แมวป่าลิงซ์ไอบีเรียหวนคืนธรรมชาติ ชัยชนะแห่งการอนุรักษ์สัตว์ตระกูลแมว

แมวป่าลิงซ์ไอบีเรียหวนคืนธรรมชาติ ชัยชนะแห่งการอนุรักษ์สัตว์ตระกูลแมว

ในเวลาเพียง 20 ปี แมวป่าลิงซ์ไอบีเรียเปลี่ยนสถานะจากสัตว์ตระกูลแมวที่ใกล้สูญพันธุ์ที่สุดในโลก ไปสู่ชัยชนะ อันยิ่งใหญ่ที่สุดในการอนุรักษ์สัตว์ตระกูลแมว

ย้อนหลังไปเมื่อปี 2002 สัตว์ผู้ล่าตาสีทองหางสั้นชนิดนี้จำนวนไม่ถึง 100 ตัวย่องผ่านป่าไม้พุ่มแบบ เมดิเตอร์เรเนียนบนคาบสมุทรไอบีเรีย นับตั้งแต่นั้นมา ประชากรของพวกมันเพิ่มขึ้นสิบเท่า โดยกระจายอยู่ทั่วสเปนและโปรตุเกสอย่างน้อย 1,100 ตัว

การพลิกฟื้นกลับมาอย่างน่าทึ่งนี้เป็นผลจากความพยายามเต็มกำลังเพื่อขยายพันธุ์แมวป่าชนิดนี้ใน สถานเพาะเลี้ยง สถานะของแมวป่าลิงซ์ในฐานะสมบัติทางธรรมชาติ และความเป็นนักสู้ของมันเอง สร้างความประหลาดใจให้แม้กระทั่งนักอนุรักษ์

เมื่อโครงการไลฟ์ (Life Program) ของคณะกรรมาธิการยุโรปนำองค์กรพันธมิตรมากกว่า 20 องค์กร มาร่วมกันช่วยเหลือแมวป่าลิงซ์เป็นครั้งแรกในปี 2002 แมวป่าชนิดนี้หายไปเกือบหมดแล้ว การล่าอย่างแพร่หลาย และไวรัสคร่าชีวิตกระต่ายพันธุ์ยุโรปซึ่งเป็นเหยื่อหลักของแมวป่าลิงซ์จนหมดไปจากพื้นที่ส่วนใหญ่ของคาบสมุทร

แมวป่าลิงซ์ที่สวมปลอกคอส่งสัญญาณวิทยุชื่อ มิลบุส กระโดดข้ามรั้วอย่างง่ายดายเพื่อเข้าไปในพื้นที่วิจัยกระต่ายทางตะวันออกของเซียร์ราโมเรนา ซึ่งดำเนินงานโดยกองทุนสัตว์ป่าโลกสากลหรือดับเบิลยูดับเบิลยูเอฟ (WWF) ประจำสเปน ในเวลาต่อมา เจ้าหน้าที่เพิ่มมาตรการป้องกันรั้วด้วยกระแสไฟฟ้าเพื่อขัดขวางมิลบุสและแมวป่าลิงซ์ตัวอื่นๆ แมวป่าลิงซ์ตัวเต็มวัยจำเป็นต้องกินกระต่ายวันละหนึ่งตัวเพื่อความอยู่รอด ส่วนแม่ที่มีลูกต้องการถึงสามตัว

อย่างไรก็ตาม แมวป่าลิงซ์ขยายพันธุ์ได้ง่ายในสถานเพาะเลี้ยง และแมวป่าส่วนใหญ่ซึ่งในท้ายที่สุดได้รับ การปล่อยคืนสู่ถิ่นอาศัยที่ได้รับการคัดเลือกอย่างรอบคอบทั่วสเปนและโปรตุเกส ล้วนขยายพันธุ์ได้ดี ใกล้จุดปล่อยหลักแห่งหนึ่งบริเวณอุทยานแห่งชาติเซียร์ราเดอันดูฆาร์ทางตอนใต้ของสเปน แมวป่าลิงซ์ไอบีเรียถึงกับเรียนรู้ที่จะอาศัย อยู่ในละแวกบ้านเรือนของคน ในสวนมะกอกเพื่อการค้า และพื้นที่รอบๆทางหลวง โดยส่วนใหญ่จะหลีกเลี่ยงการเจอคน

ความสามารถในการปรับตัวเช่นนี้ส่งเสริมให้แมวป่าลิงซ์เพิ่มจำนวนขึ้น และพอถึงปี 2015 องค์การ ระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (ไอยูซีเอ็น) ก็เปลี่ยนสถานะของแมวป่าลิงซ์จากใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่งเป็น ใกล้สูญพันธุ์

อุโมงค์สำหรับสัตว์ป่า (wildlife underpass) อย่างอุโมงค์ลอดทางหลวงที่เชื่อมอันดาลูเซียกับมาดริดแห่งนี้ ช่วยแมวป่าลิงซ์ให้เดินทางไปทั่วอาณาเขตได้อย่างปลอดภัย พวกมันทำให้นักวิจัยประหลาดใจกับการเรียนรู้ที่จะอาศัยอยู่ใกล้คน โดยส่วนใหญ่จะหลบเลี่ยงไม่ให้คนเห็น

“แมวป่าลิงซ์เป็นสัญลักษณ์ของธรรมชาติในไอบีเรีย และการอนุรักษ์พวกมันไว้เป็นความรับผิดชอบของเรา ทุกคน เพราะงานอนุรักษ์ที่ทำมาตลอด 20 ปีที่ผ่านมา มันยังเป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดตัวอย่างหนึ่งของการอนุรักษ์ที่ ประสบความสำเร็จทั่วโลก” ฟรันซิสโก ฆาบิเอร์ ซัลเซโด ออร์ติซ ผู้ประสานงานระดับภูมิภาคของแผนฟื้นฟูแมวป่าลิงซ์ไอบีเรียของอันดาลูเซีย ซึ่งเป็นรัฐปกครองตนเองทางตอนใต้ของสเปน กล่าว

แต่จนถึงขณะนี้ แมวป่าลิงซ์ยังไม่พ้นจากอันตราย อาณาเขต 3,000 ตารางกิโลเมตรของมันแบ่งเป็นห้ากลุ่มแยกจากกัน ซึ่งอีกไม่นานจะเพิ่มเป็นเจ็ดกลุ่ม การจะฟื้นตัวได้อย่างเต็มที่ แมวป่าลิงซ์ไอบีเรียต้องสามารถเดินทางจากกลุ่มหนึ่งไปยังอีกกลุ่มได้ เพื่อรับประกันสุขภาวะในระยะยาวของแมวป่าชนิดนี้โดยการทำให้ยีนพูล (gene pool) หรือแหล่งพันธุกรรมร่วมกัน มีความหลากหลาย

เมื่อไวรัสคร่าชีวิตกระต่ายส่วนใหญ่ในภูมิภาคไปในช่วงทศวรรษ 1990 จำนวนแมวป่าลิงซ์ก็ลดลงอย่างฮวบฮาบ ปัจจุบัน นักอนุรักษ์จับกระต่ายในสถานที่ที่ไม่ต้องการพวกมัน เช่น ไร่องุ่นแห่งนี้ใกล้อุทยานเซียร์ราเดอันดูฆาร์ แล้วนำไปปล่อยในถิ่นอาศัยของแมวป่าลิงซ์ซึ่งประชากรกระต่ายมีน้อย

นี่เป็นเหตุผลที่ขั้นต่อไปของโครงการไลฟ์ คือไลฟ์ลิงซ์คอนเน็กต์ (Life LynxConnect) ซึ่งเริ่มดำเนินการเมื่อปี 2020 จะมุ่งเน้นไปที่การสร้างฉนวนทางเดินสำหรับสัตว์ป่าอย่างน้อย 10 แห่ง ฉนวนดังกล่าวเป็นถิ่นอาศัยที่เต็มไปด้วยกระต่ายขนาดพื้นที่ 15 ตารางกิโลเมตรโดยทำหน้าที่เป็นเส้นทางเชื่อมกลุ่มประชากรแมวป่าลิงซ์ที่มีอยู่ นักวิทยาศาสตร์คัดเลือกถิ่นอาศัยเหล่านี้จากการคาดการณ์ว่า แมวป่าลิงซ์น่าจะใช้พื้นที่ใดเดินทางมากที่สุด

ซัลเซโดบอกว่า โดยหลักการแล้ว การเข้ามาแทรกแซงเช่นนี้จะเพิ่มจำนวนเพศเมียที่ผสมพันธุ์ได้เป็น 750 ตัวบนคาบสมุทรไอบีเรียเมื่อถึงปลายปี 2040 ซึ่งในเวลานั้นแมวป่าชนิดนี้จะเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์น้อยลง

ในฟาร์มร้างแห่งหนึ่ง ลูกแมวป่าเล่นกับซากกระต่าย ขณะที่แม่ชื่อ โอดรินา (ขวาสุด) เฝ้ามอง โอดรินาเกิดที่นี่เมื่อปี 2017 แล้วกลับมาเลี้ยงลูกของมันเอง ซึ่งเป็นตัวอย่างความสามารถของแมวชนิดนี้ในการใช้ประโยชน์จากสภาพแวดล้อมที่มนุษย์สร้างขึ้น

แมวป่าลิงซ์ไอบีเรียเป็นแมวขนาดเล็กหนึ่งใน 33 ชนิด ซึ่งหลายชนิดมีสถานะใกล้สูญพันธุ์หรือถูกคุกคาม สัตว์เหล่านี้ถูกญาติที่มีขนาดใหญ่กว่าและมีชื่อเสียงมากกว่า เช่น สิงโตและเสือโคร่ง บดบังรัศมี แต่เมื่อไม่นานมานี้ ผู้คนเริ่มยอมรับสัตว์เบี้ยล่างที่รู้จักกันน้อยของโลกชนิดนี้ จิม แซนเดอร์สัน ผู้จัดการโครงการเพื่อการอนุรักษ์แมว ขนาดเล็กขององค์กรรี:ไวลด์ (Re:wild) และสมาชิกกลุ่มผู้เชี่ยวชาญสัตว์ตระกูลแมวของไอยูซีเอ็น กล่าว

แมวป่าลิงซ์โผล่ออกมาจากดงไม้ในอุทยานแห่งชาติเซียร์ราเดอันดูฆาร์ ซึ่งเป็นที่มั่นของแมวป่าชนิดนี้ทางตอนใต้ของสเปน แมวป่าลิงซ์ซึ่งมีผู้ตั้งฉายาให้อย่างรักใคร่ว่า อัญมณีแห่งไอบีเรีย อาศัยอยู่ในกลุ่มประชากรที่แยกกัน ห้ากลุ่มทั่วป่าไม้พุ่มแบบเมดิเตอร์เรเนียนบนคาบสมุทรไอบีเรีย

แซนเดอร์สันบอกว่า ปี 2020 เป็น “ปีที่ดีที่สุดสำหรับการอนุรักษ์แมวขนาดเล็กครับ ราวกับว่าเรามาถึง จุดพลิกผัน และจู่ๆก็มีพันธมิตรเข้ามาร่วมมากขึ้น”

เขาเสริมว่า แมวป่าลิงซ์ไอบีเรียควรเป็นแรงบันดาลใจให้พวกเราทุกคน

“ถ้าเราไม่ทำอะไรอย่างอื่นอีก” แซนเดอร์สันทิ้งท้าย การอนุรักษ์แมวป่าลิงซ์ “จะโดดเด่นอยู่กลางใจผมครับ”

แมวป่าลิงซ์วัยเด็ก ซึ่งกล้องดักถ่ายภาพถ่ายไว้ได้ที่ฟาร์มร้าง มองเข้าไปในโรงนา แมวป่าวัยเด็กอายุ 8 ถึง 23 เดือนจะกำหนดอาณาเขตของมันเอง โดยเพศผู้มักเดินทางห่างออกไปจากสถานที่เกิดไกลถึง 30 กิโลเมตร

เรื่อง คริสทีน เดลลามอร์

ภาพถ่าย เซร์ฆิโอ มาริฆวน

ติดตามสารคดี แมวป่าที่หวนคืน ฉบับสมบูรณ์ได้ที่นิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย เดือนสิงหาคม 2565

สั่งซื้อนิตยสารได้ที่ https://www.naiin.com/product/detail/553207


อ่านเพิ่มเติม เยือนถิ่น แมวใหญ่ อินเดีย สถานที่อนุรักษ์เสือที่ออกดอกผล

เรื่องแนะนำ

ฉลาม นักล่าแห่งท้องทะเลไทย ที่กำลังสิ้นลายเพราะมนุษย์

ฉลาม – เมื่อนักล่าสิ้นลาย [ เผชิญหน้า ] สัมผัสจากนํ้าเย็นเยียบบนใบหน้าในเวลาเช้ามืด ปลุกผมให้หายง่วงงุนเป็นปลิดทิ้ง ผมว่ายนํ้าออกไปจากชายฝั่งอ่าวเทียนออก ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของเกาะเต่า จังหวัดสุราษฎร์ธานี ผ่านแนวซากปะการังผุพังจนมาถึงกลางอ่าว และเริ่มเฝ้ารออยู่กลางท้องนํ้าเยียบเย็น อ่าวแห่งนี้เคยอุดมไปด้วยแนวปะการังเขากวางที่สมบูรณ์และเป็นแหล่งอาศัยของสัตว์นํ้าหลากหลายชนิด ทว่าเมื่อปี พ.ศ. 2541 เกิดเหตุปะการังฟอกขาวเป็นวงกว้างจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ส่งผลให้ความอุดมสมบูรณ์ของแนวปะการังแทบไม่เหลือหลอ ผมลอยตัวนิ่งอยู่พักใหญ่ท่ามกลางแสงสลัวที่ส่องลอดผ่านผิวนํ้าและแนวปะการังที่แทบจะร้างสิ่งมีชีวิต ทันใดนั้น ผมเห็นเงาดำลิบ ๆ เคลื่อนตัวเข้ามาใกล้เรื่อย ๆ ไม่กี่อึดใจ “ฉลามหูดำ” (Carcharhinus melanopterus) มากถึงสี่ตัวก็เผยโฉมออกมาจากเวิ้งนํ้าขณะฟ้าเริ่มสางราวกับนักแสดงบนเวทีละครเปิดตัวจากฉากม่านกล พวกมันว่ายวนเวียนทิ้งระยะเพื่อสังเกตแขกผู้แปลกหน้าก่อนจะว่ายจากไปหาอาหารเช้าอย่างที่เคยเป็นมาทุกวัน ฉลามหูดำเป็นฉลามขนาดเล็กที่โตเต็มวัยยาวราว 1.8 เมตร ฉลามชนิดนี้ถือว่าพบเห็นได้ง่าย เมื่อเทียบกับฉลามชนิดอื่น ๆ มากกว่า 60 ชนิดที่พบในน่านนํ้าทะเลไทยส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะถิ่นอาศัยของพวกมันอยู่บริเวณแนวปะการังนํ้าตื้นใกล้ชายฝั่ง แม้ท่วงทีของพวกมันจะดูผ่อนคลาย แต่การถ่ายภาพฉลามกลับไม่ใช่เรื่องง่าย ด้วยเหตุที่พวกมันเรียนรู้ว่าในบริเวณที่มีกิจกรรมประมงหนาแน่นที่สุดแห่งหนึ่งของโลกอย่างกลางอ่าวไทยนี้ พวกมันไม่ควรไว้วางใจสถานการณ์ใด ๆ ที่ผิดปกติวิสัย หรืออย่างน้อยก็ควรอยู่ให้ห่างจากแขกแปลกหน้าอย่างผม นับตั้งแต่ยุคทศวรรษ 1970 เป็นต้นมา ฉลาม “เปิดตัว” สู่สายตาชาวโลกด้วยบทบาท “นักฆ่าผู้กระหายเลือด” ในภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดชื่อดังที่สร้างต่อเนื่องกันหลายภาคอย่าง […]

นกแก้ว: มวลมนุษย์แห่งโลกของนก

ใครๆ ก็รักในสีสันอันสวยงาม และความฉลาดของนกแก้ว นั่นทำให้ธุรกิจการค้าสัตว์เฟื่องฟู แต่น่าเศร้าที่ในหลายประเทศนกแก้วส่วนใหญ่มาจากป่าไม่ใช่ฟาร์มเพาะเลี้ยง

สถานการณ์ทะเลไทย: ใครฆ่า ฉลามวาฬ

สถานการณ์ทะเลไทย: ใครฆ่า ฉลามวาฬ วันที่ 10 พฤศจิกายนที่ผ่านมา มีรายงานการพบซาก ฉลามวาฬ ลอยหงายท้องห่างจากบริเวณกองหินขาวในพื้นที่ใกล้กับอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรา จ.สตูล ไปทางตะวันตกเฉียงใต้ ประมาณ 30 นาทีกับการเดินทางด้วยเรือหางยาว สภาพซากมีเชือกพันหางไว้ คาดว่าเสียชีวิตมาแล้วราว 1 สัปดาห์ ความสูญเสียครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรก และคงไม่ใช่ครั้งสุดท้ายอย่างแน่นอน หลายๆ กรณีที่ผ่านมามีการชันสูตรซาก ฉลามวาฬ ที่ตายในลักษณะมีเชือกผูกหาง พบว่าสาเหตุการตายเกิดจากภาวะช็อกเฉียบพลัน และมีความเป็นไปได้สูงที่จะหลงติดเข้าไปในเครื่องมือประมงประเภทอวนลาก ซึ่งทำให้ชาวประมงช่วยเหลือได้ไม่ทัน จะทราบอีกครั้งก็ตอนเก็บดึงอวนขึ้น ซึ่งฉลามวาฬก็ตายแล้ว จึงจำเป็นต้องใช้เชือกผูกหางเพื่อลากออกจากอวน และทิ้งซากลงสู่ทะเล การติดเครื่องมือประมงโดยไม่ตั้งใจ (Bycatch) เป็นภัยคุกคามสำคัญของสัตว์ทะเลหายากหลายชนิด เป็นปัญหาที่ยังคงต้องหาทางแก้กันต่อไป เพราะแม้ฉลามวาฬจะได้รับการปกป้องคุ้มครองสูงสุดทางกฎหมายในฐานะสัตว์ป่าสงวนชนิดใหม่ของไทย แต่ภัยคุกคามในลักษณะนี้ยังคงเกิดขึ้นอยู่เรื่อยๆ และหลีกเลี่ยงได้ยาก เครื่องมือบางประเภทเช่นอวนลากแผ่นตะเฆ่ อวนลากคู่ จัดว่าเป็นเครื่องมือประมงที่จับสัตว์น้ำแบบไม่เลือกชนิด และทำให้เกิดการจับสัตว์น้ำที่ไม่ตั้งใจจับเป็นจำนวนมาก ซึ่งรวมถึง ฉลามวาฬและปลาฉลามชนิดอื่นๆ ซึ่งมีสถานภาพน่าเป็นห่วงและไม่ใช่เป็นสัตว์น้ำเป้าหมายในการทำประมง ฉลามวาฬเป็นปลาที่มีขนาดใหญ่มาก โตเต็มที่มีขนาดใหญ่กว่า 10 เมตร ฉลามวาฬตัวใหญ่ที่สุดที่เคยมีการบันทึกมีความยาวถึง 20 เมตร หนักถึง 42 ตันจากไต้หวัน […]

ระยะเวลาทั้งหมดกว่าหนึ่งปี ช่างภาพคนนี้ได้อะไรบ้างจากการติดตามเฝ้าดูพฤติกรรมของเหล่าเสือพูม่า

ประสบการณ์ครั้งนี้ อาร์นดท์ไม่เพียงแต่จัดทำอัลบั้มรูปของเหล่าเสือพูม่าที่น้อยคนนักที่จะมีโอกาสสัมผัสเท่านั้นที่เขาได้รับ แต่เขายังได้เรียนรู้และเข้าใจวิถีในการดำรงชีวิตของทั้งคนและสัตว์ป่าอีกด้วย