ถอดรหัสอัจฉริยะ - National Geographic Thailand

ถอดรหัสอัจฉริยะ

ถอดรหัสอัจฉริยะ

เชาวน์ปัญญา (intelligence) คือคุณลักษณะที่มักถือกันว่าเป็นมาตรวัดของอัจฉริยะ เป็นคุณสมบัติวัดได้ที่ทำให้เกิดความสำเร็จใหญ่หลวง ลูอิส เทอร์แมน นักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ผู้ร่วมบุกเบิกการทดสอบเชาวน์ปัญญา หรือไอคิว (IQ) เชื่อว่า ผลการทดสอบเชาวน์ปัญญาบ่งชี้ถึงอัจฉริยภาพได้ด้วย ย้อนหลังไปในทศวรรษ 1920 เขาเริ่มติดตามนักเรียนในแคลิฟอร์เนียกว่า 1,500 คนซึ่งมีผลทดสอบเชาวน์ปัญญาเกิน 140 อันเป็นขีดที่เขากำหนดว่า “ใกล้อัจฉริยะหรืออัจฉริยะ (near genius or genius)” เพื่อดูว่าเด็กเหล่านี้ใช้ชีวิตอย่างไรโดยปรียบเทียบกับเด็กอื่นๆ เทอร์แมนกับเพื่อนร่วมงานติดตามผู้เข้าร่วมวิจัยเหล่านี้ไปตลอดชีวิต และบันทึกความสำเร็จของพวกเขาไว้ในรายงานต่อเนื่องเรื่อง การศึกษาพันธุกรรมของอัจฉริยะ (Genetic Studies of Genius) คนกลุ่มนี้มีทั้งสมาชิกสถาบันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ นักการเมือง แพทย์ อาจารย์ และนักดนตรี

แต่ลำพังการมีเชาวน์ปัญญาดีเยี่ยมใช่ว่าจะนำไปสู่ความสำเร็จใหญ่หลวงเสมอไป ผู้เข้าร่วมวิจัยจำนวนมากซึ่งมีผลทดสอบเชาวน์ปัญญาสูงลิ่วต้องดิ้นรนที่จะประสบความสำเร็จ หลายสิบคนถูกให้ออกจากวิทยาลัยในปีแรก ทว่าหลายคนที่มีผลทดสอบไม่สูงพอหรือถึงเกณฑ์ที่จะอยู่ในโครงการศึกษากลับโตขึ้นมาประสบความสำเร็จ กรณีการถูกมองข้ามเช่นนี้มีตัวอย่างให้เห็นก่อนหน้าแล้ว นั่นคือ ชาร์ลส์ ดาร์วิน เขาจำได้ว่าตัวเองเคยถูกมองเป็น “เด็กธรรมดามากๆ สติปัญญาออกจะทึบกว่ามาตรฐานทั่วไป” แต่เมื่อเติบใหญ่ ดาร์วินคือผู้ไขปริศนาว่า ความหลากหลายอันน่าทึ่งของสรรพชีวิตเกิดขึ้นได้อย่างไร

การค้นพบสำคัญๆ ทางวิทยาศาสตร์ เช่น ทฤษฎีวิวัฒนาการที่อาศัยการคัดเลือกโดยธรรมชาติของดาร์วิน จะเกิดขึ้นไม่ได้หากขาดความคิดสร้างสรรค์ซึ่งเปรียบเหมือนด้ายเส้นหนึ่งของความเป็นอัจฉริยะที่เทอร์แมนวัดไม่ได้

อัจฉริยะ
การใช้เครื่องสแกนสมองเอฟเอ็มอาร์ไอ ช่วยให้ชาร์ลส์ ลิมบ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการได้ยิน พบว่า นักดนตรีแจ๊สและ นักดนตรีแร็ปจะกดสมองส่วนที่ทำหน้าที่ตรวจสอบตนเองไว้ขณะแสดงแบบด้นสด ในภาพเขาทดสอบด้วยตนเองในห้องปฏิบัติการที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย วิทยาเขตแซนแฟรนซิสโก

เร็กซ์ ยุง นักประสาทวิทยาศาสตร์ บอกว่า กระบวนการคิดสร้างสรรค์ขึ้นอยู่กับการปฏิสังสรรค์อย่างมีพลวัตของโครงข่ายประสาทที่ทำงานร่วมกันและมาจากส่วนต่างๆ ของสมองพร้อมๆ กัน ทั้งซีกซ้ายและซีกขวา โดยเฉพาะเปลือกสมองกลีบหน้าผากส่วนหน้า โครงข่ายหนึ่งในนั้นเสริมสมรรถภาพการตอบสนองความต้องการภายนอกของเรา นั่นคือกิจกรรมที่ต้องลงมือทำ เช่น การไปทำงานและการจ่ายภาษี โดยส่วนใหญ่จะอยู่ในบริเวณส่วนนอกของสมอง ส่วนอีกโครงข่ายหนึ่งบ่มเพาะกระบวนการคิดภายใน รวมถึงการฝันกลางวันและการใช้จินตนาการ ซึ่งหลักๆ จะอยู่ในบริเวณส่วนกลางของสมอง

ลักษณะหรือสัญญาณหนึ่งของความคิดสร้างสรรค์ คือความสามารถในการเชื่อมโยงแนวคิดที่ดูไม่ปะติดปะต่อกัน การสื่อสารที่เข้มข้นกว่าระหว่างส่วนต่างๆ ของสมองอาจช่วยให้การเชื่อมโยงเหล่านั้นเป็นไปได้ แอนดรูว์ นิวเบิร์ก ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยจากสถาบันมาร์คัสเพื่อการบูรณาการสุขภาวะ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยทอมัสเจฟเฟอร์สัน ใช้การสร้างภาพด้วยแรงดึงการซึมผ่าน (diffusion tensor imaging) ซึ่งเป็นเทคนิคเอ็มอาร์ไอที่ใช้สารทึบแสงช่วยติดตามเส้นทางของระบบประสาทในสมองของบุคคลที่มีความคิดสร้างสรรค์ ผู้เข้าร่วมวิจัยจะได้รับแบบทดสอบความคิดสร้างสรรค์มาตรฐานที่ขอให้คิดวิธีใช้งานใหม่ๆ สำหรับของใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น ไม้เบสบอลและแปรงสีฟัน นิวเบิร์กมุ่งจะเปรียบเทียบการเชื่อมโยงในสมองของบุคคลที่ประสบความสำเร็จสูงเหล่านี้กับของกลุ่มควบคุมเพื่อดูว่า ปฏิสัมพันธ์ในสมองส่วนต่างๆ มีประสิทธิภาพต่างกันหรือไม่

อัจฉริยะ
อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ คือตัวแทนของอัจฉริยะโดยแท้ เมื่อปี 1951 มีการบันทึกคลื่นสมองของนักฟิสิกส์ผู้นี้ไว้ และหลังจากเขาเสียชีวิตในปี 1955 นักพยาธิวิทยาได้นำสมองแผ่นบางๆของเขาไปติดและย้อมสีบนกระจกสไลด์ ซึ่งหลายแผ่นได้รับการเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์สุขภาพและการแพทย์แห่งชาติในเมืองซิลเวอร์สปริง รัฐแมริแลนด์

การเปรียบเทียบเบื้องต้นระหว่างสมาชิกคนหนึ่งในกลุ่ม “อัจฉริยะ” ซึ่งนิวเบิร์กใช้ในความหมายกว้างๆ เพื่อแยก กลุ่มตัวอย่างสองกลุ่ม กับสมาชิกอีกคนจากกลุ่มควบคุม เผยให้เห็นความแตกต่างที่น่าสนใจ ผลการสแกนสมองของทั้งคู่พบปื้นสีแดง เขียว และน้ำเงิน สว่างเป็นลำในเนื้อขาว (white matter) ซึ่งเป็นส่วนของใยประสาทขาออกที่ยอมให้เซลล์ประสาทส่งผ่านข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างกัน ปื้นสีแดงในแต่ละภาพคือคอร์ปัสคอลโลซัม (corpus callosum) หรือกลุ่มใยประสาทตรงส่วนกลางกว่า 200 ล้านเส้นที่เชื่อมสมองซีกซ้ายกับซีกขวาและช่วยให้สมองสองซีกเชื่อมโยงถึงกัน นิวเบิร์กบอกว่า “ยิ่งเห็นปื้นสีแดงมากเท่าไร ก็แสดงว่าใยประสาทเชื่อมต่อกันมากเท่านั้นครับ” ความแตกต่างนั้นเห็นได้ชัด กล่าวคือพื้นที่สีแดงในสมองของ “อัจฉริยะ” ดูกว้างเกือบสองเท่าของพื้นที่สีแดงในสมองของกลุ่มควบคุม

ขณะที่นักประสาทวิทยาศาสตร์พยายามทำความเข้าใจว่า สมองส่งเสริมพัฒนาการของกระบวนการคิดแบบปรับกระบวนทัศน์ได้อย่างไร นักวิจัยคนอื่นๆ ก็พยายามหาคำตอบว่า ความสามารถนี้พัฒนาขึ้นเมื่อไรและพัฒนาขึ้นจากอะไร อัจฉริยะเป็นสิ่งที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิดหรือฝึกฝนได้กันแน่ ฟรานซิส กอลตัน ญาติของดาร์วิน คัดค้านสิ่งที่เขาเรียกว่า“การเสแสร้งของความเสมอภาคทางธรรมชาติ” โดยเชื่อว่าอัจฉริยะสืบทอดทางสายเลือด เขาพิสูจน์ด้วยการไล่เรียงสายตระกูลของผู้นำด้านต่างๆของยุโรป ตั้งแต่โมซาร์ทและไฮเดินไปจนถึงไบรอน, ชอเซอร์, ตีตุส และนโปเลียน ในปี 1869 กอลตันตีพิมพ์ผลการศึกษาในหนังสือ อัจฉริยะทางกรรมพันธุ์ (Hereditary Genius) ซึ่งจะจุดประกายการถกเถียงเรื่อง “ธรรมชาติกับการเลี้ยงดู” (nature versus nurture) และทำให้เกิดสุพันธุศาสตร์ (eugenics) หรือการปรับปรุงลักษณะทางพันธุกรรมของมนุษย์

อัจฉริยะ
หนึ่งร้อยปีหลังไอน์สไตน์ทำนายไว้ในทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปว่ามีคลื่นโน้มถ่วง นักวิทยาศาสตร์อย่างคาซุฮิโระ ยะมะโมะโตะ (ขี่จักรยาน) ก็วางแผนใช้กล้องโทรทรรศน์ใต้ดินที่สามารถรับคลื่นโน้มถ่วง เพื่อศึกษาสิ่งที่เขาอนุมานได้ แต่ตรวจจับไม่พบ

ทว่าลำพังศักยภาพทางพันธุกรรมไม่อาจนำพาเราไปสู่ความสำเร็จได้เสมอไป มนุษย์ยังต้องอาศัยการเลี้ยงดูเพื่อบ่มเพาะอัจฉริยะ อิทธิพลทางสังคมและวัฒนธรรมอาจให้สารอาหารหล่อเลี้ยงจนเกิดกลุ่มอัจฉริยะขึ้นในบางยุคสมัยและบางสถานที่ในประวัติศาสตร์ เช่น แบกแดดช่วงยุคทองของอิสลาม โกลกาตาสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาในเบงกอล และซิลิคอนแวลลีย์ในปัจจุบัน

พรสวรรค์และสภาพแวดล้อมในการเลี้ยงดูยังอาจไม่มากพอที่จะสร้างอัจฉริยะได้ หากไม่มีแรงจูงใจและความมุ่งมั่นอย่างดื้อรั้นที่ส่งให้ใครสักคนก้าวไปข้างหน้า ลักษณะทางบุคลิกภาพเหล่านี้ซึ่งผลักดันให้ดาร์วินใช้เวลา 20 ปีขัดเกลา กำเนิดแห่งชีวิต (Origin of Species) จนสมบูรณ์แบบ และส่งให้ศรีนิวาสะ รามานุชัน นักคณิตศาสตร์ชาวอินเดีย คิดสูตรคำนวณหลายพันสูตร อีกทั้งเป็นแรงบันดาลใจในการทำงานของแอนเจลา ดั๊กเวิร์ท นักจิตวิทยาผู้เชื่อว่า การผสมผสานระหว่างความรักกับความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าที่เธอเรียกว่า “ความอึด” ผลักดันให้ผู้คนประสบความสำเร็จ ดั๊กเวิร์ทเองเป็น “อัจฉริยะ” ของมูลนิธิแมกอาร์เทอร์และเป็นอาจารย์ด้านจิตวิทยาที่มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย เธอเชื่อว่า มีความแตกต่างเมื่อพูดถึงพรสวรรค์ของแต่ละบุคคล แต่ไม่ว่าบุคคลผู้นั้นจะฉลาดแค่ไหน ความอดทนและการฝึกฝนคือกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จ “เวลาที่เราเห็นใครบางคนทำเรื่องเจ๋งๆได้สำเร็จ นั่นไม่ใช่ว่าเขาไม่ใช้ความพยายามนะคะ” เธอบอก

อัจฉริยะ
ความเข้าใจที่แวบขึ้นมาอย่างไม่คาดฝันยังต้องอาศัยความคิดเป็นตัวโน้มนำ หลังเห็นแอ๊ปเปิ้ลผลหนึ่งร่วงลงสู่พื้นในแนวดิ่งเมื่อปี 1666 ไอแซก นิวตัน ก็ให้เหตุผล ตามคำบอกเล่าของเพื่อนว่า “ต้องมีพลังดึงดูดในสสารเป็นแน่” ต้นไม้ที่ จุดประกายให้เขาคิดกฎแรงโน้มถ่วงสากลยังคงหยั่งรากอยู่ใกล้คฤหาสน์วูลส์ทอร์ปในอังกฤษ ซึ่งเป็นบ้านที่นิวตันอาศัยอยู่ในวัยเด็ก

โอกาสของว่าที่อัจฉริยะอาจสะดุดถ้าไม่ได้รับการสนับสนุน เพราะพวกเขาไม่เคยมีโอกาสได้ผลิตผลงาน ตลอดประวัติศาสตร์ ผู้หญิงไม่ได้รับโอกาสให้เล่าเรียนอย่างเป็นทางการ ถูกกีดกันจากความก้าวหน้าทางอาชีพ และไม่ได้รับการยอมรับเท่าที่ควร มาเรีย อันนา พี่สาวของโมซาร์ท เป็นนักดนตรีฮาร์ปซิคอร์ดดาวรุ่ง แต่ถูกบิดาตัดโอกาสทางอาชีพเมื่ออายุ 18 ปี ซึ่งเป็นช่วงอายุที่สมควรมีครอบครัว ผู้หญิงครึ่งหนึ่งในงานวิจัยของเทอร์แมนลงเอยด้วยการเป็นแม่บ้านคนที่เกิดมาจนหรือถูกกดขี่ไม่มีโอกาสทำงานใดๆ มากไปกว่าการประทังชีวิต “ถ้าคุณเชื่อว่าอัจฉริยะคือความโดดเด่นที่สามารถดึงออกมาและอบรมบ่มเพาะได้จริงๆ แล้วละก็” แดร์ริน แมกมาฮอน นักประวัติศาสตร์ บอก “ก็ถือเป็นเรื่องน่าเศร้าอย่างเหลือเชื่อที่อัจฉริยะหรือว่าที่อัจฉริยะหลายพันคนต้องแห้งเหี่ยวและตายไป”

เรื่อง คลอเดีย คัลบ์

ภาพถ่าย เปาโล วูดส์

 

อ่านเพิ่มเติม

รวมคำทำนายของสตีเฟน ฮอว์คิง อัจฉริยะแห่งยุคผู้ล่วงลับ

เรื่องแนะนำ

ภาพถ่ายทางอากาศเผยให้เห็นแดนอัศจรรย์ทางธรรมชาติของอาร์กติก

เรื่อง ซาราห์ พอลเจอร์ ภาพถ่าย โฟลรียอง เลอดู ภูมิภาคอาร์กติกที่มีความเป็นธรรมชาติและสวยงาม จับใจช่างภาพ โฟลรียอง เลอดู ตั้งแต่เขาอายุสิบขวบ “ขนาดของภูมิทัศน์และชนิดพันธุ์อันเหลือเชื่อซึ่งอาศัยอยู่ที่นั่นดึงดูดผมมายังอาร์กติก ผมรู้สึกประทับใจอย่างลึกซึ้งตอนที่ออกเดินทางครั้งแรกไปยังภูมิภาคเหนือเส้นอาร์กติกเซอร์เคิล และความรู้สึกนั้นรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่องเมื่อผมสำรวจไปไกลขึ้นครับ” เลอดูบอก ทุกวันนี้ เลอดูเดินทางผ่านไอซ์แลนด์ กรีนแลนด์ แคนาดา และไกลออกไป เขาให้ความสนใจกับการถ่ายภาพฟุตเทจของภูมิทัศน์และสัตว์ป่า ขณะทำงานเป็นช่างภาพข่าวในกองทัพเรือของฝรั่งเศส เลอดูฝึกฝนทักษะในโครงการถ่ายภาพส่วนตัวซึ่งเขาถ่ายภาพวัฒนธรรมอินูอิตของกรีนแลนด์และความสัมพันธ์ของผู้คนเหล่านั้นกับผืนดิน เลอดูส่งภาพถ่ายหลายภาพเข้าร่วมในโครงการประกวด National Geographic Nature Photographer of the Year ประจำปี 2017 ในปี 2017 เลอดูออกเรือเพื่อตามหาหมีขั้วโลกใกล้กับเทรมเบลย์ซาวด์ของแคนาดา หลังจากค่ำคืนที่ไม่ประสบความสำเร็จ ในวันรุ่งขึ้นเลอดูและทีมของเขาพบกับชิ้นส่วนน้ำแข็งขนาดใหญ่ซึ่งทำให้มีความหวัง เพราะน้ำแข็งนั้นเหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับให้หมีขั้วโลกออกล่าเหยื่อ เมื่อเข้าไปใกล้บริเวณนั้น พวกเขาพบว่าพวกเขากำลังตามหาหมีขั้วโลกสี่ตัวที่กระโดดจากพืดน้ำแข็งแผ่นหนึ่งไปยังอีกแผ่นหนึ่งเพื่อมองหาแมวน้ำ เพื่อหามุมมองใหม่ๆของภาพ เลอดูจึงถ่ายภาพหมีท่องไปตามน้ำแข็งจากข้างบนโดยใช้โดรน เลอดูเข้าใกล้ถิ่นอาศัยทุกแห่งด้วยความระมัดระวัง เขาทำวิจัยเรื่องพฤติกรรมของสัตว์และใช้เวลาเรียนรู้เกี่ยวกับสัตว์ป่าก่อนที่จะออกภาคสนาม เขามุ่งถ่ายภาพเรื่องราวที่ใหญ่ขึ้นของภูมิภาคอาร์กติกและสรรพสัตว์ซึ่งอาศัยอยู่ที่นั่นแม้ว่าจะเป็นไปได้ยาก แล้วโครงการต่อไปของเขาคืออะไร เลอดูวางแผนจะทำโครงการถ่ายภาพอาร์กติกในระยะยาว โดยการถ่ายฟุตเทจทางอากาศในช่วงเวลาที่แตกต่างกันของปี ในขณะเดียวกัน เขากับเพื่อนร่วมงานจะนำเที่ยวอาร์กติกเพื่อช่วยให้ความรู้แก่ผู้มาเยือนและแบ่งปันความหลงใหลในการถ่ายภาพของเขา   อ่านเพิ่มเติม : มหัศจรรย์แห่งชีวิตใต้ทะเล, ชมสุดยอดภาพถ่ายสัตว์แห่งปีที่คุณต้องหันมาสนใจ

เมืองไทยในอดีต : ภาพเก่าสยามประเทศจากคลังภาพ National Geographic

เมืองไทยในอดีต : สารคดีเกี่ยวกับเมืองไทยที่เคยตีพิมพ์ในเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก เพียงไม่ถึงหกปีหลังตีพิมพ์สารคดีเกี่ยวกับเมืองไทยเรื่องแรกว่าด้วยการคล้องช้างครั้งสำคัญในสมัยสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงในฉบับเดือนธันวาคม ปี 1906 นิตยสาร National Geographic ก็ได้รับต้นฉบับสารคดีเกี่ยวกับเมืองไทยจากนักเขียนและช่างภาพฝีมือดีชื่อ พันเอก Lea Febiger แห่งกองทัพบกสหรัฐฯ  ผู้ได้รับหมายให้เป็นผู้แทนทางการทหารของสหรัฐฯ ในการเข้าร่วมพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ระหว่างวันที่ 2-10 ธันวาคม ปี 1911 (พุทธศักราช 2454) นี่จึงเป็นสารคดี ” เมืองไทยในอดีต ” เรื่องที่สองที่ได้รับการตีพิมพ์ใน National Geographic ในครั้งนี้ นิตยสาร National Geographic อุทิศเนื้อที่ถึง 27 หน้าตีพิมพ์ภาพถ่ายและสารคดีเรื่อง “The Coronation of His Majesty King Maha-Vajiravudh of Siam” ในนิตยสารฉบับเดือนเมษายน 1912 ลองไปชมบรรยากาศ ภาพเก่าเมืองไทย ที่หาดูได้ยากชุดนี้ ผู้เขียนบรรยายเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นอย่างละเอียดลออ ตั้งแต่พระราชพิธีก่อนวันบรมราชาภิเษก เช่น การเสกน้ำสำหรับถวายเป็นน้ำอภิเษกและสรงมุรธาภิเษกภายในพระอุโบสถ […]

ผู้คนที่ตกค้างอยู่ในโรงแรมหรูสมัยสหภาพโซเวียต

ในใจกลางกรุงทบิลิซี ประเทศจอร์เจีย มีโรงแรมโอ่อ่าแห่งหนึ่งตั้งอยู่ โรงแรมนี้เคยเป็นโรงแรมหรูหราที่สุดแห่งหนึ่งในเมือง แต่ปัจจุบัน โรงแรมจอร์เจียเป็นสัญลักษณ์อันน่าหดหู่ของความจริงยุคหลังโซเวียต

อุทยานแห่งอนาคต

เรื่อง มิเชลล์ ไนฮัส ภาพถ่าย คีท แลดซินสกี บนผืนดินแคบๆยาว 60 กิโลเมตรนอกชายฝั่งรัฐแมริแลนด์และเวอร์จิเนีย อุทยานชายฝั่งแห่งชาติเกาะแอสซาทีก (Assateague Island National Seashore) ค่อยๆเคลื่อนไปทางตะวันตกทีละน้อย ตลอดหลายร้อยปีที่ผ่านมา เฮอร์ริเคนและพายุน้อยใหญ่พัดพาทรายจากชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ ข้ามเกาะไปถมหนองน้ำที่อยู่ริมชายฝั่งอีกด้านหนึ่ง ส่งผลให้เกาะขยับเข้าใกล้ฝั่งมากขึ้นเรื่อยๆ “เจ๋งใช่ไหมล่ะครับ” อิชเมล เอนนิส พูดขึ้น “วิวัฒนาการไงครับ!” เขายิ้มให้ชายหาดเบื้องหน้าที่มีตอไม้ กิ่งก้านหงิกงอ และเศษพีตกระจายอยู่ทั่วไป ทั้งหมดนี้คือร่องรอยของหนองน้ำซึ่งเคยเป็นส่วนหนึ่งของชายฝั่งด้านตะวันตกของเกาะ ก่อนพายุจะพัดทรายมาทับถม บัดนี้หนองน้ำปรากฏให้เห็นอีกครั้งทางตะวันออกเมื่อเกาะเคลื่อนขยับไปเรื่อยๆ เอนนิสผู้เพิ่งเกษียณจากการเป็นหัวหน้าฝ่ายซ่อมบำรุงประจำอุทยาน เผชิญพายุที่นี่มานักต่อนัก จะว่าไปแล้ว อุทยานชายฝั่งแห่งนี้ก่อตัวขึ้นจากพายุน้อยใหญ่ที่พัดในแนวตะวันออกเฉียงเหนือ ย้อนหลังไปเมื่อเดือนมีนาคม ปี 1962 พายุใหญ่พัดถล่มแอสซาทีกพร้อมกับลบชื่อของโอเชียนบีช รีสอร์ตตากอากาศใหม่เอี่ยม โดยทำลายถนนและอาคาร 30 หลังแรก รวมทั้งความฝันของนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เจ้าของโครงการให้พังภินท์ นักอนุรักษ์อาศัยโอกาสนี้เสนอให้รัฐสภาออกกฎหมายปกป้องพื้นที่ส่วนใหญ่บนเกาะในฐานะส่วนหนึ่งของระบบอุทยานแห่งชาติเมื่อปี 1965 ทุกวันนี้ แอสซาทีกคือเกาะสันดอนปลอดโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ยาวที่สุดริมชายฝั่งของรัฐแถบแอตแลนติกตอนกลาง โด่งดังเรื่องม้าแคระป่าแหล่งดูดาวโล่งไร้สิ่งกีดขวาง และทัศนียภาพเงียบสงบของมหาสมุทร นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีแนวโน้มจะทำให้พายุรุนแรงขึ้น ระดับทะเลสูงขึ้น และการเคลื่อนสู่ตะวันตกอย่างเนิบช้าของเกาะแอสซาทีกอาจเร็วขึ้น เอนนิสรู้จักเกาะนี้ดีพอที่จะเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นเริ่มขึ้นแล้ว ที่ปลายเกาะด้านใต้ […]

Follow Me

NATIONAL GEOGRAPHIC ASIA

Contact

เว็บไซต์ : ngthai.com

บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน)

Tel : 02-422-9999 ต่อ 4244

© COPYRIGHT 2019 AMARIN PRINTING AND PUBLISHING PUBLIC COMPANY LIMITED.