การรณรงค์ห้ามใช้ ถุงพลาสติก ที่กำลังแพร่หลายนั้นมีประสิทธิภาพมากแค่ไหน

การห้ามใช้ถุงพลาสติกกำลังแพร่หลาย แต่มันได้ผลจริงหรือ?

คนเก็บขยะแบกถุงวัสดุที่รีไซเคิลได้ ในภูเขาขยะ Dandora กรุงไนโรบี อันเป็น 1 ใน 4 ภูเขาขยะที่ใหญ่และเป็นพิษมากที่สุดในแอฟริกา ภาพถ่ายโดย BENEDICTE DESRUS, SIPA via AP


เคนยามีบทลงโทษการใช้ ถุงพลาสติก ที่รุนแรงที่สุดในโลก แต่ทางเลือกใหม่ๆ สำหรับผู้บริโภคกลับก่อให้เกิดปัญหาที่มากขึ้น

ในนาคูรู ประเทศเคนยา ถุงพลาสติก หูหิ้วได้หายไปจากตลาด Wakulima เนื่องจากการห้ามใช้ถุงพลาสติกในประเทศก็จริง แต่มันกลับถูกแทนที่ด้วยถุงโพลีโพรพีลีน (Polypropelene) ซึ่งเป็นถุงพลาสติกอีกประเภท แต่ James Wakaiba นักกิจกรรมผู้เป็นตัวแทนของการรณรงค์ที่นำไปสู่การห้ามใช้ถุงพลาสติก กล่าวว่าการแบนที่ไม่สมบูรณ์แบบยังดีกว่าการไม่ทำอะไรเลย

“โอเค ถุงพวกนี้ทำจากโพลีโพรพิลีนก็จริง แต่พวกมันถูกนำมาใช้ใหม่ได้ และไม่ได้เป็นถุงบางๆ ที่ปลิวได้ง่าย” เขากล่าว “สหประชาชาติ (UN) บอกว่าแค่ปีเดียว คนเคนยาก็ใช้ถุงพลาสติกในซูเปอร์มาร์เก็ตตั้ง 100 ล้านใบ แสดงว่าเราก็ประหยัดถุงไปได้ 100 ล้านใบแล้ว ผมคิดว่าความสำเร็จของเรื่องนี้มีประมานร้อยละ 80”

ถุงพลาสติกซึ่งมักถูกมองว่าเป็นทั้งสินค้าขายดีที่สุดของโลกและเป็นสิ่งที่พบได้ทุกหนทุกแห่ง กลายเป็นหนึ่งในสินค้าที่ถูกห้ามใช้มากที่สุดในโลก จากข้อมูลของ UN เมื่อเดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว กว่า 127 ประเทศมีการห้ามใช้หรือเก็บภาษีถุงพลาสติก นอกจากนี้ การควบคุมการใช้ผลิตภัณฑ์ชนิดนี้ยังแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในระดับท้องถิ่น แม้แต่กลุ่มก่อการร้ายที่ได้รับการสนับสนุนจากอัลกออิดะห์ยังเข้าร่วมการแบนถุงพลาสติกด้วยเหตุผลว่า “[ถุงช้อปปิ้งพลาสติก] เป็นภัยอันตรายต่อทั้งมนุษย์และสัตว์”

เมื่อเร็วๆ นี้ สหภาพยุโรปเริ่มมีการเคลื่อนไหวเพื่อแบนถุงพลาสติก โดยเป็นส่วนหนึ่งของการเก็บกวาดผลิตภัณฑ์พลาสติกที่พบเห็นได้บ่อยที่สุดบนชายหาดในยุโรป ส่วนในสหรัฐ ฮาวายห้ามใช้ถุงพลาสติกอย่างไม่เป็นทางการ เนื่องจากมีการแบนอยู่ในทุกเทศมณฑล (County) และนิวยอร์กเป็นรัฐที่สองที่สั่งห้ามถุงพลาสติก (ต่อจากแคลิฟอร์เนีย) นอกจากนี้ยังมีการเสนอร่างกฎหมายเกี่ยวกับพลาสติกกว่า 95 ครั้ง ในปลายปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นสถิติที่มากกว่าปีอื่นๆ

กระนั้นก็ตาม ในขณะที่การห้ามใช้ถุงพลาสติกเกิดขึ้นทั่วโลก ประสิทธิผลของมันกลับยังไม่แน่ชัด แม้ว่า Wakibia จะชื่นชมการกระทำดังกล่าวของเคนยาก็ตาม การแบนถุงพลาสติกก่อให้เกิดการแบนผลิตภัณฑ์พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง (Single-use Plastics) ประเภทอื่นๆ รวมถึงจาน ถ้วย ช้อนส้อม หลอด และขวด ซึ่งพลาสติกประเภทที่ว่านี้มีจำนวนร้อยละ 40 ของพลาสติกที่มีการผลิตทั่วโลก แต่ยังคงมีคำถามว่าสิ่งนี้จะสามารถช่วยลดขยะพลาสติกที่รั่วไหลลงในมหาสมุทรเป็นจำนวนเฉลี่ยกว่า 8 ล้านตันต่อปีได้มากเพียงใด โดยเฉพาะเมื่อมีการคาดการณ์ว่าการผลิตวัสดุดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นกว่าสองเท่าในราวปี 2040 และอาจเป็นส่วนประกอบกว่าร้อยละ 20 จากการผลิตน้ำมันของโลก ในราวปี 2050

แม้แต่ผู้ที่สนับสนุนการแบนอย่างแข็งขันก็รับทราบถึงข้อจำกัดเหล่านี้

“แม้การห้ามใช้ถุงพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งจะมีความสำคัญเพียงใดในการลดขยะพลาสติก มันก็ยังเปลี่ยนโลกไม่ได้” มาร์ค เมอเรย์ (Mark Murray) ผู้อำนวยการบริหารของ Californians Against Waste กล่าว “พูดกันตามตรง ประเด็นหลักของเรื่องนี้คือการส่งสารถึงผู้กำหนดนโยบาย สาธารณชน และอุตสาหกรรม ว่าเราจะทำอะไรบางอย่างอย่างจริงจังเพื่อลดจำนวนบรรจุภัณฑ์พลาสติก และถ้าพวกคุณไม่รู้ว่าจะทำมันยังไง พวกเราจะเริ่มแบนผลิตภัณฑ์ของคุณไปทีละอย่าง”

สิ่งมหัศจรรย์กลายเป็นของอันตราย

ในไม่ถึงสี่ทศวรรษ ถุงพลาสติกเปลี่ยนจากสิ่งมหัศจรรย์เป็นของอันตราย หลังการขยายตัวอย่างรวดเร็วของการผลิตพลาสติกที่ใช้ในครัวเรือนหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ถุงพลาสติกกลายเป็นที่นิยมในทศวรรษที่ 1970 และในปลายทศวรรษที่ 1980 ร้านค้าในสหรัฐฯ ได้เปลี่ยนจากถุงกระดาษไปเป็นถุงพลาสติก หลังจากนั้น ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวได้แพร่กระจายเป็นจำนวนหลายล้านใบ

ยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัดว่า ปัจจุบันมีการผลิตถุงพลาสติกมากเพียงใด แม้แต่กลุ่มอุตสาหกรรมการค้า American Progressive Bag Alliance ยังกล่าวว่าพวกเขาไม่ทราบจำนวนที่แน่นอน จากการประมาณของสหประชาชาติ ทั่วโลกมีการผลิตถุงพลาสติกกว่าหนึ่งล้านล้านถึงห้าล้านล้านใบ ซึ่งหากอ้างอิงจากตัวเลขที่น้อยที่สุด จะมีการใช้งานถุงพลาสติกกว่าสองล้านถุงต่อนาที Earth Policy Institute กล่าว

แม้แต่ระบบจัดเก็บขยะในโลกตะวันตกก็ไม่สามารถรับมือกับการแพร่กระจายในระดับนี้ และการใช้ถุงโพลีโพรพิลีนที่นำมาใช้ใหม่ได้ง่ายก็กลับไม่ได้ช่วยอะไรมาก เนื่องจากมีโรงแยกขยะในสหรัฐฯ เพียงไม่กี่แห่งที่รับถุงประเภทนี้ เนื่องจากความเสี่ยงต่อการขัดข้องของเครื่องจักรที่ไม่เหมาะกับการคัดแยกมัน

บรรจุภัณฑ์พลาสติกและแก้วถูกพัดขึ้นฝั่งและกองเกลื่อนในบริเวณที่อยู่อาศัยของ อิกัวนาทะเลบนเกาะ ซานตากรุซ (Santa Cruz) ในประเทศเอกวาดอร์ อิกัวนาชนิดนี้พบได้ในบริเวณหมู่เกาะกาลาปาโกสเท่านั้น ภาพถ่ายโดย TUI DE ROY, MINDEN PICTURES/NAT GEO IMAGE COLLECTION

การห้ามใช้ถุงพลาสติกเริ่มมีพลัง

แม้จะมีข้อกังขาว่าการแบนและการเก็บภาษีถุงพลาสติกทำให้ประเทศยากจนและคนจนลำบาก เพราะพวกเขาต้องการถุงพลาสติกราคาถูกหรือฟรีเพื่อใส่สินค้า แต่ข้อโต้แย้งนี้ถูกปัดตกไปเมื่อบังกลาเทศเริ่มสั่งห้ามใช้ถุงพลาสติกในปี 2002 และในขณะนี้ ทวีปแอฟริกาเป็นผู้นำการควบคุมการใช้ถุง โดย 31 จาก 34 ประเทศที่มีนโยบายห้ามใช้หรือเก็บภาษีถุงพลาสติก ตั้งอยู่ในบริเวณใต้สะฮารา (Sub-Saharan) ซึ่งเป็นภูมิภาคที่ยากจนที่สุดในโลก และเคนยาได้กลายเป็นประเทศที่มีบทลงโทษผู้ผลิต ผู้นำเข้า ผู้จัดจำหน่าย และผู้ใช้ถุงพลาสติกรุนแรงที่สุดในโลก โดยผู้กระทำผิดอาจต้องถูกปรับเงินถึง 38,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือโทษจำคุกกว่า 4 ปี

ส่วนเดนมาร์ก ซึ่งเป็นประเทศแรกที่เก็บภาษีถุงพลาสติกเมื่อปี 1993 ผู้คนใช้ถุงพลาสติกโดยเฉลี่ยเพียงสี่ใบต่อปี ตรงกันข้าม สหรัฐฯ ซึ่งเป็นประเทศที่ผลิตขยะจากวัสดุภัณฑ์พลาสติกต่อหัวมากที่สุดในโลก ใช้ถุงพลาสติกโดยเฉลี่ยเกือบหนึ่งใบต่อหนึ่งคนต่อวัน

โลมาปากขวดเล่นกับห่วงพลาสติกสำหรับแพ็กกระป๋องเบียร์ บรรจุภัณฑ์ประเภทนี้เป็นอันตรายต่อสัตว์ทะเลวัยอ่อนอย่างถาวร ด้วยการทำให้พวกมันเติบโตอย่างผิดรูปร่างหรือหายใจไม่ออก ภาพถ่ายโดย FLIP NICKLIN, MINDEN PICTURES/NAT GEO IMAGE COLLECTION

ต่อต้านการสั่งห้าม

ในสหรัฐฯ มีการต่อต้านการห้ามใช้ถุงพลาสติกด้วยงานวิจัยที่เน้นย้ำถึงข้อจำกัดของนโยบายดังกล่าว เช่นในแคลิฟอร์เนีย ซึ่งอ้างอิงงานวิจัยของ รีเบกกา เทย์เลอร์ (Rebecca Taylor) ที่พบว่าเมืองที่แบนถุงพลาสติกก่อนปี 2016 มีการลดจำนวนขยะพลาสติกลงกว่า 18.1 ล้านกิโลกรัม เนื่องจากผู้คนใช้ถุงน้อยลง แต่กลับกัน การซื้อถุงขยะกลับเพิ่มขึ้นอย่างมาก ทำให้การลดขยะพลาสติกกลับลดลงเหลือเพียง 1.27 ล้านกิโลกรัมเท่านั้น

กลุ่มอุตสาหกรรมด้านถุงพลาสติกในสหรัฐฯ เองพยายามผลักดันให้มีกฎหมายที่ปรับปรุงการรีไซเคิล และลงทุนซื้อถังขยะ โดยหวังว่าผู้คนจะทิ้งถุงที่ใช้แล้วในถังขยะเหล่านั้น เพื่อนำปรีไซเคิลใหม่ แต่สิ่งนี้อาจเป็นไปไม่ได้ในประเทศที่มีอัตราการรีไซเคิลเพียงร้อยละ 9

ความสำเร็จบางส่วนในเคนยา

มีความท้าทายสำหรับการแบนถุงพลาสติกในเคนยา สมาคมผู้ผลิตถุงพลาสติกแห่งเคนยา (Kenya Association of Manufacturers) พยายามคัดค้านการแบนในศาล ด้วยเหตุผลว่าการกระทำดังกล่าวอาจส่งผลให้ผู้คนกว่า 100,000 คนในอุตสาหกรรมถุงผลาสติกต้องตกงาน

การบังคับใช้การแบนส่งผลให้มีการลักลอบนำเข้าถุงพลาสติกจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างแทนซาเนียและอูกันดา

Geoffrey Wahungu อธิบดีหน่วยงานจัดการด้านสิ่งแวดล้อมแห่งชาติเคนยา (Kenya’s National Environment Management Agency) ยอมรับว่า ในตอนแรก รัฐบาลไม่ได้พิจารณาว่าจะใช้ผลิตภัณฑ์ชนิดไหนแทนพลาสติก และสุดท้าย รัฐบาลได้ยกเลิกการแบนพลาสติกที่ใช้ห่ออาหารสด และผลิตภัณฑ์ชนิดอื่นๆ บางประเภท

แม้โทษของการใช้ถุงพลาสติกมีความรุนแรง (มีครั้งหนึ่งที่การจับพ่อค้าผลไม้กลายเป็นข่าว) การลงโทษส่วนใหญ่นั้นเกิดขึ้นกับผู้จัดจำหน่าย และไม่ไช่พ่อค้ารายย่อยหรือผู้บริโภค

Walibia เห็นด้วยกับโทษที่รุนแรงนี้ โดยกล่าวว่า “ถ้าโทษเบา คนคงไม่ทำตามกฎหมายหรอก”

สิ่งที่เขากล่าวมานี้อาจมีมูลความจริง แม้เคนยายังมีขยะเป็นจำนวนมาก ประเทศแห่งนี้กลับสะอาดขึ้นอย่างชัดเจน อันเห็นได้จากจำนวนถุงพลาสติกตามต้นไม้และท่อระบายน้ำที่ลดลง

“ทุกคนกำลังจับตามองเคนยา เนื่องจากการเดินหน้าอย่างกล้าหาญของพวกเรา” Wahungu กล่าว “เราจะไม่หันหลังกลับไป และพวกเราจะไม่ยอมอ่อนข้อ”

แต่ขณะที่รัฐบาลกำลังขยายขอบเขตการแบน ความท้าทายใหม่ๆ ก็ตามมา โดยพวกเขาวางแผนว่าจะเริ่มแบนถุงช้อปปิ้งแบบไม่ทอ (Non-woven) ในเดือนเมษายนนี้ แต่ศาลกลับชะลอคำสั่งนี้ และในเวลาเดียวกัน เหล่าผู้ผลิตถุงก็ต้องการให้รัฐบาลยกเลิกการสั่งห้ามครั้งนี้

เรื่อง LAURA PARKER


อ่านเพิ่มเติม: แพลงก์ตอนในโลกที่ท่วมท้นไปด้วยไมโครพลาสติก

เรื่องแนะนำ

นี่เห็ดหรือไข่เอเลี่ยนฟักเป็นตัวกันแน่

“เห็ดนิ้วมือปีศาจ”  (Devil’s Fingers Fungus) จะตามหลอกหลอนคุณ…เพราะนี่คือเห็ดหน้าตาพิลึกพิลั่นที่สุดเท่าที่รู้จักกัน ใครจะไปรู้ว่า บางทีสัตว์ประหลาดหน้าตาขยะแขยงที่เห็นในภาพยนตร์สยองขวัญอาจได้แรงบันดาลใจมาจากโลกธรรมชาตินี่เอง ลองนึกภาพว่า คุณกำลังมะงุมมะงาหราคลำทางอยู่กลางป่ามืดๆ แล้วจู่ๆก็พบก้อนอะไรสักอย่างโผล่ขึ้นมาจากพื้นป่าบ้างมีหนวดคล้ายหมึกยักษ์โผล่ออกมาพร้อมกลิ่นเหม็นๆ และเมือกลื่นๆ นี่คือเห็ดที่มีชื่อคล้ายหมึกยักษ์ว่า Octopus Stinkhorn หรืออีกชื่อหนึ่งคือ นิ้วมือปีศาจ (devil’s fingers) แคที ฮอดจ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเห็ดราจากมหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ อธิบายว่า “เห็ดเหล่านี้จะแทงหนวดสีแดงสดปกคลุมด้วยเมือกสีเขียวอมดำเป็นหย่อมๆ ออกมาเปลือกบางๆ ของฐานรูปทรงคล้ายไข่ พวกมันน่าดูมาก” เห็ดเหล่านี้ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ใต้ดิน อาศัยกินเศษไม้ เมื่อถึงเวลาขยายพันธุ์ พวกมันจะเติบโตขึ้นจนมีลักษณะคล้ายนิ้วมือ หรือหนวดหมึกยักษ์ พร้อมกับเริ่มปล่อยเมือกเหนียวๆ ที่มีกลิ่นคล้ายปลาเน่าออกมา เมือกนี้เต็มไปด้วยสปอร์ของเห็ด ฮอดจ์บอกว่า “พวกมันไม่ได้ตั้งใจหรือพยายามจะมีหน้าตาเหมือนนิ้วมือเราหรอกค่ะ พวกมันหวังให้มีแมลงวันบินผ่านมาและถ้าให้ดีก็มาเกาะบนเมือกเหล่านี้ ก่อนบินจากไปพร้อมสปอร์” ถ้าลูกๆของพวกมันโชคดีพอ แมลงวันเหล่านั้นอาจจะไป เกาะบนไม้สักท่อนซึ่งจะกลายเป็นอาหารให้เห็ดหน้าตาประหลาดรุ่นต่อไป   อ่านเพิ่มเติม : ดื่มด่ำไปกับการผลิบานของหมู่มวลดอกไม้ ผ่านวิดีโอไทม์แลปส์, หลบหนีความวุ่นวายไปกับภาพความมหัศจรรย์แห่งแอนตาร์กติกา

โลกของ Aquaman กำลังจมขยะพลาสติก

ลองจินตนาการดูว่าบ้านของคุณถูกใครก็ไม่ทราบนำขยะมาถมทิ้งเพิ่มพูนขึ้นทุกวันๆ นี่คือความรู้สึกของชาวแอตแลนติส และไม่น่าแปลกใจที่พวกเขาจะแค้นเคืองมนุษย์

1 ใน 3 ของพื้นที่คุ้มครองทั่วโลกกำลังถูกรุกราน

พื้นที่คุ้มครองคือบริเวณที่ได้รับการอนุรักษ์ทางสิ่งแวดล้อม แต่ผลการศึกษาใหม่พบว่าจำนวนประชากรโลกที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ กำลังรุกรานพื้นที่คุ้มครองหลายแห่งและทำลายความหลากหลายที่มีตามธรรมชาติ

บิล และ เมลินดา เกตส์: มุ่งมั่นเดินหน้าสู่เป้าหมาย

ความฝันของบิล เกตส์ มหาเศรษฐีผู้สร้างนวัตกรรมเปลี่ยนโลก และภรรยา เมลินดา เกตส์ คือการแก้ปัญหาความยากจน ความไม่เท่าเทียม และปัญหาอื่นๆ ของโลก นี่คือบทสัมภาษณ์ที่แสดงความตั้งใจจริงของพวกเขา สัมภาษณ์โดย ซูซาน โกลด์เบิร์ก  ภาพถ่าย BRINSON + BANKS เมื่อปี 2015 บรรดาผู้นำในที่ประชุมสหประชาชาติได้ร่วมกันตั้งเป้าหมายแห่งการพัฒนาอันยั่งยืน 17 ข้อขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจน ความไม่เท่าเทียม และปัญหาอื่นๆ ของโลกให้ได้ภายในปี 2030 ขณะเดียวกัน มหาเศรษฐีผู้ใจบุญอย่าง บิล และ เมลินดา เกตส์ มุ่งมั่นเดินทางสู่ เป้าหมายเหล่านี้มาก่อนนานแล้ว ดังนั้น ในปี 2017 มูลนิธิบิลและเมลินดาเกตส์ จึงจัดตั้งโครงการ Goalkeepers ขึ้นเพื่อกระตุ้นให้เกิดการลงมือปฏิบัติและติดตามความคืบหน้าของการบรรลุเป้าหมายเหล่านั้น เมื่อไม่นานมานี้ ฉันมีโอกาสนั่งคุยกับทั้งคู่เกี่ยวกับ รายงานประจำปี 2018 นับเป็นการให้สัมภาษณ์พร้อมกันซึ่งเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก ซูซาน โกลด์เบิร์ก: ฉันเพิ่งอ่านรายงานของ Goalkeepers อะไรทำให้คุณตัดสินใจทำโครงการนี้ เมลินดา เกตส์: เพราะข่าวคราวเกี่ยวกับความก้าวหน้าที่เกิดขึ้นในโลกยังไม่เป็นที่รับรู้ในวงกว้าง […]