วันที่ท้องฟ้ามืดมิด - National Geographic Thailand

วันที่ท้องฟ้ามืดมิด

เรื่องและภาพถ่าย  เอกรัตน์ ปัญญะธารา

Black Day เป็นโปรเจ็กต์ถ่ายภาพที่ใช้เวลาตลอดหนึ่งปีของเอกรัตน์ ปัญญะธารา บรรณาธิการภาพและช่างภาพประจำนิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย นับตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม 2559  อันเป็นวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร

“เป็นช่วงเวลาที่ความเงียบกลับมีเสียงดังก้อง เป็นช่วงเวลาที่คนไทยทั้งประเทศรู้สึกร่วมกันต่อเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ครั้งนี้ ผมจึงเลือกเล่าเรื่องด้วยการบันทึกอารมณ์แทนการบันทึกเหตุการณ์อย่างตรงไปตรงมา ถือเป็นบันทึกหนึ่งของตัวเองและเป็นบันทึกหนึ่งของเหตุการณ์ซึ่งยาวนานตลอดหนึ่งปีเต็มของการไว้ทุกข์” เอกรัตน์กล่าว

“สิ่งที่ยากที่สุดคือการถ่ายสิ่งที่มองไม่เห็นเพราะเป็นอารมณ์  เป็นการถ่ายภาพที่ใช้จินตนาการมากกว่าถ่ายสิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้า หรือการถ่ายสัญลักษณ์ที่นำไปสู่ความรู้สึกนี้ เป็นสิ่งที่ยากมากและไม่เคยทำมาก่อน”

ที่ผ่านมา การถ่ายภาพเพื่อตีพิมพ์ลงใน เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย ใช้วิธีบอกเล่าเรื่องราวที่ร้อยเรียงจากภาพถ่ายชุดหนึ่ง แต่สำหรับ “Black Day” เอกรัตน์ไม่กำหนดกฎเกณฑ์การถ่ายภาพของเขา “แต่มีเกณฑ์ในการเลือกภาพว่า ดูแล้วเกิดความเชื่อมโยงถึงความรู้สึกนั้นไหม ผมถ่ายภาพไปเรื่อยๆ จนกว่าจะได้เรื่องที่ดี ทุกขั้นตอนเป็นการทดลอง ตั้งแต่การลงพื้นที่เพื่อถ่ายภาพให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะเราเองก็ไม่รู้ว่า ภาพไหนจะใช่หรือไม่ใช่โดยกำหนดโทนสีของภาพให้เป็นโทนสีที่ใกล้เคียงกับอารมณ์ของคนไทยในวันที่ได้ยินข่าวสวรรคตของในหลวง รัชกาลที่ 9”

พิธีถวายสักการะและแสดงความอาลัยในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งจัดขึ้นที่สะพานภูมิพล เป็นหนึ่งในพิธีที่จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องทั่วประเทศตลอดหนึ่งปีของการไว้ทุกข์ อันเป็นการแสดงออกถึงความอาลัยรักและโศกเศร้าที่คนไทยทั้งประเทศมีร่วมกัน
ประกายแสงจากหิ่งห้อยที่กระจัดกระจายอยู่กลางป่า ณ ค่ายพรหมโยธี จังหวัดปราจีนบุรี ดูสวยงามราวกับภาพฝัน ทว่าแฝงไว้ซึ่งความเศร้าสร้อย ทำให้ผมนึกถึงภาพผู้คนจากทั่วประเทศที่มุ่งหน้ามายังพระบรมมหาราชวัง หลังรับทราบข่าวการเสด็จสวรรคตของในหลวงรัชกาลที่ 9
ที่หน่วยบัญชาการกำลังสำรอง (สวนเจ้าเชตุ) พลทหารนายหนึ่งยืนมองลอดลายเหล็กดัดระหว่างรอช้างพลายจากจังหวัดพระนครศรีอยุธยาตั้งขบวนในพิธีถวายสักการะพระบรมศพหน้าพระบรมมหาราชวัง

 

อ่านเพิ่มเติม : ๙ ช่างภาพสารคดีกับในหลวงรัชกาลที่ ๙ประพาสต้นบนดอย สี่ทศวรรษโครงการหลวง

เรื่องแนะนำ

วัฒนธรรมเดินไต่เชือกกลับมาอีกครั้ง ณ หุบเขาในรัสเซีย

ขอเชิญชวนคุณผู้อ่านร่วมเดินทางไปยังรัฐเดกาสถาน ประเทศรัสเซีย บรรดาผู้สูงอายุกำลังถ่ายทอดทักษะการเดินไต่เชือกให้แก่คนรุ่นหลัง เพื่อฟื้นวัฒนธรรมอันโดดเด่นนี้ให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

เยือนดินแดนซึ่งคนตายไม่เคยหลับใหลบนเกาะ ซิซิลี

เยือนดินแดนซึ่งคนตายไม่เคยหลับใหลบนเกาะ ซิซิลี ซิซิลี – ณ วัดของบาทหลวงคณะกาปูชินในเมืองปาแลร์โม เมืองหลวงของแคว้น ซิซิลี ซึ่งตั้งอยู่ ณ จัตุรัสอันเงียบสงัดใกล้กับสุสาน หากเดินลงบันไดผ่านรูปสลักไม้ของแม่พระมหาทุกข์ เราจะพบประตูที่นำไปสู่ห้องเก็บศพใต้ดิน ห้องนี้มีขนาดใหญ่โตมโหฬาร พร้อมเพดานโค้งและทางเดินที่ทอดยาวไปทางมุมด้านขวา อากาศภายในห้องเย็นเยียบ อับชื้น และเหม็นเปรี้ยวจากกลิ่นฝุ่นและเสื้อผ้าที่เปื่อยยุ่ย ตามหิ้งบนผนังมีศพร่วม 2,000 ศพตั้งเรียงรายอยู่ในหีบที่ผุพัง พวกเขาแต่งองค์ทรงเครื่องด้วยเสื้อผ้าที่ดีที่สุดหรือเครื่องแบบชุดเก่งราวกับจะแต่งตัวไปอวดใคร เรื่อง        เอ. เอ. กิลล์ ภาพถ่าย วินเซนต์ เจ. มูซี ในยุโรป การผึ่งศพให้แห้งและการรักษาสภาพศพเป็นธรรมเนียมปฏิบัติอันเป็นเอกลักษณ์ของซิซิลี แม้จะพบในพื้นที่อื่นๆของอิตาลีบ้างก็ตาม แต่ส่วนใหญ่อยู่ในซิซิลีที่ซึ่งความสัมพันธ์ระหว่างคนเป็นกับคนตายเหนียวแน่นเป็นพิเศษ ปรากฏการณ์นี้ก่อให้เกิดคำถามว่า พวกเขาทำเช่นนี้ไปเพื่ออะไร และเพราะเหตุใดจึงนำซากศพเหล่านี้มาจัดแสดง ร่างไร้วิญญาณเหล่านี้อยู่ในอากัปกิริยาต่างๆที่บ่งบอกถึงบุคลิกและอุปนิสัยใจคอของแต่ละคน ขากรรไกรของพวกเขาอ้าค้างราวกับกำลังกรีดร้องแต่ไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมา ฟันที่ผุกร่อนแสยะยิ้มคุกคาม เบ้าตาจ้องมองออกมาอย่างสิ้นหวัง ผิวหนังหยาบกร้านหุ้มกระดูกแก้มที่แห้งตอบและข้อนิ้วที่หลุดลุ่ย ซากศพเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นของคนร่างเล็ก แขนทั้งสองข้างอยู่ในท่ากอดอก ขณะที่ลำตัวถูกรั้งให้ตั้งตรงด้วยลวดและตะปู ศีรษะตกพับอยู่บนไหล่ ร่างกายค่อยๆเสื่อมสภาพลงพร้อมๆกับท่วงท่าฝืนสังขารลอกเลียนคนเป็น คูหาเก็บศพเหล่านี้แบ่งแยกชัดเจนระหว่างนักบวชกับฆราวาส ด้านหนึ่งเราจึงพบบรรดาแพทย์ ทนาย และตำรวจในเครื่องแบบ แล้วยังมีคูหาสำหรับสตรีที่มัคคุเทศก์บอกว่า เราสามารถชื่นชมแฟชั่นของวันวานได้ แต่ซากศพเหล่านั้นสวมเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง ขะมุกขะมอม […]

กรุงเทพ 24 ชั่วโมง: เจาะลึกชีวิตผู้คนในเมืองหลวงที่ไม่หลับใหล

อะไรที่ทำให้ กรุงเทพ ได้รับฉายาว่า “มหานครที่ไม่เคยหลับใหล” คงไม่ใช่เพียงแสงสีที่ให้ความสว่างไสว แต่เป็นชีวิตและกิจกรรมของผู้คนที่ “เคลื่อนไหว” ในมหานครแห่งนี้ คุณอาจพบเห็นพวกเขาแทบทุกวันแต่อาจไม่เคยล่วงรู้ว่า ชีวิตและหน้าที่การงานของพวกเขามีส่วนสร้างสีสันและชีวิตชีวาให้เมืองหลวงของสยามประเทศอย่างไร 06:00 น. กรุงเทพ เกือบ 6 นาฬิกาแล้ว  แสงแรกแห่งวันเริ่มทอประกายเหนือขอบฟ้า พระพุฒิ พลวุฑโฒ เตรียมพร้อมสำหรับการออกปฏิบัติศาสนกิจอันเป็นหน้าที่แห่งสงฆ์ผู้เปรียบได้กับเนื้อนาบุญ นั่นคือการออกรับบิณฑบาตจากพุทธศาสนิกชน พระพุฒิออกจากวัดทางประตูด้านหลัง  ท่านอุ้มบาตรคู่กายเดินผ่านย่านชุมชนแออัด ก่อนจะข้ามถนนเพชรบุรี มุ่งหน้าสู่ตลาดสดประตูน้ำ จากนั้นเดินย้อนกลับมาตามถนนประตูน้ำเพื่อกลับสู่วัด และฉันภัตตาหารเช้าเวลา 8 นาฬิกา ซึ่งเป็นอาหารเพียงมื้อเดียวของวัน ในแต่ละวันกิจวัตรที่ท่านต้องปฏิบัติต่อจากนี้ได้แก่ การทำวัตรเช้า เรียนภาษาบาลี ศึกษาพระธรรม ทำความสะอาดบริเวณวัด และทำวัตรเย็น พระพุฒิอธิบายว่า “อาตมาออกบิณฑบาตเช้ากว่านี้ไม่ได้ เพราะเดี๋ยวนี้ญาติโยมออกมาใส่บาตรค่อนข้างสาย”  ทำให้ท่านต้องออกบิณฑบาตเวลา 7 นาฬิกา แล้วอีกอย่างก็เพื่อหลีกเลี่ยงพระรูปอื่นๆ ที่ใช้เส้นทางเดียวกัน แม้การออกบิณฑบาตของพระพุฒิจะสายกว่าพระรูปอื่นๆถึงหนึ่งชั่วโมง  และถ้าเป็นในต่างจังหวัดหรือแม้แต่ย่านชานเมือง พระมักออกบิณฑบาตตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง  กระนั้นพระสงฆ์เหล่านี้ก็เป็นคนกลุ่มแรกๆที่เริ่มปลุกชีวิตชีวาให้นครหลวง ของสยามประเทศแห่งนี้ ชีวิตตลอดสิบปีที่ผ่านมาของพระพุฒิวนเวียนอยู่ในโลกทางธรรมภายในพระอารามหลวงเนื้อที่ 16 ไร่ ของวัด ปทุมวนาราม  ซึ่งตั้งอยู่ […]