สำรวจรุ่นของเครื่องบิน กับบันทึก 5 อันดับ อุบัติเหตุทางเครื่องบิน ที่ร้ายแรงที่สุดในโลก

สำรวจรุ่นของเครื่องบิน กับบันทึก 5 อันดับ อุบัติเหตุทางเครื่องบิน ที่ร้ายแรงที่สุดในโลก

อุบัติเหตุทางเครื่องบิน แม้เกิดขึ้นไม่บ่อยครั้ง แต่ก็ทำให้ผู้คนกังวลและตั้งคำถามถึงปัจจัยที่ทำให้เกิดขึ้น โดยเฉพาะรุ่นของเครื่องบินที่ใช้ในอุบัติเหตุแต่ละครั้งว่าจะมีโอกาสขัดข้องอีกหรือไม่

จากกรณี อุบัติเหตุทางเครื่องบิน ของสายการบิน Ethiopian Airlines เที่ยวบิน ET 302 เมื่อวันที่ 10 มีนาคม ที่ผ่านมา ทำให้ผู้โดยสารและลูกเรือ 157 คนบนเครื่องบินเสียชีวิตทั้งหมด จึงเกิดการตั้งคำถามถึงรุ่นของเครื่องบินที่ใช้ทำการบินในเที่ยวบินดังกล่าว โดยเครื่องบินรุ่นที่เกิดอุบัติเหตุครั้งนี้คือ Boeing 737 Max 8 ซึ่งเป็นเครื่องบินรุ่นใหม่ของบริษัท Boeing ให้บริการเที่ยวบินเชิงพาณิชย์ครั้งแรกเมื่อเดือนพฤษภาคม ปี 2017

ทว่า ในเดือนตุลาคม 2018 เครื่องบิน Boeing 737 Max 8 ประสบอุบัติเหตุตกครั้งแรกที่ทะเลชวา ประเทศอินโดนีเซีย มีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 189 คน และเพียงแค่ไม่ถึง 5 เดือนถัดมา เครื่องบินรุ่นนี้ก็เกิดอุบัติเหตุกับสายบิน Ethiopian Airlines อีกครั้ง ทำให้สายการบินและหน่วยงานด้านการบินต่าง ๆ เริ่มตั้งคำถามว่าเครื่องบิน Boeing 737 Max 8 นั้นมีความปลอดภัยมากพอที่จะทำการบินในอนาคตหรือไม่

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้องค์การบริหารการบินพลเรือนของประเทศจีน ได้สั่งให้สายการบินในประเทศจีนระงับการให้บริการโดยเครื่องบินรุ่นนี้ไปแล้ว และสายการบิน Ethiopian Airlines เอง ก็ได้ระงับการใช้งานเครื่องบินรุ่นนี้ไปแล้วเช่นกัน แน่นอนว่าหลังจากนี้อาจมีหน่วยงานการบินของประเทศอื่น ๆ ออกมาตั้งคำถามถึงความปลอดภัยของเครื่องบินรุ่นนี้ และถึงแม้ว่าในขณะนี้ไม่มีสายการบินใดในประเทศไทยใช้เครื่องบินรุ่นนี้เพื่อทำการบิน แต่ก็อาจมีการทบทวนในเรื่องของใช้งานเครื่องบินรุ่นนี้มากขึ้น ทั้งจากสายการบินต่าง ๆ และผู้ที่ต้องเดินทางโดยเครื่องบิน

อุบัติเหตุที่เกิดกับเครื่องบินรุ่นต่าง ๆ

แม้ว่า อุบัติเหตุทางเครื่องบิน อาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่ารุ่นของเครื่องบินที่เกิดอุบัติเหตุในแต่ละครั้งถูกตั้งคำถามถึงคุณภาพความปลอดภัย เพราะสาเหตุส่วนใหญ่ของอุบัติเหตุทางอากาศเหล่านี้มักมาจากการขัดข้องของเครื่องยนต์ หรือขาดระบบและอุปกรณ์ที่ทำให้การบินในแต่ละครั้งมีความปลอดภัย จึงทำให้มีการตั้งคำถามไปในขั้นตอนในสายการผลิตเครื่องบิน หรืออาจเป็นที่มาของการพัฒนาเครื่องบินรุ่นใหม่ ๆ ที่มีระบบความปลอดภัยดีขึ้นกว่าเดิม

นี่คือรายละเอียดของ อุบัติเหตุทางเครื่องบิน ที่ร้ายแรงที่สุด 5 ลำดับ พร้อมรุ่นของเครื่องบินที่เกิดอุบัติเหตุ


อันดับ 1 ภัยพิบัติแห่งสนามบิน Tenerife

สายการบิน: KLM Royal Dutch Airlines และ Pan American World Airways

วันเกิดอุบัติเหตุ: 27 มีนาคม 1977

จำนวนผู้เสียชีวิต: 583 คน (ผู้รอดชีวิต 61 คน)

รุ่นของเครื่องบิน: Boeing 747-206B (KLM) และ Boeing 747-121 (Pan American)

อุบัติเหตุทางเครื่องบิน, สนามบินเตเนริเฟ
ภาพของซากเครื่องบินสองลำหลังจากเกิดอุบัติเหตุชนกันในสนามบิน Tenerife ในเดือนมีนาคม 1977 ขอบคุณภาพจาก https://www.telegraph.co.uk/travel/comment/tenerife-airport-disaster

อุบัติเหตุทางการบินที่ร้ายแรงที่สุดในโลกครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นที่บริเวณพื้นที่ทางธรรมชาติ แต่กลับเกิดในพื้นที่สนามบิน Los Rodeos ที่ตั้งอยู่บนเกาะ Tenerife (ปัจจุบันคือสนามบิน Tenerife) ในประเทศสเปน

เหตุการณ์นี้เริ่มต้นจากการที่เครื่องบินทั้งสองลำต้องเปลี่ยนเส้นทางมาจากสนามบิน Gran Canaria ซึ่งในขณะนั้นมีเหตุลอบวางระเบิด เครื่องบินหลายลำจึงต้องเปลี่ยนเส้นทางมายังสนามบิน Los Rodeos ทำให้เกิดภาวะเครื่องบินแน่นขนัดภายในสนามบิน และในวันนั้นเกิดภาวะหมอกลงจัด ทำให้ทั้งหอบังคับการบินและนักบินไม่ทราบตำแหน่งที่ชัดเจนของเครื่องบินที่อยู่บนรันเวย์ ประกอบกับการสื่อสารทางวิทยุที่ไม่ชัดเจน เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโศกนาฏกรรมนี้ขึ้น

การชนกันของเครื่องบินเริ่มต้นเมื่อเครื่องบิน Boeing 747-206B ของสายการบิน KLM พยายามนำเครื่องขึ้นบินในขณะที่เครื่องบิน Boeing 747-121 ของสายการบิน Pan American กำลังจอดอยู่ในรันเวย์เดียวกัน โดยกว่าที่นักบินของสายการบิน KLM จะทราบว่ามีเครื่องบินอีกลำจอดอยู่ก็ไม่สามารถหักหลบได้ทันการณ์ จึงเกิดการชนกันจนไฟลุกท่วมเครื่องบินทั้งสองลำ โดยไม่มีผู้รอดชีวิตจากเครื่องบินของสายการบิน KLM ในขณะที่เครื่องบินของสายการบิน Pan American มีผู้รอดชีวิตทั้งหมด 61 คน


อันดับ 2

สายการบิน: Japan Airlines เที่ยวบิน 123

วันเกิดอุบัติเหตุ: 12 สิงหาคม 1985

จำนวนผู้เสียชีวิต: 520 คน (ผู้รอดชีวิต 4 คน)

รุ่นของเครื่องบิน: Boeing 747SR-146

อุยัติเหตุทางเครื่องบิน, เจแปนแอร์ไลน์ 123
ภาพการเก็บกู้ซากเครื่องบินของสายการบิน Japan Airlines เที่ยวบิน 123 ที่ตกในบริเวณภูเขาโอซูทากะ เมื่อเดือนสิงหาคม 1985 ขอบคุณภาพจาก https://www.avgeekery.com/jal-flight-123-when-a-seven-year-old-shoddy-repair-job-brought-down-a-747/

เหตุการณ์เครื่องบินตกของเครื่องบินตระกูล Boeing 747 นี้เป็นเหตุการณ์เครื่องบินตกลำเดียวที่ร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นที่ภูเขาโอซูทากะ ในจังหวัดกุนมะ ซึ่งตั้งอยู่ตอนกลางของประเทศญี่ปุ่น โดยระหว่างที่เครื่องบิน Boeing 747SR-146 กำลังไต่ระดับขึ้นสู่ความสูงเพดานบินที่ 38,000 ฟุต ตัวเครื่องบินได้เกิดการสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง และเกิดการสูญเสียแรงดัน ทำให้เครื่องบินสูญเสียการควบคุมและร่วงหล่นลงสู่พื้น เหตุการณ์ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเป็นเวลาราว 12 นาที ก่อนที่เครื่องบินจะพุ่งชนกับภูเขาในที่สุด โดยสาเหตุสำคัญของเหตุการณ์เครื่องบินตกครั้งนี้เกิดจากความผิดพลาดในการซ่อมบำรุงของสายการบินก่อนทำการบิน ทำให้ระบบเครื่องยนต์เกิดความผิดพลาดและเกิดโศกนาฏกรรมดังกล่าว


อันดับ 3

สายการบิน: Saudia Airlines เที่ยวบินที่ 763 และ Kazakhstan Airlines เที่ยวบินที่ 1907

วันเกิดอุบัติเหตุ: 12 พฤศจิกายน 1996

จำนวนผู้เสียชีวิต: 349 คน (ไม่มีผู้รอดชีวิต)

รุ่นของเครื่องบิน: Boeing 747 – 168B (Saudia Airlines) และ Ilyushin Il-76TD (Kazakhstan Airlines)

Charkhi Dadri wreckage
ภาพซากเครื่องบินสองลำในเมือง Charkhi Dadri หลังเกิดเหตุการณ์ชนกันกลางอากาศ เมื่อเดือนพฤศจิกายน 1996 ขอบคุณภาพจาก https://allthatsinteresting.com/charkhi-dadri-collision

เหตุการณ์นี้เป็นเหตุการณ์เครื่องบินชนกลางอากาศที่ร้ายแรงที่สุดในโลก เกิดขึ้นบริเวณเหนือน่านฟ้าในเมือง Charkhi Dadri ทางตอนเหนือของประเทศอินเดีย การชนกันครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อเครื่องบิน Ilyushin Il-76TD ของ Kazakhstan Airlines กำลังลดเพดานบินลงสู่ระดับ 15,000 ฟุต และจากนั้นได้ลดระดับความสูงลงมาที่ระดับ 14,500 ฟุต เป็นจังหวะเดียวกันกันเครื่องบิน Boeing 747 – 168B ของสายการบิน Saudia Airlines กำลังไต่ระดับความสูงเดียวกันในทิศทางตรงกันข้าม ประกอบกับหอวิทยุบังคับการบินแจ้งเตือนเครื่องบินทั้งสองลำไม่ทันการณ์ จึงเกิดอุบัติเหตุครั้งนี้ขึ้น


อันดับ 4

สายการบิน: Turkish Airlines เที่ยวบินที่ 981

วันเกิดอุบัติเหตุ: วันที่ 3 มีนาคม 1974

จำนวนผู้เสียชีวิต: 346 คน (ไม่มีผู้รอดชีวิต)

รุ่นของเครื่องบิน: McDonnell Douglas DC-10

หน่วยกู้ภัยกำลังกู้ซากเครื่องบิน รุ่น Douglas DC-10 ของสายการบิน Turkish Airlines เที่ยวบิน 981 ในบริเวณใกล้กรุงปารีส ขอบคุณภาพจาก https://www.nydailynews.com/news/remembering-turkish-airlines-dc-10-crash-gallery-1.2551979

เครื่องบินรุ่น McDonnell Douglas DC-10 ที่บรรทุกผู้โดยสาร 335 คน และลูกเรือ 11 คน เกิดอุบัติตกที่ The Ermenonville ในทางตอนเหนือของกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส โดยเที่ยวบินนี้เดินทางจากสนามบินออร์ลี (Orly Airport) ของกรุงปารีสมุ่งหน้าสู่ท่าอากาศยานลอนดอนฮีทโธรว์ (London Heathrow Airport) กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ โดยหลังจากทำการบินได้เพียง 10 นาที ประตูห้องเก็บสัมภาระด้านหลังซ้ายเปิดออกขณะทำการบิน จึงเกิดรอยรั่วในเครื่องบิน ทำให้ความดันอากาศภายในห้องโดยสารลดลง จนเครื่องบินเสียการควบคุมและตกสู่พื้นโลกในที่สุด โดยหลังจากเหตุการณ์นี้ กลไกระบบล็อกประตูของห้องเก็บสัมภาระของเครื่องบินรุ่นนี้ได้ถูกออกแบบใหม่ให้มีความปลอดภัยมากขึ้น


อันดับ 5

สายการบิน: Saudia Airlines เที่ยวบินที่ 163

วันเกิดอุบัติเหตุ: 19 สิงหาคม 1980

จำนวนผู้เสียชีวิต: 301 คน (ไม่มีผู้รอดชีวิต)

รุ่นของเครื่องบิน: Lockheed L-1011 TriStar

สภาพเครื่องบินรุ่น Lockheed L-1011 TriStar ของสายบิน Saudia Airlines เที่ยวบิน 163 หลังจากเกิดเหตุเพลิงไหม้จนผู้โดยสารเสียชีวิตทั้งหมด ขอบคุณภาพจาก https://www.nmdnconference.com/l-1011-fire-saudi.html

หลังจากที่เครื่องบิน Lockheed L-1011 TriStar ลำนี้ทำการบินออกจากสนามบินของกรุงริยาดเพื่อมุ่งหน้าสู่เมืองเจดดาห์ไปเพียงไม่กี่นาที ก็ต้องลงกลับมาจอดฉุกเฉินที่สนามบินในกรุงริยาดอีกครั้งหลังจากนักบินพบว่าเกิดไฟไหม้ที่ห้องเก็บสัมภาระ แต่ทว่าหลังจากที่เครื่องบินได้ลงจอดฉุกเฉินแล้ว เครื่องบินก็ยังเกิดเพลิงไหม้อย่างต่อเนื่อง การอพยพผู้โดยสารลงจากเครื่องไม่สามารถทำได้เนื่องจากกัปตันเครื่องบินไม่สามารถเปิดประตูฉุกเฉินของเครื่องบิน โดยต้องใช้เวลานานนับ 20 นาที จึงจะสามารถเปิดประตูเครื่องบินได้ ก่อนจะพบว่าผู้โดยสารได้สูดดมควันพิษจากเปลวเพลิงเข้าสู่ร่างกายจนเสียชีวิตหมดทั้งลำ


อ่านเพิ่มเติม ยกเลิกการค้นหา เที่ยวบิน MH370 หลังสี่ปีไร้วี่แวว

เรื่องแนะนำ

หน้ากากจงอยในช่วงการระบาดของ กาฬโรค

ในศตวรรษที่สิบเจ็ด ระหว่างการระบาดของ กาฬโรค ผู้คนต่างเชื่อว่าชุดแต่งกายนี้สามารถฟอกอากาศให้บริสุทธ์ได้ แต่พวกเขาคิดผิด ครั้งหนึ่ง กาฬโรค เคยเป็นโรคระบาดที่น่ากลัวที่สุดในโลก ด้วยจำนวนผู้คนที่ล้มหายตายจากไปกว่าร้อยล้านคน ดูเหมือนกับว่ามันระบาดไปทั่วโลกอย่างไม่มีอะไรมาหยุดยั้ง ผู้ป่วยต่างเจ็บปวดจากอาการของโรค ทั้งต่อมน้ำเหลืองบวม ผิวหนังมีสีคล้ำ และอาการทุกข์ทรมานอื่นๆ ช่วงศตวรรษที่สิบเจ็ดในยุโรป ทีมแพทย์ที่รักษาผู้ป่วยกาฬโรคสวมเครื่องแต่งกายที่ตั้งแต่นั้นมาดูเหมือนชุดที่นำมาซึ่งลางร้าย พวกเขาสวมผ้าคลุมยาวตั้งแต่หัวถึงปลายเท้า และสวมหน้ากากที่ดูคล้ายจงอยปากนกยื่นยาว เหตุผลเบื้องหลังหน้ากากป้องกันกาฬโรคเป็นความเข้าใจผิดอย่างรุนแรงเกี่ยวกับธรรมชาติการระบาดของโรคสุดแสนอันตรายนี้ ระหว่างการระบาดของกาฬโรค ซึ่งเป็นโรคระบาดครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในยุโรปยาวนานร่วมศตวรรษ เมืองที่ปกคุลมไปด้วยโรคระบาดได้จ้างแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกาฬโรค ผู้มีประสบการณ์การรักษาโรคมาแล้วทั้งคนรวยและคนจน ทีมแพทย์เหล่านี้ใช้ทุกความเชื่อที่มีในขณะนั้นเกี่ยวกับการป้องกันโรคระบาด ทั้งการไม่สัมผัสผู้ป่วย การใช้ยาถอนพิษกาฬโรค และหนึ่งในนั้นคือสวมหน้ากากจงอย เครื่องแต่งกายนี้ออกแบบโดย Charles de Lorme ซึ่งเป็นบุคคลที่ราชวงศ์ยุโรปต้องการตัวมารักษาโรคในช่วงศตวรรษที่สิบเจ็ด รวมถึงพระเจ้าหลุยส์ที่ 13 และ Gaston d’Orléans บุตรแห่ง Marie de Médici เขาอธิบายว่า ในชุดประกอบด้วยเสื้อคลุมยาวเคลือบแว็กซ์ รองเท้าบู้ท เสื้อเชิ้ตที่สวมทับด้านใน หมวกและถุงมือที่ทำมาจากหนังแกะ แพทย์เหล่านี้มักถือไม้เท้าเพื่อใช้จิ้มไปยังตัวของผู้ป่วยที่ติดเชื้อ ส่วนศรีษะในชุดเป็นส่วนที่ดูแปลกประหลาด: ทีมแพทย์สวมเครื่องแต่งกายที่เป็นปรากฏการณ์ de Lorme อธิบายต่อ และสวมหน้ากากรูปทรงจงอย “ขนาด 15 […]

๘๙ พรรษา มหาราชในดวงใจ : ชัยชนะของการพัฒนา

รอบนักษัตรที่ ๖ (พ.ศ. ๒๕๓๐ – ๒๕๔๒) “การพัฒนาแหล่งน้ำนั้น ในหลักใหญ่ ก็คือการควบคุมน้ำให้ได้ดังประสงค์ทั้งปริมาณและคุณภาพ กล่าวคือ เมื่อน้ำมีปริมาณมากเกินไปก็ต้องหาทางระบายออกให้ทันการณ์ ไม่ปล่อยให้เกิดความเดือดร้อนเสียหายได้ และในขณะที่เกิดภาวะขาดแคลน ก็จะต้องมีน้ำกักเก็บไว้ใช้อย่างเพียงพอ ทั้งมีคุณภาพเหมาะสมแก่การเกษตร การอุตสาหกรรม และการอุปโภคบริโภค ปัญหาอยู่ที่ว่าการพัฒนาแหล่งน้ำอาจจะมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมบ้าง แต่ถ้าไม่มีการควบคุมน้ำที่ดีพอแล้ว เมื่อเกิดภัยธรรมชาติขึ้นก็จะก่อให้เกิดความเดือดร้อนสูญเสีย ทั้งในด้านเศรษฐกิจและในชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ทั้งส่งผลกระทบกระเทือนแก่สิ่งแวดล้อมอย่างร้ายแรง” –พระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ความห่วงใยในสภาพชีวิตความเป็นอยู่ ตลอดจนปัญหาด้านต่าง ๆ ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ที่พสกนิกรต้องเผชิญ ทำให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทุ่มเทพระวรกาย พระสติปัญญา และพระอัจฉริยภาพอันเป็นที่ประจักษ์ ในการบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่อาณาประชาราษฎร์ตลอดระยะเวลากว่า ๖๐ ปีแห่งการครองราชย์ ดังจะเห็นได้จากโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริมากกว่า ๔,๐๐๐ โครงการที่ได้พระราชทาน โครงการเหล่านี้เกิดจากความร่วมมือร่วมใจของหลายฝ่าย มุ่งแก้ปัญหาและบริหารจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน เพื่อประโยชน์ต่อความมั่นคงปลอดภัยของประเทศชาติและที่สำคัญที่สุดคือความผาสุกของประชาชน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำริให้จัดตั้ง “มูลนิธิชัยพัฒนา” ขึ้นโดยทรงดำรงตำแหน่งเป็นนายกกิตติมศักดิ์ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นองค์ประธาน เพื่อสนับสนุนช่วยเหลือประชาชนในการดำเนินการพัฒนาต่าง ๆ ซึ่งหากทำตามระเบียบราชการอาจเกิดความไม่สะดวก ไม่ทันท่วงที ทั้งนี้มุ่งที่ผลประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับอย่างแท้จริง มูลนิธิชัยพัฒนาได้รับการจดทะเบียนจัดตั้งเป็นมูลนิธิและมีฐานะเป็นนิติบุคคล ตั้งแต่วันที่ ๑๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๓๑ โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริต่าง ๆ ที่มูลนิธิชัยพัฒนาจัดตั้งขึ้นและให้การสนับสนุนการดำเนินงานกระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ โครงการสำคัญ ๆ มีอาทิ แนวคิดและทฤษฎีในการพัฒนาแหล่งน้ำและปรับปรุงดิน โครงการน้ำดีไล่น้ำเสีย โครงการฝนหลวง โครงการเครื่องดักหมอก (เป็นการพัฒนาทรัพยากรแหล่งน้ำในบรรยากาศ) การพัฒนาและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ โครงการพัฒนาสังคมและการส่งเสริมคุณธรรม การแก้ไขปัญหาน้ำท่วม  และการพัฒนาฟื้นฟูป่าไม้ เป็นต้น โครงการเส้นทางเกลือเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในท้องถิ่นที่มีปัญหาขาดแคลนสารไอโอดีน อันเนื่องมาจากพระราชดำริตามหลักสังคมวิทยาการแพทย์ (Medical Sociology) ทรงกำหนดให้ใช้พื้นที่อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นต้นแบบในการศึกษาแก้ไขปัญหา ค้นหาเส้นทางเกลือตั้งแต่แหล่งผลิตไปสู่ผู้บริโภค โครงการบำบัดน้ำเสียด้วยพืชน้ำ โครงการพัฒนาเพื่อพึ่งตนเองของเกษตรกร และโครงการทฤษฎีใหม่ ทฤษฎีใหม่ (New Theory) นี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานแนวพระราชดำริเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบความยากลำบากในการเพาะปลูก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตพื้นที่เกษตรที่อาศัยน้ำฝน แล้วเกิดปัญหาขาดแคลนน้ำเนื่องจากความแปรปรวนของสภาวะดินฟ้าอากาศ ซึ่งแม้จะมีการขุดบ่อเก็บน้ำไว้ใช้ ก็ยังไม่เพียงพอ จึงเสนอแนวทางจัดการที่ดินและน้ำเพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้ ที่เรียกว่า ทฤษฎีใหม่ก็เพราะมีพระราชดำริให้มีการบริหารและจัดการใช้ประโยชน์ในที่ดินอย่างเป็นสัดส่วนและยั่งยืน เช่น ขุดสระน้ำ ทำนาข้าว ปลูกไม้ผลยืนต้น และสร้างที่อยู่อาศัย เป็นแนวทางที่ไม่เคยมีผู้ใดคิดและทำมาก่อน ประการต่อมาคือมีการคำนวณโดยหลักวิชาการเกี่ยวกับปริมาณน้ำที่จะกักเก็บให้เพียงพอตลอดฤดูเพาะปลูกทั้งปี และสุดท้ายคือมีการวางแผนที่สมบูรณ์แบบสำหรับเกษตรกรรายย่อย ทั้งหมดนี้เป็นทฤษฎีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำริขึ้นมาใหม่ทั้งสิ้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัสในโอกาสที่คณะบุคคลต่าง ๆ เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทเพื่อถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา เมื่อวันที่ ๔ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๗ ความตอนหนึ่งว่า “ชัยชนะของประเทศนี้โดยงานของมูลนิธิชัยพัฒนานั้นก็คือ ความสงบ… เป็นเมืองไทยที่มีความเจริญก้าวหน้า จนเป็นชัยชนะของการพัฒนาตามที่ได้ตั้งชื่อ มูลนิธิชัยพัฒนา ชัยของการพัฒนานี้มีจุดประสงค์คือ ความสงบ ความเจริญ ความอยู่ดีกินดี”     อ่านเพิ่มเติม : ๘๘ พรรษา มหาราชในดวงใจ : พระอัจฉริยภาพเกริกไกร, ๘๘ พรรษา มหาราชในดวงใจ : พระบารมีแผ่ไพศาล