เกร็ดความรู้ว่าด้วย “ เสือดำ ” - National Geographic Thailand

เกร็ดความรู้ว่าด้วย “เสือดำ”

เกร็ดความรู้ว่าด้วย “ เสือดำ ”

ตามที่ปรากฏเป็นข่าวเรื่องนักธุรกิจชั้นนำเข้าไปลักลอบล่าสัตว์ในป่าทุ่งใหญ่นเรศวร โดยมีเหยื่อที่สังเวยคมกระสุน ได้แก่ เสือดำ และไก่ฟ้าหลังเทา  ซึ่งทั้งสองชนิดอยู่ในบัญชีสัตว์ป่าคุ้มครอง

เมื่อพูดถึง “เสือดำ” หลายคนอาจคิดว่าเป็นเสือชนิดพันธุ์หนึ่ง หากในความเป็นจริง คำว่า เสือดำ หรือ “black panther” ไม่ใช่ชนิดพันธุ์ในตัวเอง หากเป็นคำเรียกรวมๆ ถึงสัตว์วงศ์เสือและแมวที่มีขนสีดำ

สีดำของขนนี้เกิดจากยีนที่เรียกว่า Agouti ซึ่งควบคุมการกระจายตัวของสารสี (pigment) สีดำภายในเส้นขน ลักษณะนี้เป็นที่รู้จักมากที่สุดในเสือดาวซึ่งอาศัยอยู่ในเอเชียและแอฟริกา ตลอดจนเสือจากัวร์ในแถบอเมริกาใต้

นอกจากนี้ การเกิดสีดำยังมีสาเหตจากมีเมลานิน (สารสีชนิดเดียวกับที่ทำให้เกิดผิวสีแทน) มากผิดปกติ และสัตว์ที่มีความผิดปกตินี้จึงเรียกว่า “melanistic”

เสือดาวอินโดจีนตัวเมียลายปกติพร้อมด้วยลูกอ่อนของมันที่มีความผิดปกติในเม็ดสีจนกลายเป็นเสือดำ ถูกกล้องถ่ายภาพจับภาพได้ที่ภายในอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี
ภาพถ่ายโดย L. Bruce KeKule

อย่างไรก็ตาม แม้จะเรียกว่า “เสือดำ” แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า พวกมันไม่มีลวดลาย เพียงแต่มองเห็นยากเท่านั้น หากมีแสงส่องตกกระทบในมุมที่พอดี เราก็อาจเห็นลวดลายบนตัวเสือดำเหล่านี้ได้

เท่าที่มีรายงาน เราพบความผิดปกตินี้ในสัตว์วงศ์เสือและแมวจำนวน 13 ชนิด แต่ยังไม่เคยพบในแมวใหญ่อย่างเสือโคร่งและสิงโต (แต่พบในเสือจากัวร์)

สำหรับเสือดำที่เป็นข่าวถูกลอบฆ่าในป่าทุ่งใหญ่นเรศวรนั้น เป็นชนิดพันธุ์ย่อยของเสือดาว (Indochinese leopard) ซึ่งมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Panthera pardus delacouri มีรายงานการกระจายพันธุ์ จากอินโดนีเซียถึงจีนตอนใต้ และถูกจัดอยู่ในสถานะใกล้สูญพันธุ์ (endangered: EN) ในบัญชีชนิดพันธุ์ที่ถูกคุกคามขององค์กรระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ (IUCN Red List) และเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองตามกฎหมายของไทย

เสือดำตัวโตเต็มวัย จากอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี
ภาพถ่ายโดย L. Bruce KeKule

อ่านเพิ่มเติม

มารู้จักกับเสือดำ, ไก่ฟ้าหลังเทา และเก้ง เหยื่อของการล่า

คืนชีพเสือทัสมาเนียหลังสูญพันธุ์ไปแล้ว 38 ปี

เรื่องแนะนำ

ไก่เองก็สนใจมนุษย์

พฤติกรรมแปลกๆ ในสัตว์ เมื่อดูเหมือนว่าไก่มักนิยมชมชอบคนที่หน้าตาดีมากกว่าคนที่หน้าตาธรรมดา

แขนจิ๋วของทีเร็กซ์อาจเป็นอาวุธอันตราย

แขนจิ๋วของ ทีเร็กซ์ อาจเป็นอาวุธอันตราย แขนจิ๋วสองข้างของเจ้าไดโนเสาร์ ทีเร็กซ์ เป็นปริศนาคาใจมาช้านาน ตลอดหลายปีที่ผ่านมามีหลายทฤษฎีเกี่ยวกับแขนคู่นี้ ไม่ว่าจะเป็นไว้สำหรับจับเหยื่อที่กำลังดิ้นรนรอความตาย, ช่วยยันตัวไดโนเสาร์เองขึ้นมาจากพื้น หรือใช้จับคู่ของมันขณะผสมพันธุ์ ไม่ว่าแขนของมันจะมีไว้ใช้ทำอะไรก็ตาม ผลการศึกษาที่เป็นเอกฉันท์ในช่วงหลายปีมานี้ลงความเห็นว่าแขนคู่นี้เป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นเศษตกค้างจากวิวัฒนาการของมัน ที่มันได้รับมาจากบรรพบรุษทีเร็กซ์ คล้ายกับปีกในนกที่บินไม่ได้และในขณะเดียวกันนักวิทยาศาสตร์ก็เสนอว่า การที่แขนของมันมีขนาดเล็กลงนั้นมีขึ้นเพื่อจำเป็นให้รับกับศีรษะและลำคอที่ทรงพลังไปด้วยมัดกล้ามเนื้อของมัน แต่ปัจจุบันนักวิจัยชี้ว่าสิ่งที่เราเข้าใจทั้งหมดนี้อาจผิด สตีเฟ่น สแตนลีย์ นักบรรพชีวินวิทยาจากมหาวิทยาลัยฮาวาย เชื่อว่าแขนของไทแรนโนซอรัสวิวัฒนาการขึ้นเพื่อใช้ในการข่วนระยะใกล้ ซึ่งด้วยกรงเล็บแหลมความยาว 4 นิ้ว นั่นจะสร้างบาดแผลฉกรรจ์ให้แก่เหยื่อที่เจอเข้ากับอาวุธร้ายอันตรายนี้เข้าไป “ในระยะใกล้ ขากรรไกรที่แข็งแรงและกรงเล็บขนาดใหญ่ของทีเร็กซ์สามารถจับเหยื่อจากด้านหลังได้อยู่หมัดและยังข่วนเหยื่อให้เป็นแผลลึกยาวเกือบเมตร ภายในเวลาเพียงไม่กี่วินาที” สแตนลี่ย์กล่าว “ซึ่งทั้งหมดนี้มันสามารถทำซ้ำได้อีกหลายครั้งอย่างรวดเร็ว” จากการศึกษาพบว่ามีไดโนเสาร์สายพันธุ์ที่ใกล้เคียงกับทีเร็กซ์ใช้กรงเล็บของมันข่วนเหยื่อเช่นกัน “ฉะนั้นแล้วในแง่ของอาวุธที่น่าเกรงขาม ทำไมทีเร็กซ์จะไม่ใช่ประโยชน์จากอวัยวะนี้?” สแตนลี่ย์ถาม ตัวเขาเสนอรายงานการค้นพบนี้ เมื่อปลายเดือนตุลาคม ในซีแอตเทิล ระหว่างการประชุมที่จัดขึ้นโดยสมาคมธรณีวิทยาของสหรัฐอเมริกา ในกรณีนี้นักวิทยาศาสตร์จำเป็นต้องโฟกัสไปที่กระดูกแขนของทีเร็กซ์ ซึ่งแรงข่วนจะมีมากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับสิ่งนี้ “กระดูกและข้อต่อที่ไม่ปกติ” มีส่วนช่วยให้แขนของมันเคลื่อนไหวได้หลายทิศทาง ซึ่งสนับสนุนทฤษฎีการข่วน สแตนลี่ย์กล่าว นอกจากนั้นไทแรนโนซอรัสยังเสืยกรงเล็บข้างหนึ่งของมันไปจากวิวัฒนาการอีกด้วย สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ช่วยให้แรงกดมากกว่า 50% ถ่ายเทไปที่กรงเล็บที่เหลือทั้ง 2 ข้าง และช่วยให้การข่วนเฉือนเหยื่อมีประสิทธิภาพมากขึ้น (เกราะของไดโนเสาร์สายพันธุ์นี้ก็อาจไม่ได้มีไว้แค่การต่อสู้เช่นกัน)    ข่วนเฉือนเพื่อผสมพันธุ์ อย่างไรก็ตามมีผู้เชี่ยวชาญที่ไม่เห็นด้วย “มันดูไร้เหตุผลที่จะใช้แขนเล็กๆ […]

จีนห้ามการซื้อขายงาช้าง บังคับใช้ภายในสิ้นปี 2017

เรื่องโดย จานี แอคแมน คำแถลงการณ์มีขึ้นหลังจากปีกว่า เมื่อประธานาธิปดีสี จิ้งผิงของจีน และ ประธานาธิปดีบารัก โอบามาของสหรัฐอเมริกา ให้คำปฏิญาณว่าจะออกกฏหมายห้ามนำเข้าและส่งออกงาช้าง ซึ่งข้อตกลงนี้ ราเชล เบล นักข่าวของไวลด์ไลฟ์ วอช กล่าวว่า มันเป็นก้าวสำคัญในความพยายามที่จะยกเลิกธุรกิจซึ่งนำไปสู่การล่าช้างอย่างผิดกฎหมาย การซื้อขายงาช้างถูกแบนทั่วโลกตั้งแต่ปี 1989 แต่ในปีที่ผ่านมา การล่าจำนวนมากกลับมาอีกครั้ง ทำให้จำนวนประชากรช้างลดลงเหลือเพียง 415,000 ตัว ซึ่งลดลงมากกว่า 110,000 ตัว จากปี 2007 กลุ่มผู้อนุรักษ์เชื่อว่า ตลาดงาช้างถูกกฏหมายภายในประเทศ ทำให้การซื้อขายอย่างผิดกฏหมายยังคงอยู่ เพราะยากที่จะแยกงาช้างชุดเก่าก่อนมีการห้าม กับงาช้างที่ลักลอบนำเข้ามาได้ สหรัฐอเมริกาเองก็เป็นตลาดงาช้างที่สำคัญ การให้ความร่วมมือในข้อตกลงกับจีนในช่วงมิถุนายนปีที่ผ่านมา ทำให้มีออกกฏหมายห้ามการซื้อขายงาช้างแอฟริกัน โดยให้ขายได้แค่เพียงงาช้างที่มีอยู่ก่อนเก่าและยืนยันได้ว่านำเข้าอย่างถูกกฎหมาย โดยกฎหมายใหม่ที่ออกมานี้ เพิ่มการจำกัดการนำเข้าและขายข้ามรัฐ และกำหนดให้มีการนำเข้าสินค้าจากงาช้างของพรานที่ผ่านการอนุมัติแล้วไม่เกิน 2 ครั้งต่อปี ขณะเดียวกันจีนได้มีความพยายามในปีที่ผ่านมาที่จะบรรลุเป้าหมายในการห้ามการค้างาช้าง โดยจีนได้รวบรวบรวมคณะนักวิจัยจากหลายสาขา เพื่อประเมินทางเลือกและยื่นข้อเสนอแก่รัฐบาล จีนในปัจจุบันมี บริษัทแปรรูปงาช้าง 34 แห่ง และร้านค้างาช้างที่ได้รับใบอนุญาตอย่างถูกต้อง 130 แห่ง เว่ยจี นักวิจัยอิสระของไวลด์ไลฟ์ […]

Follow Me

NATIONAL GEOGRAPHIC ASIA

Contact

เว็บไซต์ : ngthai.com

บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน)

Tel : 02-422-9999 ต่อ 4244

© COPYRIGHT 2018 AMARIN PRINTING AND PUBLISHING PUBLIC COMPANY LIMITED.