สำรวจรุ่นของเครื่องบิน กับบันทึก 5 อันดับ อุบัติเหตุทางเครื่องบิน ที่ร้ายแรงที่สุดในโลก

สำรวจรุ่นของเครื่องบิน กับบันทึก 5 อันดับ อุบัติเหตุทางเครื่องบิน ที่ร้ายแรงที่สุดในโลก

อุบัติเหตุทางเครื่องบิน แม้เกิดขึ้นไม่บ่อยครั้ง แต่ก็ทำให้ผู้คนกังวลและตั้งคำถามถึงปัจจัยที่ทำให้เกิดขึ้น โดยเฉพาะรุ่นของเครื่องบินที่ใช้ในอุบัติเหตุแต่ละครั้งว่าจะมีโอกาสขัดข้องอีกหรือไม่

จากกรณี อุบัติเหตุทางเครื่องบิน ของสายการบิน Ethiopian Airlines เที่ยวบิน ET 302 เมื่อวันที่ 10 มีนาคม ที่ผ่านมา ทำให้ผู้โดยสารและลูกเรือ 157 คนบนเครื่องบินเสียชีวิตทั้งหมด จึงเกิดการตั้งคำถามถึงรุ่นของเครื่องบินที่ใช้ทำการบินในเที่ยวบินดังกล่าว โดยเครื่องบินรุ่นที่เกิดอุบัติเหตุครั้งนี้คือ Boeing 737 Max 8 ซึ่งเป็นเครื่องบินรุ่นใหม่ของบริษัท Boeing ให้บริการเที่ยวบินเชิงพาณิชย์ครั้งแรกเมื่อเดือนพฤษภาคม ปี 2017

ทว่า ในเดือนตุลาคม 2018 เครื่องบิน Boeing 737 Max 8 ประสบอุบัติเหตุตกครั้งแรกที่ทะเลชวา ประเทศอินโดนีเซีย มีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 189 คน และเพียงแค่ไม่ถึง 5 เดือนถัดมา เครื่องบินรุ่นนี้ก็เกิดอุบัติเหตุกับสายบิน Ethiopian Airlines อีกครั้ง ทำให้สายการบินและหน่วยงานด้านการบินต่าง ๆ เริ่มตั้งคำถามว่าเครื่องบิน Boeing 737 Max 8 นั้นมีความปลอดภัยมากพอที่จะทำการบินในอนาคตหรือไม่

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้องค์การบริหารการบินพลเรือนของประเทศจีน ได้สั่งให้สายการบินในประเทศจีนระงับการให้บริการโดยเครื่องบินรุ่นนี้ไปแล้ว และสายการบิน Ethiopian Airlines เอง ก็ได้ระงับการใช้งานเครื่องบินรุ่นนี้ไปแล้วเช่นกัน แน่นอนว่าหลังจากนี้อาจมีหน่วยงานการบินของประเทศอื่น ๆ ออกมาตั้งคำถามถึงความปลอดภัยของเครื่องบินรุ่นนี้ และถึงแม้ว่าในขณะนี้ไม่มีสายการบินใดในประเทศไทยใช้เครื่องบินรุ่นนี้เพื่อทำการบิน แต่ก็อาจมีการทบทวนในเรื่องของใช้งานเครื่องบินรุ่นนี้มากขึ้น ทั้งจากสายการบินต่าง ๆ และผู้ที่ต้องเดินทางโดยเครื่องบิน

อุบัติเหตุที่เกิดกับเครื่องบินรุ่นต่าง ๆ

แม้ว่า อุบัติเหตุทางเครื่องบิน อาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่ารุ่นของเครื่องบินที่เกิดอุบัติเหตุในแต่ละครั้งถูกตั้งคำถามถึงคุณภาพความปลอดภัย เพราะสาเหตุส่วนใหญ่ของอุบัติเหตุทางอากาศเหล่านี้มักมาจากการขัดข้องของเครื่องยนต์ หรือขาดระบบและอุปกรณ์ที่ทำให้การบินในแต่ละครั้งมีความปลอดภัย จึงทำให้มีการตั้งคำถามไปในขั้นตอนในสายการผลิตเครื่องบิน หรืออาจเป็นที่มาของการพัฒนาเครื่องบินรุ่นใหม่ ๆ ที่มีระบบความปลอดภัยดีขึ้นกว่าเดิม

นี่คือรายละเอียดของ อุบัติเหตุทางเครื่องบิน ที่ร้ายแรงที่สุด 5 ลำดับ พร้อมรุ่นของเครื่องบินที่เกิดอุบัติเหตุ


อันดับ 1 ภัยพิบัติแห่งสนามบิน Tenerife

สายการบิน: KLM Royal Dutch Airlines และ Pan American World Airways

วันเกิดอุบัติเหตุ: 27 มีนาคม 1977

จำนวนผู้เสียชีวิต: 583 คน (ผู้รอดชีวิต 61 คน)

รุ่นของเครื่องบิน: Boeing 747-206B (KLM) และ Boeing 747-121 (Pan American)

อุบัติเหตุทางเครื่องบิน, สนามบินเตเนริเฟ
ภาพของซากเครื่องบินสองลำหลังจากเกิดอุบัติเหตุชนกันในสนามบิน Tenerife ในเดือนมีนาคม 1977 ขอบคุณภาพจาก https://www.telegraph.co.uk/travel/comment/tenerife-airport-disaster

อุบัติเหตุทางการบินที่ร้ายแรงที่สุดในโลกครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นที่บริเวณพื้นที่ทางธรรมชาติ แต่กลับเกิดในพื้นที่สนามบิน Los Rodeos ที่ตั้งอยู่บนเกาะ Tenerife (ปัจจุบันคือสนามบิน Tenerife) ในประเทศสเปน

เหตุการณ์นี้เริ่มต้นจากการที่เครื่องบินทั้งสองลำต้องเปลี่ยนเส้นทางมาจากสนามบิน Gran Canaria ซึ่งในขณะนั้นมีเหตุลอบวางระเบิด เครื่องบินหลายลำจึงต้องเปลี่ยนเส้นทางมายังสนามบิน Los Rodeos ทำให้เกิดภาวะเครื่องบินแน่นขนัดภายในสนามบิน และในวันนั้นเกิดภาวะหมอกลงจัด ทำให้ทั้งหอบังคับการบินและนักบินไม่ทราบตำแหน่งที่ชัดเจนของเครื่องบินที่อยู่บนรันเวย์ ประกอบกับการสื่อสารทางวิทยุที่ไม่ชัดเจน เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโศกนาฏกรรมนี้ขึ้น

การชนกันของเครื่องบินเริ่มต้นเมื่อเครื่องบิน Boeing 747-206B ของสายการบิน KLM พยายามนำเครื่องขึ้นบินในขณะที่เครื่องบิน Boeing 747-121 ของสายการบิน Pan American กำลังจอดอยู่ในรันเวย์เดียวกัน โดยกว่าที่นักบินของสายการบิน KLM จะทราบว่ามีเครื่องบินอีกลำจอดอยู่ก็ไม่สามารถหักหลบได้ทันการณ์ จึงเกิดการชนกันจนไฟลุกท่วมเครื่องบินทั้งสองลำ โดยไม่มีผู้รอดชีวิตจากเครื่องบินของสายการบิน KLM ในขณะที่เครื่องบินของสายการบิน Pan American มีผู้รอดชีวิตทั้งหมด 61 คน


อันดับ 2

สายการบิน: Japan Airlines เที่ยวบิน 123

วันเกิดอุบัติเหตุ: 12 สิงหาคม 1985

จำนวนผู้เสียชีวิต: 520 คน (ผู้รอดชีวิต 4 คน)

รุ่นของเครื่องบิน: Boeing 747SR-146

อุยัติเหตุทางเครื่องบิน, เจแปนแอร์ไลน์ 123
ภาพการเก็บกู้ซากเครื่องบินของสายการบิน Japan Airlines เที่ยวบิน 123 ที่ตกในบริเวณภูเขาโอซูทากะ เมื่อเดือนสิงหาคม 1985 ขอบคุณภาพจาก https://www.avgeekery.com/jal-flight-123-when-a-seven-year-old-shoddy-repair-job-brought-down-a-747/

เหตุการณ์เครื่องบินตกของเครื่องบินตระกูล Boeing 747 นี้เป็นเหตุการณ์เครื่องบินตกลำเดียวที่ร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นที่ภูเขาโอซูทากะ ในจังหวัดกุนมะ ซึ่งตั้งอยู่ตอนกลางของประเทศญี่ปุ่น โดยระหว่างที่เครื่องบิน Boeing 747SR-146 กำลังไต่ระดับขึ้นสู่ความสูงเพดานบินที่ 38,000 ฟุต ตัวเครื่องบินได้เกิดการสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง และเกิดการสูญเสียแรงดัน ทำให้เครื่องบินสูญเสียการควบคุมและร่วงหล่นลงสู่พื้น เหตุการณ์ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเป็นเวลาราว 12 นาที ก่อนที่เครื่องบินจะพุ่งชนกับภูเขาในที่สุด โดยสาเหตุสำคัญของเหตุการณ์เครื่องบินตกครั้งนี้เกิดจากความผิดพลาดในการซ่อมบำรุงของสายการบินก่อนทำการบิน ทำให้ระบบเครื่องยนต์เกิดความผิดพลาดและเกิดโศกนาฏกรรมดังกล่าว


อันดับ 3

สายการบิน: Saudia Airlines เที่ยวบินที่ 763 และ Kazakhstan Airlines เที่ยวบินที่ 1907

วันเกิดอุบัติเหตุ: 12 พฤศจิกายน 1996

จำนวนผู้เสียชีวิต: 349 คน (ไม่มีผู้รอดชีวิต)

รุ่นของเครื่องบิน: Boeing 747 – 168B (Saudia Airlines) และ Ilyushin Il-76TD (Kazakhstan Airlines)

Charkhi Dadri wreckage
ภาพซากเครื่องบินสองลำในเมือง Charkhi Dadri หลังเกิดเหตุการณ์ชนกันกลางอากาศ เมื่อเดือนพฤศจิกายน 1996 ขอบคุณภาพจาก https://allthatsinteresting.com/charkhi-dadri-collision

เหตุการณ์นี้เป็นเหตุการณ์เครื่องบินชนกลางอากาศที่ร้ายแรงที่สุดในโลก เกิดขึ้นบริเวณเหนือน่านฟ้าในเมือง Charkhi Dadri ทางตอนเหนือของประเทศอินเดีย การชนกันครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อเครื่องบิน Ilyushin Il-76TD ของ Kazakhstan Airlines กำลังลดเพดานบินลงสู่ระดับ 15,000 ฟุต และจากนั้นได้ลดระดับความสูงลงมาที่ระดับ 14,500 ฟุต เป็นจังหวะเดียวกันกันเครื่องบิน Boeing 747 – 168B ของสายการบิน Saudia Airlines กำลังไต่ระดับความสูงเดียวกันในทิศทางตรงกันข้าม ประกอบกับหอวิทยุบังคับการบินแจ้งเตือนเครื่องบินทั้งสองลำไม่ทันการณ์ จึงเกิดอุบัติเหตุครั้งนี้ขึ้น


อันดับ 4

สายการบิน: Turkish Airlines เที่ยวบินที่ 981

วันเกิดอุบัติเหตุ: วันที่ 3 มีนาคม 1974

จำนวนผู้เสียชีวิต: 346 คน (ไม่มีผู้รอดชีวิต)

รุ่นของเครื่องบิน: McDonnell Douglas DC-10

หน่วยกู้ภัยกำลังกู้ซากเครื่องบิน รุ่น Douglas DC-10 ของสายการบิน Turkish Airlines เที่ยวบิน 981 ในบริเวณใกล้กรุงปารีส ขอบคุณภาพจาก https://www.nydailynews.com/news/remembering-turkish-airlines-dc-10-crash-gallery-1.2551979

เครื่องบินรุ่น McDonnell Douglas DC-10 ที่บรรทุกผู้โดยสาร 335 คน และลูกเรือ 11 คน เกิดอุบัติตกที่ The Ermenonville ในทางตอนเหนือของกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส โดยเที่ยวบินนี้เดินทางจากสนามบินออร์ลี (Orly Airport) ของกรุงปารีสมุ่งหน้าสู่ท่าอากาศยานลอนดอนฮีทโธรว์ (London Heathrow Airport) กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ โดยหลังจากทำการบินได้เพียง 10 นาที ประตูห้องเก็บสัมภาระด้านหลังซ้ายเปิดออกขณะทำการบิน จึงเกิดรอยรั่วในเครื่องบิน ทำให้ความดันอากาศภายในห้องโดยสารลดลง จนเครื่องบินเสียการควบคุมและตกสู่พื้นโลกในที่สุด โดยหลังจากเหตุการณ์นี้ กลไกระบบล็อกประตูของห้องเก็บสัมภาระของเครื่องบินรุ่นนี้ได้ถูกออกแบบใหม่ให้มีความปลอดภัยมากขึ้น


อันดับ 5

สายการบิน: Saudia Airlines เที่ยวบินที่ 163

วันเกิดอุบัติเหตุ: 19 สิงหาคม 1980

จำนวนผู้เสียชีวิต: 301 คน (ไม่มีผู้รอดชีวิต)

รุ่นของเครื่องบิน: Lockheed L-1011 TriStar

สภาพเครื่องบินรุ่น Lockheed L-1011 TriStar ของสายบิน Saudia Airlines เที่ยวบิน 163 หลังจากเกิดเหตุเพลิงไหม้จนผู้โดยสารเสียชีวิตทั้งหมด ขอบคุณภาพจาก https://www.nmdnconference.com/l-1011-fire-saudi.html

หลังจากที่เครื่องบิน Lockheed L-1011 TriStar ลำนี้ทำการบินออกจากสนามบินของกรุงริยาดเพื่อมุ่งหน้าสู่เมืองเจดดาห์ไปเพียงไม่กี่นาที ก็ต้องลงกลับมาจอดฉุกเฉินที่สนามบินในกรุงริยาดอีกครั้งหลังจากนักบินพบว่าเกิดไฟไหม้ที่ห้องเก็บสัมภาระ แต่ทว่าหลังจากที่เครื่องบินได้ลงจอดฉุกเฉินแล้ว เครื่องบินก็ยังเกิดเพลิงไหม้อย่างต่อเนื่อง การอพยพผู้โดยสารลงจากเครื่องไม่สามารถทำได้เนื่องจากกัปตันเครื่องบินไม่สามารถเปิดประตูฉุกเฉินของเครื่องบิน โดยต้องใช้เวลานานนับ 20 นาที จึงจะสามารถเปิดประตูเครื่องบินได้ ก่อนจะพบว่าผู้โดยสารได้สูดดมควันพิษจากเปลวเพลิงเข้าสู่ร่างกายจนเสียชีวิตหมดทั้งลำ


อ่านเพิ่มเติม ยกเลิกการค้นหา เที่ยวบิน MH370 หลังสี่ปีไร้วี่แวว

เรื่องแนะนำ

๘๙ พรรษา มหาราชในดวงใจ : เสด็จฯเยี่ยมพสกนิกรทั่วหล้า

รอบนักษัตรที่ ๓ (พ.ศ. ๒๔๙๔ – ๒๕๐๖) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯเยี่ยมราษฎรในชนบทเป็นครั้งแรก เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๕ ที่บ้านปากทวาร ตำบลหินเหล็กไฟ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จากนั้นได้เสด็จฯเยี่ยมราษฎรทุกภูมิภาคของประเทศมิได้ว่างเว้น จนกล่าวได้ว่า ไม่มีที่แห่งใดบนผืนแผ่นดินไทยที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯไปไม่ถึง การที่ราษฎรได้เฝ้าฯรับเสด็จอย่างใกล้ชิด ทำให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรับรู้ถึงปัญหาและความทุกข์ยากต่าง ๆ ของพสกนิกรโดยตรง จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานโครงการด้านการแพทย์และการเกษตรหลายโครงการเช่น จัดตั้งกองทุนโปลิโอสงเคราะห์ และจัดตั้งหน่วยแพทย์เคลื่อนที่พระราชทานหน่วยแรกในปี พ.ศ. ๒๔๙๗ เป็นต้น โครงการพัฒนาทางการเกษตรและชลประทานต่าง ๆ รวมทั้งโครงการปลูกหญ้าแฝกป้องกันการกัดเซาะหน้าดิน และโครงการปรับปรุงดินที่เรียกว่า โครงการแกล้งดิน ในเรื่องน้ำนั้น มีพระราชดำริเรื่องโครงการฝนเทียมเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. ๒๔๙๘ โดยทรงมอบหมายให้ ม.ร.ว.เทพฤทธิ์ เทวกุล เป็นผู้ดำเนินการจนกลายมาเป็นโครงการฝนหลวงพระราชทานในทุกวันนี้ ปีเดียวกันนี้ มีพระราชดำริเรื่องฝายชะลอความชุ่มชื้นของดิน และในปี พ.ศ. ๒๕๐๐ ได้เสด็จฯไปทรงประกอบพิธีเปิดเขื่อนเจ้าพระยาที่จังหวัดชัยนาท เป็นต้น ในด้านการศึกษานั้น ทรงริเริ่มให้มีโรงเรียนในชนบทขึ้นเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. ๒๔๙๙ ทรงจัดตั้งโรงเรียนจิตรลดาขึ้นในเขตพระราชฐาน และทรงตั้งทุนอานันทมหิดลขึ้นเพื่อให้นักศึกษาไทยมีโอกาสไปศึกษาต่อในต่างประเทศ เป็นการพัฒนาทรัพยากรบุคคลของชาติ เป็นต้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นอัครศาสนูปถัมภกของทุกศาสนาในราชอาณาจักรไทย เสด็จออกผนวชตามประเพณีของชาวพุทธ ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เมื่อวันที่ ๒๒ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๙๙ ประทับจำพรรษาที่วัดบวรนิเวศวิหารเป็นเวลา ๑๕ วัน ระหว่างนั้น มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ในเวลาต่อมาจึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯสถาปนาขึ้นเป็น สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นอกจากพระราชกรณียกิจในการเสด็จฯเยี่ยมราษฎรทั่วประเทศแล้ว ช่วงเวลาระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๐๒–๒๕๑๐ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังทรงปฏิบัติพระราชภารกิจในฐานะพระประมุขของประเทศด้วยการเสด็จฯเยือนต่างประเทศอย่างเป็นทางการถึง ๒๘ ประเทศ ซึ่งไม่เพียงเป็นการเผยแพร่พระเกียรติคุณและเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีกับมิตรประเทศ หากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังทรงได้รับการยกย่องในพระอัจฉริยภาพด้านต่าง ๆ นับเป็นการสร้างชื่อเสียงและนำคุณประโยชน์มาสู่ประเทศไทยเป็นอย่างมาก   อ่านเพิ่มเติม : ๘๘ พรรษา มหาราชในดวงใจ : ยุวกษัตริย์, ๘๘ พรรษา มหาราชในดวงใจ : ปวงประชามหาปีติ

เหตุใด สงครามเกาหลี จึงยังไม่จบสิ้น

ทหารราบเกาหลีใต้รายหนึ่งกับการเดินทัพในแนวหน้าของ สงครามเกาหลี เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 1950 ความขัดแย้งปะทุขึ้นในช่วงต้นหน้าร้อนนั้นเมื่อเกาหลีเหนือบุกมาที่เกาหลีใต้ การต่อสู้กินเวลานานกว่า 3 ปี และไม่เคยมีการลงนามสนธิสัญญาสันติภาพแต่อย่างใด ภาพถ่ายโดย AP เมื่อเจ็ดสิบปีที่แล้ว ได้เกิดความขัดแย้งว่าใครจะเป็นผู้มีอำนาจเหนือคาบสมุทรเกาหลี จนเกิดเป็น สงครามเกาหลี ความตึงเครียดยังคงเกิดขึ้น และได้เปลี่ยนมุมมองความสำคัญที่มีต่อสงคราม ในวันที่ 25 มิถุนายน 1950 การที่เกาหลีเหนือบุกโจมตีเกาหลีใต้อย่างไม่คาดคิดเป็นการจุดไฟสงครามระหว่างค่ายคอมมิวนิสต์กับโลกเสรีนิยมในการควบคุมคาบสมุทรเกาหลี สงครามเกาหลีที่มีการต่อสู้ระหว่างปี 1950-1953 ทำให้มีผู้เสียชีวิตนับล้าน ทั้งเกาหลีเหนือและใต้ได้มีการขีดเส้นแบ่งเขตแดนอย่างถาวร แม้จะได้ชื่อว่าเป็น ‘สงครามที่ถูกลืม’ ในสหรัฐอเมริกา เนื่องจากไม่ได้รับความสนใจทั้งในช่วงระหว่างและหลังจากความขัดแย้งครั้งนี้ ประวัติศาสตร์สงครามเกาหลีก็ยังมีผลลึกซึ้ง ไม่เพียงแค่การสร้างรูปแบบการเมืองในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ซึ่งยังไม่สิ้นสุดในทางเทคนิค แต่สงครามครั้งนี้เป็นแบบอย่างให้กับประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาในการทำสงครามโดยไม่ได้ผ่านการยินยอมจากสภาคองเกรส สงครามมีจุดเริ่มต้นมาจากการยึดครองเกาหลีของญี่ปุ่นในช่วงระหว่างปี 1910-1945 เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง ฝ่ายสัมพันธมิตรได้รื้อถอนจักรวรรดิญี่ปุ่นจากเกาหลี ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นเครื่องมือต่อรองทางดุลอำนาจของสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียต โดยทั้งสองประเทศที่เคยเป็นฝ่ายสัมพันธมิตรร่วมกันมาทั้งคู่ต่างไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกัน ในปี 1948 เพื่อเป็นการถ่วงดุลอำนาจของทั้งสองขั้ว จึงได้มีการขีดเส้นชายแดนแบ่งเกาหลีโดยใช้เส้นขนานที่ 38 เส้นละติจูดที่พาดผ่านคาบสมุทรแห่งนี้ โดยเกาหลีเหนือเป็นรัฐสังคมนิยมที่นำโดย คิม อิล-ซุง ที่ได้รับการสนับสนุนจากสหภาพโซเวียต และเกาหลีใต้เป็นรัฐทุนนิยมซึ่งนำโดยนายรี ซึง-มัน ที่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกา แม้จะมีความหวังว่าทั้ง […]

ความรู้ประจำวัน : คุณอาจเป็นญาติกับเจงกิส ข่าน

หลายคนคงรู้จักเจงกิส ข่าน บรุษนักรบผู้ยิ่งใหญ่ ผู้สร้างอาณาจักรมองโกล แต่รู้หรือไม่ว่าบนโลกใบนี้ทุกๆ 200 คนจะมีอยู่หนึ่งคนที่มีความเกี่ยวข้องทางดีเอ็นเอกับเจงกิส ข่าน ผลการศึกษาโครโมโซม Y โครโมโซมเพศที่พบในผู้ชาย นักวิทยาศาสตร์พบว่า ผู้ชายที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่เคยเป็นดินแดนของอาณาจักรมองโกลในอดีต ผู้ชายจำนวนมากมีโครโมโซม Y ที่ใกล้เคียงกัน ซึ่งเชื่อกันว่าพวกเขาเหล่านี้คือลูกหลานที่สืบเชื้อสายมาจากบรรดาลูก หลาน เหลน โหลนของจักรพรรดิเจงกิส ข่านอีกที ความเป็นไปได้มีมากน้อยแค่ไหนว่ากันว่ามีโอกาส 0.5% ที่คุณจะเป็นญาติกับเจงกิส ข่าน แต่หากคุณเป็นชาวเอเชีย โอกาสดังกล่าวจะเพิ่มเป็น 8% ทั้งนี้แม้ว่าบรรพบรุษของคุณ (หากคุณอยู่ใน 8%) เจงกิส ข่าน จะเป็นนักรบจอมกระหายเลือด (จากสถิติว่ากันว่าในยุคที่มองโกลเรืองอำนาจ ชาวมองโกลรุกรานและเข่นฆ่าผู้คนไปมากถึง 40 ล้านคน) แต่ก็มีตำนานกล่าวถึงความรักของจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ผู้นี้ว่าจุดเริ่มต้นของอาณาจักรอันไพศาลนี้มาจากความต้องการแก้แค้นให้แก่ผู้หญิงคนหนึ่ง จะเป็นอย่างไรลองชม   อ่านเพิ่มเติม : 7 โบราณสถานที่เชื่อกันว่าถูกสร้างโดยเอเลี่ยน, บังเกอร์ทหารจากยุคเผด็จการ กลายเป็นสารพัดประโยชน์