นักวิจัย พบไมโครพลาสติก บนยอดเขาเอเวอเรสต์ได้อย่างไร

พบไมโครพลาสติก บนยอดเขาเอเวอเรสต์

จากธารน้ำแข็งที่หดตัวลงสู่การ พบไมโครพลาสติก บนยอดเขาที่สูงที่สุดในโลก สัญญาณอันน่าพรั่นพรึงของสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน

สำหรับนักผจญภัยทั่วโลกภาพของยอดเขาเอเวอเรสต์ถือเป็นภาพที่ยากจะลืมเลือน ภาพของหิมะที่ตกลงมาจากยอดเขา น้ำแข็งที่ไหลลงมา รวมไปถึงทิวทัศน์อันน่าทึ่ง แต่บนยอดเขาที่สูงที่สุดในโลกกลับ พบไมโครพลาสติก

เอเวอเรสต์
ภาพนักปีนเขาที่กำลังไต่ขึ้นสู่ยอดเขาเอเวอเรสต์ในเดือนพฤษภาคม 2019 ในแต่ละปีผู้คนที่ขึ้นไปบนนั้นได้ทิ้งบางอย่างไว้โดยไม่รู้ตัวในรูปของพลาสติกขนาดเล็กที่หลุดออกจากวัสดุสังเคราะห์ที่ใช้สวมใส่อย่างเสื้อผ้า (เรื่อง : เฟรดดี วิลกินสัน ภาพถ่าย : มาร์ก ฟิชเชอร์, เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก)

ระหว่างเดือนเมษายนถึงมิถุนายน ปี 2019 ทีมนักวิจัยนำเครื่องตรวจวัดอากาศเพื่อเก็บข้อมูลจำนวน 100 ตัวอย่างของหิน น้ำ หิมะ น้ำแข็ง และอื่น ๆ

แม้การตรวจพบไมโครพลาสติกอาจไม่ก่อให้เกิดภัยคุกคามต่อสิ่งแวดล้อมในทันที แต่สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นน่าเป็นห่วงมากกว่าคือ เรากำลังสูญเสียธารน้ำแข็งที่สูงที่สุดในโลกซึ่งจะละลายเป็นน้ำจืดไปอย่างรวดเร็ว และค่อย ๆ ส่งผลให้ชุมชนและการท่องเที่ยวบนภูเขาที่ต้องพึ่งพาธารน้ำแข็งได้รับผลกระทบในอนาคต

“ถึงเวลาที่ต้องตระหนักเรื่องนี้อย่างจริงจัง” พอล มายอว์สกิ หัวหน้าคณะสำรวจและผู้อำนวยการสถาบันการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งมหาวิทยาลัยเมน กล่าว “แม้เอเวอเรสต์จะอยู่ที่ระดับสูงมาก แต่ในอนาคตจะได้รับผลกระทบรุนแรงอย่างแน่นอน”

หิมะที่แสนสกปรก

ในเช้าที่แสนสดใส นักปีนเขา มารีอุสซ์ โปโตก์กี ได้เฝ้าดูกลุ่มนักปีนเขาขณะหยุดพักที่ความสูง 8,382 เมตร ก่อนเดินต่อเพื่อพิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์ ในตอนแรก โปโตก์กี นักธรณีวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยเมน วางแผนเก็บตัวอย่างหิมะที่ยอดเขา แต่เนื่องจากมีผู้คนจำนวนมาก ทำให้ยากต่อการเก็บตัวอย่างจึงต้องเปลี่ยนมาเก็บตัวอย่างที่ความสูง 8,077 เมตร และนำมาวิเคราะห์ผลในภายหลัง

ผลสำรวจเผยให้เห็นว่า ตัวอย่างที่รวบรวมได้ระหว่างจุดเบสแคมป์และบัลโคนีนั้นเต็มไปด้วยเส้นใยไมโครพลาสติก “ปริมาณของไมโครพลาสติกที่พบบนภูเขาสูงเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจ” นักวิทยาศาสตร์ทางทะเล อิโมเกน แนปเปอร์ ผู้วิเคราะห์ตัวอย่างหิมะในห้องปฏิบัติการของเธอที่มหาวิทยาลัยพลายเมาธ์ ในสหราชอาณาจักร กล่าวและเสริมว่า “เป็นสถานที่ที่ฉันยังถือว่าอยู่ห่างไกลที่สุด และควรเป็นพื้นที่บริสุทธิ์ที่สุดบนโลก”

อย่างไรก็ตามเกือบทุกสถานที่บนโลกที่นักวิจัยสำรวจ ล้วนพบไมโครพลาสติก ตั้งแต่ซอกหลืบที่ลึกที่สุดของมหาสมุทร พื้นที่โล่งกว้าง หรือแม้แต่บนยอดเขาเอเวอเรสต์ ไมโครพลาสติกบางส่วนถูกพัดพาไปไกลพร้อมกับฝุ่นละอองในสายลม หรือกระแสน้ำในมหาสมุทร

เส้นใยของผ้าใยสังเคราะห์จะหลุดร่วงขณะสวมใส่ซึ่งการศึกษาชิ้นหนึ่งพบว่า เสื้อผ้าใยสังเคราะห์หนึ่งกรัมจะมีเส้นใยไมโครพลาสติกหลุดออกจากเนื้อผ้า 400 เส้นทุก ๆ 20 นาทีของการใช้งาน และพบเส้นใยสังเคราะห์ได้ถึง หนึ่งพันล้านเส้นใยต่อปี ในเสื้อโค้ทที่มีน้ำหนักประมาณ 900 กรัม

ไมโครพลาสติกบนภูเขาเอเวอเรสต์ส่วนใหญ่ประกอบด้วยโพลีเอสเตอร์ อะคริลิกไนลอน และโพลีโพรพีลีน ซึ่งเป็นวัสดุที่ใช้ทั่วไปในอุปกรณ์กลางแจ้ง ดังนั้นแม้ว่าพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวจะถูกห้ามใช้ทั่วทั้งหุบเขาคัมบูและพื้นที่ปีนเขาแล้ว แต่ยังพบการสะสมไมโครพลาสติกจากอุปกรณ์เหล่านี้ นอกจากนี้ยังเป็นไปได้ว่า ลมอาจพัดพาไมโครพลาสติกขึ้นไปบนภูเขา มายอว์สกี กล่าว

ไมโครพลาสติกมีขนาดเล็กเกินที่จะมองเห็นด้วยตาเปล่าจึงเป็นเรื่องยากต่อการจัดการ ต่างจากขยะชิ้นใหญ่ที่สามารถรีไซเคิลได้ แนปเปอร์กล่าว “แต่การแก้ปัญหาจำเป็นต้องพึ่งพาความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ล้ำหน้ายิ่งขึ้น”

ในขณะที่เราสัมผัสกับไมโครพลาสติกเป็นประจำทุกวัน แนปเปอร์กล่าวว่า การค้นพบไมโครพลาสติกที่ระดับความสูงมากยืนยันได้ว่า ตอนนี้เราพบไมโครพลาสติกตั้งแต่ก้นทะเลลึกจนถึงยอดเขาที่สูงที่สุดในโลกเป็นที่เรียบร้อย

สายพานลำเลียงสู่ธารน้ำแข็ง

ขณะที่โปโตก์กีกำลังเก็บตัวอย่างหิมะบริเวณเนินเขาของเอเวอเรสต์ ทีมของอเล็กซ์ เทต นักภูมิศาสตร์ของสมาคมเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก นำทีมสำรวจเบสแคมป์และบริเวณโดยรอบธารน้ำแข็งคุมบา เพื่อความแม่นยำที่สุดในการสำรวจครั้งนี้ ทีมสำรวจจึงใช้ทั้ง LIDAR (การสแกนด้วยเลเซอร์) และโฟโตแกรมเมตรี (การถ่ายภาพจากหลายมุม) เพื่อสร้างแบบจำลองสามมิติที่เก็บทุกรายละเอียด

นักวิจัยด้านธารน้ำแข็ง โอเวน คิง จากมหาวิทยาลัยเซนต์แอนดรูว์ ในสหราชอาณาจักร เปรียบเทียบภาพปัจจุบันกับภาพถ่ายในอดีตซึ่งเป็นภาพที่เกิดจากการสำรวจทางอากาศและดาวเทียม เพื่อสร้างพื้นผิวของธารน้ำแข็งคุมบา รวมถึงธารน้ำแข็งอื่น ๆ อีก 78 แห่งในบริเวณใกล้เคียงกับเทือกเขาเอเวอเรสต์ให้เป็นแบบโครงสร้างสามมิติ โดยใช้ชุดข้อมูลย้อนหลังไปถึงปี 1962

แม้ข้อมูลดังกล่าวไม่เพียงพอ แต่ถือเป็นพื้นฐานในการหาปริมาณการสูญเสียน้ำแข็งในอนาคต ซึ่งตั้งแต่ปี 1962 ธารน้ำแข็งทั่วเทือกเขาหิมาลัยได้ละลายอย่างต่อเนื่อง และปัจจุบันมีอัตราการลดลงเร็วกว่าเมื่อหกทศวรรษที่แล้วมากกว่าร้อยละ 50 อุณหภูมิที่ร้อนขึ้นมีแนวโน้มที่จะเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนี้โดยเพิ่มขึ้นประมาณ 1 องศาเซลเซียสบนเนินเขาหิมาลัยทางตอนใต้ตลอดช่วงเวลาที่ศึกษา และพบว่าน้ำแข็งกำลังละลายที่ระดับความสูงมากกว่า 6,096 เมตร คิงอธิบาย โดยปกติแล้วที่ความสูงระดับนั้นน้ำแข็งควรแข็งตัวตลอดทั้งปี และหิมะควรสะสมเพื่อกลายเป็นธารน้ำแข็ง

ธารน้ำแข็ง

การวิจัยของคิงแสดงให้เห็นว่าธารน้ำแข็งในเทือกเขาหิมาลัยไม่ได้ลดลงมากนักแต่น้ำแข็งบนยอดเขาค่อย ๆ ลดลงก่อนที่จะลงสู่หุบเขา ตามปกติแล้วหิมะจะทับซ้อนบนธารน้ำแข็งและขับตัวเป็นน้ำแข็งแล้วไหลลงมายังเบื้องล่างของภูเขา แต่เมื่ออุณหภูมิอุ่นขึ้นและหิมะตกน้อยลง น้ำแข็งก็เกิดน้อยลง ส่งผลให้ธารน้ำแข็งเริ่มละลายและบางลง

ในทางตรงกันข้าม ธารน้ำแข็งขนาดใหญ่หลายแห่งบนเทือกเขาหิมาลัย ซึ่งอยู่ระดับความสูงที่ต่ำลงมา เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้นกลับทำให้ธารน้ำแข็งบริเวณนี้มี่ขนาดใหญ่และหนาขึ้น เนื่องจากธารน้ำแข็งยึดเกาะกับเศษหินจนกลายเป็นแผ่นน้ำแข็งหนาปกคลุมชั้นน้ำแข็งด้านล่าง เปรียบเหมือนเป็นฉนวนป้องกันความร้อนจากดวงอาทิตย์ ส่วนน้ำแข็งที่อยู่ในระดับความสูงใกล้ยอดเขาจะละลายง่ายและเร็วกว่าเมื่ออุณหภูมิที่สูงขึ้น

อนาคตของเอเวอเรสต์และเทือกเขาหิมาลัยจะเป็นอย่างไร ทีมงานหวังว่าผลงานของพวกเขาจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการระบุวิธีการแก้ใขปัญหา สิ่งหนึ่งที่แน่นอนคือ มายอว์สกี กล่าวว่า “ไม่ว่าผู้คนจะไปที่ใดก็ตามเราจะทิ้งรอยประทับของเราไว้ และรอยประทับนั้นก็ไม่ได้เป็นสิ่งที่ดีเสมอไป”

***แปลและเรียบเรียงโดย พชร พงศ์ยี่ล่า

โครงการนักศึกษาฝึกงาน กองบรรณาธิการ นิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย


เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ : หิมาลัย : เมื่อหลังคาโลกกลายเป็นสายน้ำ

หิมาลัย

เรื่องแนะนำ

ภารกิจขนน้ำช่วยเลียงผาบนเขาสมโภชน์

ระยะทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์ หมู… บดินทร์ จันทศรีคำ ผู้ชายที่มีใจอาสาเพื่อป่าไม้และสัตว์ป่า ทำไมต้อง “ขนน้ำให้ เลียงผา ” ผมได้รับข้อมูลที่มีการส่งต่อกันมาทางเฟซบุ๊ก เกี่ยวกับเรื่องการเชื้อชวนคนขนน้ำขึ้นไปให้ เลียงผา จึงเกิดความใคร่รู้ว่า กระบวนการ และกรรมวิธีเป็นอย่างไร เพราะอะไรทำใมมนุษย์อย่างเราๆ จึงต้องขนน้ำไปให้เลียงผา จากความสงสัยดังกล่าว ผมจึงได้พุดคุยกับน้าหมู บดินทร์ จันทร์ศรีคำ ผู้เป็นจุดเริ่มต้นของทุกอย่างในงานอาสาครั้งนี้ และเป็นประธาน​ชมรมฅนรักษ์​สัตว์​-ป่า สังกัด​องค์กร​อนุรักษ์ น้าหมูเล่าให้ฟังถึงที่มาของการขนน้ำขึ้นเขาสมโภชน์ว่า โครงการขนน้ำให้เลียงผาที่เขาสมโภชน์ เป็นโครงการต่อเนื่องมาจากเขาแผงม้าที่เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2542 ส่วนที่เขาสมโภชน์น้าหมูเริ่มลงมือทำเมื่อปี 2549 เพราะได้รับเงินทุนจากโครงการไทยเข้มแข็ง ให้จัดตั้งศูนย์อนุบาลสัตว์ป่าที่บาดเจ็บและสัตว์ป่วยในพื้นที่เขาใหญ่และพื้นที่ภาคกลางทั้งหมด เราต้องหาสถานที่ที่เหมาะสมสำหรับก่อสร้างศูนย์ฯ และสุดท้ายได้ข้อสรุปร่วมกันที่จังหวัดนครนายกนครนายก โดยทางอุทยานแห่งชาติมอบพื้นที่ 500 ไร่เพื่อให้สร้างศูนย์ช่วยเหลือสัตว์ป่าภาคกลางนครนายก เพื่อรับรองดูแลสัตว์ป่าของกลางที่อยู่ระหว่างดำเนินคดี ให้นำมาอนุบาลไว้ที่นี่ วันหนึ่ง เจ้าหน้าที่พบเลียงผาเสียชีวิตใกล้ศูนย์ฯ ทางทีมสัตวแพทย์จึงผ่าตัดชันสูตร ผลปรากฏว่า เลียงผาตัวนั้นตายจากการติดเชื้อ และที่สำคัญคือพบสารเคมีในร่างกาย อีกไม่ถึงสองอาทิตย์ก็พบเลียงผาตายเป็นตัวที่สอง เจ้าหน้าที่ทุกคนที่อยู่ในศูนย์ฯ เกิดความสงสัยว่ามันมาจากไหน หนึ่งในเจ้าหน้าที่ที่เป็นคนท้องถิ่นบอกว่า เลียงผามาจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสมโภชน์ อำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี เมื่อทีมสัตวแพทย์ชันสูตรก็พบผลลัพธ์เหมือนเลียงผาตัวแรก คือพบสารเคมีในเสือดและร่างกายขาดน้ำอย่างรุนแรง […]

เสือโคร่ง ข้างบ้าน : ตีแผ่ขบวนการค้าสัตว์ป่าในสหรัฐฯ

เสือโคร่งข้างบ้าน: ในสหรัฐฯ เสือโคร่ง และสัตว์กลุ่มแมวใหญ่อื่นๆ ที่อยู่ในสถานเพาะเลี้ยง  เช่น สวนสัตว์ข้างถนน คณะละครสัตว์ และกระทั่งบ้านเรือน มีจำนวนมากกว่าประชากรในธรรมชาติเสียอีก

วาด ต้นไม้ จากความทรงจำ

คนเมืองกรุงอย่างผมไม่ใส่ใจ ต้นไม้ มากนักตราบใดที่ต้นไม้เหล่านั้นไม่ใช่ต้นไม้หน้าบ้านเราเอง การได้เห็นต้นไม้ถูกตัดจนด้วนหรือแหว่งกลับกลายเป็นภาพชินตา “เดี๋ยวมันก็งอก” เราบอกกับตัวเองเช่นนั้น ผมเพิ่งมารับรู้ถึงความเจ็บใจก็เมื่อตอนที่พบว่าต้นไม้ใหญ่ฝั่งตรงข้ามหน้าปากซอยบ้านอาจจะไม่มีวันแตกกิ่งใหม่ขึ้นมาอีกแล้ว ต้นไม้ต้นนี้ยืนต้นมานานแค่ไหนไม่มีใครทราบ แต่ทุกคนเพิ่งมาเริ่มเห็นคุณค่าของมันก็ตอนที่พระอาทิตย์ยามบ่ายสาดแสงลงมายังบรรดาพ่อค้าแม่ค้ากับลูกค้าที่กำลังรับประทานอาหารในบริเวณนั้น เนื่องจากไม่มีกิ่งไม้ใหญ่คอยบังให้ร่มเงาอีกต่อไป ถ้าต้นไม้เลือกสถานที่อยู่อาศัยได้ คงไม่มีต้นไม้ต้นไหนอยากที่จะเกิดหรือเติบโตในฐานะต้นไม้ในเมือง อันเนื่องมาจากสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้อต่อการเจริญเติบโตใดๆ ที่ด้านล่างรากของมันต้องเผชิญกับฟุตบาทแข็งๆ หรือท่อระบายน้ำ บางต้นโชคร้ายกว่านั้นเมื่อเจ้าหน้าที่ตัดสินใจเทปูนล้อมรอบ ในขณะที่ด้านบนกิ่งก้านของมันถูกตัดทิ้งได้ทุกเมื่อหากเติบโตแผ่ขยายจนไปกินพื้นที่ของสายไฟ นั่นจึงทำให้ชาวกรุงอย่างผมชินตากับภาพของต้นไม้ที่ถูกตัดจนเหี้ยนเหล่านี้ เคราะห์ดีบางต้นรอดและยังคงเติบโตแตกกิ่งก้านสาขาออกไปได้ แม้จะไม่แข็งแรงเหมือนเดิมก็ตาม ในขณะที่บางต้นกลับไม่โชคดีเช่นนั้น การตัดต้นไม้โดยขาดองค์ความรู้ที่ถูกต้อง ส่งผลให้พวกมันกลายเป็นต้นไม้พิการ ซึ่งในที่สุดแล้วต้นไม้เหล่านี้จะเติบโตช้าลงๆ อันเป็นผลมาจากใบและรากที่ไม่แข็งแรง ทำให้รับส่งอาหารและพลังงานได้ไม่เพียงพอ เมื่อต้นไม้อ่อนแอลงเรื่อยๆ ในที่สุดมันจะตายกลายเป็นแค่ซากไม้ยืนต้น หากบรรดาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงตัดต้นไม้อย่างขาดความรู้เช่นนี้ทุกปี ภาพถ่ายชุดนี้ได้แนวคิดมาจากการรำลึกถึงอดีตของต้นไม้เหล่านั้น ก่อนที่จะถูกตัด หรือบั่นกิ่ง ต้นไม้พิการที่กุดแหว่ง หรือบิดเบี้ยวเหล่านี้ เคยมีหน้าตาเป็นอย่างไร? แผ่กิ่งก้านสาขายิ่งใหญ่ขนาดไหน? มีดอกหรือไม่? ด้วยความช่วยเหลือจากผู้คนในพื้นที่นั้นๆ คอลัมน์ “The Perspective” เดินเท้าออกสำรวจต้นไม้พิการหลายจุดในเมืองกรุง และขอให้พวกเขาช่วยวาดมันขึ้นมาอีกครั้งจากความทรงจำ 1. สากล จงนิรักษ์ วินมอเตอร์ไซต์ประจำอยู่ที่วินหน้าห้างเซ็นจูรี่มานานกว่า 10 ปี เล่าให้ฟังว่า เห็นต้นไม้ต้นนี้มาตั้งแต่วันแรกของการทำงาน แต่ต้นชมพูพันธุ์ทิพย์อายุกว่าทศวรรษต้นนี้กลับต้องถูกตัดจนกุดอีกครั้ง เมื่อ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา […]

กรีนแลนด์ : รายงานจากสถานีเฝ้าระวังน้ำแข็ง

ยินดีต้อนรับสู่ "สถานีนอร์" (Nord Station) ค่ายทหารของเดนมาร์ก ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของกรีนแลนด์ ห่างจากขั้วโลกเหนือ 925 กิโลเมตร เพื่อใช้ชีวิตร่วมกับนักวิจัยในแนวหน้าของการเฝ้าระวังน้ำแข็ง