ข้อมูลสัตว์โลกน่ารู้ - Page 2 of 43 - National Geographic Thailand

ทำไมเหล่า แรคคูน ถึงได้ชื่อว่าเป็นสุดยอดผู้รอดชีวิตแห่งชุมชนเมืองของมนุษย์

แรคคูน หรือที่เรียกกันอย่างแพร่หลายในประเทศแถบตะวันตกว่า “แพนด้าขยะ (Trash Panda)” มักเป็นที่รู้จักในฐานะนักป่วนเมืองที่มีชื่อเสียงที่ไม่ค่อยดีนัก แต่ที่น่าสนใจคือ ทำไมพวกมันถึงเก่งขนาดนั้น? ในช่วงต้นทศวรรษที่ 1900 นักวิทยาศาสตร์สาชาจิตวิทยาสัตว์ชาวอเมริกันมีแผนการใหญ่ที่จะนำ แรคคูน ซึ่งเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่ขึ้นชื่อเรื่องความเฉลียวฉลาดและมีจำนวนมากในอเมริกาเหนือเข้าไปในห้องทดลองเพื่อทดสอบสติปัญญาของพวกมัน แต่แล้วพวกเขาก็ต้องยอมแพ้ให้กับความฉลาดเป็นกรดของพวกมันที่สามารถใช้อุ้งเท้าซึ่งมีลักษณะเหมือนสัตว์จำพวกวานรหาวิธีออกจากกรงได้อย่างคล่องแคล่ว เหล่านักวิทยาศาสตร์กล่าวว่า “เราขอยอมแพ้แล้วกลับไปหาพวกหนูกับพิราบเหมือนเดิมดีกว่า” ซาร่าห์ เบนสัน แอมรัม นักนิเวศวิทยาเชิงพฤติกรรมที่มหาวิทยาลัยบริติชโคลัมเบียในแวนคูเวอร์หัวเราะเบาๆ ก่อนจะพูดต่อว่า “นี่เป็นสาเหตุว่าทำไมพวกเราถึงรู้เรื่องของพวกแรคคูนแค่เพียงหยิบมือเท่านั้น” เจ้าสัตว์ที่หน้าตาดูเหมือนสวมหน้ากากตลอดเวลานี้เป็นที่รู้จักจนสามารถใช้เป็นสัญลักษณ์ของแบรนด์สินค้าซึ่งเป็นที่แพร่หลายเช่นแบรนด์ “Trash Panda” แต่ถึงอย่างนั้น พวกมันกลับมีชื่อเสียงที่ไม่ค่อยดีนักสำหรับผู้คนในเมืองต่างๆ ทั่วสหรัฐอเมริกา เนื่องจากพวกมันชอบรื้อและขุดคุ้ยถังขยะ บ้านเรือน หรือสิ่งก่อสร้างต่างๆ ของมนุษย์ การวิจัยของเบนสัน แอมรัม ชี้ให้เห็นว่าความฉลาดของพวกมันคือปัจจัยหนึ่งที่ช่วยให้เผ่าพันธุ์ของพวกมันขยายตัวเข้ามาถึงเขตชานเมืองและชุมชนทั่วทวีปอเมริกาเหนือ เบนสันและเพื่อนร่วมทีมได้ใช้การทดลองหลายแบบเพื่อท้าทายความสามารถของแรคคูนไม่ว่าจะเป็นแรคคูนป่าหรือแรคคูนเลี้ยง เช่น การมอบภารกิจให้พวกมันเรียนรู้ที่จะดันคันโยกเพื่อรับขนม และในเกือบทุกครั้ง พวกมันแสดงการกระทำที่เหนือความคาดหมายของด้วยการใช้วิธีการแก้ปัญหาที่เหล่านักวิทยาศาสตร์คิดไม่ถึง ดังที่เบนสันกล่าวไว้ “พวกมันช่างน่าหลงใหลอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ในทุกๆ การศึกษาที่เราทำ ฉันรู้สึกตะลึงกับความอยากรู้อยากเห็นจนถึงความทะเยอทะยานของพวกมันขณะที่กำลังสำรวจสิ่งต่างๆ” ด้วยเหตุนี้เอง เบนสันและเพื่อนร่วมงานจึงร่วมกันเปิดโครงการสัตว์ป่าในเมือง (Urban Wildlife Project) ของมหาวิทยาลัยบริติชโคลัมเบียที่พวกเขาพันปลอกคอจีพีเอส 30 อันไว้กับเหล่าแรคคูน และอีก 10 […]

ชมความน่ารัก ‘ภาระดร’ ลูกโลมาอิรวดีกำพร้าแม่ ฝากเลี้ยงหวังยื้อชีวิต

กลิ่นนมผงผสมกับกลิ่นฝนมรสุมเป็นสิ่งที่เตะจมูกเมื่อผมมาถึงศูนย์วิจัย ฯ อ่าวไทยฝั่งตะวันออกที่จังหวัดระยอง ภายในเต็นท์สีดำใต้เมฆครึ้มผมเห็นเจ้าหน้าที่ของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งกำลังง่วนทำงานอยู่ในบ่อพักฟื้นซึ่งเป็นที่อยู่ของ “ภาระดร” ลูกโลมาอิรวดีกำพร้าแม่ที่มาเกยตื้นและถูกช่วยเหลือมาเลี้ยงดูที่ศูนย์วิจัยเมื่อช่วงวันศุกร์ที่ 23 กรกฎาคม ผมไม่ได้ถามว่าชื่อของเจ้าโลมานี้มีที่มาจากไหน แต่คงไม่ได้แปลว่า “ภาระ” ที่เจ้าหน้าที่กำลังต้องพบเจอหรอก (มั้ง) ครับ ในช่วงแรกที่นำเจ้าภาระดรเข้ามา มันไม่สามารถทรงตัวหรือว่ายน้ำเองได้เลย และมีบาดแผลบนตัว แต่หลังจากที่ทีมเจ้าหน้าที่และสัตวแพทย์สัตว์น้ำได้ผลัดเวรกันเฝ้าดูแลตลอด 24 ชั่วโมงเป็นเวลาร่วมกว่าอาทิตย์ เจ้าโลมาน้อยก็มีสุขภาพดีขึ้นจนสามารถว่ายน้ำไปมาได้เอง จนแทบจะว่าได้ว่าคึกคักจนเกินไป เพราะว่ายน้ำซนแทบไม่หยุดจนเจ้าหน้าที่ต้องคอยดูไม่ให้ว่ายน้ำไปชนขอบบ่อจนเป็นแผล อีกทั้งยังเจริญอาหารมากโดยที่จะมาคอยดูดนิ้วพี่เลี้ยงในเวลาที่หิวนมอยู่บ่อยๆ กินเล่นนอนแทบไม่ต่างอะไรกับเด็กวัยกำลังซน แต่เนื่องจากลูกโลมาที่ยังไม่หย่านมนั้นแทบไม่มีโอกาสรอดชีวิตได้โดยปราศจากแม่ของมันในธรรมชาติทางเจ้าหน้าที่จึงต้องคอยเลี้ยงดูภาระดรให้เติบโตแข็งแรงต่อไปอีกหลายเดือนก่อนที่จะตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรต่อไปกับอนาคตของมัน ในปัจจุบัน โลมาอิรวดีเป็นสัตว์คุ้มครองตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าและเพิ่งได้รับการเห็นชอบจากการเสนอให้เข้าเป็นสัตว์สงวนโดยคณะกรรมการทะเลแห่งชาติเมื่อเดือนพฤษภาคม 2565 ที่ผ่านมา แต่สถานการณ์ในธรรมชาติของโลมาชนิดนี้ยังน่าเป็นห่วงมากเนื่องจากพวกมันมีแหล่งอาศัยอยู่ตามพื้นที่ที่มักได้รับผลกระทบจากมนุษย์เช่นน่านน้ำใกล้ชายฝั่ง แหล่งน้ำกร่อย และแม่น้ำบางสายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เท่านั้น ภัยคุกคามหลักของพวกมันคือการติดเครื่องมือประมงอย่างเช่นที่เพิ่งคร่าชีวิตโลมาอิรวดีตัวสุดท้ายในแม่น้ำโขงของลาวไปเมื่อต้นปีนี้ หรือที่อาจทำให้ฝูงโลมาอิรวดี 14 ตัวสุดท้ายในทะเลสาบสงขลาหายสาบสูญไปตลอดกาลได้ในอนาคต เมื่อคำนึงถึงภัยอื่นๆ ที่ทำลายแหล่งที่อยู่อาศัยของพวกมันเช่นมลพิษ การสร้างเขื่อนในแม่น้ำ หรือแหล่งน้ำที่แห้งเหือดด้วยสภาวะโลกรวนด้วยแล้ว โลมาชนิดนี้จึงถูกจัดสถานภาพว่าเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ Endangered โดยองค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN) ในค่ำคืนที่ฝนตกเช่นคืนนี้ เหล่าสัตวแพทย์และเจ้าหน้าที่ของกรมทรัพยากรทางทะเลก็ยังคงทำงานกันอย่างหนักอยู่ในบ่อเลี้ยงเพื่อกล่อมภาระดรให้นอนหลับสบาย ซึ่งผมก็หวังอยู่ลึกๆ ว่าสักวันหนึ่งภาระดรจะเติบโตอย่างแข็งแรงและมีโอกาสได้คืนกลับสู่ฝูงธรรมชาติ และในขณะเดียวกันก็อยากเห็นว่าญาติ 14 ตัวของภาระดรในทะเลสาบสงขลาจะยังสามารถอยู่รอดต่อไปได้ด้วยการยกระดับการตรวจตราและจัดการพื้นที่ประกอบกับความร่วมมือจากชุมชน อย่างน้อยก็ในช่วงชีวิตของพวกเรา หากคุณสนใจเรื่องราวของ […]

เบื้องหลัง ” คาเฟ่สัตว์ ” ความน่ารักในสายตามนุษย์ ผ่านความทุกข์ของเหล่าสัตว์

วัฒนธรรมการท่องเที่ยวแบบ “ คาเฟ่สัตว์ ” กำลังเป็นที่นิยมในทวีปเอเชียรวมถึงสังคมไทย ผู้คนไม่น้อยโปรดปรานการรับประทานอาหาร ขนม หรือเครื่องดื่มแบบใกล้ชิดกับสัตว์โดยเลือกหาคาเฟ่ที่ตอบสนองตามความชอบของตนเอง คาเฟ่สัตว์นั้นมีหลายแบบ บางที่อาจเกิดขึ้นโดยมีจุดประสงค์เพื่อการช่วยเหลือสัตว์เช่น คาเฟ่แมวจร บ้างก็เป็นคาเฟ่สัตว์เลี้ยงทั่วไปอย่างสุนัขหรือแมวหลากหลายสายพันธุ์จนถึง “ คาเฟ่สัตว์ แปลก” ที่เปิดประสบการณ์ให้ผู้คนได้ใกล้ชิดกับสัตว์ที่เราไม่ได้คุ้นเคยหรือพบได้ในชีวิตประจำวัน เช่น งู นาก นกฮูก แรคคูน ชินชินลา กบ เม่นแคระ เป็นต้น เราอาจรู้สึกตื่นเต้นและรู้สึกเย้ายวนใจที่จะได้ใกล้ชิดกับสัตว์แปลก (Exotic Animal) หรือ “สัตว์ป่าต่างถิ่น” ที่แปลกตา ห้วงเวลาอันแสนสั้นหลังจากที่เราต่อคิวเพื่อให้ได้ใกล้ชิดพวกมันเพียง 15-30 นาที ไม่ว่าจะเป็นการจ้องมองหน้าตาน่าเอ็นดูของแรคคูน พิจารณาใบหูยาวของจิ้งจอกทะเลทราย สัมผัสเกล็ดงูที่มันวาว หรือจินตนาการว่าเราเป็นพ่อมดแฮรี่พอตเตอร์ที่มีนกฮูกส่งสารเป็นของตัวเองนั้นอาจจุดประกายจินตนาการและเปิดประสบการณ์ใหม่ให้ใครหลายคน แต่น้อยคนที่รู้สึกสะกิดใจว่าสิ่งนี้คือชนวนใหญ่ของการลักลอบค้าสัตว์จนถึงการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิต ชนวนและเชื้อเพลิงของการลักลอบค้าสัตว์ เมื่อความต้องการและความนิยมของ คาเฟ่สัตว์ มีมากขึ้น ความต้องการในการนำเข้าหรือค้าขายสัตว์เหล่านี้ก็จะมากขึ้นตามไปด้วย ปัญหาคือแหล่งที่มาของพวกมันที่เราไม่อาจทราบได้เลยว่าสัตว์พวกนี้มาจากไหนโดยเฉพาะพวกสัตว์ป่า ถึงแม้ว่าคาเฟ่สัตว์บางที่จะรับรองว่าพวกมันมาจากพ่อหรือแม่พันธุ์ที่ถูกกฎหมาย แต่การจะหาที่มาที่แท้จริงของพวกมันยังไม่สามารถตรวจสอบได้ชัดเจนนักเนื่องจากกระบวนการดังกล่าวยังอยู่ใต้เงามืดที่ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้อย่างโปร่งใส ยกตัวอย่างเช่นในกรณีของคาเฟ่ตัวนากที่เป็นที่นิยมอย่างมากในญี่ปุ่น แม้ว่านากหลายตัวจะได้รับการรับรองจากคาเฟ่ว่ามีที่มาอย่างถูกต้องตามกฎหมายแต่จากงานวิจัยและการสืบสวนขององค์กรที่ดูแลการค้าสัตว์โดยเฉพาะ (Wildlife Trade Specialists หรือ TRAFFIC) ก็ยังพบว่านากส่วนใหญ่มาจากการลักลอบค้านากเล็บสั้นซึ่งเป็นหนึ่งในกระบวนการของเครือข่ายลักลอบค้าสัตว์ป่า […]

โปแลนด์จัดแมวเป็น ‘เอเลี่ยนสปีชีส์’ เหตุทำลายความหลากหลายชีวภาพ

โปแลนด์จัดแมวเป็น ‘เอเลี่ยนสปีชีส์’ เหตุทำลายความหลากหลายชีวภาพ – โต้ “มนุษย์เคยถูกจัดให้อยู่ในรายชื่อสัตว์รุกรานหรือไม่” เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา สถาบันวิทยาศาสตร์แห่งโปแลนด์ (Polish Academy of Sciences) ได้จัดให้แมวบ้าน (Felis catus) เป็น ‘สายพันธุ์ต่างด้าวรุกราน’ หรือที่รู้จักในคำว่า ‘เอเลี่ยนสปีชีส์ (Alien Spiecies)’ เนื่องจากแมวส่งผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพพื้นเมือง ทางสถาบันเผยว่าสายพันธุ์ดังกล่าว (แมว) ก่อให้เกิด “ความเสี่ยงที่คาดเดาไม่ได้ต่อสัตว์ป่าในท้องถิ่น” โดยระบุถึงการศึกษาที่แสดงให้เห็นว่าแมวบ้านในโปแลนด์นั้นฆ่าและกินสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมราว 48.1 และ 583.4 ล้านตัวต่อปี อีกทั้งยังฆ่าและกินนกท้องถิ่นประมาณ 8.9 และ 135.7 ล้านตัวต่อปี ตามคำจำกัดความของอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพที่ลงนามโดยกว่า 150 ประเทศ(The Convention on Biological Diversity) ได้ระบุไว้ว่า ‘เอเลี่ยนสปีชีส์’ คือ พืช สัตว์ เชื้อโรค หรือสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ที่ไม่มีถิ่นกำเนิดในระบบนิเวศซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายทางเศรษฐกิจหรือสิ่งแวดล้อม รวมทั้งผลเสียต่อสุขภาพของมนุษย์ และที่สำคัญคืออันตรายต่อความหลากหลายทางชีวภาพรวมไปถึงการลดลงและการกำจัดสายพันธุ์พื้นเมือง ซึ่งเป็นหนึ่งในภัยคุกคามที่ยิ่งใหญ่ที่สุดต่อความหลากหลายทางชีวภาพที่ได้มีส่วนทำให้สัตว์สูญพันธุ์เกือบร้อยละ 40 […]

สัตว์ป่ารุกคืบสู่เมือง เมื่อยามถิ่นอาศัยตามธรรมชาติหดหาย

เมื่อถิ่นอาศัยในธรรมชาติหดหาย ไคโยตี หมีแรกคูน และสัตว์ชนิดอื่น ๆ กําลังปรับตัวให้เข้ากับชีวิต ในเมืองใหญ่ด้วยวิธีอันชาญฉลาด แวบแรกที่เห็น มันเป็นภาพที่เห็นกันทุกเมื่อเชื่อวันตามเมืองต่างๆ ทั่วอเมริกา  พนักงานไปรษณีย์สวมหมวกปีกสีนํ้าเงินลงจากรถขนส่งไปรษณีย์  แล้วก้าวยาวๆ ข้ามถนน  ในมือถือจดหมายเป็นปึก  นั่นไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร  แต่บุรษไปรษณีย์คนนี้เหมือนไม่สนใจหมีดำอเมริกาตัวใหญ่ที่นั่งจุ้มปุ๊กห่างไปแค่สองสามเมตร ถัดไปทางซ้ายมือ  ทางหลวงระหว่างรัฐหมายเลข 240 ส่งเสียงอื้ออึงหลังรั้วตาข่ายถัก  แต่เห็นได้ชัดว่าไม่ได้สร้างความรำคาญให้เจ้าหมี  สุดท้ายมันก็วิ่งเหยาะๆ ลงไปตามทางเดินเข้าไปในย่านที่พักอาศัยแห่งนี้ซึ่งอยู่ห่างจากใจกลางเมืองแอชวิลล์  รัฐนอร์ทแคโรไลนา  ไม่ถึงหนึ่งกิโลเมตร ริมทางหลวงสายนี้  ทีมนักวิจัยในโครงการศึกษาหมีในเขตเมืองและชานเมืองของรัฐนอร์ทแคโรไลนา  ยังประทับใจกับการค้นพบอีกอย่างหนึ่ง นั่นคือโพรงลึกในต้นเมเปิลสีเงินเปลือกตะปุ่มตะปํ่าต้นหนึ่ง  หมีเพศเมียสวมปลอกคอส่งสัญญาณวิทยุหมายเลขเอ็น 209  เป็นหนึ่งในหมีกว่าร้อยตัวที่งานวิจัยนี้ติดตามอยู่  มันจำศีลอยู่ในนั้นตลอดฤดูหนาว  ทั้งๆ ที่มีรถแล่นผ่านไปมาตลอดเวลาห่างออกไปเพียงไม่กี่เมตร ปัจจุบัน  โครงการนี้ดำเนินงานมาเป็นปีที่แปดแล้ว  ถึงกระนั้น  “หมีเหล่านี้ยังคงทำให้ฉันประหลาดใจได้อีกค่ะ”  คอลลีน  โอลเฟนบิวต์เติล  นักชีววิทยาหมีดำ  ตะโกนแข่งกับเสียงอื้ออึงของการจราจร  เธอจับบันไดไว้มั่น ขณะเพื่อนร่วมงานมุดเข้าไปวัดขนาดโพรงภายในต้นไม้  โพรงไม้นี้มีขนาดใหญ่ที่สุดที่โอลเฟนบิวต์เติลเคยเห็นมาตลอด 23 ปีที่ศึกษาหมีดำ  “หมีดำปรับตัวได้ดีกว่าที่เราเชื่อว่าพวกมันทำได้มากค่ะ”  เธอว่า อันที่จริง  เป็นเรื่องยากที่จะนึกภาพว่าหมีดำจะปรับตัวให้ใช้ชีวิตในแอชวิลล์ได้ดีเช่นนี้  ในเมืองก้าวหน้าที่ซุกตัวอยู่ในเทือกเขาบลูริดจ์  และมีประชากรประมาณ 95,000 […]

ผีเสื้อจักรพรรดิกลายเป็นสัตว์ใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง ส่งผลต่อระบบนิเวศ

ผีเสื้อจักรพรรดิกลายเป็นสัตว์ใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง เหตุถูกทำลายถิ่นอาศัย การใช้ยาฆ่าแมลง ส่งผลต่อระบบนิเวศ สัตว์ที่สวยและสง่างามที่มักมาเยี่ยมชมสวนหลังบ้านของเราในฤดูร้อน อีกทั้งยังเป็นนักเดินทางไกลข้ามทวีปกว่าปีละ 4,023 กิโลเมตร มีจำนวนลดลงกว่าร้อยละ 23 ถึง 72 ในช่วง 10 ปี ทำให้สหภาพนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติและทรัพยากรธรรมชาติ (IUCN) ประกาศอย่างเป็นทางการว่า ผีเสื้อจักรพรรดิ (Monarch butterflies) กลายเป็นสัตว์ใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง “เป็นเรื่องยากที่ผู้คนจะจินตนาการว่าบางสิ่งที่ปรากฏขึ้นในสวนหลังบ้านของพวกเขากำลังถูกคุกคาม” แอนนา วอล์คเกอร์ (Anna Walker) หัวหน้าทีมในการประเมินจำนวนผีเสื้อและเจ้าหน้าที่พิเศษของ IUCN กล่าว เธอระบุว่าภัยคุกคามนั้นมาจากหลายปัจจัย แต่ส่วนใหญ่แล้วเกิดจากบริเวณพื้นที่หลบหนาวและพักอาศัยระหว่างการอพยพถูกทำลาย การตัดไม้ทำลายป่าและสารกำจัดศัตรูพืชที่ใช้ในการเกษตรได้ฆ่าผีเสื้อเหล่านี้รวมทั้งตัวอ่อน ส่งผลให้พวกมันไม่อาจเพิ่มจำนวนประชากรขึ้นได้ อีกทั้งยังมีปัจจัยจากสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงตามเส้นทางการอพยพของผีเสื้อ สิ่งมีชีวิตที่บอบบางนี้จึงมิอาจทนทาน ประชากรของผีเสื้อจักรพรรดิลดลงอย่างมากโดยเฉพาะด้านตะวันตกของเทือกเขาร็อกกีซึ่งมีการศึกษาน้อยนั้นลดลงกว่าร้อยละ 99.9 จากเคยที่อยู่ราว 10 ล้านตัวในปี 1980 เหลือเพียง 1,914 ตัวในปี 2021 ขณะที่จำนวนประชากรด้านตะวันออกนั้นก็ลดลงกว่าร้อยละ 84 ในช่วงระหว่างปี 1996 ถึงปี 2014 อย่างไรก็ตาม การศึกษาเมื่อเร็วๆ นี้ได้แสดงให้เห็นว่าจำนวนผีเสื้อจักรพรรดิอาจเพิ่มขึ้นในบางพื้นที่ของสหรัฐฯ […]

ศาลแคลิฟอร์เนียอนุมัติจัดประเภทสิ่งมีชีวิตใหม่ นับจากนี้ไป ผึ้งคือปลา

เมื่อ ผึ้งคือปลา – วันที่ 5 มิถุนายน 2565 ที่ผ่านมา องค์คณะผู้พิพากษาแห่งศาลแคลิฟอร์เนียตัดสินให้ผึ้งเป็นสัตว์ประเภทเดียวกับปลา สามัญสำนึกของเราคงสงสัยและต่อต้านไม่มากก็น้อยหากต้องยอมรับว่าแมลงตัวเล็กๆ ที่โบยบินอยู่ท่ามกลางมวลดอกไม้จะเป็นสัตว์ชนิดเดียวกันกับปลาที่แหวกว่ายอยู่ใต้ผืนน้ำ แม้กระทั่งในทางวิวัฒนาการ ปีกและครีบหางของพวกมันก็มิได้มีจุดร่วมใดที่จะเชื่อมโยงหากันได้ ดังนั้น การจะคิดว่า “ ผึ้งคือปลา ” โดยไม่ทำความเข้าใจถึงสาเหตุเบื้องหลังคงเป็นเรื่องพิลึกอย่างสิ้นเชิงดังที่หลุยส์ โรชา ภัณฑารักษ์แห่งมีนวิทยา (ศาสตร์การศึกษาเกี่ยวกับปลา) แห่งสถาบันวิทยาศาสตร์แคลิฟอร์เนียได้กล่าวไว้ว่า “นี่มันบ้าไปแล้ว ตามหลักชีววิทยา ผึ้งไม่มีทางเป็นปลาอย่างเด็ดขาด” บัมเบิลบี หรือ ผึ้งหึ่ง เป็นผึ้งป่าที่เคยมีอยู่ทั่วไปในแถบอเมริกาเหนือ ทว่าข้อมูลจากบริการปลาและสัตว์ป่าของสหรัฐอเมริกา (USFWS หรือ FWS) กลับเผยว่าปัจจุบันพวกมันมีจำนวนลดลงเกือบร้อยละ 90 เหตุจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โรคระบาด ยาฆ่าแมลง และการสูญเสียถิ่นที่อยู่อาศัย วิกฤตการเสี่ยงสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตนี้นับเป็นที่หวาดหวั่นเป็นอย่างยิ่งสำหรับอเมริกาเพราะพวกมันคือหนึ่งในผู้ช่วยสำคัญในการผสมพันธุ์ดอกไม้ป่าและพืชไร่ราว 1 ใน 3 ทั่วสหรัฐตั้งแต่บลูเบอรีจนถึงมะเขือเทศ ซึ่งรวมแล้วมีมูลค่าทางเกษตรกว่า 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ด้วยเหตุนี้เอง ผู้คนและนักอนุรักษ์จึงยื่นคำร้องแก่ศาลตั้งแต่ปี พ.ศ. 2516 เพื่อให้ผึ้งผสมเกสรอย่างบัมเบิลบีได้รับการดูแลและคุ้มครองในฐานะสัตว์ใกล้สูญพันธ์ภายใต้พระราชบัญญัติสัตว์ใกล้สูญพันธุ์แห่งแคลิฟอร์เนีย (CESA หรือ […]

ปลาการ์ตูน – ดอกไม้ทะเล มิตรภาพแสนงามแห่งมหาสมุทร

ปลาการ์ตูน และดอกไม้ทะเลคือแบบอย่างของพันธมิตรอันแนบแน่นที่ต่างพึ่งพาอาศัยกัน พวกมันเปรียบได้กับเพชรยอดมงกุฎแห่งแนวปะการัง ปลาการ์ตูน – ดอกไม้ทะเล / ตอนที่แอนดรูว์ สแตนสัน เริ่มสร้างภาพยนตร์แอนิเมชันซึ่งเค้าโครงเรื่องเกิดขึ้นในมหาสมุทร ทั้งหมดที่เขาต้องการก็คือปลาที่เหมาะจะรับบทเป็นตัวเอกของเรื่อง เขาเปิดหนังสือภาพเล่มโตเกี่ยวกับชีวิตในท้องทะเลเล่มแล้วเล่มเล่า กระทั่งมาสะดุดตากับภาพปลาสองตัวที่เยี่ยมหน้ามองออกมาจากดอกไม้ทะเล ”เป็นภาพที่ตรึงตรามากครับ และแล้วดาวจรัสแสงก็ถือกำเนิดขึ้น นีโม ปลาเล็กหัวใจ โต๊…โต (Finding Nemo) ของบริษัทพิกซาร์ (Pixar) ที่สแตนตันเป็นผู้กำกับและเขียนบท ได้รับรางวัลออสการ์ ประจำปี 2003 สาขาภาพยนตร์แอนิเมชันยอดเยี่ยม ปลาน้อยนีโมซึ่งเป็นปลาการ์ตูนชนิด Amphiprion percula ทำให้เด็กๆ หลายล้านคนทั่วโลกได้รู้จักกับระบบนิเวศเขตร้อนอันแสนมหัศจรรย์ นั่นคือแนวปะการังและเหล่าผู้อยู่อาศัย ในหมู่นักวิทยาศาสตร์และนักเลงปลาตู้ ปลาการ์ตูน ยังเป็นที่รู้จักในอีกชื่อหนึ่งว่า ปลาดอกไม้ทะเล (anemonefish) เนื่องจากพวกมันไม่อาจอยู่รอดได้หากปราศจากดอกไม้ทะเลซึ่งเป็นเจ้าบ้านผู้ให้แหล่งพักพิง หนวดที่มีเข็มพิษของดอกไม้ทะเลช่วยปกป้องปลาการ์ตูนและไข่ที่กำลังพัฒนาจากนักล่า ทว่าในจำนวนดอกไม้ทะเลราว 1,000 ชนิด มีเพียงสิบชนิดเท่านั้นที่เป็นบ้านของปลาการ์ตูน ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าปลาการ์ตูนหลีกเลี่ยงไม่ให้ถูกเข็มพิษของดอกไม้ทะเลทำร้ายได้อย่างไร แต่เป็นไปได้ว่า ชั้นเมือกซึ่งปลาการ์ตูนอาจสร้างขึ้นหลังจากได้สัมผัสหนวดดอกไม้ทะเลในครั้งแรกๆ อาจช่วยปกป้องพวกมัน อัลเลนอธิบายว่า ”เมือกพิเศษนี่เองครับที่ยับยั้งดอกไม้ทะเลไม่ให้ขับเซลล์เข็มพิษออกมาครับ เรื่อง เจมส์ โพรเซก ภาพถ่าย เดวิด […]

ญี่ปุ่นจับภาพปลาทะเลน้ำลึกหายากสายพันธุ์ใหม่ในระดับ 2,000 เมตร

ญี่ปุ่นจับภาพปลาทะเลน้ำลึกหายากสายพันธุ์ใหม่ในระดับ 2,000 เมตร อาจอาศัยลึกสุดของมหาสมุทรแปซิฟิกตอนเหนือ นักวิจัยจากหน่วยงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีโลกใต้ทะเลของประเทศญี่ปุ่น (Japan Agency for Marine-Earth and Technology – JAMSTEC) ได้บันทึกภาพและวีดีโอของปลาทะเลน้ำลึกหายากที่มีชื่อว่า ‘โยโกสึนะอิวาชิ (yokozuna iwashi)’ ที่ค้นพบเมื่อปี 2016 และระบุว่าเป็นสายพันธุ์ใหม่เมื่อปีที่แล้วได้สำเร็จ ภาพดังกล่าวถ่ายโดยกล่องที่วางไว้ใต้น้ำในความลึกระดับ 2,000 เมตร ใกล้กับเกาะฮาชิโจจิมะ(Hachijojima) เผยให้เห็นขนาดตัวที่ยาวราว 2.53 เมตร มีขนาดใหญ่กว่าตัวที่พบในปี 2016 ถึง 2 เท่า สร้างความประหลาดใจแก่นักวิทยาศาสตร์ พวกเขาเชื่อว่าปลาสายพันธุ์นี้อาจอาศัยอยู่ที่ระดับความลึกที่สุดของมหาสมุทรแปซิฟิกตอนเหนือ ชื่อปลา ‘โยโกสึนะอิวาชิ’ นั้นตั้งโดยโยชิฮิโร ฟูจิวาระ (Yoshihiro Fujiwara) นักวิจัยผู้ค้นพบเมื่อปี 2016 ซึ่งจับมันได้โดยบังเอิญระหว่างการเดินทางเพื่อตรวจสอบความหลากหลายทางชีวภาพและสภาพแวดล้อมของสัตว์ในน่านน้ำที่ลึกกว่า 2,000 เมตร ในตอนแรก พวกเขาคิดว่ามันคือปลาสลิคเฮด (Slickhead) แต่ด้วยการตรวจสอบอย่างละเอียดจากดีเอ็นเอ ทีมวิจัยจึงสรุปได้ว่ามันคือปลาสายพันธุ์ใหม่ที่อยู่ในตระกูลเดียวกับกับสลิคเฮด ที่แตกต่างกันด้วยขนาดและฟันที่แหลมคม เนื่องจากปลาสลิคเฮดโดยปกติแล้วจะยาวไม่เกิน 40 เซนติเมตร แต่โยโกสึนะที่จับได้นั้นยาวกว่า […]

World Update: กัญชาแมว ต่างจากกัญชาคนอย่างไร ปลอดภัยหรือไม่

กัญชาแมว นอกจากช่วยไล่ยุงและแมลงได้แล้ว มันปลอดภัยกับแมวจริงหรือไม่? และแตกต่างอย่างไรกับกัญชาคน งานวิจัยใหม่จากมหาวิทยาลัยอิวาเตะ (Iwate University) ประเทศญี่ปุ่นระบุพืชที่มีชื่อเล่นว่า ‘ กัญชาแมว ’ หรือ Catnip นอกจากจะทำให้แมวพึงพอใจแล้ว สารเคมีในใบของมันยังช่วยขับไล่ยุงและแมลงตามธรรมชาติได้อย่างดีเยี่ยม ช่วยให้แมวหลีกเลี่ยงโรคที่มากับพาหะเหล่านี้ได้  ทีมวิจัยได้ทดสอบกับแมว 16 ตัว โดยตอนแรกได้วางใบของพืชชนิดนี้ที่ยังไม่เสียหายบนจานแล้วปล่อยให้แมวมีปฏิสัมพันธ์ตามสบาย พวกเขาพบว่าแมวหลายตัวมีพฤติกรรมกัดและฉีก รวมทั้งเคี้ยวใบเหล่านั้น ซึ่งเมื่อตรวจปริมาณสาร ‘เนเพตาแลคโตน (nepetalactone)’ แล้วพบว่ามันมีปริมาณเพิ่มขึ้นกว่า 10 เท่าเมื่อเทียบกับใบที่ยังไม่ถูกฉีก “เราพบว่าการเสียหายทางกายภาพ (ใบถูกฉีกขาด) ที่กระทำโดยแมวได้ช่วยปลดปล่อยสารเคมีทั้งหมดทันที ซึ่งสูงกว่าใบที่ไม่ได้รับความเสียหายถึง 10 เท่า” มาซาโอะ มิยาซากิ (Masao Miyazaki) หนึ่งในทีมวิจัยกล่าวพร้อมเสริมว่า “หมายความว่าการเลียและการเคี้ยวเป็นพฤติกรรมจากสัญชาตญาณ” ขณะที่ นาเดีย เมโล (Nadia Melo) นักนิเวศวิทยาเคมีที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการศึกษานี้เสริมว่า “แมวอาจพัฒนาพฤติกรรมนี้โดยธรรมชาติเพื่อป้องกันตัวเองจากโรคติดต่อที่มียุงและแมลงเป็นพาหะ” โดยสารนี้สามารถไล่ยุงได้และยังเป็นสารไล่แมลงในธรรมชาติ และแสดงให้เห็นว่าที่แมวมีพฤติกรรม ‘ดูเหมือนรุนแรง’ เมื่อสัมผัสกับกัญชาแมวนั้นมีสาเหตุคือเพื่อเพิ่มสารไล่ยุงและแมลงบนตัวของมันเอง  แล้วมันมีความปลอดภัยจริงหรือไม่? จากงานวิจัยหลายชิ้นที่ผ่านมาไม่พบความเสียหายใด ๆ ต่อสุขภาพร่างกายรวมทั้งระบบประสาทของแมว […]

สุนัขหรือแมว ใครกันแน่ที่ฉลาดกว่า?

สุนัขหรือแมว ใครกันแน่ที่ฉลาดกว่ากัน? ในที่สุดคำถามที่ค้างคาใจมานานก็ได้รับคำตอบ และสุนัขเป็นผู้ชนะ ด้วยจำนวนของเซลล์ประสาทภายในเปลือกสมองที่มีมากกว่าแมวถึง 2 เท่า นั่นทำให้เกิดสมมุติฐานตามมาว่า สติปัญญาของมันก็น่าจะมีมากกว่าแมวเป็น 2 เท่าด้วยเช่นกัน ผลการวิจัยนี้เพิ่งจะได้รับการยอมรับ และจะถูกตีพิมพ์ลงในวารสาร Frontiers in Neuroanatomy ด้วยความร่วมมือของนักวิจัยจาก 6 มหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกา, บราซิล, เดนมาร์ก และแอฟริกาใต้ หนึ่งในผู้ร่วมการวิจัย ได้แก่ Suzana Herculano-Houzel นักประสาทวิทยาผู้คร่ำหวอดในวงการมานานหลายสิบปี และขณะนี้กำลังศึกษาเกี่ยวกับการทำงานของสมองในมนุษย์และสัตว์ เพื่อให้ผลการวิจัยนี้แม่นยำที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เธอเลือกใช้วิธีการนับจำนวนเซลล์ประสาท ซึ่งเป็นเซลล์พิเศษที่พบในสมอง และถูกใช้เป็นเครื่องมือรับส่งคำสั่งจากสมองไปสู่ร่างกาย ทำไมต้องเป็นเซลล์ประสาท? “เซลล์ประสาทเป็นหน่วยประมวลข้อมูลขั้นพื้นฐานที่สุด” Herculano-Houzel กล่าว “ยิ่งคุณพบจำนวนเซลล์ในสมองมากเท่าไหร่ กระบวนการเรียนรู้ในสัตว์นั้นๆ ก็จะมีมากขึ้นเท่านั้น” ในการวิจัย ทีมนักวิจัยเลือกใช้เปลือกสมอง บริเวณดังกล่าวคือชั้นนอกสุดของสมองที่มีบทบาทสำคัญในระบบความจำความคิด และการรับรู้ พวกเขาเลือกใช้สมองสามสมองด้วยกันคือ สมองจากแมว, สมองจากสุนัขสายพันธุ์โกลเด้นรีทรีฟเวอร์ และสมองจากสุนัขพันธู์ผสมขนาดเล็ก ที่ต้องใช้สมองของสุนัข 2 สมองก็เพื่อศึกษาว่าขนาดที่แตกต่างนั้นจะมีผลหรือไม่ ผลการศึกษาสมองของสุนัขทั้งสองอัน แม้ว่าจะมีขนาดที่ต่างกัน แต่ก็มีเซลล์ประสาทในจำนวนพอๆ กันคือ 500 […]

World Update: เต่ายักษ์แห่งกาลาปากอสที่คิดว่าสูญพันธุ์ไป 100 ปี ถูกพบอีกครั้ง

เต่ายักษ์แห่งกาลาปากอสที่เคยคิดว่าสูญพันธุ์ไปเป็น 100 ปี ถูกพบตัวเป็น ๆ อีกครั้ง หลังจากมีการพบครั้งแรกและครั้งเดียวโดยนักสำรวจ โรลโล เบค (Rollo Beck) เมื่อปี 1906 เต่ายักษ์แห่งหมู่เกาะกาลาปากอส สายพันธุ์ Chelonoidis phantasticus ก็ไม่ถูกพบที่ไหนอีกเลยจนนักวิทยาศาสตร์คิดว่าพวกมันสูญพันธุ์ไปแล้ว แต่กลับพบตัวเป็นๆ อีกครั้งหนึ่งหลังจากผ่านไปกว่า 100 ปี สตีเฟน กัวฮราน (Stephen Gaughran) นักวิจัยด้านนิเวศวิทยาและชีววิทยาวัฒนาการจากมหาวิทยาลัยพรินซ์ตันได้เผยแพร่รายงานการค้นพบนี้ พร้อมตั้งชื่อมันว่าเฟอร์นันดา (Fernanda) ตามชื่อเกาะเฟอร์นันดินา (Fernandina) เกาะภูเขาซึ่งพื้นที่ส่วนใหญ่ยังไม่ได้รับการสำรวจ ทางตะวันตกของหมู่เกาะกาลาปากอส “ทุกสิ่งที่เราพบเกี่ยวกับสายพันธุ์นี้บอกเราว่ามันสูญพันธุ์ไปแล้ว” เขากล่าว “ดังนั้นจึงเป็นเรื่องใหญ่สำหรับการค้นพบสปีชีส์ที่คิดว่าหายไปแล้วเป็นเวลาร้อยปีอีกครั้งหนึ่ง” มีการเฟอร์นันดาพบเมื่อปี 2019 ขณะกำลังเดินอยู่ท่ามกลางกอพืชที่ถูกทำให้แข็งตัวจากกองลาวา ในตอนแรกพวกเขาคิดว่ามันเป็นสายพันธุ์ phantasticus พื้นเมืองที่ยังคงมีอยู่ (แต่ใกล้สูญพันธุ์อย่างมาก) เต่ายักษ์แห่งกาลาปากอสทั้งหมดนั้นอยู่ในบัญชีแดงของ IUCN ที่ระบุว่าเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ที่สุด ซึ่งมีสายพันธุ์หนึ่งที่ถูกจัดให้สูญพันธุ์ไปแล้ว นั่นคือสายพันธุ์ของเฟอร์นันดา แต่ด้วยการศึกษาพันธุกรรมแล้วพบว่ามันคือสายพันธุ์เดียวกันกับตัวอย่างที่พบในปี 1906 สร้างความหวังว่าอาจมีพวกมันอยู่ตรงไหนสักแห่งของเกาะ “ความหวังของเราคือยังมีเต่าอีกสองสามตัวบนเกาะนี้ แต่น่าจะมีไม่มากนัก” กัวฮรานกล่าว “หากมีเพียงเฟอร์นันดาโดยที่ไม่มีเต่าอีกตัวเพื่อผสมพันธุ์ด้วย […]

World Update: ความตายที่ยังไม่ได้รับคำตอบของช้าง 400 เชือกในบอตสวานา

ความตายที่ยังไม่ได้รับคำตอบของช้าง 400 เชือกในบอตสวานา เดือนมีนาคมปี 2020 มีช้างในบอตสวานาตายอย่างลึกลับ 44 ตัว หลังจากนั้น กลางเดือนมิถุนายนปีเดียวกัน นักอนุรักษ์ตรวจนับซากศพที่กระจัดกระจายในพื้นที่ 7,770 ตารางกิโลเมตรได้มากกว่า 350 ซาก และเดือนมกราคม จำนวนช้างที่ตายเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 450 ตัว กระนั้น เราก็ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดของการตายจนตอนนี้ การสูญเสียของช้างแอฟริกาเป็นเรื่องที่น่าตระหนก เนื่องจากจำนวนที่เคยมีอยู่กว่าหนึ่งล้านตัวเหลือเพียง 415,000 ตัวจากการลักลอบฆ่าเพื่อเอางาช้าง และตอนนี้พวกมันยังต้องเผชิญภัยคุกคามทั้งจากมนุษย์ ที่อยู่อาศัย สภาพแวดล้อม รวมทั้งสาเหตุการตายลึกลับนี้ ซึ่งในบอตสวานามีช้างทั้งหมดเพียง 130,000 ตัว การตายจำนวนหลายร้อยนี้จึงน่าตกใจไปทั่วโลก ด้วยแรงกดดันจากนานาชาติ ทางการบอตสวานาระบุว่าผู้ร้ายคือ ‘ไซยาโนแบคทีเรียนิวโรทรอกซิน(cyanobacteria neurotoxins)’ สารพิษที่ถูกปล่อยออกมาจากสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินที่บานในน้ำนิ่งและอุดมด้วยสารอาหาร มันจะโจมตีระบบประสาทหากสิ่งมีชีวิตกลืนเข้าไป แต่การทบทวนเอกสารและการสัมภาษณ์รวบรวมข้อมูลกว่า 14 เดือนของเนชั่นเนลจีโอกราฟิกพบว่าคำตอบที่ได้นั้นไม่น่าเชื่อถือเท่าที่ควร “การวินิจฉัยสถานการณ์ที่ซับซ้อนเช่นนี้ไม่ควรถูกกำหนดโดยนักวิทยาศาสตร์ในห้องปฏิบัติการเพียงคนเดียวที่ใช้การวิจัยเพียงชุดเดียว” มมาดี รูเบน (Mmadi Reuben) สัตวแพทย์ของแผนกสัตว์ป่ากล่าว เขาเสริมว่าผู้สืบสวนของรัฐบาลไม่ได้ใช้ตัวอย่างเนื้อเยื่อจากช้างและน้ำตัวอย่างจากแหล่ง แต่กลับใช้ข้อมูลจากการตรวจสอบของห้องปฏิบัติการ อาการ การวิเคราะห์ทางพันธุกรรม และอื่น ๆ จนสรุปเป็นคำตอบว่าช้างถูกโจมตีทางระบบประสาท […]

การถูกคุกคามของสายพันธุ์

การถูกคุกคามของสายพันธุ์ เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ประชากรสิ่งมีชีวิตทั่วโลกกำลังลดจำนวนลง ยกเว้นสายพันธุ์มนุษย์ ผลจากการลดลงของจำนวนประชากรสิ่งมีชีวิตในธรรมชาติ ย่อมนำมาซึ่งความไม่สมดุลในระบบนิเวศ การถูกคุกคามของสายพันธุ์ (Species Endangerment) คือ ภาวะความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิด (Species) ที่อาศัยอยู่ในระบบนิเวศต่าง ๆ ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นชนิดพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ หรือสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว ทั้งที่อาศัยอยู่ในป่าดิบชื้น ในแหล่งน้ำหรือในพื้นที่รกร้างต่าง ๆ นับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน สิ่งมีชีวิตหลายพันล้านชนิดกว่าร้อยละ 99 ที่เกิดขึ้นบนโลกได้สูญพันธุ์ไปแล้วจากเหตุการณ์การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ทั้ง 5 ครั้งในอดีต (Mass Extinction) โดยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งช่วงเวลาที่พืชทะเล และปลาดึกดำบรรพ์ครองโลก หรือในยุคที่ไดโนเสาร์อยู่ในตำแหน่งสูงสุดของห่วงโซ่อาหาร ในอดีต การสูญพันธุ์แต่ละครั้งส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากภัยพิบัติทางธรรมชาติเป็นหลัก ทั้งภูเขาไฟระเบิด และการพุ่งชนโลกของอุกกาบาตขนาดใหญ่ หรือดาวเคราะห์น้อย อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันอัตราการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตไม่ได้ลดน้อยลง แต่กลับมีอัตราเสี่ยงเพิ่มสูงขึ้นหลายพันหลายหมื่นเท่าจากผลของกิจกรรมมนุษย์     สาเหตุของภาวะความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิต การสูญเสียแหล่งที่อยู่อาศัย (Habitat Loss) : จากการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติและผลจากกิจกรรมและการกระทำของมนุษย์ เช่น การเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน การตัดไม้ทำลายป่า การขยายตัวเมืองและพื้นที่อุตสาหกรรม การทำเกษตรกรรม และการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งการตัดถนนผ่านพื้นที่ป่าไม้ธรรมชาติ การสร้างสะพานข้ามแหล่งน้ำขนาดใหญ่หรือการสร้างท่าเรือน้ำลึกต่าง […]

การพรางตัวของสัตว์ กลยุทธ์เพื่อหลอกล่อผู้ล่า

การพรางตัวของสัตว์ ซับซ้อนกว่าที่เราคิด มันมาในหลากหลายรูปแบบ และสัตว์บางชนิดใช้การพรางตัวมากกว่าหนึ่งแบบเพื่อหลอกล่อผู้ล่า การพรางตัวของสัตว์ หรือการย้อมสีพรางตัว (Cryptic Coloration) ไม่ได้มีไว้สำหรับทหารในกองทัพเท่านั้น สิ่งเหล่านี้พบเห็นได้ทั่วไปในสัตว์ต่างๆ สำหรับทำตัวให้กลมกลืนเข้ากับสภาพแวดล้อม ไม่ให้ผู้จ้องโจมตีมองเห็นได้ การพรางตัวตามธรรมชาติเช่นนี้ เป็นหนึ่งในการปรับตัวของสิ่งมีชีวิต (Adaptation) ซึ่งเป็นกลไกทางชีวภาพของสิ่งมีชีวิตที่ทำการปรับเปลี่ยนลักษณะโครงสร้างทางกายภาพ สรีรวิทยา รวมถึงพฤติกรรมบางประการ ให้เหมาะสมต่อสภาพแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาในระบบนิเวศ ทั้งเพื่อป้องกันตนเองจากภัยคุกคามหรือผู้ล่า การเลือกแหล่งที่อยู่อาศัยและแหล่งอาหาร รวมถึงปัจจัยในด้านต่าง ๆ อีกมากมายที่ส่งผลต่อการดำรงอยู่ของสิ่งมีชีวิต   กลวิธีการพรางตัวของสัตว์ การพรางตัวมีหลายประเภท และสัตว์บางชนิดใช้มากกว่าหนึ่งแบบในการพรางตัว กลยุทธ์ที่พบบ่อยที่สุดคือ การทำตัวให้กลมกลืนกับพื้นหลัง ซึ่งอาจจะเรียบง่ายเหมือนขนสีขาวของสุนัขจิ้งจองที่จับพอดีกับสีของทุนดราอาร์กติก หรือซับซ้อนเหมือนแมลงใบไม้ที่เลียนแบบการเคลื่อนไหวของใบไม้จริง   กลวิธีอีกอย่างคือ การพรางตัวแบบใช้สีให้สับสน เมื่อสัตว์ปลอมตัวตนไปตามตำแหน่งที่อยู่ด้วยการใช้แพทเทิร์นสี เช่น ผีเสื้อนกฮูกมีปีกเหมือนตานกฮูก ทำให้ผู้ล่าหลงคิดว่ากำลังจ้องมองไปที่ใบหน้าของนกฮูกอยู่ แทนที่จะเป็นด้านหลังของปีกผีเสื้อ แทนที่จะปกปิดตัวตนของตัวเอง สิ่งมีชีวิตบางชนิด เช่น ผีเสื้อจักรพรรดิใช้สีสำหรับการเตือนภัย หรือกลไกที่เรียกว่า Aposematic ซึ่งเป็นวิธีการที่ส่งสัญญาณให้ผู้ล่ารู้ว่าพวกมันมีพิษ และไม่คุ้มที่จะเสี่ยงต่อการโจมตี การเลียนแบบ (Mimicry) เป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่มีประโยชน์ เช่น งูคิงสีแดง (Scarlet King […]

World Update: พบกระเบนยักษ์แม่น้ำโขงประเทศกัมพูชา

พบกระเบนยักษ์แม่น้ำโขงประเทศกัมพูชา ยาวกว่า 4 เมตร ชาวบ้านเรียกนักอนุรักษ์จัดการปล่อยคืนธรรมชาติ แม่น้ำโขง หนึ่งในแม่น้ำที่ยาวที่สุดในโลก ไหลผ่านหลายประเทศที่ยังมีความหลากหลายทางชีวภาพ คาดกันว่ามีปลามากกว่า 2 แสนล้านตัว แต่ปลาเหล่านี้กำลังถูกคุกคามอย่างรุนแรงจนหลายสปีชีส์ใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง และหนึ่งในนั้นคือกระเบนขนาดใหญ่ยักษ์ที่ชาวบ้านริมแม่น้ำโขงจากประเทศกัมพูชาจับได้ มันมีความยาวกว่า 3.93 เมตรและหนักราว 180 กิโลกรัม นักวิจัยคาดว่าแอ่งน้ำลึกที่ซ่อนอยู่ภายใต้กระแสน้ำจะเป็นแหล่งหลบภัยให้กับสัตว์มากมายรวมไปถึงปลาขนาดใหญ่ด้วยเช่นกัน กระเบนตัวนี้ถูกจับโดยบังเอิญหลังจากที่มันกลืนเหยื่อจากเบ็ดของชาวบ้าน แต่พวกเขาไม่ต้องการจบชีวิตมัน จึงเรียกทีมนักกู้ภัยและนักวิจัยเพื่อจัดการแทน “ในตอนแรก พวกเขากลัวว่าจะถูกจับหรือติดคุกหากพวกเขารายงานว่าจับสัตว์ยักษ์ได้” เจีย ไซลา (Chea Seila) จากโครงวิจัย Wonders of the Mekong กล่าว “แต่พวกเราชื่นชมที่พวกเขาทำเช่นนี้ และมองว่านี่เป็นแบบอย่างในการอนุรักษ์ปลาที่ใกล้สูญพันธุ์” เมื่อนักวิจัยตรวจสอบทุกอย่างเรียบร้อย ปลากระเบนขนาดใหญ่ตัวนี้ก็ถูกปล่อยกลับสู่ธรรมชาติ แม้ปลากระเบนน้ำจืดขนาดยักษ์ (Urogymnus polylepis) จะได้รับการจัดให้อยู่ในรายชื่อสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ของบัญชีแดงไอยูซีเอ็น (IUCN Red List of Threatened Species) แต่การจับพวกมันในกัมพูชานั้นไม่ผิดกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ชาวบ้านริมแม่น้ำที่ทำประมงจำนวนมากกล่าวว่ามันควรเป็นสายพันธุ์ที่ได้รับการคุ้มครอง “นี่คือปลากระเบนยักษ์” ลอง ธา (Long […]

World Update: งานวิจัยจากญี่ปุ่นระบุ แมวจำชื่อของกันและกันได้

งานวิจัยจากญี่ปุ่นระบุ แมวจำชื่อของกันและกันได้ รวมถึงมนุษย์คนอื่นๆ ในบ้านด้วยเช่นกัน ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีการทดลองทางวิทยาศาสตร์กับแมวมากมายที่ได้แสดงให้เห็นว่าสัตว์เลี้ยงที่ดูเอาแต่ใจตัวเองและทำท่าทางไม่สนใจอะไรรอบตัวนี้ กลับมีความผูกพันลึกซึ้งต่อมนุษย์และอยากที่จะสื่อสารกับเราเช่นกัน เช่นเดียวกับในงานวิจัยล่าสุดที่ระบุว่าเจ้าเหมียวนั้นจำชื่อแมวตัวอื่นๆ ในบ้านได้ รวมถึงมนุษย์คนอื่นๆ ในบ้านด้วยเช่นกัน “สิ่งที่เราค้นพบนั้นน่าอัศจรรย์” ซาโฮ ทาคางิ (Saho Takagi) นักวิจัยด้านสัตวศาสตร์จากมหาวิทยาลัยอาซาบุ (Azabu University) ประเทศญี่ปุ่นกล่าวและเสริมว่า “ผมอยากให้ทุกคนรู้ความจริงว่า แม้แมวจะดูเหมือนไม่สนใจและไม่ฟังการสนทนาของผู้คน แต่จริง ๆ แล้วพวกมันรู้” ต่างจากสุนัขที่เราทราบดีแล้วว่าพวกมันจำชื่อได้และแทบจะสนใจทุกอย่างที่มนุษย์ทำ ในการทดลอง ทาคางิและเพื่อนนักวิจัยได้ศึกษาแมวบ้านที่อาศัยอยู่กับแมวหลายตัวเปรียบเทียบกับแมวที่อาศัยอยู่ใน ‘คาเฟแมว’ แล้วนำเสนอใบหน้าแมวตัวอื่นๆ (ที่อาศัยอยู่ในที่เดียวกัน) ผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์พร้อมกับเรียกชื่อที่เป็นทั้งของแมวตัวนั้นและชื่อที่เป็นของแมวตัวอื่น สิ่งที่พวกเขาพบคือ แมวบ้านใช้เวลาในการจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์นานขึ้นเมื่อชื่อที่เรียกนั้นไม่ตรงกับใบหน้าแมวที่ปรากฎ ทีมวิจัยเชื่อว่าแมวมีอาการสับสนหรืองุนงงเนื่องจากชื่อและใบหน้าแมวตัวอื่นไม่ตรงกัน ในขณะที่แมวจาก ‘คาเฟแมว’ ไม่ได้แสดงความล่าช้าแบบเดียวกัน พวกเขาคาดว่าเป็นเพราะแมวอาศัยอยู่ในที่ที่มีแมวอื่น ๆ มากมายและไม่ได้สนิทคุ้นเคยกับทุกตัว จึงไม่ได้สนใจชื่อของแมวตัวอื่น สิ่งนี้เกิดขึ้นเช่นเดียวกับการฉายใบหน้าของมนุษย์พร้อมกับเรียกชื่อของคนนั้น แมวที่อยู่ในบ้านได้แสดงอาการงุนงงเช่นเดิม ในขณะที่แมวใน ‘คาเฟแมว’ ก็ไม่มีอาการล่าช้าแบบเดิม “เฉพาะแมวในบ้านเท่านั้นที่ถูกกระตุ้นและคาดว่าจะมีใบหน้าแมวที่เฉพาะเจาะจงเมื่อได้ยินชื่อแมวที่จะบ่งบอกว่าชื่อและหน้าตรงกัน” ทาคางิกล่าว “เป็นหลักฐานแรกที่แสดงให้เห็นว่าแมวบ้านเชื่อมโยงคำพูดของมนุษย์และการอ้างอิงทางสังคมของพวกมันผ่านประสบการณ์ทุกวัน” และยิ่งแมวบ้านที่อยู่กับครอบครัวนานเท่าไหร่ การเชื่อมโยงนี้ก็จะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นไปอีก อย่างไรก็ตาม ทีมงานยอมรับว่าการวิจัยนี้ศึกษาจากกลุ่มตัวอย่างที่ค่อนข้างเล็ก นั่นคือแมว […]

World Update: ปลาสมูทแฮนด์ฟิช การสูญพันธุ์ที่สั่นสะเทือนโลกใต้ทะเล

ปลาสมูทแฮนด์ฟิช การสูญพันธุ์ที่สั่นสะเทือนโลกใต้ทะเล หวั่น ยังมีสัตว์ใต้ทะเลสูญพันธุ์อีกไปแต่เรายังไม่รู้ ปลาสมูทแฮนด์ฟิช (Smooth Handfish) ที่มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Sympterichthys unipennis ได้รับการประกาศว่าสูญพันธุ์แล้วโดยองค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติหรือ IUCN แล้ว เป็นปลาที่มีชีวิตในยุคปัจจุบันชนิดแรกที่ถูกยืนยันว่าหายไปตลอดกาล มันเป็นปลาที่มีลักษณะโดดเด่นที่ใช้ครีบที่คล้ายมือคลานไปบนพื้นทะเล และมีหน้าตาเหมือนผู้สูงอายุที่ไม่พอใจอยู่ตลอดเวลา และถ้าหากพิจารณาจากจำนวนครั้งที่พบสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์นี้ มันอาจไม่พอใจอยู่จริงๆ ก็เป็นไปได้เมื่อกิจกรรมของมนุษย์ตั้งแต่ยุคการล่าอาณานิคมทำให้ประชากรของพวกมันลดลงอย่างน่าใจหาย และปัจจุบันก็ไม่พบเห็นมานานกว่า 20 ปี ศาสตราจารย์เกรแฮม เอ็ดการ์ (Prof Graham Edgar) นักชีววิทยาทางทะเลจากมหาวิทยาลัยแทสเมเนีย ประเทศออสเตรเลียกล่าวว่า “ประมาณร้อยละ 40 ของสายพันธุ์แนวปะการังน้ำตื้นในแทสเมเนียตอนใต้มีประชากรลดลงอย่างรวดเร็ว ระบบทางทะเลทั้งหมดมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากในช่วง 100 ปีที่ผ่านมา” เขาคาดเว่าสาเหตุหลัก ๆ นั้นมาจากการขุดลอกหาหอยเชลล์และหอยนางรม ตะกอนที่ไหลมาจากอุตสาหกรรม และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้จำนวนสัตว์ลดลง ปลาสมูทแฮนด์ฟิชเคยได้รับการบันทึกว่ามีอยู่มากมายในน่านน้ำออสเตรเลีย ซึ่งพบครั้งแรกโดยนักธรรมชาติวิทยาชาวฝรั่งเศส François Péron เมื่อปี 1802 ลักษณะพิเศษของมันคือไม่มีระยะตัวอ่อนหรือ Larval phase อีกทั้งไม่เคลื่อนไหวมากนัก นั่นหมายความว่ามันไม่มีการอพยพไปที่อื่น “เนื่องจากพวกมันไม่มีระยะตัวอ่อน พวกมันจึงไม่สามารถกระจายไปยังที่ใหม่ได้ และด้วยเหตุนี้ ประชากรปลาจึงเสี่ยงต่อภัยคุกคาม” […]