ห้าข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ การล่าแม่มด แห่งซาเลม - National Geographic Thailand

ห้าข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ การล่าแม่มด แห่งซาเลม

ห้าข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ การล่าแม่มด แห่งซาเลม

เมื่อไม่นานมานี้ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ทวีตว่า “นี่คือ การล่าแม่มด ในแวดวงการเมืองครั้งใหญ่ที่สุดของประวัติศาสตร์อเมริกัน!” ซึ่งเป็นการโต้ตอบกระทรวงยุติธรรมที่เข้ามาสอบสวนความสัมพันธ์ของเขากับรัสเซีย นั่นทำให้ชาวอเมริกันหลายคนหวนนึกถึงเหตุการณ์การล่าแม่มดครั้งใหญ่ที่สุดที่แท้จริง ซึ่งรู้จักกันในชื่อ “การไต่สวนคดีแม่มดแห่งซาเลม” (Salem Witch Trials) และเป็นที่มาของคำว่า “การล่าแม่มด” (witch hunt)

การไต่สวนครั้งประวัติศาสตร์ดังกล่าวเกิดขึ้นที่เมืองซาเลม รัฐแมสสาชูเซตส์ ในช่วงฤดูหนาวจนถึงฤดูใบไม้ผลิของปี 1692 ถึง 1693 เมื่อการไต่สวนปิดฉากลง มีผู้ต้องสงสัยทั้งหมด 141 ราย ทั้งชายหญิง ถูกตัดสินว่าเป็นแม่มดและพ่อมด 19 คนถูกจับแขวนคอ คนหนึ่งถูกเอาหินก้อนใหญ่ๆนำมาวางทับจนตาย และอีกหลายคนต้องแดดิ้นลงในคุกที่มีสภาพทารุณ

“ประเทศเรามีประวัติการล่าแม่มดมดยาวนาน โดยเฉพาะในยุคล่าอาณานิคม” เจสัน คอย อาจารย์สาขาประวัติศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยชาร์ลสตัน ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์การล่าแม่มด บอก

คอยบอกว่า คำว่า “ล่าแม่มด” ซึ่งพูดถึงกระบวนการการไล่จับคนบริสุทธิ์มาลงโทษ เริ่มมีคนนำมาใช้ในศตวรรษที่ 1950  หลังจากมีการไต่สวนคดีแมกคาร์ทีในข้อหาที่มีผู้ต้องสงสัยว่าเป็นคอมมิวนิสต์ และเมื่อมีการตีพิมพ์บทละครอันโด่งดังของอาร์เทอร์ มิลเลอร์ เรื่อง The Crucible ในปี 1953 ซึ่งเป็นละครเปรียบเทียบหรืออุปมานิทัศน์ (allegory) ของการไต่สวนคดีแม่มดแห่งซาเลม

เซท มัลทัน สมาชิกรัฐสภาซึ่งเป็นตัวแทนจากเมืองซาเลม ทวีตโต้ตอบคำกล่าวของทรัมป์ว่า “ในฐานะผู้แทนของซาเลม รัฐแมสซาชูเซตส์ ผมบอกได้เลยว่านี่เป็นคำกล่าวที่ผิด”

 

นี่คือสิ่งที่เรารู้เกี่ยวกับการล่าแม่มดแห่งซาเลม

1.วิกฤติการณ์ครั้งนั้นเต็มไปด้วยปัญหาขัดแย้งทางการเมือง ศาสนา และสีผิว

สหรัฐฯในช่วงยุคล่าอาณานิคมมีความเปลี่ยนแปลงมากมายหลายประการ ซาเลมถูกแบ่งแยกออกเป็นสองส่วน นั่นคือส่วนเมืองที่กำลังรุ่งเรือง โดยเป็นรองแต่เพียงบอสตัน เมืองหลวงของรัฐ และอีกส่วนหนึ่งคือหมู่บ้านกสิกรรม ทั้งสองฝ่ายนี้ปะทะฝีปากกันบ่อยครั้งในการแย่งชิงทรัพยากร การถกเถียงเรื่องการเมือง และศาสนา นอกจากนี้ ชาวบ้านเองยังแบ่งแยกป็นฝักฝ่าย โดยฝ่ายหนึ่งต้องการประกาศตนเป็นอิสระจากเมืองซาเลม ซึ่งยิ่งทำให้ปัญหาซับซ้อนยิ่งขึ้น

ในปี 1689 ชาวบ้านชนะสิทธิ์ในการสร้างโบสถ์ของตัวเองขึ้นมา พวกเขาเลือกสาธุคุณ แซมมวล แพร์ริส (พระในนิกายเพียวริแทน) อดีตพ่อค้า ให้มาเป็นเจ้าอาวาส การปกครองอันเข้มงวดของแพร์ริสและการเรียกร้องขอค่าตอบแทน อีกทั้งให้ตั้งชื่อกุฏิของหมู่บ้านตามชื่อตนเอง ทำให้ความขัดแย้งบานปลาย  ชาวบ้านหลายคนถึงกับปฏิญาณตนว่าจะต้องขับไล่แพร์ริสออกไปให้ได้ และเริ่มหยุดบริจาคเงินเป็นเงินเดือนของสาธุคุณรูปนี้ในเดือนตุลาคม ปี 1691

ทว่าในช่วงที่เกิดความตึงเครียดดังกล่าว เบตตี บุตรสาววัย 9 ขวบของแพร์ริส และอาบิเกล วิลเลียมส์ ผู้เป็นญาติ ก็ยังฟังนิทานสนุกๆหลายเรื่องจากทิทูบา ทาสผิวสีจากบาร์เบโดส และนี่เป็นเพียงจิ๊กซอว์ตัวหนึ่งที่กระตุ้นให้เกิดการล่าแม่มดขึ้น

 

เรื่องแนะนำ

ตั้งใจพาย SUP ลอดใต้สะพานมอญ ไปยืนมองตะวันลับฟ้ากลางแม่น้ำซองกาเรีย กับนัดเจอ LBZERO ออกไปกิน ดื่ม เที่ยว ที่สังขละบุรีแบบหนำใจ

การมาเที่ยวสังขละบุรีช่วงปลายฝนในครานี้ พวกเราเลือกที่จะเที่ยวติดน้ำเสียเป็นส่วนใหญ่และได้ไปล่องแม่น้ำสำคัญมาครบทั้งสามสายภายใน 3 วัน ไล่จาก ‘บีคลี่’ ที่แอดเวนเจอร์สุด ๆ ในวันแรก ‘รันตี’ ที่สงบเงียบสุดขั้วในวันต่อมา แล้วจบท้ายที่ซองกาเรีย ที่ดูโรแมนติกกว่าใครแบบแอบลุ้นนิด ๆ ว่าฝนจะตกไหมในช่วงเย็นก่อนถึงวันสุดท้าย เพราะเป้าหมายสูงสุดของเราคือการยืนดูพระอาทิตย์ตกจากใต้สะพานอุตตมานุสรณ์ หรือ ‘สะพานมอญ’ และเอาเข้าจริง ๆ พวกเราก็โชคดีมาก ๆ ที่วันนั้นฟ้าเป็นใจ ได้พาย SUP ลอดใต้สะพานไม้ที่ยาวที่สุดในไทย ไปยืนดูแสงสุดท้ายของพระอาทิตย์ที่ค่อย ๆ แอบไปหลับหลังภูเขาสมใจอยาก . #นอนติดแม่น้ำ อันที่จริงสถานที่ที่ทำให้เราได้เห็นบรรยากาศของสะพานมอญซึ่งคลุ้งไปด้วยม่านหมอกยามเช้า แต่กลับมามีแสงแดดจ้าในตอนบ่าย ก่อนเมฆครึ้มและมีฝนโปรยปรายหนาเม็ดในตอนเย็นลากยาวไปจนค่ำมืดได้จากปลายเตียงนอน ตั้งแต่มาถึงสังขละบุรีวันแรกก็คือ ‘บ้านแม่น้ำ’ 70 ปีเศษคืออายุของอาคารไม้ยกใต้ถุนสูงริมแม่น้ำซองกาเรียหลังนี้ ซึ่งมีอดีตเป็นโรงงานผลิตไม้ขีดไฟและโกดังเก็บของที่ถูกปล่อยทิ้งร้างอยู่พักใหญ่ ก่อนที่ เรืองกิตติ์ รักกาญจนันท์ เจ้าของสำนักพิมพ์ผจญภัย จะเข้ามาชุบชีวิตใหม่อีกครั้ง โดยได้ พิศิษฐ์ ทองดา นักออกแบบจาก SMO Design Studio มาช่วยปรับเปลี่ยนแปลงสภาพอาคารเก่าให้กลายเป็นเกสต์เฮ้าส์เคล้าวิวทิวเขา เรือนแพ และแม่น้ำที่สามารถแลมองเรือหางยาวแล่นผ่านได้ทุกโมงยาม มองเห็นเจดีย์พุทธคยาสีทองอร่ามโผล่กลางแมกไม้ครึ้มเขียวบนฝั่งกระโน้น […]

งานวิจัยชิ้นใหม่เปิดเผยว่า ดวงจันทร์อาจมีน้ำมากกว่าที่เคยคิดกันมาก

ดวงจันทร์อาจมีน้ำมากกว่าที่เคยคิดกัน เป็นข้อสรุปที่ได้จากการวิเคราะห์ผลึกแก้วภูเขาไฟขนาดเล็กจิ๋วที่หลงเหลือจากการปะทุของภูเขาไฟครั้งบรรพกาล ผลึกแก้วที่เกิดขึ้นตามธรรมชาตินี้ถูกรวบรวมไว้ตั้งแต่ภารกิจของยานอะพอลโล 15 และ 17 ในช่วงทศวรรษ 1970 ซึ่งยานทั้งสองลงจอดใกล้เขตที่มีกิจกรรมภูเขาไฟบนดวงจันทร์ ผลึกแก้วนี้ก่อตัวขึ้นเมื่อแมกมาหรือหินหนืดปะทุขึ้นสู่พื้นผิวและเย็นตัวลงอย่างรวดเร็วจนน้ำถูกกักไว้ภายใน อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมานักวิทยาศาสตร์ยังไม่มั่นใจว่า ตัวอย่างที่ได้จากภารกิจอะพอลโลมีลักษณะเฉพาะ หรือพบได้จากธารลาวาแห่งอื่นๆ บนพื้นดวงจันทร์ด้วย ในผลการศึกษาชิ้นใหม่ที่เพิ่งตีพิมพ์ในวารสาร Nature Geoscience นักวิทยาศาสตร์ทำการวิเคราะห์ตัวอย่างที่ได้จากภารกิจอะพอลโลซ้ำอีกครั้ง  ร่วมกับการใช้ข้อมูลล่าสุดจากดาวเทียมเพื่อมองหาร่องรอยของแก้วภูเขาไฟที่มีน้ำอยู่ภายในจากบริเวณอื่นๆ ของดวงจันทร์  พวกเขาพบว่า แท้จริงแล้วตะกอนภูเขาไฟกระจายตัวเป็นบริเวณกว้างซึ่งบ่งชี้ว่า ใต้พื้นผิวดวงจันทร์อาจ ชุ่มชื้นมากกว่าที่เคยเชื่อกัน แอนโทนี โคลาพรีต นักวิทยาศาสตร์จากนาซา ผู้วิเคราะห์รายงานชิ้นนี้บอกว่า “ข้อเท็จจริงที่พวกเขาพบลักษณะภูมิประเทศที่มีความเกี่ยวข้องกับแก้วภูเขาไฟบอกเราว่า พื้นผิวชั้นในของดวงจันทร์มีน้ำอยู่พอสมควร ตอนที่เกิดการปะทุของภูเขาไฟเหล่านี้” คำถามหนึ่งที่หลายคนสงสัยคือ เราเคยพบน้ำบนดวงจันทร์ก่อนหน้านี้ไหม? คำตอบคือ ใช่ แต่ก็เพิ่งเมื่อไม่นานมานี้เอง นักวิทยาศาสตร์เคยเชื่อว่า ดวงจันทร์ทั้งดวงนั้นแห้งผาก แต่เมื่อปี 2008 นักวิทยาศาสตร์ทำการวิเคราะห์ตัวอย่างผลึกแก้วภูเขาไฟจากภารกิจอะพอลโล และค้นพบร่องรอยแรกของน้ำ จากจุดนั้นเป็นต้นมา การค้นพบน้ำบนดวงจันทร์ก็พรั่งพรู ในปี 2009 องค์การนาซาส่งจรวดและดาวเทียมขึ้นไปตกกระทบหุบอุกกาบาตแห่งหนึ่งบนขั้วใต้ของดวงจันทร์ โดยหวังจะพบหลักฐานเพิ่มเติมเกี่ยวกับน้ำ การตกกระทบในครั้งนั้นเผยร่องรอยบางอย่างเกี่ยวกับน้ำแข็งและไฮดรอกซิล ซึ่งเป็นโมเลกุลไวต่อปฏิกิริยาและมีความเกี่ยวข้องกับน้ำ และในปี 2010 นักวิทยาศาสตร์ทำการวิเคราะห์ตัวอย่างหินอื่นๆ ที่ได้จากดวงจันทร์ […]

การ์นิเย่ค้นพบวิธีเพื่อทำให้บรรจุภัณฑ์เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น

คุณรู้หรือไม่ ภายในปี 2050 มหาสมุทรของเราอาจมีจำนวนพลาสติกมากกว่าจำนวนปลา แต่เราสามารถเปลี่ยนวิธีในการเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ ซึ่งสามารถทำได้ง่ายกว่าที่คุณคิด ซึ่งการ์นิเย่ได้ค้นพบวิธีเพื่อทำให้บรรจุภัณฑ์เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น โดยได้ร่วมมือกับ @NatGeo @Imogennapper จัดทำชุดวิดีโอสุดพิเศษให้ทุกคนได้เห็นว่าเราสามารถช่วยให้โลกสวยได้ #GarnierGreenBeauty #OneGreenStep #สวยใส่ใจโลก #ก้าวแรกเพื่อโลกสวย #Canbeautygogreen สามารถเข้าไปรับชมคลิปเต็มได้ที่ : https://on.natgeo.com/3JAKC7q