โปแลนด์จัดแมวเป็น ‘เอเลี่ยนสปีชีส์’ เหตุทำลายความหลากหลายชีวภาพ - National Geographic Thailand

โปแลนด์จัดแมวเป็น ‘เอเลี่ยนสปีชีส์’ เหตุทำลายความหลากหลายชีวภาพ

โปแลนด์จัดแมวเป็น ‘เอเลี่ยนสปีชีส์’ เหตุทำลายความหลากหลายชีวภาพ – โต้ “มนุษย์เคยถูกจัดให้อยู่ในรายชื่อสัตว์รุกรานหรือไม่”

เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา สถาบันวิทยาศาสตร์แห่งโปแลนด์ (Polish Academy of Sciences) ได้จัดให้แมวบ้าน (Felis catus) เป็น ‘สายพันธุ์ต่างด้าวรุกราน’ หรือที่รู้จักในคำว่า ‘เอเลี่ยนสปีชีส์ (Alien Spiecies)’ เนื่องจากแมวส่งผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพพื้นเมือง

ทางสถาบันเผยว่าสายพันธุ์ดังกล่าว (แมว) ก่อให้เกิด “ความเสี่ยงที่คาดเดาไม่ได้ต่อสัตว์ป่าในท้องถิ่น” โดยระบุถึงการศึกษาที่แสดงให้เห็นว่าแมวบ้านในโปแลนด์นั้นฆ่าและกินสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมราว 48.1 และ 583.4 ล้านตัวต่อปี อีกทั้งยังฆ่าและกินนกท้องถิ่นประมาณ 8.9 และ 135.7 ล้านตัวต่อปี

ตามคำจำกัดความของอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพที่ลงนามโดยกว่า 150 ประเทศ(The Convention on Biological Diversity) ได้ระบุไว้ว่า ‘เอเลี่ยนสปีชีส์’ คือ พืช สัตว์ เชื้อโรค หรือสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ที่ไม่มีถิ่นกำเนิดในระบบนิเวศซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายทางเศรษฐกิจหรือสิ่งแวดล้อม รวมทั้งผลเสียต่อสุขภาพของมนุษย์

และที่สำคัญคืออันตรายต่อความหลากหลายทางชีวภาพรวมไปถึงการลดลงและการกำจัดสายพันธุ์พื้นเมือง ซึ่งเป็นหนึ่งในภัยคุกคามที่ยิ่งใหญ่ที่สุดต่อความหลากหลายทางชีวภาพที่ได้มีส่วนทำให้สัตว์สูญพันธุ์เกือบร้อยละ 40 นับตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 เป็นต้นมา

ด้วยเหตุผลนี้จึงเป็นไปได้ว่าทางสถาบันวิทยาศาสตร์แห่งโปแลนด์จึงได้จัดให้แมวบ้านกลายเป็น ‘เอเลี่ยนสปีชีส์) เพราะว่าแมวเหล่านั้นได้ทำลายสัตว์ในระบบนิเวศพื้นเมืองจำนวนมาก อย่างไรก็ตามทางสถาบันไม่ได้มีแนวทางรองรับใด ๆ ตามมาซึ่งได้สร้างความไม่พอใจต่อเจ้าของแมวหลายคน เนื่องจากอาจกระตุ้นให้เกิดการทารุณกรรมแมวบ้านขึ้นมาได้

“มนุษย์เคยถูกจัดให้อยู่ในรายชื่อสัตว์รุกรานหรือไม่ ทั้งที่เราทำให้ความหลากหลายทางชีวภาพบนโลกน้อยลงทุกที” โดโรตา ซูมินสกา (Dorota Suminska) สัตวแพทย์และผู้เขียนหนังสือชื่อ “The Happy Cat” กล่าวและเสริมว่า “อันที่จริงแล้วแมวบ้านถูกกล่าวโทษอย่างไม่เป็นธรรมเกินไป”

ทางสถาบันยืนยันว่าไม่มีเจตนากล่าวโทษแมวและได้ทำการพิจารณาแล้วว่าการจัดประเภทดังกล่าวจะไม่ทำให้แมวบ้านต้องเสี่ยงอันตรายจากการถูกทำร้ายหรือถูกทอดทิ้งแต่อย่างใด ทางสถาบันยังกล่าวอีกว่ามีจุดยืนต่อต้านการทารุณกรรมสัตว์และขอให้เจ้าของแมวจำกัดเวลาออกไปเล่นนอกบ้านให้น้อยลงระหว่างฤดูผสมพันธุ์ของนกเท่านั้น

นอกจากนี้ทางสถาบันยังได้จัดสัตว์ชนิดอื่น ๆ ให้เป็นสายพันธุ์ต่างด้าวรุกรานเช่นกัน คือ ตัวแร็กคูน, เป็ดแมนดาริน, ผีเสือกลางคืน และหญ้าน็อตวีดญี่ปุ่น(Japanese knotweed) ในส่วนของข้อมูลประเทศอื่น ๆ ตามการศึกษาในสหราชอณาจักรและสหรัฐอเมริกาประเมินไว้ว่าแมวฆ่านกราวปีละ 27 ล้านตัวและ 2.4 พันล้านตัวตามลำดับ

สืบค้นและเรียบเรียง วิทิต บรมพิชัยชาติกุล

ที่มา
.
https://www.businessinsider.com/cats-are-invasive-alien-species-says-polish-academy-of-sciences-2022-7
.
https://www.cbsnews.com/news/cats-alien-invasive-species-poland/
.
https://www.cbd.int/idb/2009/about/what/
.
https://www.rspb.org.uk/birds-and-wildlife/advice/gardening-for-wildlife/animal-deterrents/cats-and-garden-birds/are-cats-causing-bird-declines/
.
https://www.nature.com/articles/ncomms2380

เรื่องแนะนำ

แอฟริกาแผ่นดินอาบยาพิษ

ยาฆ่าแมลงอันตราย ราคาถูก...คืออาวุธทำลายล้างในแอฟริกาที่กำลังเข่นฆ่าชีวิตสัตว์ป่า และความวุ่นวายนี้กำลังลุกลามบานปลาย

ยีราฟเผือก เพศเมียตัวสุดท้ายในเคนยาตายจากการล่าสัตว์

การตายของ ยีราฟเผือก ทั้งสองตัวอันเนื่องมาจากการล่าสัตว์ ทำให้ตอนนี้มียีราฟเผือกตัวผู้เพียงตัวเดียวที่ยังมีชีวิตอยู่ในเคนยา สำนักข่าวเดอะการ์เดียนของอังกฤษและซีเอ็นเอ็นของสหรัฐอเมริการายงานว่า มีการพบซากของ ยีราฟเผือก และลูกของมันที่สภาพที่เหลือแต่โครงกระดูกหลังจากที่ถูกฆ่าโดยพรานล่าสัตว์ที่เมืองการิสซา ทางตะวันออกของเคนยา องค์กรอนุรักษ์ธรรมชาติ Ishaqbini Hirola Community กล่าว  ซึ่งคาดว่ามันถูกทิ้งไว้เช่นนี้ประมาณ 4 เดือนแล้ว การตายของทั้งสองตัวทำให้ตอนนี้มียีราฟเผือกตัวผู้เพียงตัวเดียวที่ยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งเกิดยีราฟตัวเมียที่ถูกฆ่าไป องค์กรฯ กล่าว “เราคือชุมชนเดียวในโลกที่เป็นผู้ดูแลยีราฟเผือกเหล่านี้” โมฮัมเหม็ด อาห์เมดนูร์ ผู้จัดการองค์กรฯ กล่าวและเสริมว่า การตายของมันที่ได้รับการยืนยันจากกองกำลังพิทักษ์สัตว์ป่าและสมาชิกชุมชน คือวันที่แสนเศร้า และเป็นการสูญเสียครั้งใหญ่สำหรับนักวิจัยและผู้ให้บริการการท่องเที่ยวซึ่งอยู่ในพื้นที่อันห่างไกลแห่งนี้ของเคนยา ยีราฟเผือกเหล่านี้ได้รับความสนใจอย่างยิ่งในช่วงปี 2017 หลังจากมีการพบมันที่เขตอนุรักษ์สัตว์ป่าและตอนที่มันให้กำเนิดลูกสองตัว โดยตัวล่าสุดคลอดไปเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา สีขาวดุจหินปูนของยีราฟเผือกเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากโรคผิวเผือก แต่เกิดจากสภาพที่เรียกว่าสภาวะผิวเผือก (Leucism) สภาวะนี้จะทำให้ร่างกายไม่สามารถผลิตเม็ดสีเข้มที่เรียกว่าเมลานินอย่างเพียงพอ บางครั้งก็รวมไปถึงเม็ดสีผิวอื่นด้วยเช่นกัน ขณะนี้ ยีราฟซึ่งเป็นสัตว์บกที่สูงที่สุดในโลกได้สูญเสียประชากรไปถึงร้อยละ 40 ในช่วงเวลาเพียง 30 ปี จากการล่าและลักลอบค้าสัตว์ป่า จากการประมาณการของมูลนิธิสัตว์ป่าแอฟริกา แม้ว่าองค์กรพิทักษ์สัตว์ป่าของเคนยาจะเคยกล่าวว่ามียีราฟเผือกเพียงสามตัวในโลก แต่เคยมีการพบยีราฟเผือกตัวหนึ่งที่อุทยานแห่งชาติ Tarangire ประเทศแทนซาเนียในเดือนมกราคม ปี 2016 ซึ่งในตอนนั้นยังไม่มีข้อมูลว่าชีวิตของมันหลังจากนั้นเป็นเช่นไร (ชมวิดีโอยีราฟเผือกแห่งเคนยาในช่วงที่มันยังมีชีวิตเมื่อปี 2017 จากเนชั่นแนล […]

การสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำอาจหมายถึงการจากไปอย่างไม่มีวันกลับของอุรังอุตังตาปานูลี

อุรังอุตังตาปานูลี เอปสายพันธุ์ใหม่ที่เพิ่งถูกค้นพบเมื่อปีที่แล้ว อาจจากไปอย่างไม่มีวันกลับ หลังจากการมาของโครงการการสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำและเขื่อนในเกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย อุรังอุตังตาปานูลี เอปสายพันธุ์ใหม่ที่เพิ่งถูกค้นพบในปี 2560 และยังได้ขึ้นชื่อว่าเป็นเอปที่หายากที่สุดในโลก ดูท่าจะไม่รอดเสียแล้ว หลังจากได้มีโครงการสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำและเขื่อนมูลค่ากว่า 1.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐท่ามกลางที่อยู่อาศัยที่เหลืออยู่อันน้อยนิดบนเกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย อุรังอุตังตาปานูลีเพียง 800 ตัวเท่านั้นที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในป่าบาตังโตรู (Batang Toru) ในจังหวัดสุมาตราเหนือ โดยเป็นจุดที่มีความหลากหลายทางชีวภาพมากที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศอินโดนีเซีย อีกทั้งยังเป็นถิ่นอาศัยของสัตว์ป่าหายากอย่างเช่น เสือสุมาตรา และลิ่นซุนดา (หรือตัวนิ่ม) สัตว์ที่กำลังเผชิญกับความเสี่ยงอย่างรุนแรงต่อการสูญพันธุ์ และในบริเวณเดียวกันได้มีโครงการสร้างเขื่อนและโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ มูลค่ากว่าหลายล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ Indonesia Forum of the Environment กลุ่มสิ่งแวดล้อมที่ใหญ่ที่สุดของประเทศอินโดนีเซีย ได้ออกมาฟ้องร้องดำเนินคดีเพื่อให้หยุดการสร้างเขื่อน โดยมีหลักฐานว่าผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่จะตามมาจากโครงการนี้ ที่จะส่งผลกระทบเป็นบริเวณกว้าง อีกทั้ง นักวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับโครงการออกมาเปิดเผยว่า ลายเซ็นต์ของเขาถูกปลอมแปลงเพื่อให้การขอรับใบอนุญาตที่สำคัญผ่านการอนุมัติ และเมื่อวันที่ 4 มีนาคม ที่ผ่านมา คณะกรรมการตัดสินได้ออกมาชี้แจงว่า ข้อขัดแย้งและผลกระทบที่องค์กรด้านสิ่งแวดล้อมกล่าวอ้างนั้น ไม่ถือว่าเป็นความจริงแต่อย่างใด ทางองค์กรมีแผนที่จะยื่นอุทธรณ์อย่างแน่นอน “เราจะใช้ช่องทางกฎหมายที่มีอยู่ทั้งหมดในการต่อสู้ครั้งนี้” Dana Prima Tarigan ผู้อำนวยการบริหารขององค์กรสิ่งแวดล้อมในจังหวัดสุมาตราเหนือ กล่าวกับผู้สื่อข่าว ทั้งที่เมื่อประมาณหนึ่งปีที่แล้ว ทั่วโลกเพิ่งจะรับรู้กันว่ามีการค้นพบเอปชนิดใหม่เกิดขึ้น […]