นี่คือหลุมศพที่ไร้การแตะต้องอายุ 4,400 ปี ในอียิปต์ - National Geographic Thailand

หลุมศพที่ไร้การแตะต้องอายุ 4,400 ปี ในอียิปต์

หลุมศพ อันน่าทึ่งนี้ฉายให้เห็นชีวิตของข้าราชสำนักอียิปต์ และการค้นพบอีกมากมายที่กำลังรออยู่

ในยุคพีระมิดของอียิปต์โบราณ วาห์ไท (Wahtye) ชายผู้มีสายสัมพันธ์อันดีกับผู้มีอำนาจ  เสียชีวิตลงและถูกฝังอยู่ในสุสานของราชวงศ์อันกว้างใหญ่ที่ตอนนี้ครอบครองพื้นที่ทะเลทรายทางตะวันตกของกรุงไคโรในปัจจุบัน หลุมศพ ของเขาซึ่งถูกประดับตกแต่งอย่างมีสีสัน ยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์ ที่ระดับความลึกประมาณ 16 ฟุต (5 เมตร) ใต้พื้นทราย ณ แหล่งโบราณสถานที่รู้จักในชื่อ ซักการา

หลุมศพ
มุสตาฟา วาซิรี เลขาธิการสภาโบราณคดีสูงสุดอียิปต์ชี้ให้เห็นรูปสลักขนาดเล็กในช่องต่างๆที่ปรากฎอยู่ที่ฐานของผนัง ภาพถ่ายโดย Amr Nabil, AP

หลุมศพเช่นนี้ถือเป็น “หลุมศพที่ไม่เคยพบมาก่อนในรอบหลายทศวรรษที่ผ่านมา” มุสตาฟา วาซิรี เลขาธิการสภาโบราณคดีสูงสุดอียิปต์ กล่าวระหว่างงานแถลงข่าวประกาศการค้นพบเมื่อเช้าวันที่ 17 พฤศจิกายน 2561  “สีที่ตกแต่งนั้นยังคงปรากฎเกือบครบสมบูรณ์ แม้หลุมศพจะมีอายุเกือบ 4,400 ปีแล้วก็ตาม”

ผู้ที่เป็นเจ้าของหลุมศพนี้ทำงานรับใช้ ฟาโรห์เนเฟอร์อิร์คาเร ผู้ปกครองในสมัยราชวงศ์ที่ห้าของอาณาจักรอียิปต์โบราณ นอกเหนือไปจากชื่อของผู้ตาย ตัวอักษรเฮียโรกลิฟิกที่สลักลงบนหินเหนือประตูหลุมศพเผยให้รู้ถึงยศหรือตำแหน่งของชายผู้นี้ นั่นคือนักบวชผู้ชำระล้างบาปแห่งราชสำนัก ปุโรหิต และผู้ตรวจราชการแห่งเรือศักด์สิทธ์

หลุมศพ
เจ้าของศพผู้เป็นนักบวชนามว่า วาห์ไท นั้งอยู่ที่โต๊ะบูชากับภรรยาของเขา ในรูปสลักในหลุมฝังศพของเขา ภาพถ่ายได้รับความอนุเคราะห์จากกระทรวงโบราณคดีอียิปต์

“สิ่งที่เรามีอยู่ตอนนี้คือวิหารหลุมฝังศพสกัดจากหิน” ไอแดน ด็อดสัน นักอียิปต์วิทยา จาก มหาวิทยาลัยแห่งบริสทอล ซึ่งไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการขุดค้นนี้ อธิบายในอีเมล “ตอนนี้สิ่งที่ถูกเปิดเผยคือส่วน ‘สาธารณะ’ ของสิ่งปลูกสร้าง ที่ครอบครัว เพื่อน และนักบวชสามารถนำข้าวของมาเซ่นไหว้ศพได้”

คูหาทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าภายในหลุมฝังศพมีความกว้างประมาณ 33 ฟุต (10 เมตร) จากเหนือไปใต้ 10 ฟุต (3 เมตร) จากตะวันออกไปตะวันตก และสูงประมาณ 10 ฟุต (3 เมตร) เต็มไปด้วยรูปสลักลงสี ประติมากรรม และคำจารึก ซึ่งทั้งหมดอยู่ในสภาพที่ดีอย่างน่าประหลาด แม้เวลาจะล่วงเลยมาแล้วหลายศตวรรษ

หลุมศพ
รูปสลักของนักบวชและสมาชิกในครอบครัวประดับอยู่ในช่องบนผนังของหลุมฝังศพ ภาพถ่ายโดย Amr Nabil, AP

รูปสลักแสดงให้เห็นรูปลักษณ์ของ วาห์ไท (Wahtye) ภรรยาของเขา วีเร็ท พทาห์ (Weret Ptah) และแม่ของเขา เมอริท มีน (Merit Meen) เช่นเดียวกับฉากในชีวิตประจำวันที่ประกอบไปด้วย การล่าสัตว์ การออกเรือ การเซ่นไหว้บูชา และการผลิตสินค้า เช่น เครื่องปั้นดินเผา และเครื่องเรือนที่เกี่ยวข้องกับงานศพ รูปสลักลงสีขนาดใหญ่ของผู้เป็นนักบวชและสมาชิกในครอบครัวของเขาเติมเต็ม 10 ช่องบนผนัง ขณะที่ในอีก 26 ช่องที่เล็กกว่าใกล้กับพื้นมีรูปสลักของคนที่ยังไม่สามารถระบุตัวตนได้ ทั้งหมดยืนหรือนั่งอยู่ด้วยขาไขว้กันในฐานะของอาลักษณ์

จำนวนและความหลากหลายของรูปสลักนั้นผิดปกติ ด็อดสันกล่าว โดยระบุว่า “ส่วนของการตกแต่งที่เหลือคือการสร้างฉากที่เจตนาสร้างสภาพแวดล้อมในโลกหน้าขึ้นมาใหม่ โดยเฉพาะเรื่องการผลิตอาหารเพื่อหล่อเลี้ยงคนตายให้มีชีวิตนิรันดร์ ตลอดจนของเซ่นไหว้ที่ได้รับ”

หลุมศพ
รูปสลักบนผนังหลุมฝังศพประกอบด้วยฉากการทำงานในชีวิตประจำวันหลากหลายของนักบวขผู้ล่วงลับ ภาพถ่ายได้รับการอนุเคราะห์จาก กระทรวงโบราณคดีอียิปต์

ทีมนักโบราณคดีอียิปต์ที่ทำงานอยู่ที่นั่นยังพบปล่อง 5 ปล่องในหลุมศพ มีอยู่หนึ่งปล่องที่ถูกเปิดออกและไม่พบอะไรอยู่ข้างใน แต่ที่เหลือนั้นยังถูกปิดผนึกไว้ ราวกับว่ายังมีความน่าตื่นเต้นให้ค้นหา

“ปล่องนี้น่าจะนำเราไปยังโลงศพหรือโลงศิลาของเจ้าของหลุมศพได้” วาซีรี กล่าว พร้อมคาดเดาถึงตำแหน่งที่ตั้งสำหรับการค้นหาที่จะตามมา โดยหวังว่าอาจพบข้าวของที่เก็บไว้ใช้ในโลกหน้าของผู้ล่วงลับในปล่องอื่นๆ

หลุมฝังศพของนักบวชชั้นสูงผู้นี้ตั้งอยู่ตามแนวสันเขาที่ถูกขุดค้นไปเพียงบางส่วน ยังมีการค้นพบอีกมากที่รอการเปิดเผย

 


อ่านเพิ่มเติม

ค้นพบหลุมศพโบราณอายุ 3,500 ปี ในอียิปต์

 

เกาะติดการขุดค้นและเปิดหลุมฝังศพแห่งใหม่ในอียิปต์

เรื่องแนะนำ

ชมกระเบื้องโรมันที่ยังคงสภาพดี แม้จะผ่านมาหลายร้อยปี

ชมกระเบื้องโรมันที่ยังคงสภาพดี แม้จะผ่านมาหลายร้อยปี มาชมความงดงามของกระเบื้องโมเสกจากคฤหาสน์โรมานาเดลคาซาเล (Villa Romana del Casale) ที่ตั้งอยู่ใกล้กับจัตุรัสอาร์เมอรินา ในแคว้นซิซิลี ของอิตาลี สถานที่แห่งนี้ถูกสร้างขึ้นในสมัยศตวรรษที่ 3 – 4 ในช่วงที่อาณาจักรโรมันยังคงเรืองอำนาจ ก่อนที่จะพังทลายลงจากเหตุแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นในศตวรรษที่ 12 อย่างไรก็ตามแม้ตัวคฤหาสน์จะได้รับความเสียหาย แต่บนความโชคร้ายยังมีความโชคดีเมื่อดินโคล่นที่ถล่มในภัยพิบัติครั้งนั้นได้เก็บรักษากระเบื้องโมเสกเอาไว้ จนกระทั่งนักโบราณคดีมาพบมันเข้าในอีก 700 ปีต่อมา ซึ่งสีสันและลวดลายยังคงเห็นได้ชัดเจนปรากฏภาพของสิงสาราสัตว์, ภาพของชาวบ้าน และตำนานเทพต่างๆ มากมาย เรียกได้ว่ากระเบื้องโมเสกเหล่านี้เป็นผลงานศิลปะจากยุคโรมันที่ดีที่สุดเท่าที่ยังเหลืออยู่ในปัจจุบัน   อ่านเพิ่มเติม เจ้าของกะโหลกศีรษะทรงยาว คือเจ้าสาวจากต่างแดน

ปานถ่อง – ปานซอย มนต์เสน่ห์ของไทใหญ่

มนต์เสน่ห์ ปานถ่อง – ปานซอย เพชรน้ำเอกพุทธศิลป์เมืองสามหมอก สัญจรสู่เมืองสามหมอกคราใด ถ้ามีเวลาว่าง ผมจะซอกแซกไปตามวัดวาอาราม เพราะเสน่ห์หนึ่งที่ตรึงใจผมยิ่งนัก คืออัตลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมของชาวไทใหญ่ที่ไม่ซ้ำแบบใครเลย โดยเฉพาะการตอกลายบนโลหะ ทั้งสังกะสี อลูมิเนียม แผ่นเงิน นำไปประดับชายคาวัดวาวิจิตรตระการตายิ่งนัก เรียกในภาษาไทใหญ่ว่า “ปานซอย – ปานถ่อง” หรือที่ชาวล้านนาในจังหวัดอื่นนิยมเรียก “แป้นน้ำย้อย” นั่นเอง “ปานซอย” คือโลหะตอกลายที่ห้อยลงตรงชายคาโบสถ์วิหาร ส่วนโลหะตอกลายที่ปลายชี้ขึ้นด้านบน เรียก “ปานถ่อง” ลวดลายที่รังสรรค์เป็นลายดอกไม้ ลายพรรณพฤกษา ลายเครือเถา ที่น่าทึ่งคือแม้จะใช้วัสดุที่แข็ง แต่ “สล่า” หรือช่างตอกชาวไทใหญ่ มีกลวิธีตอกให้ลวดลายนูนมีมิติ ไม่แบนราบ ทว่าราวกับจะพลิ้วไหวยามเมื่อต้องแรงลม เฉกเช่นเดียวกับศิลปะเขมรแบบ “บันทายสรี” ที่แกะสลักหินแบบนูนสูงจนแลคล้ายลวดลายลอยเด่นขึ้นมาโลดเต้นได้ วัดที่ทำให้ผมตะลึงในความงามของปานซอย – ปานถ่อง เป็นวัดแรก คือวัดหัวเวียง ซึ่งตั้งอยู่อยู่บนถนนสิงหนาทบำรุง ใจกลางเมืองแม่ฮ่องสอน อารามสำคัญที่สร้างขึ้นพร้อมกับการสร้างตัวเมืองแม่ฮ่องสอนเมื่อ 157 ปีก่อน สร้างด้วยพุทธศิลป์ไทใหญ่อย่างอลังการ โดยเฉพาะหลังคาโบสถ์ วิหารที่โดดเด่นเป็นพิเศษ นอกจากประดับปานซอย – […]

สือเหม่า-ปริศนาอารยธรรมก่อนยุคราชวงศ์ของจีน

ซากเมืองพีระมิดขนาดมหึมาแห่งหนึ่งซึ่งเคยถูกเข้าใจผิดว่าเป็นส่วนหนึ่งของกำแพงเมืองจีน กลับมีอายุเก่าแก่กว่านั้นมาก อาณาจักรป้อมปราการแห่งนี้รุ่งเรืองมา 500 ปีก่อนหน้า “อู่อารายธรรมจีน” ซึ่งอยู่ไกลลงไปทางใต้ด้วยซ้ำ ก้อนหินพวกนั้นไม่ยอมคายความลับง่าย ๆ ชาวบ้าน แถบเนินเขาฝุ่นตลบบนที่ราบสูงดินลมหอบ (Loess Plateau) ของจีนเชื่อว่า เศษกำแพงหินใกล้บ้านพวกเขา เป็นส่วนหนึ่งของกำแพงเมืองจีนมาหลายทศวรรษแล้ว นั่นพอเข้าใจได้ เศษซากของปราการโบราณแห่งนี้ทอดตัว คดเคี้ยวผ่านภูมิภาคแห้งแล้งภายในวงโค้งทางเหนือของ แม่นํ้าเหลือง บ่งบอกถึงพรมแดนเขตอิทธิพลของจีน เมื่อกว่า 2,000 ปีก่อน แต่รายละเอียดอย่างหนึ่งอยู่ผิด ที่ผิดทางพิลึก ชาวบ้านและตามมาด้วยพวกหัวขโมย เริ่มพบเศษชิ้นส่วนหยก บ้างทำเป็นรูปร่างกลมแบน บ้าง เป็นใบมีดและคทา หยกไม่ได้เป็นของพื้นถิ่นทางตอน เหนือสุดของมณฑลฉ่านซี แหล่งหยกใกล้ที่สุดอยู่ห่าง ออกไปไกลกว่าพันกิโลเมตร เหตุใดจึงพบหยกมากมาย ในภูมิภาครกร้างกันดารซึ่งอยู่ใกล้กับทะเลทรายออร์ดอส ในเขตปกครองตนเองมองโกเลียในแห่งนี้กันเล่า เมื่อทีมนักโบราณคดีจีนเดินทางมาสำรวจปริศนา ดังกล่าวเมื่อหลายปีก่อน พวกเขาเริ่มค้นพบบางสิ่ง ที่อัศจรรย์และน่าฉงน เศษซากกำแพงหินเหล่านั้น ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของกำแพงเมืองจีน หากเป็นซาก เมืองป้อมปราการขนาดมหึมาแห่งหนึ่ง การขุดค้นที่ยังดำเนินอยู่เผยให้เห็นกำแพงป้องกันเมืองยาวกว่า สิบกิโลเมตร ล้อมรอบพีระมิดสูง 70 เมตร และสถานที่ ศักดิ์สิทธิ์ชั้นในที่มีจิตรกรรมฝาผนัง ศิลปวัตถุทำจากหยก และหลักฐานอันน่าสะพรึงของการบูชายัญมนุษย์ […]

นาซีพบที่ซ่อน แอนน์ แฟรงค์ ในช่วงโศกนาฏกรรมฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวได้อย่างไร

แม้การจับกุม แอนน์ แฟรงค์ จะผ่านมาแล้ว 77 ปี บรรดานักสืบสวนยังคงสืบหาว่า เจ้าหน้าที่นาซีพบที่ซ่อนของเด็กหญิงชาวดัตช์และครอบครัวได้อย่างไร หลังจากต้องหลบซ่อน ในห้องบนโกดังของบิดามานานกว่าสองปี แอนน์ แฟรงค์ ผู้เขียนบันทึก บันทึกลับของแอนน์ แฟรงค์ อันลือลั่นและสมาชิกในครอบครัวอีก 7 คน ได้ถูกค้นพบโดยทหารนาซีเยอรมันและเจ้าหน้าที่ชาวดัตช์ เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 1944 การค้นหาว่าใคร หรืออะไร ที่ทำให้ที่หลบซ่อนของพวกเขาถูกเปิดเผยยังคงดำเนินมาอย่างต่อเนื่องตลอด 77 ปี ทุกวันนี้ บรรดานักประวัติศาสตร์ นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล แม้กระทั่งนักนิติวิทยาศาสตร์ยังคงใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อระบุตัวเปิดเผยที่อยู่ของแอนน์ แฟรงค์ รวมไปถึงอีกสมมติฐานหนึ่งว่า บางที แอนน์ แฟรงค์ อาจถูกพบเจอตัวโดยบังเอิญ ไดอารี่ของแอนน์ หรือที่รู้จักกันในนาม บันทึกของแอนน์ แฟรงค์ ซึ่งเธอเขียนขึ้นเมื่อตอนอายุ 13-15 ปี เป็นหนังสือเกี่ยวกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวที่แพร่หลายไปทั่วโลก สำหรับชาวเนเธอร์แลนด์ เรื่องราวของเธอ ซึ่งเป็นประชาชนธรรมดาที่เสี่ยงชีวิตเพื่อช่วยผู้อื่นซึ่งกำลังเดือดร้อนได้กลายมาเป็นเรื่องราวอันโดดเด่นของชาวดัตช์ในหน้าประวัติศาสตร์ช่วงการถูกยึดครองของเนเธอร์แลนด์ในสงครามโลกครั้งที่สอง โดยในช่วงเวลานั้นมีการสังหารชาวดัตช์เชื้อสายยิวมากกว่าร้อยละ 80 สูงเป็นอันดับสองรองจากประเทศโปแลนด์ หลายปีผ่านไป มีผู้ต้องสงสัยราว 30 […]