ประวัติย่อการล่าสัตว์ของมนุษย์ - National Geographic Thailand

ประวัติย่อการล่าสัตว์ของมนุษย์

ย้อนรอยเส้นทางการล่าสัตว์ของมนุษย์: จากการล่าเพื่อยังชีพในธรรมชาติ เพื่อถ่ายรูป เลี้ยงไว้ล่าเล่น และการค้าขายสัตว์ป่า

“เราเป็นผู้บริโภคธรรมชาติมากกว่าเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ” – ไมเคิล แพเทอร์นิที

กระดูกสันหลังของช้างแมมมอทขนยาวซึ่งพบตรงบริเวณที่แม่นํ้าออบและแม่นํ้าอีร์ติชไหลมาบรรจบกันดูเหมือนว่าถูกแทงด้วยอาวุธที่มนุษย์สร้างขึ้น โดยมีร่องรอยของสะเก็ดหินอยู่ภายในกระดูกชิ้นหนึ่ง เป็นหลักฐานการล่าสัตว์แรกสุดที่แสดงว่าช้างถูกฆ่าด้วยนํ้ามือมนุษย์ ซึ่งสืบย้อนกลับไปถึงไซบีเรียเมื่อเกือบ 14,000 ปีก่อน

ทว่าการล่าสัตว์เป็นมากกว่าเครื่องตอบแทนเพื่อการยังชีพ เพราะเมื่อถึงยุคหนึ่งการล่าสัตว์กลายเป็นเครื่องแสดงสถานะในสังคมความเป็นชายและพลังอำนาจ  ภาพสลักของชาวอัสซีเรียเมื่อ 650 ปีก่อนคริสตกาล แสดงภาพสิงโตกำลังถูกปล่อยจากกรงเพื่อให้กษัตริย์ที่ทรงรถม้าฆ่า  ขณะที่ชาวมาไซฆ่าสิงโตในพิธีเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นผู้ใหญ่มาช้านานแล้ว เป็นต้น

เมื่อมีอาวุธดีขึ้น การล่าสัตว์ยังวิวัฒน์เป็นกีฬาที่มีการแบ่งชนชั้นและบางครั้งเป็นตัวอย่างอันร้ายกาจของ ความสูญเปล่า ในบันทึกจากปี 1760 ของชไนเดอร์เคาน์ตี รัฐเพนซิลเวเนีย พรานสองคนยิงสัตว์ป่ามากกว่าหนึ่งพันตัว เมื่อล่วงเข้าสู่ปลายศตวรรษที่สิบแปด พรานนิรนามชาวอังกฤษเขียนหนังสือชื่อ คู่มือนักกีฬา หรือ ความเรียงเรื่องการยิงสัตว์ เพื่อสนับสนุนให้เกิดการล่าสัตว์อย่างยุติธรรมและบรรยายถึง “กฎเกณฑ์สำหรับสุภาพบุรุษ” รวมถึงการจำกัดจำนวนสัตว์ที่ถูกฆ่า ในปี 1887 เทโอดอร์ (เท็ดดี) โรสเวลต์ ก่อตั้งชมรมบูนและคร็อกเกตต์ อันเป็นการรวมตัวของกลุ่มพรานผู้ทรงอิทธิพลชาวอเมริกัน และต่อมามีบทบาทสำคัญในการก่อตั้งระบบอุทยานแห่งชาติของสหรัฐฯ

ล่าสัตว์
พรานจากรัฐเดลาแวร์ผู้นี้ซึ่งแวดล้อมไปด้วยซากสัตว์จากแอฟริกานับร้อยตัวเล่าว่า การล่าสัตว์เป็นสิ่งที่เขาหลงใหลมาตั้งแต่เด็ก “อยู่ในสายเลือดของผมครับ” เขาบอก “ผมอยากคิดว่าตัวเองเป็นนักอนุรักษ์และนักสะสม”

ต่อมาในปี 1934 ที่โรงแรมนอร์ฟอล์กในกรุงไนโรบี ประเทศเคนยา พรานชาวผิวขาวก่อตั้งสมาคมพรานอาชีพ แอฟริกาตะวันออกขึ้น สมาคมนี้ประกาศหลักเกณฑ์ เกียรติยศ และผลักดันให้ออกเป็นกฎหมายและระเบียบข้อบังคับ รวมถึงการห้ามยิงสัตว์เพศเมียเกือบทุกชนิด  การยิงสัตว์ใกล้แหล่งนํ้าหรือใกล้ยานพาหนะ ขณะที่สมาชิกทำงานเพื่ออนุรักษ์พื้นที่ล่าสัตว์ พวกเขากำจัดสัตว์จำนวนมากไปจากแอฟริกา ปัจจุบันเทคโนโลยีรุดหน้าไปอย่างก้าวกระโดดด้วยการใช้โดรน วิดีโอบันทึกการล่าสัตว์ และปืนไรเฟิลแรงสูงติดตั้งเครื่องวัดระยะด้วยแสงเลเซอร์

ขณะเดียวกัน “ภาพถ่ายกับซาก” (kill shot) ซึ่งเป็นภาพถ่ายของพรานคู่กับสัตว์ที่ล่าได้ปลุกเร้าความรู้สึกต่อต้านและรังเกียจในหมู่นักรณรงค์ด้านสิทธิสัตว์และสาธารณชนทั่วไป ผู้คนโกรธเป็นฟืนเป็นไฟเมื่อวอลเทอร์ พาล์เมอร์ ทันตแพทย์ชาวมินนีแอโพลิส ล่าและฆ่าเซซิล สิงโตชื่อดังในซิมบับเว เมื่อเดือนมิถุนายน ปี 2015 เรื่องอื้อฉาวทำนองเดียวกันเกิดขึ้นอีกครั้งในเดือนกรกฎาคม ปี 2017 เมื่อซานดา ลูกเพศผู้ของเซซิลถูกยิงในการล่าเพื่อเป็นรางวัลอย่างถูกกฎหมาย

(อ่านต่อหน้า 2)

เรื่องแนะนำ

สุนัข ‘ร้องไห้’ เมื่อพบกับเจ้าของคนโปรดอีกครั้ง

สุนัข ‘ร้องไห้’ เมื่อพบกับเจ้าของคนโปรดอีกครั้ง  เป็นพฤติกรรมที่ยังไม่พบในสัตว์อื่น แสดงให้เห็นว่าสุนัขมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับมนุษย์ งานวิจัยใหม่จากญี่ปุ่นเผยว่าสุนัขมีอาการหลั่งน้ำตาเมื่อพวกมันพบกับมนุษย์คนโปรดหรือเจ้าของที่พวกเขาชื่นชอบอีกครั้งหลังไม่ได้พบกันทั้งวัน เป็นพฤติกรรมที่ยังไม่พบในสัตว์อื่นซึ่งแสดงให้เห็นว่าสุนัขมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับมนุษย์ อีกทั้งยังพัฒนาพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องเพื่อให้มนุษย์สนใจและดูแลพวกเขาดียิ่งขึ้นกว่าเดิม “ไม่เหมือนสัตว์อื่น ๆ สุนัขมีวิวัฒนาการหรือได้รับการเลี้ยงดูผ่านการสื่อสารกับมนุษย์ จึงมีความสามารถในการใช้การสบตาเพื่อใช้สื่อสารกับมนุษย์ในระดับสูงขึ้น” งานวิจัยระบุ “ด้วยกระบวนการนี้ น้ำตาของพวกมันอาจมีบทบาทในการกระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมปกป้องหรืออุปถัมภ์เลี้ยงดูจากมนุษย์ ส่งผลให้เกิดความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งต่อกันและกัน นำไปสู่ความผูกพันธ์ระหว่างสองสายพันธ์”  ศาสตราจารย์ทาเคฟุมิ คิคุซุย (Takefumi Kikusui) ร่วมกับทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยอาซาบุและมหาวิทยาลัยการแพทย์จิชิ ได้ศึกษาสุนัขจำนวน 22 ตัวด้วยการตรวจวัดปริมาณน้ำตาในดวงตาโดยวางแถบกระดาษพิเศษในเปลือกตาด้านล่างและวัดความชื้นที่เกิดขึ้นว่ากระจายไปมากเท่าไหร่ในกระดาษแถบนั้น ซึ่งวัด 2 ครั้งคือเมื่อเจ้าของอยู่บ้านและวัดอีกครั้งเมื่อเจ้าของกลับมาบ้านโดยมีระยะเวลาห่างกัน 5-7 ชั่วโมง พวกเขาพบว่าปริมาณน้ำตาเพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อเจ้าของกลับมา และการ ‘ร้องไห้’ นี้ไม่มีความเกี่ยวข้องกับการระคายเคืองซึ่งตรวจสอบด้วยการให้ ‘อ็อกซิโทซิน (Oxytocin)’ กับดวงตาซึ่งเกิดการหลั่งน้ำตา เมื่ออ้างอิงกับการศึกษาก่อนหน้าที่ระบุว่าปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และสุนัขทำให้เกิดการหลั่งฮอร์โมนความรักนี้ออกมา พวกเขาจึงสรุปว่าการหลั่งน้ำตาของสนุัขในงานวิจัยนี้เกิดจากอารมณ์เชิงบวก “เราพบว่าสุนัขหลั่งน้ำตานี้เกี่ยวข้องกับอารมณ์เชิงบวก” ศาสตราจารย์คิคุซุยกล่าว “นี่เป็นรายงานฉบับแรกที่แสดงให้เห็นว่าอารมณ์เชิงบวกกระตุ้นการหลั่งน้ำตาในสัตว์ที่ไม่ใช่มนุษย์และอ็อกซิโทซินทำหน้าที่ในการหลั่งน้ำตา เราไม่เคยได้ยินมาก่อนว่าสัตว์เหล่านี้หลั่งน้ำตาในสถาการณ์ที่น่ายินดีเช่น การได้กลับมาพบกับเจ้าของของพวกเขา” อย่างไรก็ตามสุนัขในการทดลองไม่มีอาการ ‘ร้องไห้’ เมื่อพบกับมนุษย์ที่คุ้นเคยอื่นที่ไม่ใช่เจ้าของ นอกจากนี้พวกเขายังทำการศึกษาต่อว่าการหลั่งน้ำตานี้มีผลต่อมนุษย์อย่างไรด้วยการแสดงภาพถ่ายใบหน้าของสุนัขที่มีน้ำตาและไม่มีน้ำตาให้กับอาสาสมัคร 74 คน และขอให้คะแนนว่าพวกเขาต้องการหลีกเลี่ยงหรือเลี้ยงดูสุนัขตัวดังกล่าว ผลลัพธ์ที่ได้นั้นระบุว่ามนุษย์มีความต้องการดูแลสุนัขที่มีน้ำตาเพิ่มขึ้นร้อยละ 15 ซึ่งบ่งชี้ว่าพฤติกรรมนี้กระตุ้นอารมณ์ที่อ่อนไหวและเพิ่มความปราถนาที่จะปกป้องสุนัขมากขึ้น “สุนัขได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของมนุษย์ […]

ลิงแสมใช้หินทุบเปลือกหอย

ลิงแสมใช้หินทุบเปลือกหอย ทุกชีวิตมีทางของมัน และชีวิตที่เรียนรู้ได้มากกว่าย่อมมีหนทางในการเอาตัวรอดที่หลากหลายกว่า ชมตัวอย่างความฉลาดของลิมแสมบนเกาะเปียกน้ำใหญ่ จังหวัดระนอง แม้ว่าถิ่นอาศัยบนเกาะของพวกมันจะมีอาหารไม่มากนัก แต่ฝูงลิงแสมเหล่านี้เรียนรู้ที่จะหาอาหารจากทะเลมาเป็นการเสริม อาหารของพวกมันคือหอยนางรมที่เกาะติดอยู่กับโขดหิน ลิงเหล่านี้รู้วิธีที่จะแกะเอาเนื้อหอยออกมากินด้วยการใช้ก้อนหินเป็นเครื่องมือทุ่นแรง มองไปที่ความสามารถของลิงแสมบนเกาะเหล่านี้ ดูเหมือนว่ามนุษย์เองจะไม่ใช่สิ่งมีชีวิตเดียวบนโลกนี้ที่มี “สติปัญญา”   อ่านเพิ่มเติม ชิมแปนซีเลือกกินสมองลูกลิงก่อนส่วนอื่น

อย่างงง! แพะขึ้นไปติดบนสายไฟได้อย่างไร?

คลิปวิดีโอนี้ถูกบันทึกไว้เมื่อเดือนมีนาคม ปึ 2016 จากชนบทในประเทศกรีซ เมื่อเจ้าแพะตัวหนึ่งสร้างความงุนงน ให้แก่ผู้คนที่เดินผ่านไปมา ร่างของมันลอยตัวอยู่กลางอากาศ มีเพียงเขาที่เกี่ยวกับสายไฟไว้เท่านั้น เจ้าแพะขึ้นไปติดบนสายไฟได้อย่างไร? ไม่มีใครทราบ เคราะห์ดีที่ชาวบ้านบริเวณนั้นช่วยกันนำตัวมันลงมา อย่างไรก็ตาม ทั้งนี้แพะเป็นสัตว์ที่มีความสามารถในการกระโดดได้สูงมาก พวกมันมีกีบพิเศษที่ช่วยในการปีน ไม่ว่าจะเป็นต้นไม้สูงหรือหน้าผาชัน แพะสามารถปีนขึ้นได้ทั้งสิ้น   อ่านเพิ่มเติม : ความน่ารักของลูกหมี หลังได้รับการช่วยเหลือโดยเจ้าหน้าที่, แม้จะเรียกกันติดปากว่า “หมีโคอาล่า” แต่แท้จริงแล้ว โคอาล่า ไม่ใช่ “หมี”