นักวิจัย พบไมโครพลาสติก บนยอดเขาเอเวอเรสต์ได้อย่างไร

พบไมโครพลาสติก บนยอดเขาเอเวอเรสต์

จากธารน้ำแข็งที่หดตัวลงสู่การ พบไมโครพลาสติก บนยอดเขาที่สูงที่สุดในโลก สัญญาณอันน่าพรั่นพรึงของสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน

สำหรับนักผจญภัยทั่วโลกภาพของยอดเขาเอเวอเรสต์ถือเป็นภาพที่ยากจะลืมเลือน ภาพของหิมะที่ตกลงมาจากยอดเขา น้ำแข็งที่ไหลลงมา รวมไปถึงทิวทัศน์อันน่าทึ่ง แต่บนยอดเขาที่สูงที่สุดในโลกกลับ พบไมโครพลาสติก

เอเวอเรสต์
ภาพนักปีนเขาที่กำลังไต่ขึ้นสู่ยอดเขาเอเวอเรสต์ในเดือนพฤษภาคม 2019 ในแต่ละปีผู้คนที่ขึ้นไปบนนั้นได้ทิ้งบางอย่างไว้โดยไม่รู้ตัวในรูปของพลาสติกขนาดเล็กที่หลุดออกจากวัสดุสังเคราะห์ที่ใช้สวมใส่อย่างเสื้อผ้า (เรื่อง : เฟรดดี วิลกินสัน ภาพถ่าย : มาร์ก ฟิชเชอร์, เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก)

ระหว่างเดือนเมษายนถึงมิถุนายน ปี 2019 ทีมนักวิจัยนำเครื่องตรวจวัดอากาศเพื่อเก็บข้อมูลจำนวน 100 ตัวอย่างของหิน น้ำ หิมะ น้ำแข็ง และอื่น ๆ

แม้การตรวจพบไมโครพลาสติกอาจไม่ก่อให้เกิดภัยคุกคามต่อสิ่งแวดล้อมในทันที แต่สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นน่าเป็นห่วงมากกว่าคือ เรากำลังสูญเสียธารน้ำแข็งที่สูงที่สุดในโลกซึ่งจะละลายเป็นน้ำจืดไปอย่างรวดเร็ว และค่อย ๆ ส่งผลให้ชุมชนและการท่องเที่ยวบนภูเขาที่ต้องพึ่งพาธารน้ำแข็งได้รับผลกระทบในอนาคต

“ถึงเวลาที่ต้องตระหนักเรื่องนี้อย่างจริงจัง” พอล มายอว์สกิ หัวหน้าคณะสำรวจและผู้อำนวยการสถาบันการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งมหาวิทยาลัยเมน กล่าว “แม้เอเวอเรสต์จะอยู่ที่ระดับสูงมาก แต่ในอนาคตจะได้รับผลกระทบรุนแรงอย่างแน่นอน”

หิมะที่แสนสกปรก

ในเช้าที่แสนสดใส นักปีนเขา มารีอุสซ์ โปโตก์กี ได้เฝ้าดูกลุ่มนักปีนเขาขณะหยุดพักที่ความสูง 8,382 เมตร ก่อนเดินต่อเพื่อพิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์ ในตอนแรก โปโตก์กี นักธรณีวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยเมน วางแผนเก็บตัวอย่างหิมะที่ยอดเขา แต่เนื่องจากมีผู้คนจำนวนมาก ทำให้ยากต่อการเก็บตัวอย่างจึงต้องเปลี่ยนมาเก็บตัวอย่างที่ความสูง 8,077 เมตร และนำมาวิเคราะห์ผลในภายหลัง

ผลสำรวจเผยให้เห็นว่า ตัวอย่างที่รวบรวมได้ระหว่างจุดเบสแคมป์และบัลโคนีนั้นเต็มไปด้วยเส้นใยไมโครพลาสติก “ปริมาณของไมโครพลาสติกที่พบบนภูเขาสูงเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจ” นักวิทยาศาสตร์ทางทะเล อิโมเกน แนปเปอร์ ผู้วิเคราะห์ตัวอย่างหิมะในห้องปฏิบัติการของเธอที่มหาวิทยาลัยพลายเมาธ์ ในสหราชอาณาจักร กล่าวและเสริมว่า “เป็นสถานที่ที่ฉันยังถือว่าอยู่ห่างไกลที่สุด และควรเป็นพื้นที่บริสุทธิ์ที่สุดบนโลก”

อย่างไรก็ตามเกือบทุกสถานที่บนโลกที่นักวิจัยสำรวจ ล้วนพบไมโครพลาสติก ตั้งแต่ซอกหลืบที่ลึกที่สุดของมหาสมุทร พื้นที่โล่งกว้าง หรือแม้แต่บนยอดเขาเอเวอเรสต์ ไมโครพลาสติกบางส่วนถูกพัดพาไปไกลพร้อมกับฝุ่นละอองในสายลม หรือกระแสน้ำในมหาสมุทร

เส้นใยของผ้าใยสังเคราะห์จะหลุดร่วงขณะสวมใส่ซึ่งการศึกษาชิ้นหนึ่งพบว่า เสื้อผ้าใยสังเคราะห์หนึ่งกรัมจะมีเส้นใยไมโครพลาสติกหลุดออกจากเนื้อผ้า 400 เส้นทุก ๆ 20 นาทีของการใช้งาน และพบเส้นใยสังเคราะห์ได้ถึง หนึ่งพันล้านเส้นใยต่อปี ในเสื้อโค้ทที่มีน้ำหนักประมาณ 900 กรัม

ไมโครพลาสติกบนภูเขาเอเวอเรสต์ส่วนใหญ่ประกอบด้วยโพลีเอสเตอร์ อะคริลิกไนลอน และโพลีโพรพีลีน ซึ่งเป็นวัสดุที่ใช้ทั่วไปในอุปกรณ์กลางแจ้ง ดังนั้นแม้ว่าพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวจะถูกห้ามใช้ทั่วทั้งหุบเขาคัมบูและพื้นที่ปีนเขาแล้ว แต่ยังพบการสะสมไมโครพลาสติกจากอุปกรณ์เหล่านี้ นอกจากนี้ยังเป็นไปได้ว่า ลมอาจพัดพาไมโครพลาสติกขึ้นไปบนภูเขา มายอว์สกี กล่าว

ไมโครพลาสติกมีขนาดเล็กเกินที่จะมองเห็นด้วยตาเปล่าจึงเป็นเรื่องยากต่อการจัดการ ต่างจากขยะชิ้นใหญ่ที่สามารถรีไซเคิลได้ แนปเปอร์กล่าว “แต่การแก้ปัญหาจำเป็นต้องพึ่งพาความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ล้ำหน้ายิ่งขึ้น”

ในขณะที่เราสัมผัสกับไมโครพลาสติกเป็นประจำทุกวัน แนปเปอร์กล่าวว่า การค้นพบไมโครพลาสติกที่ระดับความสูงมากยืนยันได้ว่า ตอนนี้เราพบไมโครพลาสติกตั้งแต่ก้นทะเลลึกจนถึงยอดเขาที่สูงที่สุดในโลกเป็นที่เรียบร้อย

สายพานลำเลียงสู่ธารน้ำแข็ง

ขณะที่โปโตก์กีกำลังเก็บตัวอย่างหิมะบริเวณเนินเขาของเอเวอเรสต์ ทีมของอเล็กซ์ เทต นักภูมิศาสตร์ของสมาคมเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก นำทีมสำรวจเบสแคมป์และบริเวณโดยรอบธารน้ำแข็งคุมบา เพื่อความแม่นยำที่สุดในการสำรวจครั้งนี้ ทีมสำรวจจึงใช้ทั้ง LIDAR (การสแกนด้วยเลเซอร์) และโฟโตแกรมเมตรี (การถ่ายภาพจากหลายมุม) เพื่อสร้างแบบจำลองสามมิติที่เก็บทุกรายละเอียด

นักวิจัยด้านธารน้ำแข็ง โอเวน คิง จากมหาวิทยาลัยเซนต์แอนดรูว์ ในสหราชอาณาจักร เปรียบเทียบภาพปัจจุบันกับภาพถ่ายในอดีตซึ่งเป็นภาพที่เกิดจากการสำรวจทางอากาศและดาวเทียม เพื่อสร้างพื้นผิวของธารน้ำแข็งคุมบา รวมถึงธารน้ำแข็งอื่น ๆ อีก 78 แห่งในบริเวณใกล้เคียงกับเทือกเขาเอเวอเรสต์ให้เป็นแบบโครงสร้างสามมิติ โดยใช้ชุดข้อมูลย้อนหลังไปถึงปี 1962

แม้ข้อมูลดังกล่าวไม่เพียงพอ แต่ถือเป็นพื้นฐานในการหาปริมาณการสูญเสียน้ำแข็งในอนาคต ซึ่งตั้งแต่ปี 1962 ธารน้ำแข็งทั่วเทือกเขาหิมาลัยได้ละลายอย่างต่อเนื่อง และปัจจุบันมีอัตราการลดลงเร็วกว่าเมื่อหกทศวรรษที่แล้วมากกว่าร้อยละ 50 อุณหภูมิที่ร้อนขึ้นมีแนวโน้มที่จะเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนี้โดยเพิ่มขึ้นประมาณ 1 องศาเซลเซียสบนเนินเขาหิมาลัยทางตอนใต้ตลอดช่วงเวลาที่ศึกษา และพบว่าน้ำแข็งกำลังละลายที่ระดับความสูงมากกว่า 6,096 เมตร คิงอธิบาย โดยปกติแล้วที่ความสูงระดับนั้นน้ำแข็งควรแข็งตัวตลอดทั้งปี และหิมะควรสะสมเพื่อกลายเป็นธารน้ำแข็ง

ธารน้ำแข็ง

การวิจัยของคิงแสดงให้เห็นว่าธารน้ำแข็งในเทือกเขาหิมาลัยไม่ได้ลดลงมากนักแต่น้ำแข็งบนยอดเขาค่อย ๆ ลดลงก่อนที่จะลงสู่หุบเขา ตามปกติแล้วหิมะจะทับซ้อนบนธารน้ำแข็งและขับตัวเป็นน้ำแข็งแล้วไหลลงมายังเบื้องล่างของภูเขา แต่เมื่ออุณหภูมิอุ่นขึ้นและหิมะตกน้อยลง น้ำแข็งก็เกิดน้อยลง ส่งผลให้ธารน้ำแข็งเริ่มละลายและบางลง

ในทางตรงกันข้าม ธารน้ำแข็งขนาดใหญ่หลายแห่งบนเทือกเขาหิมาลัย ซึ่งอยู่ระดับความสูงที่ต่ำลงมา เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้นกลับทำให้ธารน้ำแข็งบริเวณนี้มี่ขนาดใหญ่และหนาขึ้น เนื่องจากธารน้ำแข็งยึดเกาะกับเศษหินจนกลายเป็นแผ่นน้ำแข็งหนาปกคลุมชั้นน้ำแข็งด้านล่าง เปรียบเหมือนเป็นฉนวนป้องกันความร้อนจากดวงอาทิตย์ ส่วนน้ำแข็งที่อยู่ในระดับความสูงใกล้ยอดเขาจะละลายง่ายและเร็วกว่าเมื่ออุณหภูมิที่สูงขึ้น

อนาคตของเอเวอเรสต์และเทือกเขาหิมาลัยจะเป็นอย่างไร ทีมงานหวังว่าผลงานของพวกเขาจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการระบุวิธีการแก้ใขปัญหา สิ่งหนึ่งที่แน่นอนคือ มายอว์สกี กล่าวว่า “ไม่ว่าผู้คนจะไปที่ใดก็ตามเราจะทิ้งรอยประทับของเราไว้ และรอยประทับนั้นก็ไม่ได้เป็นสิ่งที่ดีเสมอไป”

***แปลและเรียบเรียงโดย พชร พงศ์ยี่ล่า

โครงการนักศึกษาฝึกงาน กองบรรณาธิการ นิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย


เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ : หิมาลัย : เมื่อหลังคาโลกกลายเป็นสายน้ำ

หิมาลัย

เรื่องแนะนำ

วาด ต้นไม้ จากความทรงจำ

คนเมืองกรุงอย่างผมไม่ใส่ใจ ต้นไม้ มากนักตราบใดที่ต้นไม้เหล่านั้นไม่ใช่ต้นไม้หน้าบ้านเราเอง การได้เห็นต้นไม้ถูกตัดจนด้วนหรือแหว่งกลับกลายเป็นภาพชินตา “เดี๋ยวมันก็งอก” เราบอกกับตัวเองเช่นนั้น ผมเพิ่งมารับรู้ถึงความเจ็บใจก็เมื่อตอนที่พบว่าต้นไม้ใหญ่ฝั่งตรงข้ามหน้าปากซอยบ้านอาจจะไม่มีวันแตกกิ่งใหม่ขึ้นมาอีกแล้ว ต้นไม้ต้นนี้ยืนต้นมานานแค่ไหนไม่มีใครทราบ แต่ทุกคนเพิ่งมาเริ่มเห็นคุณค่าของมันก็ตอนที่พระอาทิตย์ยามบ่ายสาดแสงลงมายังบรรดาพ่อค้าแม่ค้ากับลูกค้าที่กำลังรับประทานอาหารในบริเวณนั้น เนื่องจากไม่มีกิ่งไม้ใหญ่คอยบังให้ร่มเงาอีกต่อไป ถ้าต้นไม้เลือกสถานที่อยู่อาศัยได้ คงไม่มีต้นไม้ต้นไหนอยากที่จะเกิดหรือเติบโตในฐานะต้นไม้ในเมือง อันเนื่องมาจากสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้อต่อการเจริญเติบโตใดๆ ที่ด้านล่างรากของมันต้องเผชิญกับฟุตบาทแข็งๆ หรือท่อระบายน้ำ บางต้นโชคร้ายกว่านั้นเมื่อเจ้าหน้าที่ตัดสินใจเทปูนล้อมรอบ ในขณะที่ด้านบนกิ่งก้านของมันถูกตัดทิ้งได้ทุกเมื่อหากเติบโตแผ่ขยายจนไปกินพื้นที่ของสายไฟ นั่นจึงทำให้ชาวกรุงอย่างผมชินตากับภาพของต้นไม้ที่ถูกตัดจนเหี้ยนเหล่านี้ เคราะห์ดีบางต้นรอดและยังคงเติบโตแตกกิ่งก้านสาขาออกไปได้ แม้จะไม่แข็งแรงเหมือนเดิมก็ตาม ในขณะที่บางต้นกลับไม่โชคดีเช่นนั้น การตัดต้นไม้โดยขาดองค์ความรู้ที่ถูกต้อง ส่งผลให้พวกมันกลายเป็นต้นไม้พิการ ซึ่งในที่สุดแล้วต้นไม้เหล่านี้จะเติบโตช้าลงๆ อันเป็นผลมาจากใบและรากที่ไม่แข็งแรง ทำให้รับส่งอาหารและพลังงานได้ไม่เพียงพอ เมื่อต้นไม้อ่อนแอลงเรื่อยๆ ในที่สุดมันจะตายกลายเป็นแค่ซากไม้ยืนต้น หากบรรดาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงตัดต้นไม้อย่างขาดความรู้เช่นนี้ทุกปี ภาพถ่ายชุดนี้ได้แนวคิดมาจากการรำลึกถึงอดีตของต้นไม้เหล่านั้น ก่อนที่จะถูกตัด หรือบั่นกิ่ง ต้นไม้พิการที่กุดแหว่ง หรือบิดเบี้ยวเหล่านี้ เคยมีหน้าตาเป็นอย่างไร? แผ่กิ่งก้านสาขายิ่งใหญ่ขนาดไหน? มีดอกหรือไม่? ด้วยความช่วยเหลือจากผู้คนในพื้นที่นั้นๆ คอลัมน์ “The Perspective” เดินเท้าออกสำรวจต้นไม้พิการหลายจุดในเมืองกรุง และขอให้พวกเขาช่วยวาดมันขึ้นมาอีกครั้งจากความทรงจำ 1. สากล จงนิรักษ์ วินมอเตอร์ไซต์ประจำอยู่ที่วินหน้าห้างเซ็นจูรี่มานานกว่า 10 ปี เล่าให้ฟังว่า เห็นต้นไม้ต้นนี้มาตั้งแต่วันแรกของการทำงาน แต่ต้นชมพูพันธุ์ทิพย์อายุกว่าทศวรรษต้นนี้กลับต้องถูกตัดจนกุดอีกครั้ง เมื่อ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา […]

พรุควนเคร็ง : พื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญต่อชีวิต

เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2562 สำนักข่าว ไทยพีบีเอส รายงานว่า กรมป่าไม้ร่วมมือกับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช นำเจ้าหน้าที่กว่า 200 คน ลงพื้นที่ดับไฟป่า พรุควนเคร็ง จังหวัดนครศรีธรรมราช หลังพบว่า ระยะเวลาภายใน 7 เดือนเกิดไฟไหม้ในป่า พรุควนเคร็ง 88 ครั้ง สร้างความเสียหายต่อพื้นที่ป่าจำนวน 4,968 ไร่ โดยระบุต้นเหตุชัดเจน คือ การเผาป่าเพื่อขยายพื้นที่การเกษตร และหาปลาในป่าพรุ รู้จักกับพื้นที่ชุ่มน้ำ ป่าพรุ และไฟป่าพรุ พื้นที่ชุ่มน้ำ (Wetland) คำจำกัดความตามอนุสัญญาแรมซาร์ (Ramsar Convention) หรืออนุสัญญาว่าด้วยพื้นที่ชุ่มน้ำ กล่าวว่า พื้นที่ชุ่มน้ำ (Wetlands) หมายถึง ที่ลุ่ม ที่ราบลุ่ม ที่ชื้นแฉะ พรุ แหล่งน้ำ ทั้งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติและที่มนุษย์สร้างขึ้น ทั้งที่มีน้ำขังหรือ น้ำท่วมอยู่ถาวรและชั่วครั้งชั่วคราว ทั้งที่เป็นแหล่งน้ำนิ่งและน้ำไหล ทั้งที่เป็นน้ำจืด น้ำกร่อย และน้ำเค็ม […]

ลุ่ม แม่น้ำโขง กำลังอยู่ในภาวะแห้งแล้งขั้นอันตราย

ชาวประมงบนริมฝั่ง แม่น้ำโขง ที่จังหวัดหนองคาย ประเทศไทย เมื่อวันที่ 10 มกราคม ที่ผ่านมา ภาพถ่ายโดย SOE ZEYA TUN, REUTERS แม่น้ำโขง สายนี้หล่อเลี้ยงอารายธรรมมาเป็นเวลานับพันปี ขณะนี้กำลังแห้งแล้ง และไม่อาจทนกับการจู่โจมการจากการก่อสร้างเขื่อน การทำประมงเกินขนาด และการขุดทราย (sand mining) ได้อีกต่อไป กรุงพนมเปญ, กัมพูชา – เป็นเวลาหลายเดือนมาแล้วที่บรรดาโลมาอิรวดี (Irrawaddy dolphin) ว่ายน้ำมาติดตาข่ายดักปลาของชาวประมงซึ่งถูกพบเห็นในแม่น้ำโขงที่กำลังอยู่ในภาวะวิกฤต เป็นจุดที่ห่างจากแหล่งอาศัยดั้งเดิมทางตอนเหนือของกัมพูชา นักอนุรักษ์ธรรมชาติต่างพยายามช่วยเหลือบรรดาสัตว์ที่กำลังสุ่มเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ในแม่น้ำแห่งนี้แม้จะต้องแข่งกับเวลาที่กำลังหมดลง สำหรับชาวกัมพูชา โลมามีบทบาทในเชิงเปรียบเทียบตามความเชื่อ มันแสดงให้เห็นถึงความผิดปกติของลำน้ำโขง ชะตาชีวิตของปลาเหล่านี้ขึ้นอยู่กับความสมดุลของธรรมชาติ แม่น้ำโขงก็เช่นกัน สัญญาณเหล่านี้กำลังแสดงให้เห็นว่า แม่น้ำที่ได้ชื่อว่ามีระบบนิเวศอุดมสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกกำลังอยู่ในภาวะที่บีบคั้นในระดับลุ่มแม่น้ำ เป็นเวลาหลายปีมาแล้วที่วิกฤตสิ่งแวดล้อมกำลังปรากฏขึ้นลางๆ ในเส้นทางน้ำที่มีความยาวกว่า 4,300 กิโลเมตร และไหลผ่านถึง 6 ประเทศ แม่น้ำโขงไม่อาจทนกับการจู่โจมการจากการก่อสร้างเขื่อน การทำประมงเกินขนาด และการขุดทรายได้อีกต่อไป อย่างไรก็ตาม แม้จะอยู่ในภาวะอ่อนแอ แม่น้ำสายนี้ก็ยังคงทรงพลังเนื่องจากมีผู้คนกว่า 60 ล้านคนที่ยังคงพึ่งพิงแม่น้ำสายนี้ในการหล่อเลี้ยงชีวิต แต่ในปี 2019 […]

ยูเอ็น: “เรากำลังอยู่ในยุคสมัยที่มีภัยธรรมชาติเกิดขึ้นทุกสัปดาห์”

ผู้ทำงานด้าน ภัยพิบัติ ขององค์การสหประชาชาติเตือนว่า “ประเทศที่กำลังพัฒนาจำต้องเตรียมรับมือกับผลกระทบทางธรรมชาติเสียตั้งแต่ตอนนี้” เจ้าหน้าที่จากองค์การสหประชาชาติออกโรงเตือนว่า ขณะนี้ โลกมีภัยพิบัติด้านวิกฤตการณ์ทางภูมิอากาศเกิดขึ้นในอัตราหนึ่งครั้งต่อสัปดาห์ จึงมีความจำเป็นที่เราต้องเตรียมตัว ทั้งความสนใจและการทำงานร่วมกันในระดับนานาชาติ เพื่อให้ประเทศที่กำลังพัฒนาพร้อมรับผลกระทบอันใหญ่หลวงที่เกิดขึ้น เดอะการ์เดียน สื่อออนไลน์ของอังกฤษ ได้ออกบทความรายงานกล่าวถึง มามิ มิซุโทริ (Mami Mizutori) ผู้แทนพิเศษของเลขาธิการขององค์การสหประชาชาติ ในด้านการลดความเสี่ยงด้านภัยพิบัติ ซึ่งได้ออกมากล่าวว่า ภัยพิบัติ เช่น พายุไซโคลน ในประเทศโมซัมบิก และภัยแล้ง ในอินเดียกำลังกลายเป็นข่าวใหญ่ในหน้าสื่อทั่วโลก ทว่ายังมีภัยพิบัติที่ “ส่งผลกระทบระดับต่ำ” (lower-impact disasters) ซึ่งไม่ได้ถูกรายงานในหน้าสื่อ แต่ทำให้มีผู้เสียชีวิต การย้ายออกจากพื้นที่ และความทุกข์ทรมาน เกิดขึ้นมากและเร็วเกินกว่าที่คาดการณ์ และมามิเสริมว่า “นี่ไม่ใช่เรื่องของอนาคต หากแต่เป็นเรื่องของวันนี้” สิ่งนี้หมายความว่า การปรับตัวต่อวิกฤตการณ์ด้านภูมิอากาศไม่ได้เป็นปัญหาที่ต้องพิจารณากันในระยะยาวอีกต่อไป แต่ควรมีการลงทุนเรื่องนี้เสียตั้งแต่วันนี้ โดยมามิกล่าวว่า “ผู้คนต้องมีการพูดคุยในเรื่องการปรับตัวและฟื้นฟูในเรื่องนี้” มีการประมาณการณ์ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับภัยพิบัติที่ราว 520 พันล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐต่อปี ในขณะที่ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในเรื่องการสร้างอาคารที่มีโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการปกป้องผลกระทบจากวิกฤตภูมิอากาศของโลกมีเพียงแค่ราวร้อยละ 3 หรือราว 2.7 ล้านล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐในช่วงอีก 20 ปีข้างหน้า มิซุโทริกล่าวว่า “นี่ไม่ใช่เงินจำนวนมาก […]