หนูยักษ์ที่ตกลงมาเป็นหนูชนิดใหม่ - National Geographic Thailand

หนูยักษ์ที่ตกลงมาเป็นหนูชนิดใหม่

เรื่อง เจสัน บิตเทล

เป็นเวลากว่า 20 ปีมาแล้ว ที่ชาวเกาะโซโลมอนบอกเล่าถึงเรื่องราวของหนูขนาดใหญ่ที่อาศัยอยู่บนยอดไม้

แต่ยังไม่มีใครพิสูจน์ได้ว่า สิ่งมีชีวิตชนิดนี้ยังคงอยู่หรือไม่ จนกระทั่งเมื่อเดือนพฤศจิกายน ปี 2015 คนงานตัดไม้บนเกาะวังกูนู ร่วงตกลงมาจากต้นไม้พร้อมกับมีหนูตัวหนึ่งหล่นลงมาด้วย

โชคไม่ดีนักที่เจ้าหนูยักษ์ตัวนั้นเสียชีวิตหลังจากตกลงมา แต่ก็ยังพอมีเรื่องโชคดีอยู่บ้าง ฮิกูนา จัดจ์ เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าที่ทำงานอยู่ในเขตอนุรักษ์ใกล้ๆ ได้เป็นประจักษ์พยานในการพบเห็นหนูชนิดนี้ก่อนมันจะตาย

การที่เขาทราบว่า เขาพบกับสิ่งมีชีวิตที่แสนพิเศษ เขาจึงจัดการตระเตรียมหนูยักษ์ให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ และส่งมันไปยังพิพิธภัณฑ์ควีนส์แลนด์ ในประเทศออสเตรเลีย

“ผมรู้ทันทีว่ามันต้องเป็นชนิดพันธุ์ใหม่” ไทโรน ลาเวอรี ผู้เชี่ยวชาญด้านสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม กล่าวหลังจากได้รับตัวอย่างหนู เมื่อโตเต็มวัย หนูยักษ์วังกูนู (Uramis vika) มีน้ำหนักราวหนึ่งกิโลกรัม ความยาวจากปลายจมูกถึงหางประมาณ 45 เซนติเมตร ซึ่งมีขนาดใหญ่เป็นสี่เท่าของหนูที่เราพบทั่วไปตามบ้านเรือน และมันเป็นสัตว์ฟันแทะชนิดใหม่ที่มีการค้นพบบนหมู่เกาะโซโลมอนในรอบ 80 ปี

หนูยักษ์
หนูยักษ์วังกูนู เมื่อโตเต็มที่อาจหนักถึง 1 กิโลกรัม และอาจมีความยาว 45 เซ็นติเมตร

 

ชีวิตบนต้นไม้

แม้ว่าจะมีตัวอย่างให้ศึกษาเพียงตัวเดียว แต่นักวิทยาศาสตร์ก็สามารถคาดเดาพฤติกรรมของหนูยักษ์ชนิดนี้ได้

ตัวอย่างเช่น หางที่ไร้ขนและเรียวยาวช่วยในการทรงตัวขณะที่มันไต่ไปบนยอดไม้ ด้านหลังของฝ่าเท้าขนาดใหญ่พบปุ่มนูน และมีกรงเล็บโค้งงอ ซึ่งอาจจะเป็นการปรับตัวสำหรับการใช้ชีวิตที่ต้องอยู่บนต้นไม้ ลาเวอรีอธิบาย เขาและจัดจ์ตีพิมพ์การค้นพบครั้งนี้ลงใน Journal of Mammalogy

เช่นเดียวกับสัตว์ฟันแทะชนิดอื่น หนูยักษ์วังกูนูมีฟันตัดคู่หน้าขนาดใหญ่และแหลมคม ซึ่งใช้เจาะเปลือกของถั่ว Caranium และตามคำบอกเล่าของชาวเกาะที่อาศัยอยู่ในวังกูนู ยังพบว่าพวกมันชื่นชอบการกินมะพร้าวอีกด้วย

พื้นที่เกาะวังกูนูตั้งอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิก หรือที่รู้จักกันในชื่อเขตเมลานีเซีย ซึ่งเป็นบ้านของสัตว์ฟันแทะขนาดใหญ่หลายชนิด นาธาน วิตมอร์ นักชีววิทยาที่มีฐานการทำวิจัยอยู่ในปาปัวนิวกีนี บอก

“ประเด็นก็คือมันพบตัวได้ยากมากครับ” วิตมอร์ส่งอีเมลมาบอกเรา “พวกเราหลายคนคิดว่ามันสูญพันธุ์ไปแล้ว จนกระทั่งมีรายงานว่า พวกมันยังมีชีวิตอยู่”

ฟันของพวกมันแหลมคม พอที่จะเจาะเมล็ดมะกอกเกลื้อนกินได้

 

สายพันธุ์ที่ต้องรับมือกับการสูญพันธุ์

นั่นเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมวาเลอรีและจัดต์ถึงโชคดีที่พบหนูยักษ์วังกูนู พวกมันหายตัวไปจากพื้นที่อาศัยตามธรรมชาติอย่างรวดเร็ว และนั่นหมายความว่ามันเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ขั้นวิกฤติ

บริษัทค้าไม้ดำเนินกิจการป่าไม้กว่าร้อยละ 90 ของพื้นที่บนเกาะโซโลมอนและวังกูนู ซึ่งเหลือพื้นที่ป่าอยู่ประมาณ 50 ตารางกิโลเมตร (ตัวอย่างของหนูที่พบอยู่ในหมู่บ้านไซนา ซึ่งเป็นชุมชนที่ต่อต้านการทำไม้) ลาเวอรีบอก

แมวจรจัดและหนูต่างถิ่นกำลังเป็นภัยคุกคามอย่างหนักต่อหนูยักษ์วังกูนู “พวกหนูต่างถิ่นเหล่านี้เกี่ยวข้องกับการสูญพันธุ์ของหนูประจำถิ่นโดยตรง เนื่องจากพวกมันเป็นพาหะนำเชื้อโรคเข้าสู่ธรรมชาติ” วิตมอร์อธิบาย

แน่นอนว่าการค้นพบและการศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมจะเป็นก้าวแรกในการอนุรักษ์สายพันธุ์นี้ไว้ได้ “โดยปกติแล้ว เราไม่สามารถขอเงินทุนทำวิจัยกับสิ่งมีชีวิตที่พิสูจน์ไม่ได้ว่ายังคงมีชีวิตอยู่ การค้นพบครั้งนี้เป็นประโยชน์แก่การศึกษาของไทโรนเป็นอย่างมาก” วิตมอร์กล่าวปิดท้าย

 

อ่านเพิ่มเติม : พี่เลี้ยงที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ของเจ้าเหมียวฝันร้ายขั้นสุดของคนกลัวหนู

เรื่องแนะนำ

ตัวนิ่มจะสูญพันธุ์ถ้าเรายังไม่ทำอะไร

ตัวนิ่ม จะสูญพันธุ์ถ้าเรายังไม่ทำอะไร ลิ่น หรือ ตัวนิ่ม ไม่ใช่สัตว์ป่าอันดับต้นๆ ที่ผู้คนทั่วไปจะพูดถึงในประเด็นการอนุรักษ์ แต่ทุกวันนี้ชะตากรรมของพวกมันกำลังแขวนอยู่บนเส้นด้ายไม่ต่างจากแรดและช้าง พวกมันเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเพียงชนิดเดียวที่มีเกล็ดปกคลุมรอบตัว ตัวนิ่มมีขนาดตั้งแต่แมวบ้าน ไปจนถึงสุนัขสายพันธุ์ขนาดกลาง ในตัวนิ่มหนึ่งตัวมีเกล็ดมากถึง 1,000 เกล็ด อวัยวะเหล่านี้ทำหน้าที่ปกป้องมันจากผู้ล่าอย่างสัตว์จำพวกแมวใหญ่ ซึ่งเมื่อเผชิญหน้ากับศัตรู ตัวนิ่มจะขดตัวเป็นลูกบอลก้อนกลม แต่น่าเศร้าที่เกล็ดซึ่งวิวัฒนาการขึ้นมาตามธรรมชาติไม่อาจปกป้องมันจากผู้ล่ารายใหม่ได้ นั่นคือ “มนุษย์” ข้อมูลจากองค์กรสัตว์ป่าชี้ว่าตั้งแต่ปี 2006 – 2015 มีตัวนิ่มถูกลักลอบล่าและค้าขายอย่างผิดกฎหมายไปแล้วมากถึง 1,122,756 ตัว โดยในจำนวนนี้ตัวนิ่มทั้งแบบที่ยังมีชีวิต หรือถูกแล่เฉพาะชิ้นส่วน และเกล็ดส่งต่อไปในหลายประเทศทั่วโลก โดยมีตลาดใหญ่ที่สุดคือจีน และเวียดนาม ส่งผลให้ขณะนี้ทุกสายพันธุ์ทั้ง 8 สายพันธุ์ของตัวนิ่มในแอฟริกาและเอเชียกำลังมีสถานะเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ เหตุผลที่ตัวนิ่มกลายมาเป็นสินค้าสัตว์ป่ายอดนิยมมีหลากหลายตั้งแต่ การนำมันไปทำยาไปจนถึงเป็นสินค้าเครื่องประดับ แม้ว่าจะมีงานวิจัยบ่งชี้แล้วว่าตัวนิ่มไม่มีสรรพคุณทางยาในการรักษาโรคต่างๆ ก็ตาม แต่ด้วยความเชื่อที่ฝังลึกแน่นทำให้พวกมันยังคงเป็นที่ต้องการของตลาด นอกจากนั้นผืนป่าที่ลดลงยังสร้างความกังวลต่อถิ่นที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติของตัวนิ่มอีกด้วย ปกติแล้วพวกมันเป็นสัตว์ที่มีอัตราการให้กำเนิดลูกช้า และมีลูกเพียงแค่หนึ่งตัวต่อปีเท่านั้น เจ้าลูกอ่อนตัวนิ่มนี้จะยังไม่มีเกล็ดแข็งปกคลุมร่างกาย และพวกมันต้องพึ่งพาแม่ไปชั่วระยะหนึ่งกว่าจะสามารถอยู่รอดได้ด้วยตนเอง มีงานวิจัยเสริมว่าการลดจำนวนลงของตัวนิ่มส่งผลกระทบต่อไร่นาและผลิตผลทางการเกษตร เนื่องจากไม่มีใครช่วยกำจัดปลวกที่เข้าทำลายพืชผล และเหล่าคือเรื่องราวบางส่วนของตัวนิ่ม ที่น้อยคนจะได้ทราบถึงชะตากรรมของพวกมัน   อ่านเพิ่มเติม กาแฟขี้ชะมด: ความลับเบื้องหลังกาแฟแพงที่สุดในโลก

ฮัดเช้ย! ขอน้ำมูกหน่อยนะ : นักวิทยาศาสตร์ใช้โดรนเก็บน้ำมูกวาฬ

10 กรกฎาคม 2017 –  ทีมนักวิทยาศาสตร์ใช้โดรนในการปฏิบัติภารกิจน่าทึ่งทางวิทยาศาสตร์ นั่นคือการเก็บตัวอย่างน้ำมูกวาฬ  ในน่านน้ำใกล้ช่องแคบเฟรเดอริก  รัฐอะแลสกา โดรนที่ได้รับการออกแบบเป็นพิเศษเรียกว่า “สน็อต-บอต” (snot-bot คำว่า snot แปลว่า น้ำมูก) เก็บตัวอย่างดีเอ็นเอจากวาฬหลังค่อมและถ่ายทอดภาพสดๆ ผ่านทาง National Geographic Earth Live เมื่อนักวิทยาศาสตร์พบเห็นวาฬที่กำลังโผล่ขึ้นเหนือน้ำ พวกเขาจะปล่อยโดรนขึ้นไป เมื่อวาฬพ่นน้ำจากรูพ่น (blowhole) โดรนจะบินผ่านละอองน้ำในอากาศพร้อมกับตัวอย่างน้ำมูกหรือเสมหะของวาฬโดยอาศัยจานเพาะเชื้อที่ติดอยู่ด้านหลังโดรน  ตัวอย่างน้ำมูกที่ได้ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์ศึกษาดีเอ็นเอของวาฬโดยไม่ไปรบกวนพวกมัน   อ่านเพิ่มเติม : ง่วงจัง ขอหลับหน่อย! มาดูกันสิว่า สัตว์อะไรหลับได้โดนใจที่สุด, ความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศที่หลบซ่อนตัวอยู่ใต้น้ำแข็งกรีนแลนด์

แมงกะพรุนทำสิ่งเหล่านี้ได้ แม้ไม่มีสมอง

เจ้าสัตว์ที่มีรูปร่างคล้ายถุง และประกอบด้วยน้ำกว่า 90% เหล่านี้คือหนึ่งในสัตว์อันตรายอย่างแท้จริงของท้องทะเล และเหล่านี้คือเรื่องที่คุณอาจยังไม่เคยรู้เกี่ยวกับแมงกะพรุน

จูจุ๊บสุนัขและแมวของคุณอาจนำไปสู่ความตายได้

เรื่อง อีริคก้า เอนเกลฮวพท์ เมื่อจูเลีย แมคเคนนา เดินทางมาถึงโรงพยาบาลของเมืองมิลดูร่า ประเทศออสเตรเลีย ในปี 2007 เธอแทบจะพูดไม่ได้แล้ว แขนขาของเธอเย็นเชียบและเต็มไปด้วยจุดดำ ในขณะที่หน้าของเธอคล้ำม่วง แพทย์วินิจฉัยเบื้องต้นว่าจูเลียกำลังอยู่ในอาการช็อค อันเป็นผลจากการติดเชื้อแบคทีเรียในกระแสเลือด แม้ว่าจะได้รับยาแล้วแต่สีม่วงบนใบหน้าของเธอยังคงเกิดขึ้น ที่เลวร้ายไปกว่านั้นอวัยวะภายในของเธอเริ่มส่อแว่วจะล้มเหลว ส่วนแขนขาของเธอเริ่มกลายเป็นสีดำ เธอพักรักษาตัวอยู่นานกว่า 2 อาทิตย์ ก่อนที่แพทย์จะสามารถระบุได้ว่าเธอติดเชื้อจากแบคทีเรียใด มันคือ  Capnocytophaga canimorsus แบคทีเรียที่พบได้ในน้ำลายของสุนัขและแมวที่มีสุขภาพดีทั่วไป สิ่งที่จูเลียจำได้คือ เธอถูกน้ำร้อนลวกที่เท้าซ้ายไม่กี่สัปดาห์ก่อนที่จะเริ่มล้มป่วย มันเป็นแผลไหม้ที่รุนแรง แต่เธอไม่ได้คิดอะไรมาก แม้แต่กระทั่งตอนที่ลูกสุนัขพันธุ์ฟอกซ์เทอร์เรียของเธอเลียที่แผลนั้น เช่นเดียวกับจูเลีย ผู้คนส่วนใหญ่ไม่ทราบว่ามีอะไรว่ายอยู่ในน้ำลายของสัตว์เลี้ยงเรา และไม่ทราบว่าเจ้าสิ่งนั้นอันตรายแค่ไหน ปกติแล้วผิวหนังและระบบภูมิคุ้มกันของเราสามารถต่อสู้กับแบคทีเรียจากสัตว์เลี้ยงได้ แต่อย่าลืมว่าระบบเหล่านี้ก็ถูกทำลายได้เช่นกัน ประมาณ 10 – 15% ของการกัดโดยสุนัขอาจนำไปสู่การติดเชื้อได้ ในขณะที่แมวอัตราดังกล่าวสูงถึงครึ่งหนึ่ง และบางครั้งผลของการติดเชื้ออาจนำไปสู่ความตาย ในผลการศึกษาหนึ่งพบว่า 26% ของผู้ที่ติดเชื้อจากแบคทีเรีย Capnocytophaga canimorsus จะเสียชีวิต ขณะนี้นักวิทยาศาสตร์กำลังศึกษาแบคทีเรียทั้งหมดที่อาศัยอยู่ในปากสุนัขและแมว เพื่อเปรียบเทียบกับแบคทีเรียในปากเราและผลการศึกษานี้เผยให้เห็นว่าการเลียหรือจูจุ๊บน้องหมาแมวของคุณอาจนำไปสู่อันตรายได้ ในปากของลูกสุนัข เจ้าแบคทีเรีย C. canimorsus นี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่ […]