สุดยอดแผนที่ 100 ปี เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก - National Geographic Thailand

สุดยอดแผนที่ 100 ปี เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก

สุดยอดแผนที่ 100 ปี เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก

ในนิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับเดือนพฤษภาคม ปี 1918 นอกเหนือจากสารคดีที่มีให้อ่านกันเป็นประจำทุกเดือนแล้วยังมีแผนที่ขนาดใหญ่ของแนวรบด้านตะวันตก (Western Front) ให้ได้ชมกันอีกด้วย แนวรบดังกล่าวคือเส้นเขตแดนความยาว 400 ไมล์ระหว่างฝรั่งเศสและเบลเยียม ซึ่งเป็นเขตสงครามหลักในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 จัดทำขึ้นโดยแผนกภูมิศาสตร์ของสมาคมเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิกที่เพิ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อสามปีก่อน และจากวันนั้นจนวันนี้บรรดานักทำแผนที่ได้สร้างสรรแผนที่มากมายนับร้อยๆ แผ่นทั่วโลก เพื่อบอกเล่าเรื่องราวของเขตแดน, วัฒนธรรม, ผู้คน, สิ่งแวดล้อม ไปจนถึงการอพยพของสรรพสัตว์ และเหล่านี้คือตัวอย่างของสุดยอดแผนที่จากเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิกที่เราอยากให้คุณผู้อ่านได้ชมกัน

เรื่อง Greg Miller

 

แผนที่แนวรบด้านตะวันตก, 1918

สุดยอดแผนที่
แผนที่เสริมจากสารคดีในปี 1918 นี้เป็นแผนที่แรกที่ผลิตโดยแผนกแผนที่ของเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ออกแบบขึ้นเพื่อช่วยให้ผู้อ่านสามารถติดตามการสู้รบที่เกิดขึ้นในแนวรบด้านตะวันตก พื้นที่ระหว่างฝรั่งเศสและเบลเยียมในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่งได้

แผนที่เชื้อชาติของยุโรป, 1918

สุดยอดแผนที่
แผนที่ฉบับที่สอง เผยแพร่ในนิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิกฉบับเดือนธันวาคม ปี 1918 ส่วนหนึ่งของสารคดีที่อธิบายชาติพันธุ์ของชาวยุโรป

แผนที่ทวีปแอฟริกา, 1922

สุดยอดแผนที่
หลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่งสิ้นสุดลง ทวีปแอฟริกาถูกเขียนแผนที่ใหม่และครอบครองโดยผู้ชนะสงครามได้แก่ อังกฤษ, ฝรั่งเศส และเบลเยียม นิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิกเผยแพร่แผนที่ของทวีปแอฟริกานี้ในเดือนตุลาคม ปี 1922 เพื่อแสดงให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น เช่น ทางรถไฟที่ถูกตัดข้ามทวีปเป็นต้น

แผนที่โลก, 1922

สุดยอดแผนที่
แผนที่โลกฉบับแรกของเนชั่นนแล จีโอกราฟฟิก เผยแพร่เมื่อเดือนธันวาคม 1922 เขียนขึ้นแบบ van der Grinten ซึ่งมีความบิดเบือนน้อยกว่าแผนที่แบบ Mercator และถูกใช้เป็นแผนที่อ้างอิงภูมิศาสตร์ของโลกตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา

แผนที่อาร์กติก, 1925

สุดยอดแผนที่
แผนที่ของภูมิภาคอาร์กติกจากเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับเดือนพฤศจิกายน ปี 1925 สร้างขึ้นจากข้อมูลของคณะสำรวจ MacMillan ที่เดินทางไปสำรวจยังภูมิภาคนี้ ซึ่งในคณะนี้รวมไปถึงนักสำรวจชื่อดังอย่าง Richard E. Byrd นักบินคนแรกที่บินสำรวจภูมิภาคอาร์กติก ส่วนพื้นที่สีขาวทางซ้ายมือคือพื้นที่ที่ยังไม่ได้รับการสำรวจ

แผนที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี., 1938

สุดยอดแผนที่
แผนที่แสดงสถานที่ประวัติศาสตร์และทัศนียภาพอันสวยงามของกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เผยแพร่เมื่อเดือนกรกฎาคม ปี 1938 ทั้งยังมีภาพของบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ชาติอเมริกันเช่น จอร์จ วอชิงตัน ประธานาธิบดีคนแรก และทอมัส เจฟเฟอร์สัน ประธานาธิบดีคนที่ 3 ปรากฎอยู่เคียงกับสถานที่สำคัญอย่าง Gettysburg และ Valley Forge ด้วย

แผนที่การรุกรานของเยอรมนี, 1944

สุดยอดแผนที่
ดไวต์ ดี. ไอเซนฮาวร์ ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งเป็นนายพลทหารมีส่วนร่วมในการทำแผนที่แสดงเครือข่ายของถนนและเส้นทางรถไฟที่ขนส่งเสบียงและอุปกรณ์ให้แก่กองกำลังนาซีเยอรมัน โดยในแผนที่ยังมีข้อความเพิ่มเติมว่า “การเข้าร่วมทางสังคมของคุณมีส่วนสำคัญในการให้ข้อมูลแก่กองกำลังทหารสหรัฐ” เผยแพร่เมื่อเดือนกรกฎาคม 1944

แผนที่เกรตเลกส์, 1953

สุดยอดแผนที่
แผนที่แสดงภูมิภาคเกรตเลกส์ หรือทะเลสาบ 5 แห่งในสหรัฐอเมริกา เผยแพร่เมื่อเดือนธันวาคม 1953 และอีกไม่กี่ปีต่อมาเวอร์ชั่นที่สองที่ได้รับการแก้ไขใหม่จากเวอร์ชั่นแรกก็เผยแพร่ในปี 1963

แผนที่พื้นมหาสมุทรอินเดีย, 1967

สุดยอดแผนที่
แผนที่มหาสมุทรอินเดียที่เผยแพร่เมื่อเดือนตุลาคม 1967 นี้ เป็นส่วนหนึ่งของชุดแผนที่พื้นมหาสมุทรที่สร้างขึ้นในปลายทศวรรษ 1960 ข้อมูลการสำรวจจาก Bruce Heezen และ Marie Tharp นักธรณีวิทยา ร่วมกับ Heinrich Berann ศิลปินชาวออสเตรเลีย

แผนที่ดวงจันทร์, 1969

สุดยอดแผนที่
แผนที่ดวงจันทร์ฉบับนี้ถูกเผยแพร่ในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 1969 ช่วงเวลาห้าเดือนหลังยานอะพอลโล 11 ลงจอดยังพื้นผิวดวงจันทร์สำเร็จ ซีกที่หันหน้าเข้าหาโลกปรากฏในภาพซ้าย และมีจุดสีแดง 5 จุดแสดงจุดที่ยานอะพอลโลน่าจะลงจอด ส่วนซีกด้านขวาคือด้านมืดของดวงจันทร์ที่เต็มไปด้วยหลุมอุกกาบาตมากมาย

แผนที่ผู้คนในตะวันออกกลาง, 1972

สุดยอดแผนที่
แผนที่แสดงลักษณะของผู้คนและวัฒนธรรมที่แตกต่างกันในภูมิภาคตะวันออกกลาง เผยแพร่ในนิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับกรกฎาคม ปี 1972

แผนที่ดาวเคราะห์สีแดง, 1973

สุดยอดแผนที่
แผนที่ของดาวอังคารที่เผยแพร่ในนิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ ปี 1973 นี้ เป็นส่วนหนึ่งของสารคดีเกี่ยวกับยานอวกาศมาริเนอร์ 9 ยานสำรวจแรกที่เดินทางไปยังวงโคจรของดาวอังคาร

 

เรื่องแนะนำ

นาฏยโนรา จิตวิญญาณแห่งแดนใต้

เรื่องและภาพ ชาญพิชิต พงศ์ทองสำราญ (รางวัลชมเชยโครงการ 10 ภาพเล่าเรื่องปี 7) “ให้รักษาไว้ อย่าให้สูญหาย” เป็นพระราชกระแสรับสั่งของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ที่ตรัสกับนายเฉลิม แก้วพิมพ์ หนึ่งในโนราสามคนที่มีโอกาสรำถวายหน้าพระพักตร์เมื่อกว่า 40 ปีที่แล้ว  เป็นสิ่งยืนยันว่าโนราไม่ใช่เป็นเพียงการร่ายรำ หากเป็น “ราก-วิถี-จิตวิญญาณ” ของนาฏยศาสตร์และศิลปะโบราณแห่งแผ่นดินขวานทอง เชื่อว่าโนราเกิดขึ้นครั้งแรกในช่วงปี 1820 ตรงกับสมัยสุโขทัยตอนต้น แพร่ขยายจากหัวเมืองพัทลุงสู่เมืองอื่นๆ จนกลายเป็นละครชาตรี  ในอดีตคนนิยมรำโนรากันมาก ลูกหลานจึงเรียกบรรพบุรุษที่นับถือว่า “ครูหมอโนรา” หรือ “ครูหมอตายาย” เมื่อทำดีจะได้รับการปกป้อง หากทำสิ่งไม่ควรจะถูกลงโทษ  ความเชื่อดังกล่าวหยั่งลึกดังเห็นจากพิธีกรรม “โนราโรงครู” อันเชื่อมโยงความสมัครสมานสามัคคี การนับถือครูบาอาจารย์ บรรพบุรุษ และการทำความดีไว้ด้วยกัน  แม้ปัจจุบันทุกฝ่ายจะให้ความสำคัญกับศิลปะแขนงนี้จนเกิดคณะโนราเยาวชนมากมาย แต่คุณค่าแบบเดิมของโนรากำลังเปลี่ยนไป เมื่อเด็กรุ่นใหม่ที่ร่ายรำได้งดงามกลับขับกลอนโนราสุดไม่เป็น การแสดงถูกตัดทอนให้สั้นลงเพื่อเน้นความสนุกสนาน ตลอดจนการปรับรูปทรงและสีสันของชุดโนราให้เปลี่ยนไปจากเดิม ทำให้เกิดคำถามปลายเปิดต่อการอนุรักษ์และการพัฒนานาฏยศาสตร์โนราในอนาคตข้างหน้า  

สำรวจโลก : นาฏลีลาเก่าแก่กลับมารุ่งเรือง

เรื่อง กูลนาซ ข่าน แม้ศิลปะการร่ายรำจะถือเป็นภาษาเก่าแก่ที่สุดภาษาหนึ่งในโลก ทว่าหลายครั้งความสำคัญเชิงวัฒนธรรมของมันกลับเลือนหายไป กระนั้น ปรากฏการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลกคือ ศิลปะการร่ายรำหรือนาฏศิลป์บางอย่างกำลังฟื้นคืนชีพ ขณะที่บางอย่างได้รับดัดแปลงให้เข้ากับยุคสมัย ตัวอย่างเช่นเมื่อปี 2011 บียอนเซนำระบำพื้นเมือง ของเอธิโอเปียที่เรียกว่า เอสคิสตา (Eskista) มาใช้ ในมิวสิกวิดีโอเพลง “Run the World (Girls)” บางครั้งการกลับมาของการร่ายรำเก่าแก่บางอย่างก็เปลี่ยนแนวทางปฏิบัติเรื่องเพศไปอย่างกลับตาลปัตร เช่น ระบำมอร์ริส (morris dance) อายุเก่าแก่ 500 ปีของอังกฤษที่เคยเป็นการละเล่นในหมู่ผู้ชาย กลับกลายเป็นที่นิยมในหมู่หญิงล้วน ขณะที่ผู้ชายในตุรกีสามารถโชว์ลีลาระบำหน้าท้อง เช่นที่เคยทำในยุคจักรวรรดิออตโตมัน ในอดีต ศิลปะการร่ายรำเคยกลับมารุ่งเรือง เช่นในสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยา การเต้นรำได้รับความนิยมขึ้นอีกครั้ง เมื่ออำนาจในการควบคุมชีวิตทางโลกของศาสนจักรอ่อนแรงลง แม้แต่การเต้นรำจังหวะวอลต์ซซึ่งทุกวันนี้ถือว่าเป็นการ เต้นรำแบบคลาสสิก ก็เคยถูกสั่งห้ามมาแล้ว เพราะ ถูกมองว่าส่งเสริมการถูกเนื้อต้องตัวระหว่างเพศ   อ่านเพิ่มเติม : ศิลปะเกาหลีเหนือที่เป็นมากกว่าโฆษณาชวนเชื่อ, นาฏยโนรา จิตวิญญาณแห่งแดนใต้

บันทึกประวัติศาสตร์ “โชคดีที่ได้เกิดในรัชกาลที่ 9”

เรื่อง วรลักษณ์ ผ่องสุขสวัสดิ์ ภาพถ่าย จันทร์กลาง กันทอง หลังมีประกาศให้ประชาชนที่จะเข้าร่วมในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในวันที่ 26 ตุลาคม 2560 สามารถเข้าพื้นที่รอบมณฑลพิธีท้องสนามหลวงได้ตั้งแต่เวลา 05.00น. ของวันที่ 25 ตุลาคม สิ่งที่ฉันเห็นผ่านภาพข่าวและจากการตระเวนสำรวจรอบพื้นที่ตั้งแต่วันที่ 24 ตุลาคม คือภาพประชาชนทุกเพศทุกวัยจากทั่วทุกสารทิศหอบหิ้วเสื้อผ้าสัมภาระที่จำเป็นเข้ามาจับจองพื้นที่ใกล้เคียงจุดคัดกรองทั้งเก้าจุดเพื่อหวังจะมีโอกาสเข้าไปกราบถวายสักการะเป็นครั้งสุดท้าย บางคนตั้งใจมารอตั้งแต่ช่วงดึกของวันที่ 22 ก็มี ไม่นานนัก ตลอดแนวบาทวิถีและหน้าอาคารพาณิชย์บริเวณนั้นก็คลาคล่ำไปด้วยผู้คนในชุดสีดำ…ที่มีหัวใจดวงเดียวกัน นอกจากต้องลดขั้นตอนการใช้ชีวิตให้ง่ายที่สุด กินน้อย นอนน้อย เข้าห้องน้ำน้อยแล้ว พวกเขายังต้องเผชิญกับบททดสอบจากธรรมชาติมากมาย ตั้งแต่อากาศร้อนอบอ้าว แสงแดดที่แผดเผาจนผิวแทบไหม้และสายฝนที่กระหน่ำเป็นระยะๆไปจนถึงอาการอ่อนเพลียลมแดด และไข้หวัดที่เริ่มเล่นงานหลายคน แต่ทุกคนก็ยัง “ยิ้มสู้” และยืนหยัดรอต่อไป ภาพเหล่านั้นทำให้ฉันคิดในใจว่าจะต้องใช้ความรักมากแค่ไหนกันกว่าที่คนคนหนึ่งจะยอมเสียสละตัวเองได้ถึงเพียงนี้แต่คำถามเดียวกันนี้ก็ทำให้ฉันอดคิดถึงสิ่งที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงทำเพื่อปวงชนชาวไทยตลอด 70 ปีที่ผ่านมาไม่ได้ เพราะความรักที่ทรงมีต่อบ้านเมืองและประชาชนของพระองค์นั่นเอง จุดเริ่มต้นของการมีทุกอย่างทีดีในวันนี้คือการต่อสู้กับความยากจนอันเป็นศัตรูตัวฉกาจของคนไทยเมื่อหลายทศวรรษก่อน ในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชดำเนินไปยังถิ่นทุรกันดารต่างๆตั้งแต่ดอยสูงเสียดฟ้าจรดชายเลนปากทะเลเพื่อทรงรับฟังปัญหาตรวจตราพื้นที่ และเก็บข้อมูลด้วยพระองค์เอง แม้ข้าราชบริพารหลายคนจะเคยกราบทูลว่าพระองค์ไม่จำเป็นต้องลำบากพระวรกายเช่นนั้น แต่ก็ทรงทำเพราะต้องการให้ประชาชนได้รู้ว่าพวกเขาไม่ได้ถูกทอดทิ้งและอยู่ในสายพระเนตรของพระองค์เสมอ  จนมีคำกล่าวในเวลาต่อมาว่า “ไม่มีที่ใดในผืนแผ่นดินไทยที่พระองค์เสด็จฯไปไม่ถึง” เช้ามืดวันแห่งประวัติศาสตร์  26 ตุลาคม 2560 […]

อะโอะคิกะฮะระ ป่าปลิดวิญญาณ

ด้านหน้าของป่าแห่งนี้มีป้ายเตือนใจให้ผู้มาเยือนว่าชีวิตเป็นของมีค่าและให้คิดถึงครอบครัว เพราะหลายคนเข้ามาที่นี่และไม่กลับออกมาอีกเลย ในฐานะสถานที่ฆ่าตัวตายยอดนิยม