หนึ่งใน ภูเขาไฟ ที่อันตรายที่สุดในโลกกำลังส่งเสียงร้องครืน - NGThai.com

หนึ่งในภูเขาไฟที่อันตรายที่สุดในโลกกำลังส่งเสียงร้องครืน

ภูเขาไฟ ขนาดมหึมาทอดกายอยู่ภายใต้เมืองที่มีประชากรอาศัยอยู่ราวห้าแสนคนในประเทศอิตาลี อาจกำลังตื่นขึ้นและเขาสู่ “ภาวะวิกฤติ” ทีมนักวิทยาศาสตร์ได้เขียนรายงานนี้ลงในวารสาร Nature Communications

อ้างอิงตามการตรวจวัดทางกายภาพและการสร้างแบบจำลองในคอมพิวเตอร์ “เราพบว่าแมกมาใน ภูเขาไฟ คัมปีเฟลเกรอี อาจไปแตะจุดซีดีพีหรือจุดแรงดันการปล่อยแก๊สขั้นวิกฤติ (critical degassing pressure) ภูเขาไฟลูกนี้ตั้งอยู่ในมหานครนาเปลส เมืองที่มีประชากรตั้งถิ่นฐานอยู่หนาแน่นแห่งหนึ่งในโลก และการตรวจวัดความร้อนรวมถึงการติดตามการเปลี่ยนแปลงทางธรณีกำลังเริ่มขึ้นในมหาครแห่งนี้” ทีมนักวิทยาศาสตร์ นำโดย จีโอวานี ชิโอดินี แห่งสถาบันวิจัยแห่งชาติอิตาลีด้านธรณีฟิสิกส์ในกรุงโรม กล่าว

การปล่อยความร้อนในรูปแก๊สแม่เหล็กเมื่อไม่นานมานี้ มีความเป็นไปได้ว่าในอนาคตอันใกล้ ภูเขาไฟลูกนี้อาจเกิดการประทุครั้งใหญ่ได้ นักวิทยาศาตร์ได้ออกมากล่าวเตือน แต่เวลาในการระเบิดนั้นยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด และในปัจจุบัน ยังไม่สามารถทำนายได้

ทางรัฐบาลอิตาลีได้ตอบสนองต่อข่าวนี้โดยการประกาศยกระดับความรุนแรงของภูเขาไฟลูกนี้จากระดับสีเขียวเป็นระดับสีเหลือง หรืออีกนัยหนึ่งคือ รัฐบาลได้ร่วมติดตามผลการตรวจวัดการเปลี่ยนแปลงอย่างใกล้ชิดกับทีมนักวิทยาศาสตร์ที่กำลังศึกษาภูเขาไฟแห่งนี้

คัมปีเฟลเกรอี เป็นภาษาอิตาลีมีความหมายว่า “พื้นที่ที่ลุกเป็นไฟ” ภูมิภาคภูเขาไฟแห่งนี้รู้จักในนามเฟรเกลียน เช่นเดียวกับภูเขาไฟขนาดใหญ่ที่อื่น อย่างโครงสร้างแนวความร้อนใต้พิภพในอุทยานแห่งชาติเยลโลว์สโตน มันไม่ได้มีแค่ปากปล่องภูเขาไฟเพียงอันเดียว แต่มันคือโครงสร้างซับซ้อนขนาดใหญ่ที่ประกอบด้วย 24 ปล่องภูเขาไฟและทอดตัวอยู่ใต้แผ่นพิภพรวมถึงใต้ทะเลเมดิเตอเรเนียน นอกจากนี้ยังพบทั้งน้ำพุร้อนและท่อที่พ่นแก๊สร้อน ๆ ออกมาตามแนวภูเขาไฟด้วย

ภูเขาไฟขนาดใหญ่มักเกิดขึ้นโดยปล่องภูเขาไฟหรือแรงกดดันตามรอยแยกของเปลือกโลก ภูเขาไฟคัมปีเฟลเกรอีมีแรงกดดันที่ว่านี้ทอดผ่านอยู่ใต้เมืองนาเปลสทางตะวันตกยาวกว่าเจ็ดไมล์

ภูเขาไฟคัมปีเฟลเกรอีที่เป็นรูปร่างในปัจจุบัน ถือกำเนิดขึ้นเมื่อกว่าหนึ่งพันปีที่แล้ว แต่จากประวัติศาสตร์ทางธรณีของภูมิภาคแห่งภูเขาไฟนี้ มันเคยเกิดการระเบิดครั้งใหญ่เมื่อสองแสนปีที่แล้ว ปล่อยเถ้าถ่านปกคลุมท้องฟ้าสีครามให้กลายเป็นสีหม่น ครอบคลุมพื้นที่เกือบทั้งโลก และเกิดปรากฏการณ์ที่เรีบกว่า “หิมะภูเขาไฟ” ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนั้นเป็นการระเบิดครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของทวีปยุโรป

ภูเขาไฟแห่งนี้ระเบิดอีกครั้งเมื่อ 35000 และ 12000 ปีที่แล้วตามลำดับ และมีการตั้งสมมติฐานกันว่า การระเบิดของภูเขาไฟในยุคนั้น เป็นสาเหตุที่มนุษย์นีแอนเดอร์ทัลอำลาโลกไป

การระเบิดครั้งล่าสุดเกิดขึ้นในปี 1538 แม้จะไม่ใช่การระเบิดที่สร้างความเสียหายมากแต่มันก็กินเวลานานถึงแปดวัน และได้สร้างภูเขาลูกใหม่ขึ้นมาชื่อ มอนเต นัวโว และนับจากวันนั้น มันก็หลับใหลอย่างเงียบ ๆ เป็นเวลากว่าห้าร้อยปี

ทีมนักวิทยาศาสตร์บอกว่า เราอาจมีชีวิตไม่ถึงช่วงที่เกิดการระเบิดครั้งถัดไป แต่ก็ไม่มีความแน่นอนหรือชัดเจนที่จะยืนยันได้ว่ามันจะระเบิดอีกครั้งเมื่อไหร่ ดังนั้น การเฝ้าสังเกตุ ติดตาม และการศึกษาทางธรณีวิทยาจึงเป็นส่วนสำคัญที่จะให้เรารู้จักภูเขาไฟลูกนี้มากขึ้น

ร่องรอยจากภูเขาไฟระเบิดที่พี่งมีการค้นพบเมื่อเร็ว ๆ นี้อยู่บนเทือกเขาแอลป์ในเขตประเทศอิตาลี ปล่องภูเขาไฟที่อยู่ใต้พื้นดินความกว้างราวแปดไมล์ถูกสำรวจพบในหมู่บ้านเซเซีย เกิดระเบิดครั้งล่าสุดเมื่อ 280 ล้านปีก่อน ในช่วงระหว่างการระเบิด มันได้ปลดปล่อยเถ้าถ่านและสารประกอบอื่น ๆ ออกมาปกคลุมท้องฟ้าจนแสงอาทิตย์ต้องพ่ายแพ้ และเป็นสาเหตุให้อุณหภูมิของโลกลดลง

“อาจจะมีการระเบิดครั้งใหญ่เกิดขึ้นอีกครั้ง” เจมส์ ควิก นักธรณีวิทยาจากมหาวิทยาลัยเซาเทิร์นเมโทดิสท์ ในรัฐเท๊กซัส กล่าวในการค้นพบปล่องภูเขาไฟใต้พิภพแห่งนี้

“เราไม่รู้ว่ามันจะเกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อไหร่ แต่หมู่บ้านเซเซียจะช่วยเราทำนายการเกิดครั้งต่อไปได้” เขากล่าวเสริม

เรื่อง ไบรอัน คลาร์ก ฮาวเวิร์ด

เรื่องแนะนำ

แผนที่เก่าของเฮอร์ริเคน โดยเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก

แผนที่เก่าของเฮอร์ริเคน โดยเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก เรื่องราวการเขียนแผนที่ของเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก เริ่มต้นจากพายุ มันคือพายุที่มีชื่อว่า “the Great White Hurricane” ที่ส่งผลกระทบให้ผู้คนที่อาศัยอยู่ตามแนวชายฝั่งแอตแลนติกต้องปราศจากไฟฟ้าใช้ไป 4 วันเต็ม ในฤดูใบไม้ผลิ ของปี 1888 และในปีนั้นเองที่นิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิกเผยแพร่ภาพ แผนที่เก่าการเดินทางของพายุตั้งแต่มหานครนิวยอร์ก ไปยังเบอร์มิวดา ก่อนที่จะขึ้นเหนือไปยังแคนาดา จัดทำโดย Edward Everett Hayden นักอุตุนิยมวิทยา ทั้งยังเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งสมาคมเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก สองปีต่อมา Hayden เขียนนิตยสาร “The Law of Storms” บอกเล่าเรื่องราววิทยาศาสตร์ของพายุ และแนวทางการเดินเรือที่ปลอดภัยให้แก่บรรดาลูกเรือในมหาสมุทร แผนที่พายุแรกของเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิกถูกรวมอยู่ในเส้นทางของพายุที่เกิดขึ้นในมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ ตลอดสองปีที่ผ่านมาด้วย เส้นสายโค้งเข้าสู่จุดศูนย์กลางดูเผินๆ ช่างคล้ายกับรอยนิ้วมือ ทว่าทุกเส้นถูกเขียนด้วยความตั้งใจและมาจากประสบการณ์สังเกตพายุนานหลายปี ต่อมาการทำแผนที่พายุได้ให้ข้อมูลที่ซับซ้อนและน่าเชื่อถือมากขึ้น เมื่อเทคโนโลยีภาพถ่ายดาวเทียมมีส่วนเข้ามาช่วยในเรื่องนี้ ทุกวันนี้นักอุตุนิยมวิทยาใช้ข้อมูลจากดาวเทียมในการพยากรณ์อากาศ และคำนวณเส้นทางการเคลื่อนตัวของพายุ ข้อมูลเหล่านี้อัพเดทได้ในรายชั่วโมง ในขณะที่แผนที่เหล่านี้กลายเป็นประวัติศาสตร์เก่าไป มาชมลวดลายของพายุเฮอร์ริเคนในสมัยที่ยังคงถูกเขียนด้วยมือจากคลังภาพเก่าของเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิกกัน เรื่อง Nina Strochlic […]

การทำความสะอาดชายหาดไม่อาจเก็บขยะพลาสติกจำนวนหลายล้านชิ้น

ขยะพลาสติกกองพะเนินอยู่บนชายหาดทางเหนือของเกาะไดเรกชัน ประเทศออสเตรเลีย ภาพถ่ายโดย SILKE STUCKENBROCK, COURTSEY OF SPRINGER NATURE ผลการศึกษาชิ้นใหม่เผยว่า ขยะพลาสติก ส่วนใหญ่บนชายหาดสักแห่งเป็นพลาสติกชิ้นเล็กจิ๋วที่ฝังอยู่ใต้ผืนทราย ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา การทำความสะอาดชายหาดกลายเป็นปรากฏการณ์ระดับโลก บ่อยครั้งที่อาสาสมัครมารวมตัวกันเพื่อทำงานที่ดูเหมือนไม่มีวันสำเร็จได้ นั่นคือการเก็บ ขยะพลาสติก ปัจจุบัน งานวิจัยชิ้นใหม่ที่ศึกษาหมู่เกาะโคโคส (Cocos) หรือคีลิง (Keeling) ซึ่งเป็นกลุ่มเกาะห่างไกลของออสเตรเลียชี้ว่า การทำความสะอาดชายหาดอาจปิดบังความเสียหายที่แท้จริงของมลพิษจากพลาสติกอย่างไม่ตั้งใจ เนื่องจากพลาสติกส่วนใหญ่ถูกฝังอยู่ใต้ผืนทราย “น่าเศร้าที่สถานการณ์นี้ไม่ได้เกิดแค่บนหมู่เกาะโคโคส” เจนิเฟอร์ เลเวอร์ส (Jennifer Lavers) นักวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ทางทะเลแห่งมหาวิทยาลัยแทสเมเนีย ประเทศออสเตรเลีย เขียนในผลการศึกษาที่ติมพิมพ์ในวารสาร Scientific Reports เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม ปี 2019  “เมื่อเรามีเกาะน้อยใหญ่กว่า 2,000 เกาะในมหาสมุทรทั่วโลก และในแต่ละวัน ข้าวของพลาสติกนับพันๆ ชิ้นถูกคลื่นลมพัดมาเกยชายหาดของเกาะห่างไกล  จึงไม่มีทางที่เราจะเก็บขยะได้ทัน หากไร้ซึ่งการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและมีนัยสำคัญ การจัดการกับปัญหาขยะพลาสติกในทะเลจะยังคงเป็นความพยายามที่ไม่มีวันสำเร็จ” นอกจากนี้ งานวิจัยดังกล่าวยังบอกเป็นนัยถึงอนาคตที่อาจเกิดขึ้นกับชายหาดในพื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่นหากไม่มีการทำความสะอาด  จนทำให้ขยะพลาสติกสะสมมากขึ้นปีแล้วปีเล่า  กระทั่งแตกตัวกลายเป็นไมโครพลาสติกที่ไม่สามารถกำจัดได้ด้วยการเก็บขยะทั่วไป  อีกทั้งยังไม่มีไครทราบว่าขยะเหล่านี้มีจำนวนเท่าใด สะสมได้เร็วเพียงใด […]

ชีวิตคนเดนมาร์กใช้พลาสติกน้อยมาก พวกเขาทำได้อย่างไร?

ในเดนมาร์กผู้คนใช้ถุงพลาสติกเฉลี่ย 4 ใบต่อปีเท่านั้น เทียบกับชาวอเมริกันที่ใช้ถุงพลาสติกเฉลี่ย 1 ใบในแต่ละวัน ทว่าชาวเดนมาร์กยังไม่พอใจ พวกเขาตั้งใจว่าจะลดการใช้พลาสติกลงอีก!