ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในไทย​ ผ่านฟีเจอร์ Timelapse โดย Google​ Earth

ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในไทย​ ผ่านฟีเจอร์ Timelapse โดย Google​ Earth

มองความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่​ของไทย​ ผ่านฟีเจอร์ Timelapse โดย Google​ Earth ที่แสดงความเป็นไปของสถานที่ต่างๆ ทั่วโลก ย้อนหลังได้ถึง 37 ปี

การอัปเดตฟีเจอร์ในครั้งนี้นับเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่ที่สุดของ Google Earth พวกเขากล่าวว่าข้อมูลทั้งหมดนี้ใช้เวลาในการประมวณผลกว่า 2,000,000 ชั่วโมงกับภาพถ่ายดาวเทียม 24 ล้านภาพที่ถ่ายตั้งแต่ปี 1984 ถึง 2020 และสามารถแสดงผลแบบ 3 มิติได้ด้วย

โดยฐานข้อมูลขนาดมหึมานี้เป็นการทำงานร่วมกันระหว่าง Google, โครงการสำรวจด้านธรณีวิทยาของสหรัฐอเมริกา Landsat, โครงการ Copernicus โดยสหภาพยุโรป ผ่าน ดาวเทียม Sentinel และห้องปฎิบัติการณ์ของมหา วิทยาลัย Carnegie Mellon จนออกมาเป็นฟีเจอร์ที่น่าตื่นตะลึงนี้

เราจึงอยากชวนคุณมองความเปลี่ยนแปลงด้านพื้นที่ของไทยผ่าน Google Earth เพื่อประเมินความเปลี่ยนแปลงที่มีผลต่อสภาพภูมิประเทศและสภาพอากาศ

ซึ่งปรากฏผลกระทบอย่างชัดเจนมากขึ้นในแต่ละปีที่ผ่านพ้นไปหลักฐานนี้ง่ายต่อการอธิบายให้เข้าใจมากกว่าข้อความและตัวเลขที่ซับซ้อนเพื่อจุดประสงค์ในการช่วยโลกด้วยการสร้างอนาคตที่เติบโตอย่างยั่งยืน

หมู่บ้านป่าแหว่ง

โครงการบ้านพักข้าราชการตุลาการที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “หมู่บ้านป่าแหว่ง” ดำเนินการโดยสำนักงานศาลยุติธรรม บนพื้นที่ประมาณ 147 ไร่ อยู่ในเขต อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ ซึ่งบริเวณแถบนั้นเป็นที่ของฝ่ายทหารครอบครองมายาวนาน จึงมีสภาพเป็นป่าที่อุดมสมบูรณ์ ถัดขึ้นไปเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติกลืนเป็นป่าผืนเดียวกัน

หมู่บ้านดังกล่าวสร้างอยู่บนเชิงเขาใกล้กับพื้นที่อุทยานแห่งชาติ ดอยสุเทพ-ปุย ทำให้พื้นที่ป่าเต็งรังเดิมถูกแผ้วถางกลายเป็นทัศนียภาพที่ไม่น่ามอง โดยการก่อสร้างเริ่มขึ้นเมื่อประมาณปลายปี พ.ศ.2557 และมีการไถที่ป่าสมบูรณ์บริเวณที่เป็นบ้านเดี่ยวเมื่อ พ.ศ.2558

หลังจากชาวบ้านพยายามเรียกร้องให้คืนความอุดมสมบูรณ์ให้กับพื้นที่อยู่หลายปี ในที่สุดโครงการบ้านพักข้าราชการตุลาการนี้ก็ถูกระงับ มีข้อสรุปว่าจะไม่มีผู้อยู่อาศัยในแนวเขตป่าดั้งเดิม และมีการดำเนินการในส่วนของการฟื้นฟูพื้นที่ เพื่อให้สภาพป่ากลับมาสมบูรณ์อีกครั้ง โดยการเร่งปลูกต้นไม้ใหญ่เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวที่แหว่งไปให้มากที่สุด

เขาหัวโล้น

ในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวบริเวณพื้นที่บ้านสักง่า บ้านหินโง่น ต.ศิลา อ.หล่มเก่า จ.เพชรบูรณ์ ภายหลังการปรับไถพื้นที่ก็จะปรากฏภาพเขาหัวโล้นเยอะเต็มพื้นที่ไปหมด

สาเหตุที่ทำให้เกิดเขาหัวโล้นบริเวณนี้ เนื่องจากชาวบ้านใช้พื้นที่เพาะปลูกข้าวโพด มีการใช้สารเคมีอย่างมาก เริ่มตั้งแต่การเตรียมดินซึ่งจะมีการใช้ยากำจัดวัชพืชจนถึงใช้ยากำจัดแมลงรวมถึงการใช้ปุ๋ยซึ่งทุกอย่างเป็นสารเคมีหมด

พื้นที่บริเวณนี้เดิมทีเป็นพื้นที่ต้นแม่น้ำป่าสัก โดยจะมีน้ำสักและน้ำจากห้วยเลยขวางซึ่งรับน้ำมาจากเทือกเขา จ.เลย ไหลมาบรรจบกันที่บริเวณบ้านสักง่า แต่ปัจจุบันพื้นที่ป่าถูกบุกรุกจนทำให้น้ำเหือดแห้งไปมาก

หากปล่อยให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นสภาพอย่างที่เห็นต่อไป น้ำป่าสักก็จะแห้งลงไปทุกๆปี กระทั่งเหลือทิ้งไว้แค่เพียงตำนานเท่านั้น บริเวณนี้จึงเป็นที่มาของการเปิดยุทธการทวงผืนป่าลุ่มน้ำป่าสักคืน ที่ผ่านมามีความพยายามเข้าไปฟื้นฟูปลูกป่ากันในบริเวณนี้ อีกทั้งมีการรณรงค์ให้ชาวบ้านลดพื้นที่ปลูกข้าวโพด และเปลี่ยนมาเป็นการเกษตรแบบโคก หนอง นาขั้นบันไดแทน

บ้านขุนสมุทรจีน

บ้านขุนสมุทรจีน ต.แหลมฟ้าผ่า อ.พระสมุทรเจดีย์ จ.สมุทรปราการ ประสบปัญหาถูกน้ำทะเลกัดเซาะพื้นที่เป็นบริเวณกว้าง ทำให้มีพื้นที่บางส่วนยื่นเข้าไปอยู่กลางทะเล เช่น พื้นที่บริเวณวัดขุนสมุทรธาวาส หรือวัดขุนสมุทรจีน

สาเหตุของปัญหามาจากคลื่นลมแรงและกระแสทะเลที่เคลื่อนเข้าปะทะชายฝั่ง รวมไปถึงการเพิ่มสูงขึ้นของระดับน้ำทะเลเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก ส่งผลให้น้ำทะเลรุกเข้าไปในแผ่นดินมากขึ้น กระทบพื้นที่ป่าชายเลนทำให้เกิดการสูญเสียทรัพยากรที่มีความสำคัญ

บ้านขุนสมุทรจีนมีการทรุดตัวของพื้นที่ประมาณ 2 ซม.ต่อปี และน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้น 4 มิลลิเมตรต่อปี ส่งผลให้พื้นที่หายไปปีละ 24 เมตร ส่งผลกระทบต่อที่ดินทำกินของชาวบ้าน โดยในช่วงหลายปีที่ผ่านมามีชาวบ้านหลายร้อยหลังคาเรือนต้องย้ายบ้านถอยร่นหนีน้ำทะเล

ในอดีตภาคส่วนจังหวัดได้ร่วมกับชาวบ้านช่วยกันทำเขื่อนไม้ไผ่ปักลงไปในทะเล นำหินมาตอกเป็นเสาเข็ม จนปัจจุบันมีการติดตั้งเขื่อนสลายกำลังคลื่น“ขุนสมุทรจีน49A2” เพื่อแก้ไขและลดความรุนแรงของปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง และยังสามารถช่วยกักเก็บการสะสมตัวของตะกอนได้อีกด้วย

ถึงแม้จะพบว่ามีตะกอนสะสมมากขึ้น แต่เมื่อตะกอนสูงถึงระดับหนึ่งแล้วก็ไม่พบการเพิ่มขึ้นอีก เพราะมีตะกอนบางส่วนถูกมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือพัดพาออกไปนอกชายฝั่ง โดยเฉพาะช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงมกราคม

อ่าวประจวบคีรีขันธ์

อ่าวประจวบคีรีขันธ์ ตั้งอยู่ในเขตตัวเมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์ เป็นอ่าวที่มีชายหาดตามความโค้งยาวตลอดระยะทาง 8 กิโลเมตร

จากภาพแสดงให้เห็นการเปรียบเทียบอ่าวประจวบฯ ก่อนและหลังสร้างกำเเพงกันคลื่น พบว่าทรายด้านหน้ากำเเพงกันคลื่นนั้นหายไปจำนวนมาก แม้ว่าโครงการสร้างกำแพงกันคลื่นจะช่วยลดปัญหาการกัดเซาะพื้นที่ขายฝั่ง แต่กลับส่งผลกระทบต่อพื้นที่ชายหาด

คลื่นทะเลที่ซัดกระเเทกกำเเพงกันคลื่น ทำให้เกิดการกระชากเม็ดทรายออกไปนอกชายฝั่งมากขึ้น แม้ว่าพื้นที่หาดบริเวณอ่าวประจวบฯจะมีลักษณะเป็นหาดเเบบขั้นบันได ที่โครงการก่อสร้างกำแพงอ้างว่าจะช่วยให้ทรายสามารถสะสมอยู่หน้ากำเเพงได้ เนื่องจากมีความลาดชันที่เหมาะสมต่อการสะสมตัวของตะกอน แต่ผลปรากฏกลับไม่เป็นเช่นนั้น

ปัจจุบันทรัพยากรธรรมชาติโดยเฉพาะหาดทรายในพื้นที่อ่าวประจวบฯ ถูกทำลายด้วยกำเเพงกันคลื่น ส่งผลกระทบต่อสิ่งเเวดล้อมเเละชุมชน ทำให้ขาวบ้านและองค์กรด้านสิ่งแวดล้อมเรียกร้องให้การสร้างกำแพงกันคลื่นในพื้นที่อื่นๆ จำเป็นต้องมีการศึกษาผลกระทบสิ่งเเวดล้อมอย่างรอบด้าน และมีการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งเเวดล้อม EIA

เกาะท่าข้าม

เกาะท่าข้าม หรือที่รู้จักกันในอีกชื่อว่า เกาะธรรมชาติท่าข้าม หรือเกาะนก ตั้งอยู่ที่ ต.ท่าข้าม อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา มีลักษณะทางกายภาพเป็นเกาะกลาง อยู่ที่ปากอ่าวของปากแม่น้ำบางปะกง เป็นส่วนที่ติดกับทางออกสู่ทะเลอ่าวไทย น้ำในบริเวณเกาะท่าข้ามเป็นพื้นที่น้ำกร่อย

เกาะท่าข้ามถูกจัดเป็นหนึ่งในพื้นที่อนุรักษ์โครงการป่าในเมือง ซึ่งเป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้กลางแจ้ง เกี่ยวกับระบบนิเวศป่าชายเลนที่มีความอุดมสมบูรณ์อย่างมาก บนเกาะสามารถพบเห็นพันธุ์ไม้ป่าชายเลนต่างๆ รวมทั้งนกนานาชนิด

เนื่องจากพื้นที่บริเวณเกาะท่าข้ามเป็นพื้นที่ปากอ่าวใกล้กับทางออกสู่ทะเล จึงทำให้ได้รับอิทธิพลของลมและคลื่นที่ซัดเข้ามาประกอบกับระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้น และการสัญจรของเรือขนส่งสินค้า ส่งผลให้พื้นที่บริเวณดังกล่าวโดนน้ำทะเลกัดเซาะเข้ามาเรื่อยๆ

ปัจจุบันพื้นที่เกาะท่าข้ามแสดงให้เห็นถึงการพยายามป้องกัน และลดความรุนแรงของการกัดเซาะชายฝั่ง มีการปักแท่งเสาปูน และแท่งไม้ วางแนวยาวลักษณะเป็นชั้นๆ เพื่อลดความรุนแรงของคลื่นที่พัดเข้ามาก่อนจะเข้ากระทบพื้นที่บริเวณป่าชายเลน อีกทั้งยังมีการวางอิฐตัวหนอนเป็นกำแพงป้องกันชั้นในสุด

ดอยม่อนแจ่ม

ดอยม่อนแจ่ม เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวสุดฮิตตั้งอยู่ที่ ต.แม่แรม อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ ปัจจุบันพบว่าพื้นที่บนดอยมีการวางตัวของรีสอร์ท บ้านพัก กระโจม เรียงรายแทรกอยู่กับธรรมชาติของเนินเขา

พื้นที่ “ม่อนแจ่ม” อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่ริม เป็นพื้นที่ต้นน้ำลำธาร จัดอยู่โซนคุณภาพลุ่มน้ำชั้นที่ 1 ที่มีความอ่อนไหวต่อระบบนิเวศ แต่เมื่อปี พ.ศ.2541 โครงการหลวงได้ขออนุญาตจากกรมป่าไม้ใช้ประโยชน์ในพื้นที่ โดยจัดสรรให้ชาวบ้านทำกินจำนวนทั้งหมด 2,800 ไร่ และแบ่งจัดสรรให้เป็นที่ทำกิน 900 แปลง

ต่อมามีผู้ประกอบการเข้ามาดำเนินการใช้ที่ดินไม่เป็นไปตามที่ทางกระทรวงอนุญาต มีทั้งการซื้อขายเปลี่ยนมือจากชาวบ้านไปเป็นของนายทุน คนพื้นที่และคนต่างถิ่นต่างแย่งกันเข้ามากอบโกยผลประโยชน์

สถานการณ์เริ่มเปลี่ยนไป เมื่อการถางป่าเพื่อการก่อสร้างรีสอร์ท เริ่มส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมมากยิ่งขึ้น และหากปล่อยให้มีการบุกรุกต่อไปป่าต้นน้ำอาจถูกทำลาย ซึ่งต้นน้ำนั้นมีความสำคัญอย่างมากในการกำหนดความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่กลางน้ำและปลายน้ำ

เดือนสิงหาคม 2563 มีการสรุปผลการตรวจสอบสิ่งก่อสร้างในเขตพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่ริม พบว่ามีผู้ที่เข้าข่ายในการกระทำความผิดประกอบธุรกิจในเชิงโรงแรม เป็นการนำที่ดินไปใช้ไม่ถูกต้องตามวัตถุประสงค์ของโครงการหลวง ต้องรื้อถอนออกไปสถานเดียว และเร่งติดตามดำเนินการเพื่อทำให้พื้นที่ดอยม่อนแจ่มกลับมาเป็นสภาพป่าต้นน้ำที่อุดมสมบูรณ์อีกครั้ง

สืบค้นและเรียบเรียง : ปาณิสรา สันติมิตร และ​ วิทิต บรมพิชัยชาติกุล
(โครงการสหกิจศึกษากองบรรณาธิการเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย)

เรื่องอื่น ๆ ที่น่าสนใจ : แนวปะการังจะอยู่รอดอย่างไร ภายใต้ภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

เรื่องแนะนำ

ความร้อนเร่งให้สารเคมีในพลาสติกละลายปนเปื้อนอาหารเข้าสู่ร่างกาย

(ภาพปก) แม้การดื่มน้ำจากขวดน้ำครั้งเดียวใช้แล้วทิ้งซึ่งถูกวางทิ้งไว้ในอากาศร้อนจะไม่ทำให้คุณเจ็บปวด แต่บรรดาผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า ผู้บริโภคควรหลีกเลี่ยงการใช้งาน บรรจุภัณฑ์พลาสติก ที่ถูกวางทิ้งไว้ในอากาศอันร้อนระอุ ภาพโดย MARK THIESSEN, NATIONAL GEOGRAPHIC ยิ่งอากาศร้อนมากเท่าไร พลาสติกยิ่งอาจปนเปื้อนในอาหารหรือน้ำมากยิ่งขึ้น ในช่วงที่อากาศร้อน การเลือกดื่มเครื่องดื่มจากขวดพลาสติกเป็นเรื่องที่หลายคนคุ้นชิน แต่ก่อนที่คุณจะดื่มน้ำจากขวดพลาสติกเพื่อเติมน้ำในร่างกาย คุณคงต้องคิดให้ดีในเรื่องที่พลาสติกมีโอกาสบุบสลายภายใต้ดวงอาทิตย์ที่ร้อนระอุ “ยิ่งอากาศร้อนมากเท่าไหร่ ส่วนผสมต่างๆ ในบรรจุภัณฑ์พลาสติกมีโอกาสเข้าไปปนเปื้อนในอาหารหรือน้ำดื่มมากเท่านั้น” โรลฟ์ ฮัลเดน (Rolf Halden) ผู้อำนวยการศูนย์วิศวกรรมสุขภาพสิ่งแวดล้อม แห่งสถาบันการออกแบบชีวภาพ มหาวิทยาลัยแอริโซนา กล่าว บรรจุภัณฑ์จากพลาสติกโดยส่วนใหญ่ได้ปล่อยสารเคมีจำนวนเล็กน้อยลงไปในอาหารหรือเครื่องดื่มที่บรรจุอยู่ในพลาสติก เมื่อเวลาผ่านไปและอุณหภูมิสูงขึ้น พันธะเคมีในพลาสติกจะแตกตัวและมีแนวโน้มเกิดการละลาย จากการศึกษาของ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา สหรัฐอเมริกา พบว่า จำนวนของสารเคมีดังกล่าวมีน้อยเกินกว่าจะให้เกิดปัญหาสุขภาพ แต่บรรดานักวิทยาศาสตร์กำลังคิดในแง่ของผลกระทบระยะยาวของการที่ชีวิตมนุษย์เต็มไปด้วยพลาสติก หากร่างกายสะสุมอนุภาคเล็กๆ เหล่านี้ ก็อาจเกิดปัญหาใหญ่ขึ้นได้ พลาสติกใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้งในยามที่อากาศร้อนระอุ ขวดพลาสติกโดยส่วนใหญ่ที่เรามักพบตามชั้นวางสินค้าในซุปเปอร์มาเกตทำมาจากพลาสติกที่ชื่อว่า พอลิเอทิลีนเทเรฟทาเลต (polyethylene terephthalate – PET) ซึ่งเป็นพลาสติกที่มีการนำไปรีไซเคิลมากที่สุด นักวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยแอริโซนาสเตต ได้ศึกษาว่าความร้อนได้เร่งการสลายแร่พลวง (antinomy) ในขวดพลาสติกประเทศ PET อย่างไรบ้าง โดยแร่พลวงถูกนำไปใช้เพื่อผลิตพลาสติก ซึ่งสามารถเป็นพิษได้หากมีการใช้มากไป และยิ่งในวันที่อากาศร้อนมากเท่าไหร่ ก็มีโอกาสที่น้ำจะมีการปนเปื้อนมากเท่านั้น […]

รังนกเทียมช่วยอัลบาทรอสเพิ่มจำนวนลูกนก

รังนกเทียม ช่วยอัลบาทรอสเพิ่มจำนวนลูกนก อัตราการเกิดของลูกนกอัลบาทรอสกำลังลดต่ำลงจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศที่ส่งผลให้อุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้น ผลการศึกษาพบว่ามีลูกนกจำนวนมากที่ตายลงเพราะอากาศร้อน นอกจากนั้นนกอัลบาทรอสจำนวนหนึ่งยังไม่สามารถหาวัสดุตามธรรมชาติได้เพียงพอสำหรับการสร้างรัง ดังนั้นแล้วหากไม่ทำอะไรปัญหาดังกล่าวนี้จะกลายเป็นวิกฤติใหญ่ บรรดานักวิทยาศาสตร์จึงร่วมกันสร้างรังนกเทียมขึ้นมา ด้วยคุณสมบัติแข็งแรงทนทานต่อการผันแปรของสภาพอากาศ เพื่อช่วยให้นกอัลบาทรอสเหล่านี้สามารถปรับตัวได้ ผลการศึกษาทดลองพบว่ารังนกเทียมเหล่านี้มีส่วนช่วยเพิ่มอัตราการรอดของลูกนกเกิดใหม่ถึง 20%   อ่านเพิ่มเติม นกแสนรู้ : ไขปริศนาความฉลาดของนก

มหาสมุทรโลกสามารถถูกฟื้นฟูให้กลับไปรุ่งเรืองได้ภายใน 30 ปี

บทวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์รายงานว่ามีการฟื้นฟูของบรรดาสัตว์ทะเลมากขึ้นใน  มหาสมุทร หลายแห่งทั่วโลก แต่ยังคงต้องพยายามกันอย่างหนักต่อไป ความรุ่งโรจน์แห่งท้องทะเลโลกจะกลับมาฟื้นฟูอีกครั้งภายในยุคสมัยนี้ จากบทวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ที่รายงานว่ามีการกลับมาของสิ่งมีชีวิตทางทะเลหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นวาฬหลังค่อมไปจนถึงช้างน้ำในสหรัฐอเมริกา และเต่าตนุในญี่ปุ่น แม้จะมีการทำประมงเกินขนาด ปัญหามลพิษ และชายฝั่งถูกกัดเซาะ และมนุษยชาติมีส่วนทำให้เกิดความเสียหายต่อมหาสมุมรและถิ่นที่อยู่อาศัยทางทะเลมานานนับทศวรรษ แต่โครงการอนุรักษ์ทั้งหลายก็ประสบความสำเร็จ เห็นได้จากยังมีพื้นที่ทางทะเลที่ได้รับการฟื้นฟูแม้จะเป็นพื้นที่ที่อยู่ห่างไกล นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่าขณะนี้เราสามารถสร้าง ‘การกำเนิดใหม่ของท้องทะเล’ ภายในปี 2050 โดยการสนับสนุนจากกิจการที่คนทั้งโลกต้องพึ่งพา ไม่ว่าจะเป็นกิจการอาหาร ไปจนถึงกิจกรรมปกป้องชายฝั่งเพื่อเสถียรภาพแห่งสภาพภูมิอากาศ อย่างไรก็ตาม ยังมีความต้องการในการดำเนินการอนุรักษ์ต่างๆ ต่อไปรวมไปถึงการปกป้องพื้นที่ซึ่งโอบล้อมมหาสมุทร การทำประมงที่ยั่งยืน และการควบคุมมลพิษ เป็นต้น โดยนักวิทยาศาสตร์กล่าวว่าจะต้องใช้เงินนับพันล้านดอลลาร์ต่อปี (ราว 32,000 ล้านบาท) แต่จะให้ผลตอบแทนที่มากถึง 10 เท่าเลยทีเดียว นอกจากนี้ จะต้องมีการจัดการวิกฤตทางสภาพภูมิอากาศที่เพิ่มขึ้นเพื่อปกป้องทะเลจากปรากฏการณ์ทะเลกรด (Ocean Acidification) ซึ่งจะก่อให้เกิดการสูญเสียออกซิเจนและปะการัง แต่มีข่าวดีคือ นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่า มีการับรู้ถึงความสามารถของพื้นที่ที่อยู่อาศัยชายฝั่งทะเล เช่นป่าชายเลนและบ่อเกลือชายฝั่งทะเล ที่สามารถดูดซึมเอาคาร์บอนไดออกไซด์และเสริมความแข็งแกร่งให้แนวชายฝั่ง ซึ่งสามารถรับมือปัญหาระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้นได้ ศาสตราจารย์ คัลลัม โรเบิร์ต แห่งมหาวิทยาลัยยอร์ก หนึ่งในทีมนักวิจัยนานาชาติที่ออกบทวิคราะห์ กล่าวว่า ปัญหาการทำประมงเกินขนาดและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนั้รรุนแรงขึ้น แต่ก็ยังมีความหวังในวิทยาศาสตร์ที่ใช้ฟื้นฟูสิ่งเหล่านี้ได้ โดยหนึ่งในข้อความสำคัญของบทวิเคราะห์นี้คือ ถ้าคุณหยุดสังหารสัตว์ทะเลและปกป้องมันเอาไว้ […]