ฟอสซิลหนอน อายุ 500 ล้านปี ช่วยไขปริศนาวิวัฒนาการ

ฟอสซิลหนอนอายุ 500 ล้านปี ช่วยไขปริศนาวิวัฒนาการ

ฟอสซิลหนอนอายุ 500 ล้านปี ช่วยไขปริศนาวิวัฒนาการ

ย้อนกลับไปเมื่อ 500 ล้านปีก่อน ณ พื้นที่ที่ปัจจุบันคืออุทยานแห่งชาติ  Kootenay ในรัฐบริติชโคลัมเบีย ดินโคลนที่ถล่มอย่างรวดเร็วได้คร่าชีวิตหนอนจิ๋วตัวหนึ่งเข้า

นั่นคือทฤษฎีที่ Karma Nanglu นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโทรอนโรเชื่อ เมื่อเขาพบเข้ากับฟอสซิลหนอนที่เขาบรรยายว่ายังคงถูกเก็บรักษาอย่างดีตามธรรมชาติจนน่าอัศจรรย์

ฟอสซิลชิ้นนี้เป็นฟอสซิลของสัตว์สายพันธุ์ใหม่ในตระกูลหนอนหนาม (bristle worm) มีชื่อทางวิทยศาสตร์ว่า Kootenayscolex barbarensis และเรื่องราวของมันถูกเผยแพร่ลงในวารสาร Current Biology มันคือหนอนจิ๋วที่มีความยาวเพียงแค่สองเซนติเมตรเท่านั้น และบนร่างกายของมันเต็มไปด้วยขนเส้นเล็กๆ นับร้อยๆ เส้นที่เรียกกันว่า chaetae

บนหัวของมันมีก้านสองก้านยื่นออกมาเรียกว่า palps ซึ่ง Nanglu เชื่อว่ามีไว้ใช้สำหรับการสัมผัสพื้นดินที่อยู่เบื้องหน้ามัน ในยุคพรีแคมเบรียน ยุคสมัยที่เจ้าหนอนตัวนี้ยังคงมีชีวิตอยู่ พวกมันคืบคลานไปมาตามท้องมหาสมุทร มองหาเศษอินทรีย์กินเป็นอาหารและขับถ่ายของเสียออกมาเป็นปุ๋ยคืนสู่ดินเช่นเดียวกับไส้เดือนในปัจจุบัน

(สัตว์ทุกชนิดมีวิวัฒนาการมายาวนาน ชมการค้นพบฟอสซิลเพนกวินโบราณ)

 

ฟอสซิลหายาก

ฟอสซิลหนอนหนามไม่ใช่สิ่งที่จะพบได้ง่ายๆ ร่างกายอันประกอบไปด้วยเนื้อเยื่ออ่อนนุ่มของมันนั้นง่ายต่อการถูกย่อยสลาย ฉะนั้นแล้วฟอสซิลที่ถูกเก็บรักษาไว้อย่างดีนี้ช่วยให้บรรดานักวิทยาศาสตร์เข้าใจได้ว่าวิวัฒนาการของหนอนเป็นเช่นไร

ผลการศึกษาก่อนหน้านี้ที่มีขึ้นจากการศึกษาฟอสซิล แอเนลิดา (annelid) หรือสัตว์จำพวกหนอนปล้องจากกรีนแลนด์ชี้ว่า สัตว์สายพันธุ์นี้มีส่วนหัวที่ไม่แยกออกจากลำตัว ส่วนฟอสซิลของหนอนหนามนี้ Nanglu มีส่วนของร่างกายที่เห็นแยกชัดเจนออกจากศีรษะมากขึ้น

ฟอสซิลหนอน
ภาพวาดหนอนโบราณ Kootenayscolex barbarensis โดยพิพิธภัณฑ์ Royal Ontario

(รู้หรือไม่บรรพบรุษสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมของเรา เป็นเพียงสัตว์จิ๋วหน้าตาคล้ายหนูเท่านั้น)

 

การค้นพบ

เมื่อหลายร้อยล้านปีก่อน พื้นที่ที่ค้นพบฟอสซิลหนอนตัวนี้ เต็มไปด้วยญาติพี่น้องของมันมากมาย รายงานจากนักวิจัยพวกเขามุ่งเน้นการขุดค้นไปที่บริเวณ Marble Canyon พื้นที่ในอุทยานที่ขึ้นชื่อว่าพบฟอสซิลมากเป็นพิเศษ เพราะนับตั้งแต่ปี 2012 เป็นต้นมา นักวิทยาศาสตร์ค้นพบฟอสซิลของหนอนจำนวนมากถึง 500 ฟอสซิลแล้ว

Nanglu เล่าว่า ในขั้นตอนต่อไปพวกเขาจะวิจัยหาว่าเจ้าหนอนตัวนี้มีบทบาทสำคัญใดในอาณาจักรสัตว์ยุคพรีแคมเบรียน ในตอนที่มันยังมีชีวิตอยู่ มันน่าจะอาศัยอยยู่ร่วมกับสัตว์สายพันธุ์โบราณในตระกูลอาร์โทพอด เช่น ปู หรือแมงมุม เป็นต้น

จากรูปแบบแรกๆ ของชีวิต ในที่สุดพวกมันก็พัฒนาขึ้นจนกลายเป็นสัตว์ที่มีความซับซ้อน และ Nanglu คาดหวังว่าฟอสซิลนี้จะช่วยให้เขาเข้าใจถึงวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตบนโลกมากขึ้น

“เรามีภาพมากมายเลยครับ” เขากล่าว “เรื่องนี้ยังไม่ใกล้ตอนจบเลยสักนิด”

เรื่อง ซาร่าห์ กิบเบ็นส์

 

อ่านเพิ่มเติม

ฟอสซิลอสุรกายแห่งท้องทะเลถูกพบในอินเดีย

เรื่องแนะนำ

วิกฤตินกทะเล

เหล่าวิหคแห่งท้องทะเลกำลังประสบความสูญเสียอย่างใหญ่หลวงการจะปกป้องพวกมันต้องเริ่มจากการรู้จักนกทะเลเหล่านี้ให้มากขึ้น

สรรพสัตว์ในสวนสัตว์ซีเรียเอาตัวรอดจากเมืองที่ล่มสลายอย่างไร

ร่วมติดตามภารกิจช่วยเหลือสรรพสัตว์ออกจากเมืองที่ล่มสลายจากสงครามในซีเรีย งานสุดท้าทายนี้ต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากหลายองค์กรนานาชาติ พวกเขาจะทำสำเร็จหรือไม่?

ปล่อยลิงลมชวา 20 ตัวคืนสู่ป่า

ปล่อยลิงลมชวา 20 ตัวคืนสู่ป่า องค์การช่วยเหลือสัตว์นานาชาติปลดปล่อยลิงลมชวา (Nycticebus javanicus) จำนวน 20 ตัว โดยเป็นตัวเมีย 13 ตัว และตัวผู้อีก 7 ตัว ให้กลับคืนสู่ผืนป่าทางตะวันตกของเกาะชวา ส่วนหนึ่งของความพยายามอนุรักษ์และปกป้องไพรเมตเหล่านี้ให้รอดพ้นจากขบวนการลักลอบค้าสัตว์ป่า ปัจจุบันลิงชมชวาอยู่ในสถานะเสีย่งขั้นวิกฤติต่อการสูญพันธุ์ เพราะหน้าตาอันน่ารัก และการเคลื่อนไหวที่เชื่องช้าส่งผลให้ประชากรจำนวนมากของพวกมันถูกจับ และขายต่อในฐานะสัตว์เลี้ยงแปลก สำหรับลิงลมชวาจำนวน 20 ตัวนี้ พวกมันผ่านการตรวจสุขภาพและผ่านโปรแกรมการฟื้นฟูให้กลับคืนสู่ธรรมชาติแล้ว ทีมอนุรักษ์จึงตัดสินใจปล่อยพวกมันกลับสู่ป่าซึ่งเป็นพื้นที่คุ้มครอง ทั้งนี้ลิงลมชวาถือเป็นชนิดพันธุ์ของลิงลมที่มีความเสี่ยงใกล้สูญพันธุ์มากที่สุด พวกมันมีถิ่นอาศัยเพียงที่เดียวในโลกคือบนเกาะชวาของอินโดนีเซีย และเป็นสัตว์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงมากในตลาดมืด   อ่านเพิ่มเติม บันทึกอายุ 2,000 ปี บ่งชี้ถึงจำนวนลิงจมูกเชิดสีทองในอดีต

การปรากฏตัวของพะยูนในไทยสร้างความหวังใหม่ให้เหล่านักอนุรักษ์

พะยูน เคยเป็นสัตว์ที่คาดการณ์กันว่าจะสูญพันธุ์จากประเทศไทยไปในไม่ช้า ในวันนี้ได้กลายเป็นสัตว์ที่พร้อมที่จะกลับมาอยู่คู่ท้องทะเลไทยอีกครั้ง จากความพยายามอย่างต่อเนื่องของนักอนุรักษ์และชาวบ้านในชุมชน เมื่อย้อนกลับไปราว 5 – 6 ปีที่แล้ว ในยามที่การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในท้องทะเลยังมีทิศทางไม่ชัดเจน ผู้ประกอบการประมงเชิงพาณิชย์ยังไม่ได้ตระหนักถึงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม รวมไปถึงสภาพแวดล้อมทางทะเลที่เปลี่ยนไปอย่างมาก ทำให้สัตว์น้ำเจ้าถิ่นซึ่งเป็นตัววัดความอุดมสมบูรณ์ทางทะเลอย่าง “พะยูน” ต้องอยู่ในภาวะที่ใกล้สูญพันธุ์ นักอนุรักษ์และหน่วยงานทางธรรมชาติจึงพยายามหาวิธีการเพื่อให้สัตว์สายพันธุ์นี้กลับมาอยู่คู่ท้องทะเลไทยอีกครั้ง ความเข้าใจเรื่องพะยูนในเบื้องต้น พะยูนเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่ที่อาศัยอยู่ในน้ำ มีอายุขัยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 70 ปี มีความยาวประมาณ 2.5 – 3 เมตร และมีน้ำหนักราว 230 – 500 กิโลกรัม กินพืชในน้ำเป็นอาหาร โดยเฉพาะหญ้าทะเลบริเวณชายฝั่ง เราสามารถพบเจอพะยูนได้ในทะเลชายฝั่งเขตอบอุ่น ตั้งแต่ชายฝั่งทวีปแอฟริกาตะวันออกไปจนถึงทวีปออสเตรเลีย ซึ่งนั่นรวมถึงทะเลแดง มหาสมุทรอินเดีย และมหาสมุทรแปซิฟิก พะยูนมีบรรพบุรุษร่วมกับแมนนาที พวกมันมีความคล้ายคลึงกันทั้งในด้านลักษณะกายภาพภายนอกและพฤติกรรม และสัตว์ทั้งสองสายพันธุ์นี้ก็มีบรรพบุรุษร่วมกับสัตว์บกที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่างช้าง ถึงแม้ว่าพวกมันจะไม่ได้มีลักษณะภายนอกและพฤติกรรมที่เหมือนกันก็ตาม ด้วยความที่เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่อาศัยอยู่ในน้ำ พวกมันจึงต้องขึ้นมาบนผิวน้ำเพื่อหายใจทุก ๆ 6 นาที ในบางครั้ง พวกมันหายใจด้วยการ “ยืน” ด้วยหางและเอาหัวโผล่ขึ้นพ้นน้ำ การสืบพันธุ์ของพะยูน พะยูนตัวเมียใช้ระยะเวลาตั้งท้องนานนับปี แม่พะยูนจะช่วยพาลูก ๆ […]

Follow Me

NATIONAL GEOGRAPHIC ASIA

Contact

เว็บไซต์ : ngthai.com

บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน)

Tel : 02-422-9999 ต่อ 4244

© COPYRIGHT 2019 AMARIN PRINTING AND PUBLISHING PUBLIC COMPANY LIMITED.