ยังมีความหลากหลายทางชีวภาพ คาดกันว่ามีปลามากกว่า 2 แสนล้านตัว แต่ปลาเหล่านี้กำลังถูกคุกคามอย่างรุนแรงจนหลายสปีชีส์ใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง และหนึ่งในนั้นคือกระเบนขนาดใหญ่ยักษ์ที่ชาวบ้านริมแม่น้ำโขงจากประเทศกัมพูชาจับได้

มันมีความยาวกว่า 3.93 เมตรและหนักราว 180 กิโลกรัม นักวิจัยคาดว่าแอ่งน้ำลึกที่ซ่อนอยู่ภายใต้กระแสน้ำจะเป็นแหล่งหลบภัยให้กับสัตว์มากมายรวมไปถึงปลาขนาดใหญ่ด้วยเช่นกัน กระเบนตัวนี้ถูกจับโดยบังเอิญหลังจากที่มันกลืนเหยื่อจากเบ็ดของชาวบ้าน แต่พวกเขาไม่ต้องการจบชีวิตมัน จึงเรียกทีมนักกู้ภัยและนักวิจัยเพื่อจัดการแทน

“ในตอนแรก พวกเขากลัวว่าจะถูกจับหรือติดคุกหากพวกเขารายงานว่าจับสัตว์ยักษ์ได้” เจีย ไซลา (Chea Seila) จากโครงวิจัย Wonders of the Mekong กล่าว “แต่พวกเราชื่นชมที่พวกเขาทำเช่นนี้ และมองว่านี่เป็นแบบอย่างในการอนุรักษ์ปลาที่ใกล้สูญพันธุ์” เมื่อนักวิจัยตรวจสอบทุกอย่างเรียบร้อย ปลากระเบนขนาดใหญ่ตัวนี้ก็ถูกปล่อยกลับสู่ธรรมชาติ

แม้ปลากระเบนน้ำจืดขนาดยักษ์ (Urogymnus polylepis) จะได้รับการจัดให้อยู่ในรายชื่อสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ของบัญชีแดงไอยูซีเอ็น (IUCN Red List of Threatened Species) แต่การจับพวกมันในกัมพูชานั้นไม่ผิดกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ชาวบ้านริมแม่น้ำที่ทำประมงจำนวนมากกล่าวว่ามันควรเป็นสายพันธุ์ที่ได้รับการคุ้มครอง

“นี่คือปลากระเบนยักษ์” ลอง ธา (Long Tha) ชาวประมงหัวหน้าชุมชนท้องถิ่นกล่าวกับเด็กๆ ที่เฝ้ามองสัตว์ตัวใหญ่นี้ “เมื่อเธอโตขึ้น เธอควรปกป้องมัน” ในขณะที่ไซลาเสริมว่า “ฉันเชื่อว่านี่ไม่ใช่ครั้งสุดท้ายที่เราจะปล่อยสัตว์ยักษ์และสัตว์ใกล้สูญพันธุ์กลับคืนสู่แหล่งที่อยู่อาศัยของพวกมัน”

การวิจัยเกี่ยวกับแม่น้ำโขงมีความจำเป็นอย่างเร่งด่วนในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเนื่องจากระบบนิเวศได้เผชิญกับแรงกดดันมหาศาลจากหลายทิศทางไม่ว่าจะเป็นมลพิษพลาสติก ‘อวนผี’ ที่แม้จะไม่ใช้งานแล้วแต่ก็ยังทำอันตรายต่อปลาได้ การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศที่รุนแรงส่งผลให้เกิดความแห้งแล้ง และรวมไปถึงการควบคุมเขื่อนต้นน้ำให้ไหลตามความต้องการของตนเอง

แม่น้ำโขงอาจเป็นบ้านหลังสุดท้ายของสิ่งมีชีวิตหลายสายพันธุ์ที่หลงเหลืออยู่ ทั้งปลากระเบนน้ำจืดขนาดยักษ์นี้ โลมาน้ำจืดหายากอิรวดีและเต่านิ่มขนาดใหญ่ที่มักถูกลักลอบค้าขาย “นี่เป็นสถานที่สุดท้ายบนโลกที่เราพบสิ่งมีชีวิตเหล่านี้รวมกัน” เซ็บ โฮแกน (Zeb Hogan) นักชีววิทยาที่เป็น National Geo graphic Explorer ที่ศึกษาปลาในแม่น้ำโขงมาอย่างยาวนานกล่าว

โฮแกนกล่าวว่าการสร้างความเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย “หมายถึงการสูญเสียการประมง สูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ สูญเสียการดำรงชีวิต และมันจะเปลี่ยนแปลงพื้นที่นี้ไปตลอดกาล”

สืบค้นและเรียบเรียง วิทิต บรมพิชัยชาติกุล

ที่มา

https://www.nationalgeographic.com/magazine/article/13-foot-long-fish-caught-in-mekong-river-shows-some-megafish-are-thriving

เรื่องแนะนำ

สำรวจโลก : รูปทรงของไข่เกี่ยวข้องการบินอย่างไร

รูปทรงของไข่เกี่ยวข้องการบินอย่างไร รูปทรงไข่นก มีความหลากหลายอย่างเหลือเชื่อ และนักวิทยาศาสตร์ก็สงสัยมานานแล้วว่า ทำไมเป็นเช่นนั้น เป็นไปได้ไหมว่ารูปทรงบางอย่างช่วยปกป้องไข่ไม่ให้แตกง่าย หรือช่วยให้ซุกอยู่ในรังได้อย่างกระชับแน่น หรืออาริสโตเติลจะพูดถูกที่สันนิษฐานว่า ไข่รูปร่างยาวแหลมเป็น ลูกนกเพศเมีย ส่วนไข่รูปร่างกลมกว่ามีลูกนกเพศผู้อยู่ข้างใน (จริง ๆ ไม่เป็นเช่นนั้น) เพื่อไขปริศนาเกี่ยวกับ รูปทรง ของไข่นก นักชีววิทยาเชิงวิวัฒนาการที่มหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน แมรี แคสเวลล์ สตอดดาร์ด และเพื่อนร่วมงานตรวจสอบไข่เกือบ 50,000 ฟองจากนกมากกว่า 1,400 ชนิดพันธุ์ พวกเขาจำแนกไข่โดยอิงกับความไม่สมมาตรและความรี และพบว่ายิ่งไข่มีรูปทรงแหลมหรือรีมากเท่าใด ก็มีโอกาสมากขึ้นเท่านั้นที่จะมาจากนกซึ่งเป็นยอดนักบิน “เราแทบไม่เชื่อเลยว่า คำอธิบายที่ดีที่สุดข้อหนึ่งของความหลากหลายเกี่ยวกับรูปทรงไข่นั้นจะเกี่ยวข้องกับความสามารถในการบิน” สตอดดาร์ดบอก ตัวอย่างเช่น นกเมอร์เรธรรมดาซึ่งมีไข่รูปทรงแหลมและรีมาก (ด้านล่าง) เป็นยอดนักดำนํ้าขณะที่นกตัวใหญ่บินไม่ได้อย่างนกกระจอกเทศและนกอีมูฟักเป็นตัวจากไข่ที่เกือบจะเรียกได้ว่ากลมกลึง แต่นกเพนกวินดูจะแหกกฎออกไป แม้นกนํ้าชนิดนี้จะบินไม่ได้ แต่ไข่ของพวกมัน กลับมีลักษณะอสมมาตร การค้นพบนี้ ทำให้นักวิจัยตั้งสมมุติฐานว่า “กระบวนการเดียวกันที่อาจมีอิทธิพลต่อรูปทรงไข่ในนกยอดนักบิน ก็อาจเกิดขึ้นกับนกยอดนักว่ายนํ้าอย่างเพนกวิน ด้วยเช่นกัน” สตอดดาร์ดสรุป เรื่อง แฮนนาห์ แลง ภาพถ่าย ฟรานส์ แลนทิง รูปประกอบ เดซี จง […]

กว่าจะมาเป็นเจน กูดดอลล์

เรื่อง โทนี เกอร์เบอร์ ภาพถ่าย ฮูโก ฟาน ลาวิค “ฉันต้องขอโทษด้วย ถ้าใครเคยได้ยินเรื่องนี้มาแล้ว” เจน กูดดอลล์ บอกผู้ฟังในห้องบรรยายเมื่อปี 2015 แต่บางครั้ง “เรื่องบางเรื่องได้ยินซ้ำก็เข้าท่านะคะ” เธอเสริม ผู้คนจำเรื่องเล่าทั่วๆไปเกี่ยวกับชีวิตของเจน กูดดอลล์ ได้แทบจะในทันที เพราะความถี่ที่มีคนเขียนถึง แพร่ภาพออกอากาศ หรือเปิดเผยต่อโลกด้วยวิธีการอื่นๆ เรื่องมีประมาณว่า หญิงสาวชาวอังกฤษคนหนึ่งทำวิจัยชิมแปนซีในแอฟริกาและกลายเป็นผู้ปฏิวัติวงการไพรเมตวิทยา แต่เธอทำได้อย่างไร ผู้หญิงที่มีความหลงใหลในสิงสาราสัตว์ แต่ไม่มีพื้นฐานการทำงานวิจัยอย่างเป็นทางการใดๆ สามารถโลดแล่นในโลกวิทยาศาสตร์และโลกของสื่อที่ผู้ชายเป็นใหญ่ เพื่อสร้างการค้นพบมากมายในสายงานของเธอ และกลายเป็นคนดังระดับโลกในขบวนการเคลื่อนไหวด้านการอนุรักษ์ได้อย่างไร ต่อไปนี้คือคำตอบ เจนเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางเพราะภาพยนตร์สารคดีเรื่อง มิสกูดดอลล์กับชิมแปนซีป่า (Miss Goodall and the Wild Chimpanzees) ของเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ซึ่งออกอากาศเมื่อปี 1965 เธอไม่ได้ดูภาพยนตร์เรื่องนี้นานมากแล้ว แต่ผมกำลังเปิดให้เธอดูบนแล็ปท็อปคอมพิวเตอร์ นักไพรเมตวิทยาวัย 83 ปีในปีนี้ กำลังพินิจพิจารณาตัวเธอเองตอนอายุ 28 ปี สาวน้อยเจนในจอภาพกำลังเดินป่าในเขตสงวนพันธุ์สัตว์ป่ากอมเบสตรีม (Gombe Stream Game […]

หมาขนเกรียนเม็กซิกันนี้มีประวัติอันยาวนาน

หมาขนเกรียนเม็กซิกันนี้มีประวัติอันยาวนาน สำหรับชนชาติโบราณอย่างชาวแอซเท็กและชาวมายาแล้ว เพื่อนที่ดีที่สุดของพวกเขาคือผู้ติดตามที่ไร้ขนอย่างหมาขนเกรียนเม็กซิกัน พวกมันคอยช่วยเสาะหาอาหารและนำทางพวกเขาไปยังโลกหลังความตาย เพื่อนผู้นี้เป็นที่รู้จักดีในชื่อ สุนัขขนเกรียนเม็กซิกัน หรือ Xoloitzcuintli (อ่านออกเสียงว่า show-low-itz-QUEENT-ly) คำๆ นี้มาจากสองคำรวมกันในภาษาแอซเท็ก คือ Xolotl หมายถึงเทพแห่งแสงสว่างและความตาย ส่วน itzcuintli มีความหมายว่าสุนัข ตามความเชื่อของชาวแอซเท็ก สุนัขสายพันธุ์นี้ถูกสร้างขึ้นโดยเทพเจ้าเพื่อปกป้องและนำทางดวงวิญญาณของมนุษย์ไปยังโลกหลังความตาย Xoloitzcuintli คือหนึ่งในสายพันธู์สุนัขที่เก่าแก่ที่สุดในทวีปอเมริกา นักวิจัยเชื่อว่าบรรพบรุษของพวกมันอพยพมาจากเอเชียและพัฒนาจนเป็นสายพันธุ์ดังกล่าวเมื่อราว 3,500 ปีก่อน สุนัขพันธุ์นี้มีเอกลักษณ์อันโดดเด่นคือไร้ขน (บางชนิดมีขนอยู่หย่อมหนึ่งที่บนหัวและหาง) อันเป็นผลจากวิวัฒนาการซึ่งรวมไปถึงการปราศจากฟันกรามน้อย ลักษณะที่โดดเด่นของฟันนี้ช่วยให้การระบุตัวตนของมันในทางโบราณคดีเป็นไปได้ง่ายดายขึ้น เจ้าสุนัข Xolos ปรากฏตัวบ่อยครั้งผ่านงานศิลปะในยุคเมโซอเมริกัน ด้วยลักษณะที่โดดเด่นคือหูแหลมตั้งและผิวหนังอันไร้ขนของพวกมัน ชิ้นงานที่ถูกพูดถึงบ่อยที่สุดคือรูปปั้นเซรามิกขนาดเล็กที่มีชื่อว่า Colima Dogs ที่ถูกพบทางตะวันตกของเม็กซิโก นักโบราณคดีประเมินว่าในสมัย 300 ปีก่อนคริสต์กาลจนถึงคริสต์กาลที่ 300 กว่า 75% ของการทำพิธีศพจะบรรจุหุ่นจำลองของสุนัขพันธุ์นี้ลงไปด้วย เพื่อช่วยนำทางดวงวิญญาณไปยังโลกหลังความตาย สุนัขสายพันธุ์นี้กลายเป็นที่สนใจเมื่อคณะเดินทางจากยุโรปมาถึงทวีปอเมริกา ในจำนวนนี้รวมไปถึงคริสโตเฟอร์ โคลัมบัสและคณะนักบวชชาวสเปนในศตวรรษที่ 16 ซึ่งมีบันทึกเรื่องราวของสุนัขเหล่านี้ไว้ว่า ชาวแอซเท็กโบราณห่มผ้าให้พวกมันในตอนกลางคืนเพื่อช่วยให้มันอุ่น นอกจากนั้นการที่มันปราศจากขนส่งผลให้ร่างกายของมันเป็นตัวนำความร้อนชั้นดี พวกเขาใช้มันเปรียบเสมือนขวดน้ำร้อนแก่บรรดาผู้ป่วยหรือผู้สูงอายุ “สุนัขรู้ดีว่าคุณกำลังป่วยอยู่” Kay […]