ค้างคาวแวมไพร์ มีชีวิตด้วยเลือดเพียงอย่างเดียวได้อย่างไร?

ค้างคาวแวมไพร์มีชีวิตด้วยเลือดเพียงอย่างเดียวได้อย่างไร?

ค้างคาวแวมไพร์ มีชีวิตด้วยเลือดเพียงอย่างเดียวได้อย่างไร?

ค้างคาวดูดเลือด หรือค้างคาวแวมไพร์สามารถมีชีวิตอยู่ด้วยการกินเลือดเพียงอย่างเดียวได้อย่างไร? ต้องขอบคุณเพื่อนตัวน้อยในระบบย่อยอาหารของมัน

ในผลการศึกษาใหม่ที่นักวิทยาศาสตร์วิเคราะห์ดีเอ็นเอและไมโครไบโอม (จีโนมของจุลินทรีย์ทั้งหมดที่อาศัยในร่างกาย) ของค้างคาวแวมไพร์จำนวนสามสายพันธุ์ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเพียงชนิดเดียวที่กินเลือดเป็นอาหาร พวกเขาพบว่าจุลินทรีย์ในกระเพาะอาหารคือกุญแจสำคัญที่ช่วยให้พวกมันสามารถดำรงชีพได้ด้วยของเหลวสีแดงเพียงอย่างเดียว

ดูเหมือนว่าจุลินทรีย์เหล่านี้วิวัฒน์ขึ้นมาโดยเฉพาะเพื่อช่วยให้ค้างคาวอยู่ได้ด้วยการกินเลือด รายงานจาก Marie Lisandra Zepeda Mendoza นักพันธุศาสตร์จากมหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกน ผู้นำการวิจัยกล่าว การศึกษาคร้งนี้เป็นครั้งแรกที่หาคำตอบว่าระบบย่อยอาหารของค้างคาวแวมไพร์จัดการกับเลือดได้อย่างไร

เมื่อถึงเวลากลางคืน ภายในป่าเขตร้อนของทวีปอเมริกา เจ้าค้างคาวแวมไพร์จะออกล่าเหยื่อ พวกมันใช้ฟันแหลมคมเจาะเข้าไปยังเส้นเลือดใต้ผิวหนังของเหยื่อและเลียกินเลือดด้วยลิ้น แต่การยังชีพด้วยเลือดไม่ใช่เรื่องง่าย ค้างคาวแวมไพร์ต้องมีระบบประสาทที่ใช้จับความร้อนภายในตัวเหยื่อ พร้อมฟันคมๆ ที่ใช้ลงมือได้อย่างรวดเร็วและสร้างความเสียหายต่อผิวหนังของเหยื่อให้น้อยที่สุด นอกจากนั้นมันยังต้องมีเอนไซม์ต้านการแข็งตัวของเลือดภายในน้ำลาย เพื่อช่วยให้เลือดไม่แข็งตัวระหว่างที่มันกำลังดื่มกิน (เอนไซม์นี้เป็นโปรตีนชนิดหนึ่งที่มีชื่อว่า แดร็กคูลิน และขณะนี้กำลังถูกวิจัยเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง)

เลือดประกอบด้วยน้ำ 80% และสารอาหารอีกนิดหน่อย สารอาหารที่ว่าประกอบด้วยโปรตีน 93% ซึ่งยากต่อไตสำหรับการเผาผลาญ นอกจากนั้นภายในเลือดยังประกอบด้วยเชื้อโรค นั่นแปลว่าค้างคาวแวมไพร์ต้องเผชิญกับเชื้อโรคหลากชนิดและการขาดสารอาหารอื่นๆ เช่น วิตามิน

Mendoza ตั้งข้อสังเกตว่าจุลินทรีย์ภายในกระเพาะอาหารของพวกมันทำหน้าที่มอบสารอาหารที่ขาดไปให้แก่เจ้าบ้าน เพื่อแลกกับสถานที่อยู่อันปลอดภัย ฉะนั้นแล้วการทำความเข้าใจจุลินทรีย์เหล่านี้จะเป็นกุญแจสำคัญสำหรับนักวิทยาศาสตร์ในการทำความเข้าใจการกินอาหารอันโดดเด่นของค้างคาวแวมไพร์

ดังนั้น Mendoza และทีมงานของเธอจึงเปรียบเทียบดีเอ็นเอและจุลินทรีย์ของค้างคาวแวมไพร์จำนวน 3 ชนิด กับค้างคาวอื่นๆ ที่กินแมลง, ผลไม้ และเนื้อสัตว์เป็นอาหาร พวกเขาพบว่าค้างคาวแวมไพร์มีการปรับตัวอย่างมากเพื่อช่วยให้มีชีวิตรอดด้วยการกินเลือดเพียงอย่างเดียว รายงานดังกล่าวถูกเผยแพร่ลงในวารสาร Nature Ecology and Evolution

จุลินทรีย์ในระบบย่อยอาหารของค้างคาวแวมไพร์ทำหน้าที่ต่างจากจุลินทรีย์อื่นๆ พวกมันช่วยย่อยและเปลี่ยนเลือดเป็นโปรตีน และภายในจีโนมของค้างคาวแวมไพร์ยังมีความต้านทานไวรัสที่มากับเลือดมากเป็นพิเศษ ส่วนผลการตรวจดีเอ็นเอของมันพบว่า ไตของค้างคาวแวมไพร์วิวัฒนาการขึ้นมาสำหรับการจัดการกับโปรตีนมากๆ ทุกอย่างนี้ราวกับว่ามันถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นเครื่องจักรในการหาเลือดโดยเฉพาะ แต่อย่าลืมว่าค้างคาวแวมไพร์ก็เช่นเดียวกับแวมไพร์จากในภาพยนตร์ พวกมันต้องกินเลือดเพื่อยังชีพ หากภายในสองคืนมันไม่ได้ดื่มเลือด มันจะอดอยากและไร้เรี่ยวแรงอย่างมากเลยทีเดียว

เรื่อง Carrie Arnold

 

อ่านเพิ่มเติม

ค้างคาวโบราณตัวใหญ่กว่าค้าวคาวปัจจุบัน 3 เท่า

เรื่องแนะนำ

การสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำอาจหมายถึงการจากไปอย่างไม่มีวันกลับของอุรังอุตังตาปานูลี

อุรังอุตังตาปานูลี เอปสายพันธุ์ใหม่ที่เพิ่งถูกค้นพบเมื่อปีที่แล้ว อาจจากไปอย่างไม่มีวันกลับ หลังจากการมาของโครงการการสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำและเขื่อนในเกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย อุรังอุตังตาปานูลี เอปสายพันธุ์ใหม่ที่เพิ่งถูกค้นพบในปี 2560 และยังได้ขึ้นชื่อว่าเป็นเอปที่หายากที่สุดในโลก ดูท่าจะไม่รอดเสียแล้ว หลังจากได้มีโครงการสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำและเขื่อนมูลค่ากว่า 1.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐท่ามกลางที่อยู่อาศัยที่เหลืออยู่อันน้อยนิดบนเกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย อุรังอุตังตาปานูลีเพียง 800 ตัวเท่านั้นที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในป่าบาตังโตรู (Batang Toru) ในจังหวัดสุมาตราเหนือ โดยเป็นจุดที่มีความหลากหลายทางชีวภาพมากที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศอินโดนีเซีย อีกทั้งยังเป็นถิ่นอาศัยของสัตว์ป่าหายากอย่างเช่น เสือสุมาตรา และลิ่นซุนดา (หรือตัวนิ่ม) สัตว์ที่กำลังเผชิญกับความเสี่ยงอย่างรุนแรงต่อการสูญพันธุ์ และในบริเวณเดียวกันได้มีโครงการสร้างเขื่อนและโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ มูลค่ากว่าหลายล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ Indonesia Forum of the Environment กลุ่มสิ่งแวดล้อมที่ใหญ่ที่สุดของประเทศอินโดนีเซีย ได้ออกมาฟ้องร้องดำเนินคดีเพื่อให้หยุดการสร้างเขื่อน โดยมีหลักฐานว่าผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่จะตามมาจากโครงการนี้ ที่จะส่งผลกระทบเป็นบริเวณกว้าง อีกทั้ง นักวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับโครงการออกมาเปิดเผยว่า ลายเซ็นต์ของเขาถูกปลอมแปลงเพื่อให้การขอรับใบอนุญาตที่สำคัญผ่านการอนุมัติ และเมื่อวันที่ 4 มีนาคม ที่ผ่านมา คณะกรรมการตัดสินได้ออกมาชี้แจงว่า ข้อขัดแย้งและผลกระทบที่องค์กรด้านสิ่งแวดล้อมกล่าวอ้างนั้น ไม่ถือว่าเป็นความจริงแต่อย่างใด ทางองค์กรมีแผนที่จะยื่นอุทธรณ์อย่างแน่นอน “เราจะใช้ช่องทางกฎหมายที่มีอยู่ทั้งหมดในการต่อสู้ครั้งนี้” Dana Prima Tarigan ผู้อำนวยการบริหารขององค์กรสิ่งแวดล้อมในจังหวัดสุมาตราเหนือ กล่าวกับผู้สื่อข่าว ทั้งที่เมื่อประมาณหนึ่งปีที่แล้ว ทั่วโลกเพิ่งจะรับรู้กันว่ามีการค้นพบเอปชนิดใหม่เกิดขึ้น […]

พบกับปลาประหลาดที่สุดในโลก

พบกับปลาประหลาดที่สุดในโลก นักท่องเที่ยวที่กำลังพักผ่อนอยู่บนหาดของเมือง Tirúa ในชิลี พบเข้ากับบางสิ่งบางอย่าง มันคือปลาแฮ็กฟิช ปลาไม่มีขากรรไกรที่แยกสายวิวัฒนาการออกมาจากปลาอื่นๆ เมื่อนานมาแล้ว ถึงแม้ว่าตัวมันจะดูยาว ลื่น และเป็นมัน แต่พวกมันไม่ใช่ปลาไหล ตลอด 300 ล้านปีที่ผ่านมาแฮ็กฟิชเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ไปจากเดิมเพียงน้อยนิดเท่านั้น และปัจจุบัน แฮ็กฟิช เป็นปลาในชั้นปลาไม่มีขากรรไกรเพียงหนึ่งในสองจำพวกที่ยังสืบเผ่าพันธุ์มาจนถึงทุกวันนี้ (อีกจำพวกหนึ่งคือ ปลาแลมป์เพรย์) พวกมันอาศัยอยู่ตามพื้นมหาสมุทร ของทะเลลึก  Lissete Hermosilla นักท่องเที่ยวและครอบครัวของเธอเล่าให้เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิกฟังว่าพบเจ้าตัวนี้เข้าโดยบังเอิญขณะกำลังตกปลาอยู่ ในตอนแรกเธอคิดจะช่วยมันให้กลับลงสู่ทะเล แต่ดูเหมือนว่าเจ้าปลาประหลาดนี้สามารถหาวิธีคลานกลับสู่ทะเลได้ด้วยตนเอง คุณลักษณะเด่นอีกอย่างหนึ่งก็คือปลาแฮ็กฟิชมีต่อมเมือกจำนวนมากทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่กระจายอยู่ที่ผิวหนังและเรียงตัวเป็นแนวอยู่ทางด้านข้างตลอดความยาวของลำตัวกว่า 100 ต่อม โดยพวกมันใช้เมือกเพื่อเป็นเกราะป้องกันตัวเมื่อถูกสัตว์ใหญ่โจมตี และเมื่อเมือกดังกล่าวปะปนไปกับน้ำทะเล มันจะกลายเป็นแผ่นไฟเบอร์ใสขนาดใหญ่ ที่มีความบาง แข็งแรง และยืดหยุ่นได้ โดยเมื่อนำไปล้างกับน้ำเปล่า และนำไปผึ่งให้แห้ง ก็จะได้วัสดุที่ให้สัมผัสนุ่มและลื่น ขณะนี้นักวิทยาศาสตร์กำลังศึกษาเมือกของมันเพื่อนำไปสร้างใยสังเคราะห์   อ่านเพิ่มเติม : เผยวิดีโอที่บันทึกภาพปลาทะเลลึกที่สุดในโลกเป็นครั้งแรก, ทดลองให้ปลาไหลไฟฟ้าช็อต เพื่อวิทยาศาสตร์

มาเรียม : ดุหยงน้อยสู่ความหวังพะยูนไทย – บันทึกภาคสนามนักอนุรักษ์

เกาะติดภารกิจดูแล "มาเรียม" ลูกพะยูนกำพร้า ซึ่งถือเป็นภารกิจดูแลลูกพะยูนในถิ่นอาศัยตามธรรมชาติครั้งแรกของประเทศไทย มาเรียมไม่เพียงเป็นขวัญใจของเหล่านักอนุรักษ์ ชาวบ้าน และอาสาสมัครจากทุกแห่งหน แต่ยังกลายเป็นความหวังสำคัญในการจัดการอนุรักษ์ถิ่นอาศัยของพะยูนไทยในระยะยาว

บันทึกนักจับผีเสื้อ

บันทึกนักจับผีเสื้อ ภาพยนตร์สั้นเรื่องนี้จะพาคุณผู้อ่านไปสัมผัสกระบวนการจับและเปลี่ยนผีเสื้อให้กลายมาเป็นสินค้าและรายได้หลักของชุมชน ออกเดินทางเข้าดงพงไพรไปกับบรรดานักจับผีเสื้อบนเกาะสุลาเวสี ประเทศอินโดนีเซีย อันที่จริงมนุษย์เราจับผีเสื้อสวยๆ มานานแล้วแต่ครั้งโบราณกาล จนกระทั่งเมื่อถึงยุคของอินเตอร์เน็ต นักจับผีเสื้อเหล่านี้ไม่ได้ขายผีเสื้อสตัฟฟ์ให้แก่คนท้องถิ่นหรือนักท่องเที่ยวที่มาเยือนอีกต่อไป แต่พวกเขายังขายความสวยงามเหล่านี้ให้แก่คนต่างประเทศอีกด้วย ทว่ากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจับและค้าผีเสื้อนั้นเต็มไปด้วยความซับซ้อน และสินค้าที่ได้มาอย่างถูกกฎหมายเองก็ยากที่จะแยกแยะออกจากสินค้าตลาดมืด ยกตัวอย่างเช่นในผีเสื้อบางสายพันธุ์นั้นทางการอนุญาตให้ค้าขายได้เฉพาะจากฟาร์มเท่านั้น อย่างไรก็ดีประเด็นนี้ยากที่จะตรวจสอบ มาชมขั้นตอนการเปลี่ยนผีเสื้อตามธรรมชาติให้คงอยู่ชั่วนิรันดร์ในกรอบกระจกกัน ผีเสื้อเหล่านี้มีนักสะสมหรือนักธุรกิจบางคนยอมจ่ายเงินเป็นพันดอลลาร์เพื่อให้ได้ครอบครองความงดงามอันเปราะบางนี้   อ่านเพิ่มเติม ตามติดชีวิตนักจับผีเสื้อ