เจ้าหมูหัวใจศิลป์ - National Geographic Thailand

เจ้าหมูหัวใจศิลป์

เจ้าหมูหัวใจศิลป์

ใครว่าสัตว์ไม่รู้จักกับศิลปะกัน ขอเชิญคุณผู้อ่านทำความรู้จักกับ Pigcasso เจ้าหมูเพศเมียที่ได้รับความช่วยเหลือจากฟาร์มสุกรในแอฟิกาใต้ และขณะนี้กำลังมีชีวิตอย่างผาสุกในบ้านหลังใหม่ซึ่งเป็นเขตอนุรักษ์

ชื่อของมันมาจากการที่เจ้าหมูตัวนี้ชื่นชอบการวาดรูปอย่างมาก ความสามารถอันน่าทึ่งของมันก่อให้เกิดคำถามตามมาว่า “แท้จริงแล้วสัตว์มีความคิดสร้างสรรค์หรือสิ่งที่มันทำไปนั้นก็เพื่อต้องการอาหารเป็นรางวัลกันแน่?” ด้านผู้เชี่ยวชาญเองกล่าวว่า สัตว์เองก็มีหัวใจศิลป์ได้ ส่วนในกรณีที่ว่าหรือพวกมันทำไปเพื่ออาหารล่ะ หนึ่งในผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า “อืม ฉันก็เหมือนกันแหละ!” เอาเป็นว่าแม้จะยังไม่ได้คำตอบที่แน่ชัด แต่ดูเหมือนว่า Pigcasso จะมีความสุขสุดๆ  กับการละเลงสีไปมา ไปชมผลงานของมันกัน

 

อ่านเพิ่มเติม

ยลศิลปะข้ามกาลเวลา จากผนังถ้ำในยุโรป

เรื่องแนะนำ

เคยเห็นกันหรือไม่? ผีเสื้อกินน้ำตาเต่า

เคยเห็นกันหรือไม่? ผีเสื้อกินน้ำตาเต่า ไม่เอา ไม่ร้องนะ เดี๋ยวเค้าซับน้ำตาให้เอง ผีเสื้อในคลิปนี้กำลังดูดดื่มกับน้ำตาเต่า จริงๆนะ สัตว์กินเนื้อ เช่น เสือ และสิงโต ได้โซเดียมหรือเกลือแร่จากเนื้อสัตว์ที่มันกิน แต่สัตว์กินพืช เช่น แมลงอย่างผีเสื้อ ต้องหาโซเดียมจากแหล่งอื่นๆ ถ้าเป็นกลางป่าดิบแอมะซอนล่ะ จะหาแหล่งโซเดียมจากที่ไหนได้นะ คำตอบคือก็น้ำตาเต่าไงล่ะ ผีเสื้อตัวเบาแสนเบาใช้ตัวจับหรือเซนเซอร์ที่เท้าและขาในการลิ้มรสอาหารกระบวนการนี้จึงไม่ทำอันตรายเต่าแม้แต่น้อย ช่างอ่อนหวาน (และเค็ม) เสียนี่กระไร   อ่านเพิ่มเติม : เหตุใดวาฬสเปิร์มจึงยืนในน้ำ, แม้จะเรียกกันติดปากว่า “หมีโคอาล่า” แต่แท้จริงแล้ว โคอาล่า ไม่ใช่ “หมี”

ดูเหมือนว่าเกราะของไดโนเสาร์ไม่ได้มีไว้แค่ต่อสู้

ดูเหมือนว่าเกราะของไดโนเสาร์ไม่ได้มีไว้แค่ต่อสู้ ไดโนเสาร์ บางชนิดมีเกราะไว้สำหรับช่วยให้มันได้เปรียบยามต่อสู้ แต่สำหรับไดโนเสาร์สายพันธุ์หนึ่งที่เคยมีชีวิตอยู่ในยุคครีเตเชียส ร่างกายที่ปกคลุมไปด้วยแผ่นเกราะของมันดูเหมือนว่าจะมีส่วนช่วยในการจับคู่ผสมพันธุ์ด้วย ผลการศึกษาฟอสซิลของ Borealopelta markmitchelli ไดโนเสาร์หุ้มเกราะ พบว่าแผ่นกระดูกที่อยู่ล้อมรอบคอและไหล่ของมันนั้นมีขนาดใหญ่โตเกินไปสำหรับการต่อสู้ นั่นจึงเป็นไปได้ว่าแผ่นกระดูกเหล่านี้น่าจะมีไว้สำหรับการดึงดูดความสนใจของเพศตรงข้ามหรือใช้ข่มขวัญคู่แข่งของมัน ย้อนกลับไปเมื่อ 110 ล้านปีก่อน เจ้าไดโนเสาร์กินพืชตัวนี้ตาย ร่างของมันจมลงไปยังก้นมหาสมุทรโบราณ ในปี 2011 คนงานเหมืองในแคนาดาค้นพบร่างของมันเข้าโดยบังเอิญ  นับเป็นความโชคดีที่ร่างของมันจมลงในตะกอน ส่งผลให้แร่ธาตุเข้าไปแทนที่เนื้อเยื่อก่อนที่มันจะเน่าเปื่อย ร่างที่กลายเป็นหินทั้งร่างช่วยให้นักวิทยาศาสตร์สามารถศึกษาได้ว่าไดโนเสาร์ตัวนี้เคยมีชีวิตอยู่อย่างไร ในความเป็นจริงการคาดเดาว่าเกราะของสัตว์นั้นถูกใช้เพื่อการต่อสู้และการจับคู่ก็ไม่ได้เป็นสิ่งที่น่าประหลาดใจนัก ช้างเองก็ใช้งวงของมันในการต่อสู้ ป้องกันตัว และงวงเดียวกันนี้ก็ใช้เป็นเกณฑ์ในการวัดด้วยเช่นกันหากตัวเมียต้องการที่จะเลือกผสมพันธุ์ “ส่วนใหญ่ของโครงสร้างที่ซับซ้อนเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นหางของนก การเปลี่ยนสีของกิ้งก่า หรือเขาในสัตว์สี่เท้า แรงขับที่ทำให้พวกมันวิวัฒนาการสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาล้วนมาจากการคัดสรรทางเพศ” Caleb Brown นักวิจัยจากพิพิธภัณฑ์ Royal Tyrrell กล่าว ซึ่งตัวเขาเองกำลังอยู่ระหว่างการศึกษาไดโนเสาร์ Borealopelta ด้วยทุนสนับสนุนจากเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ผลการวิจัยเจ้า Borealopelta ใหม่จาก Brown ถูกเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ PeerJ ซึ่งเป็นหนึ่งในงานวิจัยไม่กี่ชิ้นที่ศึกษาเกี่ยวกับไดโนเสาร์หุ้มเกราะ และเป็นงานวิจัยแรกที่มุ่งเป้าไปที่การศึกษาฟอสซิลของเนื้อเยื่อ ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน “มันยากที่จะพิจารณาการใช้งานจากรูปร่างของอวัยวะ แม้แต่ในสัตว์ที่ยังมีชีวิตอยู่ก็ตาม” Victoria Arbour นักชีววิทยาผู้เชี่ยวชาญด้านไดโนเสาร์หุ้มเกราะโดยเฉพาะ […]

ทำไม แมลงสาบ ถึงไม่สูญพันธุ์

เพราะเหตุใด แมลงสาบ ถึงไม่สูญพันธุ์ หลักฐานซากดึกดำบรรพ์ของแมลงชนิดหนึ่ง เป็นข้อพิสูจน์ที่สามารถบ่งชี้ได้ว่าแมลงสาบนั้นมีมาตั้งแต่ช่วงราวๆ 300 ล้านปีก่อน เนื่องจากมันดำรงชีวิตมาอย่างยาวนาน เจ้า แมลงสาบ หลากหลายสายพันธุ์จึงถูกพิจารณาให้เป็นหนึ่งในบรรดาสัตว์ที่สูญพันธุ์ยากเป็นอันดับต้นๆ หากพูดถึงแมลงสาบคงมีแต่คนส่ายหน้าและแสดงอาการไม่ชอบใจ เพราะแมลงเหล่านี้มักสร้างประสบการณ์อันน่าตื่นตระหนกให้กับใครหลายๆ คน ไม่ว่าจะเป็นตอนที่พวกมันบิน หรือคืบคลานเข้ามาหาตัวเรา ไม่เพียงแค่นี้พวกมันยังสร้างผลกระทบอื่นๆ ต่อสุขภาพของมนุษย์อีกด้วย และปัญหาที่ว่านั้นล้วนแต่เป็นสิ่งที่เราพบเจอกันในชีวิตประจำวันทั้งสิ้น ปัญหาแรกที่พบ คือ พวกมันมักก่อเชื้อโรคเจือปนในอาหาร เพียงแค่พวกมันวิ่งผ่านจานข้าว หรือแม้แต่สัมผัสของใช้ภายในครัว แบคทีเรียที่อยู่ในตัวของแมลงสาบก็สามารถส่งผ่านมายังภาชนะได้ ซึ่งอาจเป็นสาเหตุของโรคอาหารเป็นพิษ โรคบิด และโรคท้องร่วง ปัญหาข้อต่อมา คือ โรคภูมิแพ้จากแมลงสาบ หากมนุษย์คนใดที่พบเจอกับอุจจาระ หรือซากการลอกคาบของแมลงสาบ อาจส่งผลให้เกิดอาการผิดปกติ เช่น มีผดผื่นขึ้นที่ผิวหนัง น้ำตาไหลไม่รู้ตัว จามติดต่อกันหลายครั้ง และอาจร้ายแรงถึงขั้นเป็นโรคหอบหืด ปัญหาข้อสุดท้ายที่สาหัสไม่แพ้กัน คือ แมลงสาบเป็นพาหะนำโรค เชื้อโรคที่มาพร้อมกับแมลงสาบนั้นอาจส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อสุขภาพได้ หากได้รับการสะสมแบคทีเรียติดต่อกันเป็นเวลานาน เช่น โรคอุจจาระร่วงจากเชื้ออีโคไล (Escherichia coli) หรือโรคสเตรปโทคอกโคสิส (Streptococcus) เป็นต้น (อ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโรคสเตรปโทคอกโคสิสได้ที่นี่)  ไดโนเสาร์ยังสูญพันธุ์ แล้วเหตุใดแมลงสาบถึงยังคงมีชีวิตอยู่? หลายๆ คนคงเคยสงสัย และต่างนึกถึงเหตุผลว่าทำไมแมลงสาบถึงยังไม่สาบสูญไปจากโลกเสียที เพราะเจ้าแมลงเหล่านี้มีปัจจัยหลายๆ อย่างที่ส่งผลให้พวกมันสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ และเหตุผลเหล่านี้จึงถือเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้พวกมันดำรงชีพมาเป็นระยะเวลาหลายร้อยล้านปี พวกมันมีความสามารถในการปรับตัวอย่างยอดเยี่ยม คงเป็นเรื่องยากสำหรับแมลงชนิดอื่นที่จะสามารถปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นฤดูกาล […]

วอมแบต ถ่ายมูลเป็นทรงลูกบาศก์

วอมแบต เป็นสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวในโลกที่ถ่ายมูลเป็นทรงลูกบาศก์ จนถึงตอนนี้ นักวิทยาศาสตร์ยังไม่มีคำตอบว่ามันทำได้อย่างไร วอมแบต เป็นสัตว์ที่อาศัยอยู่ในโพรงดิน พบได้เฉพาะในประเทศออสเตรเลียและเกาะรอบข้าง ลักษณะตัวกลมป้อมทำให้มนุษย์มองว่ามันเป็นสัตว์ที่น่ารักชนิดหนึ่ง แต่มีสิ่งหนึ่งที่คุณอาจยังไม่เคยรู้เกี่ยวกับวอมแบต คือพวกมันเป็นสัตว์ชนิดเดียวในโลกที่ถ่ายมูลเป็นทรงลูกบาศก์ ด้วยลักษณะพิเศษของมูลวอมแบต สร้างความสนใจแก่นักวิทยาศาสตร์ที่พยายามถกเถียงและหาคำตอบในเรื่องนี้ จนกระทั่งเมื่อไม่นานนี้ แพทรีเซีย หยาง นักวิจัยในสถาบันเทคโนโลยีจอร์เจีย ผู้เชี่ยวชาญด้านของเหลวในร่างกาย ให้ความสนใจศึกษาเรื่องนี้ หลังจากเธอได้ร่วมงานสัมมนาวิชาการ “ฉันแทบไม่อยากเชื่อ” หยาง กล่าว แต่หลังจากได้ทราบข้อเท็จจริง เธอเริ่มศึกษาว่า เพราะอะไร และทำไม วอมแบตจึงถ่ายมูลเป็นทรงลูกบาศก์ “พวกเราต่างตั้งข้อสังเกตมากมายเกี่ยวกับเรื่องนี้” ไมก์ สวินบอร์น ผู้เชี่ยวชาญด้านวอมแบต มหาวิทยาลัยอะเดไลด์ในออสเตรเลีย กล่าว ชนเผ่าหนึ่งในออสเตรเลียเล่าว่า พวกมันต้องการสร้างอาณาเขตจึงต้องขับถ่ายเป็นทรงเหลี่ยม เพื่อไม่ให้กลิ้งหายไป แต่ไมก์บอกว่าสมมติฐานนี้ไม่ใช่เรื่องจริง “วอมแบตไม่ได้ถ่ายมูลให้มีลักษณะเหมือนเขตแดน” เขากล่าวและเสริมว่า “พวกมันถ่ายมูลเพียงแค่ทำตามอำเภอใจ” สวินบอร์นกล่าวว่า ทรงลูกบาศก์มีความสัมพันธ์กับสภาพแห้งแล้ง ที่เป็นแหล่งอาศัยของวอมแบต “ลำไส้ของพวกมันต้องดูดน้ำกลับจากมูลให้มากที่สุด” เขากล่าว หลักฐานชิ้นหนึ่งที่ยืนยันเรื่องนี้คือ วอมแบตในสวนสัตว์ซึ่งเข้าถึงน้ำได้ง่าย ถ่ายมูลไม่เป็นทรงลูกบาศก์เท่าที่พบในธรรมชาติ ความชื้นเป็นตัวแปรสำคัญ แต่ “ยังมีปัจจัยเรื่องกายวิภาคระบบทางเดินอาหารร่วมด้วย” บิลล์ ซีกเลอร์ ประธานอาวุโสในสวนสัตว์บรูกฟิลด์ ชิคาโก […]