ประวัติศาสตร์ย่อของหลอดพลาสติก - National Geographic Thailand

ประวัติศาสตร์ย่อของหลอดพลาสติก

ประวัติศาสตร์ย่อของ หลอดพลาสติก

เมื่อต้นเดือนกรกฎาคม 2018 เมืองซีแอตเทิลของสหรัฐอเมริกากลายมาเป็นเมืองใหญ่เมืองแรกที่ประกาศแบน หลอดพลาสติก และพวกเขาไม่ใช่แค่กลุ่มเดียวที่เล็งเห็นถึงปัญหาขนาดใหญ่ในหลอดพลาสติกขนาดเล็กทั่วโลก สตาร์บัคส์ ร้านกาแฟที่มีเครือข่ายในหลายประเทศเองประกาศเตรียมหยุดใช้หลอดพลาสติกในปี 2020 นี้ ด้านแมคโดนัลด์เตรียมแบนการใช้หลอดพลาสติกในสหราชอาณาจักร และไอร์แลนด์ ส่วนบริษัท Bon Appétit Management ที่มีร้านอาหารในเครือกว่า 1,000 ร้านทั่วสหรัฐฯ เพิ่งออกประกาศเมื่อเดือนพฤษภาคมว่าจะยกเลิกการใช้หลอดพลาสติกเช่นกัน และล่าสุดสายการบินอลาสกาแอร์ไลน์จะเป็นสายการบินแรกที่ไม่ให้บริการหลอดพลาสติก และที่คนเครื่องดื่มซึ่งทำมาจากพลาสติก

หลายธุรกิจชั้นนำเหล่านี้กำลังแสดงออกซึ่งความรับผิดชอบต่อสังคม หลังกระแสการต่อต้านหลอดพลาสติก หรือพลาสติกประเภทใช้ครั้งเดียวทิ้งทวีความรุนแรงขึ้น เนื่องจากผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมของมันปรากฏให้เห็นแล้วว่าขยะเหล่านี้กำลังคร่าชีวิตของสัตว์ทะเลจำนวนมาก

แค่ในสหรัฐอเมริกาเพียงประเทศเดียว ประมาณจำนวนหลอดพลาสติกที่ถูกใช้ในหนึ่งวันอยู่ที่ 500 ล้านหลอด และหนึ่งในรายงานก่อนหน้าชี้ว่าในแต่ละปีมีขยะที่เป็นหลอดพลาสติกมากถึง 8,300 ล้านหลอดถูกทิ้งตามชายหาด และอีก 8 ล้านตันของขยะพลาสติกที่ถูกทิ้งลงมหาสมุทร ซึ่งขณะนี้หลอดพลาสติกคิดเป็นสัดส่วน 0.025 ของจำนวนขยะพลาสติกทั้งหมดในทะเล

และวิธีที่ดีที่สุดในการช่วยแก้ไขปัญหานี้คือการปรับเปลี่ยนนิสัยของตัวคุณเอง ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ไม่ยากสำหรับการใช้ชีวิตแบบลดพลาสติก ทว่าหลอดเองมีความเป็นมาอย่างไร? และจุดเริ่มต้นแรกในการประดิษฐ์อุปกรณ์ช่วยดื่มน้ำของมนุษย์มาจากไหน?

 

ประวัติศาสตร์ของหลอด

หลอดพลาสติกคือนวัตกรรมที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่นาน แต่แท้จริงแล้วมนุษย์เราหาอุปกรณ์ช่วยในการดูดน้ำมานานแล้ว ชาวสุเมเรียนโบราณคือหนึ่งในวัฒนธรรมแรกๆ ที่ใช้หลอดสำหรับดูดเบียร์ เมื่อ 5,000 ปีก่อน ทำจากทองคำหรือโลหะ โดยหลอดของพวกเขามีลักษณะเป็นก้านยาวๆ จุ่มลงไปในไหหมักเบียร์ขนาดใหญ่ ซึ่งเชื่อกันว่าใครยิ่งมีฐานะหลอดจะยิ่งยาวมากเป็นพิเศษ (ครั้งหน้าหากคุณถูกเพื่อนแซวเพราะเอาหลอดดูดเบียร์ ขอให้อธิบายเรื่องนี้ให้พวกเขาฟัง)

หลอดพลาสติก
ผู้คนสมัยก่อนดื่มเบียร์ในไหหมักด้วยหลอดก้านยาวๆ
ภาพถ่ายโดย ancient-origins.net

สำหรับบิดาแห่งหลอดดูดน้ำที่ใช้กันแพร่หลายในปัจจุบันนั้นเกิดขึ้นมาจาก มาร์วิน สโตน ผู้คิดค้นหลอดขึ้นในปี 1888 รายงานจากสถาบันสมิธโซเนียนระบุว่า ฤดูร้อนวันหนึ่งในปี 1880 สโตนกำลังดื่มคอกเทล mint julep ด้วยต้นของหญ้าไรย์ ซึ่งเป็นปล้องที่มีรูตรงกลาง จากนั้นเขาจึงคิดได้ว่าน่าจะประดิษฐ์หลอดที่ดีกว่าต้นหญ้านี้ได้ ด้วยการใช้กระดาษ

สโตนทดลองม้วนกระดาษรอบแท่งดินสอ จากนั้นทากาวเชื่อมติดให้เป็นหลอด และเคลือบด้วยไขพาราฟินอีกที เขาจดสิทธิบัตรผลงานชิ้นนี้ในปี 1888 และต่อมาในปี 1890 โรงงานผลิตหลอดของเขาก็ก่อตั้งขึ้น

เวลาผ่านไปจนกระทั่งปี 1930 ในที่สุดหลอดแบบงอได้ก็ถือกำเนิดขึ้น หลังนักประดิษฐ์ท่านหนึ่งมองเห็นความยากลำบากของลูกสาวในการดูดมิลค์เชคจากแท่งหลอดตรงๆ Joseph Friedman ออกแบบหลอดให้มีลักษณะเป็นรอยหยักเพื่อช่วยให้มันสามารถบิดงอได้โดยไม่แตกหัก เขาจดสิทธิบัตรในเวลาต่อมาในชื่อบริษัท Flex-Straw สินค้าของเขาเป็นที่นิยมอย่างมากโดยเฉพาะผู้ป่วยในโรงพยาบาลที่มีความยากลำบากในการดื่มน้ำ หลอดแบบบิดงอนี้ช่วยให้พวกเขายังคงดื่มน้ำได้โดยไม่ต้องลุกจากเตียง

หลอดพลาสติก
ตัวอย่างโฆษณาหลอดกระดาษบิดได้ของ บริษัท Flex-Straw

 

ยุคบูมของโรงงานพลาสติก

ชาวอเมริกันยังคงใช้หลอดกระดาษกันอยู่ แม้ว่าขณะนั้นโรงงานผลิตพลาสติกจะถือกำเนิดแล้วก็ตาม พลาสติกแรกเริ่มเกิดขึ้นในช่วงปี 1870 โดยจอห์น เวสลีย์ ไฮแอท นักวิทยาศาสตร์อเมริกัน โดยมีจุดประสงค์จากการหาวัสดุมาแทนงาช้าง ซึ่งมีราคาแพง วัสดุดังกล่าวคือไนโตรเซลลูโลส (celluloid) นับเป็นจุดเริ่มต้นของพลาสติก และอีกหลายสิบปีต่อมาวัสดุที่ทำจากพลาสติกก็เริ่มแพร่หลายมากขึ้นไม่ว่าจะเป็นข้าวของเครื่องใชในครัวเรือน, พลาสติกไนลอนสำหรับถุงน่อง ไปจนถึงเป็นวัสดุในการประกอบเครื่องบินทางการทหาร

ด้วยความที่พลาสติกนั้นคงทน และมีราคาถูก ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองพลาสติกถูกเร่งกระบวนการผลิตออกจากโรงงานในปริมาณมากอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน และเมื่อความขัดแย้งสิ้นสุดลง พลาสติกก็กลายเป็นสินค้าเจาะตลาดใหม่แก่ผู้บริโภคชาวอเมริกันมากมาย

 

หลอดพลาสติกมาแล้ว

ปกติแล้วหลอดเป็นขยะที่ถูกทิ้งอย่างรวดเร็วเมื่อใช้งานเสร็จ ทว่าการมาถึงของพลาสติกทำให้หลอดที่ผลิตจากพลาสติกเหล่านี้มีราคาถูกกว่าหลอดกระดาษ อีกทั้งยังคงทนกว่ามาก ขอบแข็งของมันยังเจาะรูกากบาทของแก้วน้ำในร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดได้ดีกว่าหลอดกระดาษแบบเดิมๆ ซึ่งมักฉีกขาด

ในปี 1969 บริษัท Flex-Straw ขายกิจการให้แก่ Maryland Cup Corporation บริษัทที่ตั้งอยู่ในเมืองบัลติมอร์นี้ผลิตหลอดพลาสติกที่หลากหลาย และในที่สุดก็กลายเป็นบริษัทผลิตหลอดพลาสติกที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ต่อมาในปี 1983 Fort Howard Corporation ซื้อกิจการของ Maryland Cup Corporation และยังคงเดินหน้าผลิตสินค้าจากพลาสติกต่อไป

“มันดีกว่า ถูกกว่า และไม่แตกเมื่อหล่น” David Rhodes ผู้อำนวยการฝ่ายผลิตหลอดกระดาษของบริษัท Aardvark Straws ในเครือ Precision Products Group กล่าว “มันคือสินค้าคุณภาพเยี่ยมแห่งยุคนั้นจริงๆ ทั้งถูกทั้งดี และไม่มีใครคาดคิดว่าในอนาคตมันจะก่อผลกระทบมากมายต่อสิ่งแวดล้อมขนาดนี้”

หลอดพลาสติก
ในแต่ละวันชาวอเมริกันใช้หลอดพลาสติกมากถึง 500 ล้านหลอด
ภาพถ่ายโดย Randy Olson

และแน่นอนว่าเมื่อจำนวนของผู้ผลิตมีเพิ่มมากขึ้นตามจำนวนของผู้บริโภค นั่นจึงทำให้มีหลอดพลาสติกถูกผลิตออกมามากมายอย่างไม่หยุดหย่อน ข้อมูลจาก Plastics Europe หนึ่งในผู้ผลิตพลาสติกรายใหญ่ของโลกรายงานว่า ในปี 1950 พวกเขาผลิตสินค้าพลาสติกเป็นจำนวน 1.5 ล้านตัน ทว่าในปี 2015 จำนวนดังกล่าวเพิ่มขึ้นเป็น 322 ล้านตัน

 

อนาคตของหลอดพลาสติก

ขณะนี้โลกของเรากำลังเผชิญกับปัญหาใหญ่นั่นคือจะทำอย่างไรกับขยะพลาสติกที่กำลังทับถมโลก บริษัทเอกชน หน่วยงานรัฐบาล ตลอดจนผู้นำประเทศเองพากันออกมาประกาศแบนหลอดพลาสติก บางบริษัทเปลี่ยนไปใช้หลอดโลหะหรือหลอดแก้ว เพื่อดึงดูดใจให้ผู้ที่รักสิ่งแวดล้อมหันมาซื้อใช้เป็นสินค้าส่วนตัว และปัจจุบันมีหลอดทางเลือกใหม่ๆ ถือกำเนิดขึ้นมากมาย ตลอดจนมีการรณรงค์ในสังคมให้ผู้คนหันมาใช้ปากจิบแก้วแทนหลอด เพื่อลดปริมาณขยะ

Steve Russell รองประธานาธิบดีด้านพลาสติก จากสภาเคมีสหรัฐฯ หรือ ACC ระบุว่าการโฟกัสไปที่หลอด หรือสินค้าพลาสติกประเภทใดประเภทหนึ่งเพียงอย่างเดียว เป็นการหลุดประเด็นสำคัญ

“การมุ่งความสนใจไปที่สินค้าชิ้นใดชิ้นหนึ่งทำให้เราหลงลืมประเด็นสำคัญที่ต้องถกเถียง นั่นคือ วิธีการจัดการกับขยะให้มันอยู่ในที่ที่เหมาะสม” เขากล่าว โดยระบุว่าทาง ACC มุ่งความสนใจไปที่วิธีการจัดการที่ดีที่สุด เพื่อป้องกันไม่ให้ขยะพลาสติกถูกทิ้งลงในมหาสมุทร อย่างไรก็ดีด้านองค์กรสิ่งแวดล้อมระบุว่า การแบนหลอดพลาสติกยังคงเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องเดินหน้าต่อไปสำหรับเป้าหมายใหญ่ในอนาคต: ยุติการใช้พลาสติกประเภทใช้ครั้งเดียวทิ้งทั้งหมด

Rhodes เองเชื่อว่าในอนาคตข้างหน้า วันหนึ่งหลอดพลาสติกอาจกลายเป็นของแปลกก็เป็นได้ เขาเล่าว่าจุดเริ่มต้นของหลอดกระดาษของบริษัท Aardvark Straws ในปี 2007 มาจากความต้องการของสวนสัตว์, อควาเรียม และเรือสำราญที่ต้องการสร้างภาพลักษณ์เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และขณะนี้อุปสรรคขนาดใหญ่ที่ยังคงทำให้หลอดพลาสติกหมนุเวียนอยู่ในระบบก็คือราคาที่ถูกของมัน “ถ้าเทียบหลอดต่อหลอดแล้ว หลอดกระดาษจะแพงกว่าหลอดพลาสติกเพียงไม่กี่เพนนี” เขากล่าว แต่หากเป็นกระบวนการผลิตขนาดใหญ่ในโรงงาน ราคาความต่างนี้จะพุ่งทะยานเป็นหลายร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่อย่าลืมว่าผลกระทบที่หลอดพลาสติกเหล่านี้ส่งผลต่อระบบนิเวศทางทะเล ไม่อาจตีค่าเป็นตัวเลขได้เลย

เรื่อง ซาร่าห์ กิบเบ็นส์

 

อ่านเพิ่มเติม

ภาพถ่ายของสัตว์ในโลกพลาสติก

เรื่องแนะนำ

มหานครกัมปนาท : ภัยดังที่ฟังแต่ไม่ได้ยิน

เราทุกคนรู้กันดีว่า เสียงดัง นั้นเป็นอันตรายต่อหู แต่ในความเป็นจริงการใช้ชีวิตท่ามกลางเสียงดังที่เข้าขั้นเป็นมลพิษส่งผลกระทบมากกว่านั้น เสียงและการสั่นสะเทือนมีผลต่อระบบการไหลเวียนของเลือดและการทำงานของต่อมไร้ท่อต่างๆ ทั้งยังก่อให้เกิดความหงุดหงิด ความเครียด และวิตกกังวล ซึ่งในระยะยาวจะส่งผลต่อการนอนหลับ, ความดันโลหิตสูง, โรคหัวใจและปัญหาทางสุขภาพจิตตามมา เมื่อร่างกายรับเสียงดังเข้ามา ระบบประสาทจะถูกกระตุ้น หัวใจเราจะเต้นเร็วขึ้น ซึ่งเป็นการตอบสนองตามธรรมชาติ เมื่อร่างกายรู้สึกว่ากำลังเผชิญกับสถานการณ์อันตราย ลองจินตนาการถึงโลกในยุคดึกดำบรรพ์ บรรพบรุษของเราคงไม่สามารถเอาชีวิตรอดหากได้ยินเสียงของฝูงสัตว์กำลังพุ่งตรงเข้ามา แต่พวกเขายังคงนิ่งเฉยไม่สนใจ มหาวิทยาลัยเท็กซัส ดัลลัส เคยทำการวิจัยถึงผลกระทบของเสียงดังที่มีผลต่อสมอง พวกเขาตรวจการทำงานของระบบประสาททางการได้ยินของหนูสองกลุ่ม ด้วยการนำพวกมันไปอยู่ในที่ที่มีเสียงดังระดับ 115 เดซิเบล (ส่งผลกระทบต่อการได้ยินในระดับปานกลาง) และ 124 เดซิเบล (ส่งผลกระทบต่อการได้ยินในระดับรุนแรง) เป็นเวลา 1 ชั่วโมง หลังการทดลองพวกเขาตรวจระบบประสาทของหูหนูอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 1 เดือน พบว่าสำหรับหนูกลุ่มที่เผชิญกับระดับเสียงที่มีความดังรุนแรง จากหนูจำนวนทั้งหมดมีหนูน้อยกว่า 1 ใน 3 ที่ระบบประสาทยังคงเป็นปกติ นอกนั้นการตอบสนองล้วนเชื่องช้าลง ส่วนในหนูอีกกลุ่มการตอบสนองทางระบบประสาทไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงมากนัก เว้นแต่กับคลื่นเสียงความถี่สูงที่ช้าลงกว่าปกติ นั่นคือการทดลองกับหนูเพียงแค่ 1 ชั่วโมงเท่านั้น แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นนั้นอยู่กับพวกมันไปชั่วชีวิต ตัวผมเองเป็นคนหนึ่งที่เผชิญปัญหาจากเสียงรบกวน เริ่มจากเสียงของบ้านข้างๆ ที่กำลังต่อเติมไม่หยุด แม้จะเป็นวันเสาร์อาทิตย์ ตามมาด้วยเสียงปั๊มน้ำเจ้าปัญหาของเพื่อนบ้านอีกหลัง […]

พิทักษ์อัญมณีใต้ท้องทะเล

ด้วยชายฝั่งที่ยาวกว่า 4,000 กิโลเมตร ชิลีจึงรุ่มรวยด้วยถิ่นอาศัยทางทะเล แต่ส่วนใหญ่มีการทำประมงมากเกินควร บรรดานักอนุรักษ์ ประชาคมประมงและภาครัฐจึงผสานพลังกันเพื่อปกป้องอัญมณีที่หลงเหลืออยู่

สำรวจโลก : บันทึกภาคสนาม

บนเส้นทางของเต่าทะเล เรื่อง มารีอานา ฟูเอนเตส การยกเต่าทะเลหนักหลายสิบกิโลกรัมขึ้นเรือไม่ใช่เรื่องง่าย แต่นั่นคือสิ่งที่มารีอานา ฟูเอนเตส นักชีววิทยาทางทะเลเชิงอนุรักษ์ทำเพื่อช่วยเหลือสัตว์เลื้อยคลานใกล้สูญพันธุ์เหล่านี้ เต่าทะเลอาศัยอยู่ในน่านนํ้าอุ่นทั่วโลก ตอนนี้ ฟูเอนเตสพุ่งเป้าไปที่ประเทศหมู่เกาะ อย่างบาฮามาส ที่ซึ่งรัฐบาลประกาศกันพื้นที่ในทะเลร้อยละ 20 ของประเทศให้เป็นเขตคุ้มครอง เต่าทะเลไม่ใช่สัตว์ชนิดแรกที่ฟูเอนเตสหลง รัก “ตอนแรกฉันอยากศึกษากระเบนราหูค่ะ” เธอบอกพลางนึกถึงความหลังเมื่อครั้งที่ได้ ใกล้ชิดกับกระเบนราหูตัวหนึ่ง ในขณะเป็น นักศึกษาฝึกงานในบราซิล ฟูเอนเตสเริ่มหันมาสนใจเต่าทะเลซึ่งอาจมีอายุยืนได้กว่าร้อยปี “ความจริงที่ว่าพวกมันคือผู้รอดชีวิต ทำให้ฉันอยากอนุรักษ์พวกมันไว้” ฟูเอนเตสบอก   แผนภูมิจุดบนยักษ์แห่งท้องทะเล เรื่อง แบรด นอร์แมน ฉลามวาฬเป็นสัตว์ทะเลที่ได้ชื่อว่าลี้ลับที่สุดชนิดหนึ่ง แต่แบรด นอร์แมน นักชีววิทยาทางทะเลชาวออสเตรเลีย ใช้เวลาเกือบ 25 ปี ค่อยๆ เผยความลับของพวกมันทีละน้อย ลวดลายที่คล้ายกลุ่มดาวบนผิวหนังของฉลามวาฬเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวคล้ายกับลายนิ้วมือของมนุษย์ ด้วยสิ่งนี้ นอร์แมนได้ให้ความช่วยเหลือผู้เชี่ยวชาญโดยใช้อัลกอริทึมทางดาราศาสตร์ในการพัฒนาเครื่องมือค้นหา เพื่อสแกนและระบุอัตลักษณ์ของฉลามวาฬแต่ละตัว นำไปสู่องค์ความรู้ในการติดตามฝูงฉลามวาฬและการอนุรักษ์ นอร์แมนผู้ได้รับรางวัลโรเล็กซ์เอนเทอร์ไพรส์ (Rolex Awards for Enterprise) มุ่งมั่นทำงานเพื่อผลักดันให้ฉลามวาฬได้รับการบรรจุเป็นสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ เขาพูดถึงความพยายามในการคลี่คลายความลับเกี่ยวกับการอพยพของพวกมัน ว่า “เราหวังจะพบกุญแจไขปริศนาข้อใหญ่ที่สุด นั่นคือ […]

ส่องอนาคตของรถยนต์ไฟฟ้า มาแน่ในอีกไม่กี่ปี

ในหลายประเทศออกนโยบายอ้าแขนรับการมาถึงของรถยนต์ไฟฟ้าแล้ว มาดูกันว่าในงานมอเตอร์โชว์ที่ผ่านมามีรถยนต์ไฟฟ้าจากค่ายใดบ้างที่น่าสนใจ

Follow Me

NATIONAL GEOGRAPHIC ASIA

Contact

เว็บไซต์ : ngthai.com

บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน)

Tel : 02-422-9999 ต่อ 4244

© COPYRIGHT 2018 AMARIN PRINTING AND PUBLISHING PUBLIC COMPANY LIMITED.